เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 49 บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ

    บทที่49บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ

              ฟิ้ววว เสียงควับเคี้ยวสะบัดฝ่าอากาศแส้จันทกาลถูกใช้ออกติดต่อกันสองครั้ง ก่อเกิดคลื่นพลังแหลมคมพร่าพรมลงใส่ร่างของเฟยหลงทว่าการโจมตีของกู่เชวี่ยเทียนตี้เมื่อครู่กลับถูกสะท้อนออกจนหมดสิ้น ที่รอบกายของเฟยหลงคล้ายมีกำแพงโปร่งใสอันแข็งแกร่งกั้นขวางอยู่แม้กระทั่งแส้จันทกาลผสานกับด่านญาณระดับปรมาญาณ ขั้นปลาย ของกู่เชวี่ยเทียนตี้ยังมิอาจทำลายลงได้เช่นนั้นกู่เชวี่ยเทียนตี้จึงมีแววตาที่ทั้งตื่นตระหนกและเดือดดาลละคนกันไป

              “มดปลวกอย่างเจ้า กลับกล้าจองหองต่อหน้าข้าครั้งนี้ข้าจะมิให้เจ้าหลงเหลือแม้เพียงเศษซากกกกก”

              กู่เชวี่ยเทียนตี้ เค้นพลังญาณออกมาราวบ้าคลั่งมันตะโกนก้องจนเสียงดังสะนั่นสะท้านไปทั่ววังหลวง มือขวากำชับด้ามแส้จันทกาลไว้แน่นก่อนเลี้ยงสะบัดปลายแส้เป็นจังหวะ รังสีพลังสีเหลืองอ่อนละมุนเริ่มทอแสงอ่อนจาง ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกถึงแผ่นหลังกู่เชวี่ยเทียนตี้บุรุษผู้มิเคยโดนคนที่ระดับด่านญาณที่ต่ำชั้นกว่าหยามอัปยศ วันนี้กลับพบพานคนที่ยังต่ำชั้นกว่าหลายเท่าและเป็นตัวการหลักที่ทำลายแผนการและชื่อเสียงของมันจนย่อยยับเช่นนั้นจะทำให้มันยังคงบุคลิกความเยือกเย็นเช่นเก่าก่อนได้อย่างไร มันในตอนนี้มีใบหน้าที่เหย๋เกรไม่มีบุคลิกที่สง่างามคงไว้แม้แต่น้อย

               “ตายยยย….. คู่มังกรจันทกาล”

               คู่มังกรจันทกาล เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่าหนึ่งมังกรจันทกาลถึงสองเท่าเมื่อถูกใช้ออก มันก็กวาดม้วนเอาพลังธรรมชาติรอบกาย ก่อเกิดเป็นเส้นสายคล้ายมังกรสองตนที่กำลังพันตู่ครอบฟ้าก่อนทะยานร่างเข้าหาเฟยหลง

                ด้านเฟยหลงยังก้าวเดินเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้โดยมิได้หยุดยั้งฝีเท้ามันไม่มีท่าทีที่จะหลบหลีกการโจมตีอันรุนแรงครั้งนี้ ทั้งไม่มีท่าทีที่จะเค้นเอาพลังญาณออกมาต้านทานทุกผู้คนเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างต้องเอ่ยปากส่งเสียงดังออกมาแทบจะเป็นประโยคเดียวกัน

                “เฟยหลง เจ้าจะบ้าไปแล้วรึ”

                “เจ้าบ้าไปแล้ว หลบเร็ว”

                เหยียนจินอวี้ พึมพรำแผ่วเบาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

                “เฟยหลง….”

                กู่เชวี่ยเทียนตี้ นัยน์ตาแดงก่ำเหลือกถลนคนตะโกนก้อง

                 “ตายไปซะ”

     

                 ตูมมมมมมมมมมมมมม!!!! เสียงดังสะท้านก้องปานอัสนีบาศฟาดลงยังใจกลางวังหลวง คลื่นพลังจากการโจมตีเมื่อครู่รุนแรงเสียจนเหล่าทหารที่รายล้อมอยู่กระเด็นล้มระเนระนาดไปอีกรอบเมื่อคลื่นพลังสงบลง เสียงหัวเราะราวคนเสียสติของกู่เชวี่ยเทียนตี้ก็ดังขึ้นแทนที่

