ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 90 ระทึกขวัญกว่า


    ภายในรถเบนซ์สีดำคันใหญ่ที่กำลังวิ่งตรงเข้าไปในตัวจังหวัด ณรัชต์วางกระเป๋าไว้บนตักและนั่งอย่างสงบเสงี่ยม นั่งไปได้สักพักเจ้าของรถที่นั่งข้างๆ เขาก็เอ่ยปากชวนคุยขึ้นมา
    “ขอบใจนะไอเดียเรื่องการขอให้ สจ.สมคิดเกียร์ว่าง”
    “ไม่เป็นไรครับ”
    ณรัชต์รู้ว่าต่อให้เขาไม่แนะนำเรื่องนี้ พ่อของส้มก็สามารถเอาชนะการเลือกตั้งคราวนี้ได้อยู่ดี ซึ่งในช่วงชีวิตที่แล้วพ่อของเพื่อนร่วมห้องเขาได้คะแนนรับเลือกกตั้งเฉือนชนะผู้สมัครคู่แข่งไปได้อย่างหวุดหวิด เรียกว่าชนะกันแค่ในหลักพันคะแนนเท่านั้น
    และเพราะชนะกันด้วยคะแนนที่ไม่ขาด ฝ่ายที่แพ้จึงมีการร้องเรียนต่างๆนานามากมาย เช่นกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียง หรือว่ามีการโกงการเลือกตั้งในแบบต่างๆ พร้อมทั้งขอให้นับคะแนนใหม่ ดึงเกมกันอยู่พักใหญ่ กว่าที่สุดท้ายพ่อของส้มจะได้รับการรับรองให้เป็นผู้แทนฯ ในที่สุด
    การเลือกตั้งครั้งนี้จะว่าไปณรัชต์ก็แค่ทำให้คะแนนเสียงชนะเด็ดขาดขึ้นเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการร้องเรียนกันหลังเลือกตั้ง เพราะถ้าคะแนนเป็นเอกฉันท์การโวยวายที่เกิดขึ้นก็จะไม่เสียงดังสักเท่าไหร่ แผนของเขาถือเป็นการทำให้พ่อของส้มได้รับการรับรองเร็วขึ้นอีกหน่อยจากที่จะต้องรออีกเกือบสองเดือนเพราะเรื่องร้องเรียนเท่านั้นล่ะ
    “ยังไงกำนันก็ชนะอยู่แล้วล่ะครับ” ณรัชต์ก็ยังไม่ถนัดที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าพ่ออย่างที่เคยได้รับอนุญาตแล้วอยู่ดี จึงสนิทใจที่จะเรียกด้วยชื่อตำแหน่งเดิมที่คนทั่วไปมักเรียกอีกฝ่าย
    “ขอบใจที่เชียร์” พ่อของส้มที่นานๆ จะยิ้มสักทีก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะตอบ
    หลังจากนั้นกำนันพลก็ชวนณรัชต์คุยด้วยเรื่องทั่วๆ ไป
    “จบ ม.6 แล้วจะไปเรียนต่อที่ไหนล่ะ”
    “ว่าจะเลือกมหา’ลัยในกรุงเทพฯ ครับ” ณรัชต์ตอบตามตรง
    “กรุงเทพฯ เหรอ ก็ดี เรียนไกลบ้านน่ะดีแล้ว จะได้เห็นอะไรกว้างมากขึ้น เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯ เจริญขึ้นเยอะมากมีกระทั่งรถไฟฟ้าบนดินแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย ต่อไปรถในกรุงเทพฯ คงจะเลิกติดซักที ไปเมื่อไหร่ก็เจอแต่รถติด” พ่อของเพื่อนร่วมห้องขึ้นประโยคด้วยประโยคบอกเล่าแต่ก็ไม่วายปิดท้ายด้วยการบ่นถึงการจราจรในเมืองหลวง
    “ครับ” ณรัชต์รับคำอย่างเดียว ไม่อยากดับฝันอีกฝ่ายว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นกรุงเทพฯ รถไม่ติดหรอก ขนาดอีกสิบกว่าปีข้างหน้าที่เขาจากมารถยนต์ในกรุงเทพฯ ก็ยังติดขัดหนักเหมือนเดิม แถมจะยิ่งหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