                 “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…ฮ่า… ฮะ…ฮ…”

                 ทว่าเสียงหัวเราะของมันก็ต้องหยุดชะงักลงในทันควันเมื่อส่วนปลายของแส้จันทกาลคล้ายมีสิ่งใดดึงรั้งอยู่ เมื่อทุกสิ่งอย่างสงบลง ฝุ่นคลีบปลิวตกลงสู่พื้นโลกจนหมดสิ้นทำให้ทุกผู้ได้เห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างชัดตา และฉากเบื้องหน้านี้เองที่ทำให้พวกมันต้องตกตะลึงไปตามๆกัน โดยเฉพาะกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่คล้ายมีอัสนีบาศฟาดลงยังจิตใจของมัน ปากกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากเชื่อ

                   “เป็นไปไม่ได้”

                   ปรากฏเฟยหลงกลับยืนอยู่ท่ามกลางพื้นดินที่เป็นเวิงลึกเนื่องจากการโจมตีเมื่อครู่มือขวาของชายหนุ่มกำลังกำชับส่วนปลายของแส้จันทกาลไว้แน่น ไม่ว่ากู่เชวี่ยเทียนตี้จะออกแรงดึงกระชากอย่างเต็มกำลังเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะดึงรั้งแส้จันทกาลให้กลับคืนมาได้

                   เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองกู่เชวี่ยเทียนตี้อย่างช้าๆดวงตาของเฟยหลงตอนนี้กลับดำทมึนดูลึกลับและน่าหวาดหวั่นยิ่ง นัยน์ตาอันดำมืดของชายหนุ่มเมื่อสาดส่องเข้าใส่นัยน์ตาของกู่เชวี่ยเทียนตี้ส่งให้กู่เชวี่ยเทียนตี้ต้องหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง จิตวิญญาณของมันคล้ายกำลังถูกกลืนกินทีละน้อยทีละน้อย เฟยหลงที่นิ่งเงียบไปนานพลันเปิดปากขึ้น

                   “นี่คือ รายามรณะจุติ…….เมื่อเจ้าตายไปแล้วจะได้เห็นมันอีกครั้ง”

                   กล่าวจบเฟยหลงก็ยกมือขวาที่กำส่วนปลายของแส้จันทกาลขึ้นมาระดับอกคลื่นพลังสีดำทมึนที่มิได้เกิดจากพลังธรรมชาติค่อยๆ ลามเลียไปตามตัวแส้จันทกาล ก่อนที่เฟยหลงจะกระตุกหนึ่งครา“เปรี้ยง!”

                   แส้จันกาลหนึ่งในอาวุธระดับชั้นตำนานอาวุธที่นับได้ว่าทรงอานุภาพชิ้นหนึ่งบนโลกใบนี้พลันระเบิดออกไม่เหลือชิ้นดี ภายใต้น้ำมือของบุรุษหนุ่มที่แม้แต่ด่านญาณระดับเหนือธรรรมชาติก็ยังไม่บรรลุถึงทั้งนี้ยังเป็นเพียงการลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น กระตุกเพียงครั้งเดียวก็ทำลายอาวุธที่ถูกจัดไว้ในร้อยอาวุธแห่งตำนานได้

                   บรรยากาศตอนนี้กลับเงียบกริบทุกผู้ต่างนิ่งค้างและตกตะลึงต่อเหตุการณ์เบื้องหน้า แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นกู่เชวี่ยเทียนตี้มันจ้องมองฝ่ามือขวาที่เจิงนองไปด้วยโลหิต บาดแผลที่เกิดจากการกระตุกปลายแส้ของเฟยหลงเมื่อครู่เจ็บปวดไปถึงกระดูกดำแต่นี่ยังไม่เท่ากับความเจ็บและความหวาดกลัวลึกล้ำที่กัดกินเข้าสู่จิตใจของมัน

                   “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้.....นี่เป็นไปไม่ได้!!!!”