    “ส้มก็เห็นว่าอยากจะไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะได้เข้าคณะฯ ที่อยากเรียนหรือเปล่า ถ้าได้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ฝากดูด้วยนะ” พ่อของเพื่อร่วมห้องกล่าว
    “ครับ”
    “อ้อ! ที่ดินฝั่งตรงข้ามนั่นซื้อมาแล้วใช่ไหม เห็นปรับพื้นที่ซะเรียบร้อยเลย”
    “ครับ”
    “ว่าแต่ คิดจะเอาที่ตรงนั้นไปทำอะไรเหรอ” พ่อของส้มถามด้วยความสนใจ
    “ขายให้พวกห้างค้าส่งที่สนใจจะมาเปิดสาขาที่จังหวัดเราครับ” ณรัชต์ตอบตามตรง ยังไงอีกไม่นานพ่อของเพื่อนร่วมห้องเขาก็ต้องระแคะระคายอยู่แล้ว
    “หืม ห้างค้าส่งเหรอ” พ่อของส้มทำเสียงแปลกใจ คงเพราะด้วยตำแหน่งที่มีในหอการค้าจังหวัดกลับไม่ได้ข่าวคราวเรื่องนี้
    “ครับ ตอนนี้มีรายนึงติดต่อมาสองรอบแล้ว ดูท่าจะสนใจมาตั้งจริงๆ ” ณรัชต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
    “ห้างเหรอ อืมมม” กำนันพลยกมือขึ้นมาลูบคางพลางครุ่นคิด
    “งั้นต่อไปที่ดินรอบๆ แถวนั้นก็จะราคาขึ้นน่ะสิ” น้ำเสียงสนใจหลังจากครุ่นคิด
    ณรัชต์ก็นึกขึ้นได้ตามคำเปรยของอีกฝ่าย 'จริงด้วยแฮะ เขาลืมไปเลยว่าถ้ามีห้างค้าส่งมาตั้งตรงนั้น ที่ดินบริเวณข้างเคียงใกล้ๆ ห้างมักจะพากันราคาขยับขึ้นโดยอัตโนมัติ'
    “ที่แถวนั้นรอบๆ ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านคนกับหมู่บ้าน เคยมีมาฝากขายหรือจำนองอยู่พอสมควรแต่ไม่น่าสนใจ ถ้ามีห้างมาตั้งจริงๆ ต่อไปอย่างน้อยๆ ราคาที่ดินก็คงจะขึ้นได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ทันที และขายง่ายด้วย” นักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่งของจังหวัดกล่าวณรัชต์เหลือบมองคู่สนทนาอย่างนับถือ ดูเหมือนหัวคิดนักธุริจนี่เขาจะเห็นช่องทางในการทำเงินได้ตลอดเลยถ้ามีจังหวะและโอกาส
    ก็คงจะเรียกว่าเป็นความเชี่ยวชาญการลงทุนในแบบที่ตัวเองถนัดล่ะมั้ง เป็นนักธุรกิจก็เห็นช่องทางทำเงินแบบนักธุรกิจ อย่างพ่อของณรัชต์ที่ถนัดทำไร่ ก็สามารถทำไร่และขยายพื้นที่พร้อมนำกำไรที่ได้ มารับจำนองสะสมเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกของตัวเองไปเรื่อยๆ เพิ่มรายได้และกำไรตามความถนัดของตัวเอง หรือพ่อภีก็เป็นคนที่ชอบลงทุนสะสมพวกเครื่องรางกับพระเครื่องซึ่งก็เป็นการสะสมความมั่งคั่งในรูปแบบของตัวเองทุกคนที่ประสบความสำเร็จล้วนมีความเชี่ยวชาญในการสะสมความมั่งคั่งในแบบของตัวเอง

    ระหว่างกำลังนึกทึ่งพ่อของส้มที่เห็นช่องทางหากำไรจากโอกาสที่เจอได้ง่ายๆ แบบนี้ ณรัชต์ก็รู้สึกถึงไฟหน้าของรถยนต์ที่วิ่งจี้ด้านหลังรถเบนซ์คันโตที่เขากำลังนั่งอยู่
    แสงไฟที่ส่องมาทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเพราะเผลอนึกถึงอดีตบางอย่างที่ไม่อยากนึกถึงขึ้นมา
    ณรัชต์หันไปดูรถที่วิ่งจี้มาทางด้านหลัง เป็นไฟหน้าของรถบรรทุกอย่างที่เขาคาดไว้ ก่อนขมวดคิ้วด้วยความสงสัยที่รถด้านหลังไม่ยอมแซงขึ้นไปสักที