                   สิ้นเสียง กู่เชวี่ยเทียนตี้ก็วาดมือซ้ายส่งพลังรูปจันทร์เสี้ยวเข้าใส่เฟยหลงอย่างบ้าคลั่งทุกพลังที่มันโจมตีออกมา กลับเป็นพลังที่เค้นสุดแรงเกิดมิได้ออมรั้งไว้แต่อย่างใด ทว่าเฟยหลงเพียงยกมือขึ้นปัดอย่างทื่อด้านก็สลายพลังของกู่เชวี่ยเทียนไปหมดสิ้น

                   “……….” ทุกอย่างพลันตกอยู่ในความเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้าผู้ฝึกญาณที่รู้กฎเกณฑ์ของระดับขั้นพลังเป็นอย่างดีต่างต้องตกอยู่ในลักษณะปากอ้าตาค้างไปตามๆกัน นี่เป็นการต่อสู้ที่ทำลายกฏเกณฑ์ความเข้าใจต่อการฝึกญาณของพวกมันทั้งหมดสิ้น

                   เป็นไปได้อย่างไร ที่จะมีผู้ฝึกญาณที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามระดับเหนือธรรมชาติกลับอาศัยเพียงการสะบัดมือก็สามารถสยบพลังญาณที่ถูกปลดปล่อยจากยอดคนที่ก้าวข้ามระดับเหนือธรรมชาติมาแล้วถึงสองขั้น

                  

                   กู่เชวี่ยเทียนตี้ยืนหอบหายใจหนักบัดนี้ความหวาดกลัวต่อบุรุษเบื้องหน้ายิ่งมายิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น มันในตอนนี้ไม่มีความคิดที่จะต่อสู้อีกแล้วในหัวของมันมีเพียงความคิดหนึ่งเดียวคือ หนี

                    คิดได้เช่นนั้นมันพลันสะกิดเท้าทะยานร่างขึ้นพุ่งหลบหนีไปทางทิศใต้ ทว่าที่เบื้องหน้าของมันพลันมีรอยแยกเปิดขึ้นกลางนภากาศ และเป็นเฟยหลงที่ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกดังกล่าวกู่เชวี่ยเทียนตี้เห็นเช่นนั้นคนยิ่งตื่นตระหนก บัดนี้เฟยหลงนับได้ว่าเปรียบดั่งพญามัจจุราชที่ไล่ติดตามมันไปทุกฝีก้าวกู่เชวี่ยเทียนตี้กัดฟันกรอดข่มกลั้นความหวาดกลัว ก่อนฟาดฝ่ามือซ้ายส่งคลื่นพลังรูปทรงกลมสีเหลืองอ่อนเข้าใส่เฟยหลงอีกครั้งพลังอันมหาศาลและพลังกดดันจากพลังญาณรูปทรงกลมนี้แผ่กระจายไปไกลจนเหล่าทหารชุดเกราะบางคนถึงกลับล้มทั้งยืนแต่ทว่าเมื่อพุ่งเข้าสู่รัศมีพลังสีดำทมึนของเฟยหลงกลับสูญสลายหายไปสิ้น เฟยหลงจ้องนัยน์ตาอันดำมืดมาที่กู่เชวี่ยเทียนตี้แล้วกล่าวขึ้น

                   “ข้าขอตอบแทน ที่ครั้งหนึ่งเจ้าเคยส่งข้าไปยังปรโลก”

                   พรึ่บบบ ร่างของเฟยหลงกลายเป็นเงาดำพล่าพลายเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้กู่เชวี่ยเทียนตี้เป็นบุคคลที่รักตัวกลัวตาย เมื่อเงามรณะเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ คนก็หวาดผวาพุ่งทะยานร่างหนีไปอีกทางทันทีเพียงชั่วอึดใจเฟยหลงก็บรรลุถึงตัวกู่เชวี่ยเทียนตี้ในที่สุด จากนั้นเฟยหลงก็แทงมือที่ห่อหุ้มด้วยพลังสีดำออกไปอย่าทื่อด้าน

                   ฟิ้ววววว เสียงลมหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศเข้าที่กลางหลังของกู่เชวี่ยเทียนตี้ความหนาวเหน็บแทรกซึมไปถึงจิตใจของมัน ขณะที่ปลายนิ้วของเฟยหลงกำลังจะแทงทะลุร่างของมันกู่เชวี่ยเทียนตี้พลันเอื้อมมือกระชากร่างของอวี้หลันที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเข้ามารับเงามรณะนี้แทน

                   ฉึกกกก ฝ่ามือของเฟยหลงแทงทะลุร่างของอวี้หลันอวี้หลันสะท้านขึ้นเฮือก โลหิตสดๆ เริ่มไหลออกมาจากปากรูปกระจับของนาง ก่อนที่นางจะค่อยๆหันหน้าไปจ้องมองกู่เชวี่ยเทียนตี้บุรุษผู้เป็นที่รัก หยาดหยดน้ำตาแห่งความเศร้ารันทดความรัก และความแค้นที่คละเคล้าก็ไหลรินออกมาเป็นทางยาวก่อนสิ้นใจตายไป กู่เชวี่ยเทียนตี้อาศัยจังหวะนี้พุ่งทะยานหลบหนีออกไปในทันทีไม่แม้แต่จะชำเลืองมองร่างอันไร้วิญญาณของอวี้หลัน เมื่อทุกผู้ได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ต่างด่าทอสาปแช่งกู่เชวี่ยเทียนตี้เป็นเสียงเดียวกันไม่เว้นแม้แต่เหยียนจินอวี้ แม้นางจะโกรธแค้นอวี้หลันเพียงใดแต่เมื่อเห็นนางต้องจบชีวิตลงเพราะคนที่รักเช่นนี้ นางก็อดรู้สึกเวทนามิได้

                   หัวหน้าองครักษ์อวี้จงหวินเมื่อเห็นบุตรีต้องตกตายต่อหน้าคนก็ตะโกนก้องด้วยความเสียใจ และเดือดดาล มันมิได้โทษที่เฟยหลงเป็นคนลงมือ แต่มันโกรธแค้นบุคคลที่มันกำลังถวายชีวิตทำงานให้และเป็นบุคคลที่บุตรีมันรักและเทิดทูนยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ทว่าวันนี้บุคคลผู้นั้นกลับตอบแทนน้ำใจพวกมันเช่นนี้

                    “กู่เชวี่ยเทียนตี้เจ้าคนสารเลว”

                    อวี้จงหวินทะยานร่างขึ้นขวางหน้ากู่เชวี่ยเทียนตี้พร้อมทั้งตวัดฟาดฝ่ามืออันหยุนเยียบด้วยพลังเต็มสิบส่วน แต่ด้วยที่กู่เชวี่ยเทียนตี้มีระดับด่านญาณที่สูงกว่ามันขั้นหนึ่งพลังฝ่ามือนี้จึงถูกสลายไปได้ และเป็นกู่เชวี่ยเทียนตี้ตวัดฟาดฝ่ามืออันหยุนเยียบสะบั้นเส้นชีพจรหัวใจของมันคนสิ้นใจตายตามบุตรีไป

                    ขณะที่คนทั้งสอง ซึ่งก็คือกู่เชวี่ยเทียนตี้กับอวี้จงหวินต่อสู้พัวพันกันอยู่นั้นเฟยหลงคิดขยับกายเข้าไปจัดการคนทั้งสอง แต่ว่าร่างของชายหนุ่มพลันสะท้านขึ้นวูบ มิอาจก้าวขาออกไปได้มันจึงครุ่นคิดขึ้น

                     “เวลาของรายามรณะจุติใกล้หมดลงแล้ว”

                     

                      ร่างอันไร้ชีวิตของอวี้จงหวินล้มลงยังพื้นปฐพีกู่เชวี่ยเทียนตี้ก็กระโดดก้าวข้ามศพของมันเพื่อหลบหนีออกไป หากตอนที่ยังมีชีวิตมันสามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่ากู่เชวี่ยเทียนตี้จะใช้ร่างของมันและบุตรเป็นหินรองฝ่าเท้าเพื่อให้ตนเองได้หลบหนีราวสุนัขข้างถนนเช่นนี้ตอนนั้นมันคงมิคิดทรยศต่อราชวงศ์ที่คอยให้ร่มเงาพึ่งพิงแก่มันแล้ว แต่สัจธรรมของชีวิตนั้นย่อมเป็นไปตามกาลเวลามิอาจที่จะย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วได้

                       กู่เชวี่ยเทียนตี้ทะยานร่างหลบหนีสุดชีวิตส่วนหางตาของมันก็เหลือบมองเฟยหลงเป็นระยะๆ เมื่อพบว่าเฟยหลงมีท่าทีที่ไม่สู้ดีนักคนก็คลายใจลงหากมันกลับไปถึงนิกายเมื่อไหร่ มันจะหาทางแก้แค้นตัวบัดซบผู้นั้นคืนอย่างสาสม เช่นคนจึงตะโกนก้อง