    พ่อของส้มที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เห็นไฟหน้าจากรถยนต์ที่จ่ออยู่ด้านหลังเช่นกันจึงหันไปกล่าวกับคนขับรถ
    “ชะลอรถหน่อย ให้รถคันหลังแซงไป”
    คนขับรถส่งเสียงรับคำ
    พอรถยนต์ที่ณรัชต์นั่งมาเริ่มชะลอ รถบรรทุกคันด้านหลังก็ขับแซงขึ้นมาตีคู่ที่ด้านข้างทันที แต่พอขับตีคู่ขึ้นมาแล้วกลับไม่ได้เร่งแซงขึ้นไปในทันที หลังจากนั้นรถบรรทุกคันใหญ่ที่วิ่งตีคู่มา จู่ๆ ก็หักพวงมาลัยจนด้านข้างรถบรรทุกเบี่ยงมาเบียดรถที่ณรัชต์นั่งมาจนเกิดเสียงดังจากการเสียดสีกันระหว่างรถทั้งคู่
    “ระวัง!! ” คนคุ้มกันที่นั่งหน้าร้องบอกคนขับ
    รถเบนซ์คันที่ณรัชต์นั่งมาถูกเบียดจนแฉลบเข้าข้างทาง แต่เพราะเป็นจังหวะที่ชะลอรถให้แซง รถจึงไม่ได้มีความเร็วมากทำให้คนขับยังสามารถควบคุมรถได้
    หลังจากนั้นคนขับจึงตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบการเบียดลงข้างทางเพราะเห็นว่าตรงข้างทางจุดนั้นเป็นพื้นที่ระดับเดียวกับถนนไม่ใช่ท้องร่องหรือมีต้นไม่ใหญ่ข้างทาง โชคดีพื้นที่ติดถนนแถบนี้เป็นไร่อ้อยซึ่งมักจะเกลี่ยดินทำไร่อยู่ระนาบเดียวพื้นถนนและเกลี่ยมาจนชิดถนน ทำให้รถไม่เกิดการเสียหลักเมื่อไถลลงข้างทาง
    ดังนั้นรถเบนซ์ที่เขานั่งมาหลังจากหักเข้าข้างทางก็ชนกับต้นอ้อยไปสองสามกอรถก็หยุดลง ณรัชต์เห็นคนขับรถกับคนคุ้มกันที่ด้านหน้าควักปืนออกมาจากอกเสื้อแล้วขึ้นลำ ก่อนรีบเปิดประตูออกไปยืนคุมทางด้านนอกรถทันที
    หลังจากนั้นครู่เดียวคนคุ้มกันของกำนันพลทั้งคู่ก็เปิดประตูเข้ามานั่งในรถที่เดิม
    “รถบรรทุกคันนั้นวิ่งเลยไปไม่ชะลอครับกำนัน” คนขับรถที่ออกไปกล่าวรายงาน
    “ไม่มีรถตามมาซ้ำ หรือรถที่ตามดูเหตุการณ์ครับ ดูเหมือนจะเป็นแค่การขู่” คนคุ้มกันที่นั่งข้างคนขับกล่าวคาดคะเนให้เจ้านายที่นั่งด้านหลังฟัง
    หลังจากฟังรายงานจากลูกน้องแล้วพ่อของเพื่อนร่วมห้องเขาก็เอ่ยปาก
    “ช่วงนี้พวกเรามาหาเสียงในเขตเขาบ่อยไปกระมัง ถึงได้ส่งคนมาทักทายแบบนี้”
    ณรัชต์นั่งเงียบกับเหตุระทึกขวัญที่พบเจอโดยไม่ได้เอ่ยปากอะไร ดูเหมือนการเลือกตั้งซ่อมในคราวนี้จะเดือดเกินกว่าที่เขาคิดหรือรู้มาเขารู้ว่าแม้กำนันพลจะถือเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดคนหนึ่ง แต่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นคู่แข่งก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน เพราะอีกฝ่ายก็เป็นผู้กว้างขวางในธุรกิจก่อสร้างและงานรับเหมาในเขตภาคอีสาน
    และสำหรับวงการรับเหมาทุกคนต่างก็รู้ว่าไม่ใช่วงการธรรมดาทั่วไป เพราะล้วนแต่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งนั้น และยิ่งคนที่กว้างขวางในวงการยิ่งต้องมีบารมีและเขี้ยวเล็บไม่ธรรมดา
    ขนาดคู่แข่งเป็นนักธุรกิจที่มีบารมีในจังหวัดอย่างกำนันพล แต่ดูเหมือนเสี่ยหาญหรือชื่อจริงว่านายอาจหาญ ผู้สมัครฯ คู่แข่งจากอีกพรรคการเมืองก็ยังกล้าทักทายด้วยการข่มขู่แบบนี้
    “เอาไงต่อครับนาย” บอดี้การ์ดคนนั่งหน้าคู่คนขับเอ่ยปากถามเจ้านาย
    กำนันพลกอดอก ครุ่นคิดเงียบๆ
    “เข้าเมืองเหมือนเดิม แต่แวะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไว้หน่อย เล่นตามกติกาไปก่อน”
    ณรัชต์นั่งเงียบในรถโดยไม่ได้เอ่ยปากอะไร
    หลังจากนั้นรถเบนซ์สีดำคันใหญ่ของกำนันพลก็พาเขาตรงเข้าเมืองไปจนถึงที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองในเวลาไม่นานก่อนจะยกขบวนกันลงจากรถยนต์เดินขึ้นสถานีตำรวจไป ณรัชต์ก็เดินตามคณะไปเงียบๆ
    พอมีการไปแจ้งร้อยเวรไม่นานหลังจากนั้นทั้งสถานีตำรวจก็คึกคักโกลาหลขึ้นมาทันทีเพราะคนที่แจ้งความในวันนี้เป็นถึงนักธุรกิจคนสำคัญของจังหวัดและยังเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นระหว่างร้อยเวรจะเริ่มสอบถามเรื่องราว ผู้กำกับสถานีถึงกับออกจากห้องมานั่งฟังด้วย
    ระหว่างกำลังสอบถามไปไม่นาน ก็มีนายตำรวจยศใหญ่อีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องแล้วยืนฟัง ณรัชต์เหลือบไปมองที่บ่าอีกฝ่ายแล้วก็แปลกใจ เพราะนายตำรวจที่เข้ามาใหม่ถึงกับมียศเท่ากับผู้กำกับที่นั่งอยู่หัวโต๊ะในตอนนี้ระหว่างสอบถามข้อมูล นอกจากร้อยเวรแล้วผู้กำกับกับนายตำรวจใหญ่ที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ก็เอ่ยปากเสียงเข้มสอบถามรายละเอียดเหตุการณ์เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
    พนักงานสอบสวนค่อยๆ ถามรายละเอียดเหตุการณ์จากแต่ละคนทั้งกำนันพล คนขับรถ คนคุมกัน รวมถึงณรัชต์ด้วย เขาก็ตอบไปสั้นๆ ตามที่เห็นเหตุการณ์
    เขาเหลือบมองนายตำรวจยศเท่าผู้กำกับที่กำลังยืนฟังการสอบสวนอยู่อย่างรู้สึกว่าคุ้นๆ ตา จึงเพ่งสายตาดูป้ายชื่อที่อกเสื้อของอีกฝ่าย พอเห็นนามสกุลก็เข้าใจ
    พ่อของน้องปิ่นนี่เอง! มิน่าโครงหน้าคุ้นๆ ดูเหมือนคดีนี้จะเป็นที่สนใจถึงขนาดทางสถานีตำรวจภูธรจังหวัดที่อยู่ติดกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนี้จะส่งคนมาฟังการสอบสวนด้วย ณรัชต์เหลือบมองรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดหน้าดุด้วยความสนใจ เพราะเขาเพิ่งจะเคยเห็นพ่อของรุ่นน้องเป็นครั้งแรก
    เหตุการณ์ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนดังนั้นการสอบสวนจึงแล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนก็รับปากอย่างแข็งขันว่าจะรีบไปสืบหารถบรรทุกที่ก่อเหตุโดยเร็วที่สุดเพื่อสืบสวนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ
    เรื่องนี้ณรัชต์ว่าคงคาดหวังอะไรไม่ได้หรอก เรื่องนี้ไม่ใช่ละครหลังข่าวที่ร้อยตำรวจเอกจะสืบสวนจนไล่จับผู้มีอิทธิพลมาส่งฟ้องได้ เพราะในชีวิตจริงณรัชต์รู้ว่าถ้าสืบสวนจนไปกระทบกระเทือนถึงเสี่ยหาญเข้า แค่เสี่ยหาญออกปากกับรัฐมนตรีพินิจคำเดียว ต่อให้กระทั่งผู้กำกับที่อยู่ในห้องนี้ก็ยังไม่แคล้วจะถูกเด้งไปที่อื่นด้วยซ้ำไป
    หลังจากให้ปากคำเสร็จณรัชต์กับพ่อของส้มก็ทยอยกันลงจากสถานีตำรวจ
    ตั้งแต่เหตุการณ์โดนรถบรรทุกเบียดจนตกไปข้างทางจนมาถึงตอนนี้ นอกจากการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเลย ณรัชต์ตกใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่พอสมควร
    อาจเพราะเหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงอุบัติเหตุในอดีตคราวนั้น ทำให้ความรู้สึกเศร้าเสียใจต่างๆ ที่ฝั่งลึกและพยายามลืมไปได้ฟุ้งกลับคืนมาอีกครั้ง
    ‘ยังไงตอนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทุกคนที่เขาเคยสูญเสียล้วนแต่ยังอยู่กันครบทุกคน’ เขาได้แต่ปลอบตัวเองในใจ
    กำนันพลเห็นณรัชต์หน้าซีดมือสั่นอยู่ก็แปลกใจ เพราะปกติเพื่อนของลูกสาวจะนิ่งและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุอย่างมาก แต่เรื่องนี้คงน่าตกใจเกินไปจึงดูเหมือนจะทำให้เพื่อนของลูกสาวมีอาการผิดปกติไป
    “คืนนี้ไปพักที่บ้านก่อนแล้วกัน อย่าเพิ่งกลับไปนอนหอเลย”
    ณรัชต์ไม่ได้แย้งอะไร เดินขึ้นรถไปเงียบๆ จนรถวิ่งออกจากสถานีตำรวจมาถึงบ้านของเพื่อนร่วมชั้นในเวลาไม่นาน
    เขาเดินตามอีกฝ่ายเข้าบ้านเงียบๆ ตอนนี้เพิ่งราวสองทุ่มเท่านั้นจึงได้มาทันมื้อค่ำที่ครอบครัวกำนันพลยังรออยู่
    ณรัชต์เห็นส้มกับแม่ทำหน้าแปลกใจที่เห็นเขาติดตามมาด้วยแต่ก็ไม่ได้สอบถามอะไร ต่างพากันนั่งกินข้าวเงียบ ๆ อาจเพราะเจ้าของบ้านฝ่ายชายส่งสายตาปรามสมาชิกในบ้านกระมัง
    หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จณรัชต์ก็เดินตามแม่บ้านไปที่ห้องพักแขก หลังวางกระเป๋าในห้องนอนแขกและล้างหน้าล้างตาเสร็จเขาก็ยังตาสว่าง เมื่อเห็นว่ายังไม่ดึก และเขาคงนอนไม่หลับในตอนนี้จึงออกจากห้องเดินลงมาที่ห้องโถงรับแขกข้างล่าง
    แม่บ้านที่เพิ่งเก็บครัวมื้อเย็นของบ้านหลังนี้เสร็จเห็นณรัชต์เดินลงมานั่งอยู่ที่ชุดรับแขกจึงเดินเข้ามาสอบถามว่าสนใจจะรับของว่างอะไรหรือไม่ เขาตอบปฏิเสธไป ก่อนถามว่าเจ้าของบ้านไปไหนเพราะดูแล้วก็ยังไม่น่าจะถึงเวลาเข้านอน
    “กำนันกับคุณนายไปงานเลี้ยงแต่งงานค่ะ” แม่บ้านตอบ หลังจากนั้นก็เดินเข้าครัวไปหาน้ำเปล่ามาเสิร์ฟก่อนจะเข้าครัวไปล้างจานต่อ
    ณรัชต์นั่งอยู่มุมรับแขกที่เขาเคยนั่งคุยกับพ่อของเพื่อนร่วมชั้นเมื่อคราวก่อน เขามองออกไปที่ด้านนอกผ่านกระจกหน้าต่างพร้อมใจลอยคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของเขา
    โดยไม่รู้ตัวว่าลูกสาวเจ้าของบ้านยืนมองลงมาจากชั้นบน

    ณรัชต์นึกถึงคำถามที่หลวงตาเคยถามเขาในวันนั้นได้อยู่เสมอ….





    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 7,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้านมูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 143,300 + 7,000,100 + 24,000,000
    = ปัจจุบัน 33,193,400 บาท

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------