                       “ฝากไว้ก่อนเถอะ"

     

                       ทั่วร่างของเฟยหลงบัดนี้มีแต่ความรู้สึกหนักอึ้งขาของมันแต่ละข้างคล้ายถูกถ่วงไว้ด้วยเขาเถาหมิงซานทั้งลูก ยากที่จะก้าวหรือขยับตัวติดตามกู่เชวี่ยเทียนตี้ไปชายหนุ่มกัดฟันกรอด หากแค้นนี้มิได้ชำระ มันยากที่จะสงบใจลงได้ เช่นนั้นคนจึงเรียกรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสกลับมาที่มือแต่ทันทีที่รังสีกระบี่เข้าสู่รัศมีพลังสีดำทมิฬ พลังญาณสีทองก็สูญสลายไปกลับคืนสู่รูปลักษณ์ที่เป็นกระบี่สีดำมะเมื่อมเช่นเดิมทว่าเมื่อกระบี่สีดำมะเมื่อมลอยเข้าสู่ฝ่ามือของเฟยหลงที่ขณะนี้อยู่ในร่างรายามรณะจุติตัวกระบี่กลับส่งเสียงอึงอล สะท้อนสะท้านไปทั่วสามภพ ก่อนเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้าออกมาจากนั้นตัวกระบี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์โปร่งแสง เฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจขึ้นมาในบัดดลกระบี่โปร่งแสงที่ช่วยให้ตนหลุดรอดจากแดนปรโลก ที่แท้ก็คือกระบี่สีดำมะเมื่อมเล่มนี้นี่เองเฟยหลงยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนพึมพรำแผ่วเบา

                       “แม้ว่าผู้อื่นจะมองว่าเจ้าเป็นกระบี่อาถรรพ์อับโชคแต่สำหรับข้า เจ้าคือสหายและเป็นประกายแห่งแสงสว่างที่เหนือปาฏิหาริย์ นำทางให้ข้าหลุดพ้นจากโพยภัยเสมอมา….จงแสดงอานุภาพของเจ้าให้ทั่วปฐพีได้ประจักษ์”

                       วิ้งงงงงงงงง ตัวกระบี่โปร่งแสงส่งเสียงอึงอลดังสนั่นแทรกแทรงเข้าสู่จิตใจคนทุกผู้การส่งเสียงของมันในครั้งนี้ เหมือนกำลังกล่าววาจาโต้ตอบกับผู้เป็นนายอย่างใดอย่างนั้นเฟยหลงสาดสายตาจ้องเขม็งไปยังจุดสีดำขนาดเล็กที่ทะยานร่างลอยระริ้วขึ้นลงออกไปไกล ซึ่งจุดสีดำนี้ก็คือร่างของกู่เชวี่ยเทียนตี้นั่นเอง

                       เช่นนั้นเฟยหลงจึงสะบัดมือคราหนึ่งส่งกระบี่โปร่งแสงในมือพุ่งออกไปตัวกระบี่โปร่งแสงกรีดผ่านนภากาศยามราตรีกาล ก่อเกิดเป็นเส้นสีขาววาดผ่านท้องฟ้าทอดเป็นทางยาวไร้ซึ่งซุ่มเสียง ไร้ซึ่งพลังธรรมชาติใดๆ ไร้พลังกดดันที่จะทำลายบรรยากาศโดยรอบ มีเพียงพลังที่เหนือปาฏิหาริย์เหนือกฎเกณฑ์ความเข้าใจที่เคยปรากฏอยู่ในปฐพีแห่งนี้

                       ฉึกกกกกก อ่ออออก!!กระบี่โปร่งแสงพุ่งทะลวงผ่านร่างกู่เชวี่ยเทียนตี้อย่างรวดเร็ว โดยที่คนยังมิทันจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำคมกระบี่โปร่งแสงได้ตัดขั้วหัวใจของมัน จนคนล้มทั้งยืน พร้อมทั้งกระเด็นกลิ้งไปเบื้องหน้าตามสภาวะแรงที่ใช้หลบหนีและคนก็สิ้นใจตายไปในที่สุด

                       ความทะเยอทะยานความมักใหญ่ใฝ่สูง ความไม่พอ สุดท้ายต้องแลกมาด้วยความว่างเปล่าและชีวิตที่มอดม้วยมรณา

     

                  

           

    คล้ายกับเรื่องเซียนเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน