เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 สั่นสะท้านทั้งเหยียนเฉิง

                หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!

               เพียงชั่วพริบตาต่อมาแสงอันเจิดจ้าก็พุ่งเข้าไปยังร่างของเหยียนเย่า แล้วระเบิดตัวอย่างฉับพลันพร้อมมีพลังปราณแผ่ซ่าน เพียงชั่วพริบตาแท่นประลองก็สั่นสะท้านเพราะแสงที่พุ่งทะยานไปนั้นเจิดจ้าจนแสบตาเป็นอย่างยิ่ง

               ผู้ชมรอบลานประลองสวรรค์ประทานต่างหลับตาลงไปด้วยความปวดแสบปวดร้อน การโจมตีในครั้งนี้...นี่เป็นวิชายุทธ์แบบใดกัน?

               เพียงชั่วพริบตาความตกตะลึงก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างก็จ้องมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นบนแท่นประลองอย่างไม่ละสายตา! รวมถึงยอดฝีมือที่อยู่บนห้องรับรองแขกอันทรงเกียรติด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างก็คิดไม่ถึงว่าการประลองในครั้งนี้จะมีการต่อสู้ที่ดุเดือดถึงเพียงนี้เกิดขึ้น!

               “นี่ช่างเป็นวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งเสียจริง!”

               ในชั่วพริบตาต่อมามู่อวี่อินที่อยู่ในเงามือก็ลุกขึ้นยืน เจ้าของดวงตาดุจดั่งวารีคู่นั้นมองไปยังแท่นประลองอย่างเงียบงัน เดิมทีจิตใจที่สงบนิ่งไร้ซึ่งการสั่นไหวเริ่มมีการสั่นสะท้านเกิดขึ้นเล็กน้อย ความแปลกใจปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาก่อนจะหายไป

               ไม่ว่าเมิ่งฝานจะแพ้หรือชนะ พลานุภาพของพลังจากนิ้วของเขานั้นก็มากพอที่จะทำให้เกิดความตกตะลึงไปทั่วลานประลอง รวมถึงกู่หยวนที่พุ่งทะยานมาด้วยความเร็ว เหยียนหยางที่อยู่บนที่รับรอง ยามนี้แม้กระทั่งเอินไท่ก็ยังกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

               บนแท่นประลองนั้น

               เงียบงันเฉกเช่นความตาย เมื่อฝุ่นควันที่ลอยตลบอบอวลเริ่มเลือนหายจึงพบว่าเมิ่งฝานกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น เลือดสีแดงสดหลั่งไหล สติเริ่มเลือนราง

               ทว่าบนพื้นกลับมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏ ซึ่งในจุดสิ้นสุดของรอยร้าวนั้นก็คือร่างของเหยียนเย่าที่นอนจมกองเลือดจนไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาสิ้นชีพไปหรือยัง!

               ทั้งที่เหยียนเย่าใช้โอสถพลังจิตแต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่เมิ่งฝานไปตั้งแต่กระบวนท่าแรกอยู่วันยังค่ำ เวลานี้ความเงียบงันได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณและไม่มีผู้ใดรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดจึงได้มีเสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อยๆ จนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ

               “ช่างเป็นเด็กที่แข็งแกร่งเสียจริง!”

               “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เกรงว่าเขาคงจะเป็นม้ามืดที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองเหยียนเฉิงแล้ว!”

               “น่าเสียดายเสียจริง ความสามารถที่สูงส่งถึงเพียงนี้...หากไม่มีพรรคเหมันต์สวรรค์ข้าจะต้องให้เขาเข้าร่วมกับพรรคของข้าเป็นแน่ ฮ่าฮ่า!”

               ท่ามกลางลานประลองนั้น เมิ่งฝานกระอักเลือดออกมาท่ามกลางสายตาของผู้คนจำนวนหลายหมื่น การที่ฝืนตนเองเพื่อปล่อยพลังหนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์ทำให้เส้นแขนงปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานนั้นได้รับความเสียหายอย่างมาก ยามนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยับนิ้วเลยเสียด้วยซ้ำ

               ทว่าเขาก็ยังคงถอนหายใจออกมาเสียงยาว ในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะ ซึ่งเมื่อได้เงยหน้ามองไปยังใบหน้ากู่ซินเอ๋อร์ที่มีใบหน้าบ่งบอกถึงความตื่นเต้นเขาก็คลี่ยิ้มออกมา

               ในเวลาต่อมาก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกาย เมื่อเขาวางมือไว้บนร่างเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณมากมายที่ถาโถมเข้ามาภายในร่างกาย “เจ้าหนู อย่าขยับ!”

               เจ้าของเสียงนั้นคือกู่หยวนนั่นเอง

               กู่หยวนมองไปยังเมิ่งฝาน ยามนี้ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาพลันมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย นัยน์ตาทั้งสองข้างของเขามีสีแดงปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยขณะที่กำลังพยายามใช้พลังปราณของตนเองฟื้นฟูพละกำลังให้แก่เมิ่งฝาน

               ในที่สุดหมู่บ้านอูเจิ้นที่โดนเมืองเหยียนเฉิงกดหัวมาโดยตลอดก็ถึงเวลาเฉิดฉายอย่างเจิดจรัสทั้งยังทำให้เมืองเหยียนเฉิงต้องสั่นสะท้านเสียที หลังจากนี้ไปหมู่บ้านอูเจิ้นที่มีร้านค้าในการปกครองถึงห้าแห่งก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้กับเมืองเหยียนเฉิงอีกต่อไปแล้ว ถึงขั้นที่สามารถยืนเทียบได้อย่างไม่ด้อยกว่าเลยเสียด้วยซ้ำ

               ความเลิศล้ำที่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันทำให้กู่หยวนรู้สึกตื่นเต้นไปทั้งหัวใจ เขามองไปยังเมิ่งฝานและรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แลกมาด้วยความแข็งแกร่งของเมิ่งฝานทั้งสิ้น

               “เขาทำสำเร็จแล้วจริงๆ!”

               นอกแท่นประลองนั้น ร่างของกู่ฉิงสั่นเทาไปเล็กน้อย นางจ้องมองไปยังเมิ่งฝานด้วยแววตาที่สับสนซับซ้อน

               นึกไม่ถึงเลยว่าในวันนี้เด็กหนุ่มที่ตนเองไล่ตามรังแกมาโดยตลอดจะอาศัยศักยภาพของตนเองในการฝืนชะตาสวรรค์แล้วกลายเป็นจอมยุทธ์น้อยอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหยียนเฉิง... เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงมีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นในหัวใจของกู่ฉิง ริษยา? โกรธแค้น? และบางทีก็อาจมีความดีใจด้วยก็เป็นได้...

               อินทรีย์กางปีกกว้าง ทะยานไกลในฟากฟ้า!

               นี่คือความคิดของผู้คนทั้งหลายในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะมีจอมยุทธ์น้อยผู้ไร้ชื่อเสียงเรียงนามก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ และในภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นผู้ที่ทำให้เทือกเขาชิงหลงหรืออาจทั้งอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้ต้องสั่นสะเทือน!

               เมื่ออยู่ภายใต้พลังปราณมากมายของกู่หยวนจึงทำให้อาการบาดเจ็บภายในของเมิ่งฝานนั้นฟื้นตัวกลับมาได้ไม่น้อย หลังจากที่พลังในตัวเพิ่มจากเดิมเมิ่งฝานจึงลุกขึ้นยืน

               “ไปกัน ตามข้าไปยังจุดรับรองแขก”

               กู่หยวนเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ ในขณะที่เอ่ยวาจาฝ่ามือใหญ่นั้นก็จับเมิ่งฝานเอาไว้แล้วพาทะยานขึ้นไปยังที่พักรับรองของแขกอันทรงเกียรติพร้อมกัน

               ทางฝั่งของเหยียนหยางนั้นก็หาได้มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่นไม่ ยามนี้เขารีบไปช่วยเหลือนบุตรชาย ซึ่งเมื่อมองไปยังเหยียนเย่าที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่นัยน์ตาของเขาก็แดงก่ำ ทั้งที่โกรธแค้นเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

               ต่อให้เขาอยากจะทำร้ายเมิ่งฝานก็ไม่อาจลงมือได้ เพราะนอกเหนือจากกู่หยวนก็ยังมีพรรคที่แข็งแกร่งอย่างคฤหาสน์ชิงหลงและอีกหลายแห่งอยู่ที่นี่ หากเขาทำสิ่งใดโดยวู่วามคงทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่พอใจ แล้วตำแหน่งเจ้าเมืองเหยียนเฉิงก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลง

               เมื่อคิดได้เช่นนั้นเหยียนหยางจึงกัดฟันแน่น เขาแทบจะกระอักเลือดแต่ก็ทำได้เพียงเร่งรีบเข้าไปช่วยเหลือเหยียนเย่าเท่านั้น

               ทว่าผู้คนโดยรอบกลับหาได้สงสารหรือเห็นใจไม่ การใช้โอสถในการประลองนับว่าเป็นการทำผิดกฎ ฉะนั้นแล้วหากในยามนี้โดนเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสก็คงต้องบอกว่าทำชั่วได้ชั่ว

               เวลานี้สายตาทุกคู่ต่างก็มองไปยังจุดรับรองแขกอันทรงเกียรติทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเองก็อยากจะรู้ว่าผู้ที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศอย่างเมิ่งฝานนั้นจะเข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์ใด

               หลังจากที่การประลองบนแท่นประลองจบสิ้นลงนั้น บรรดาจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายก็พากันมาที่จุดรับรองแขกอันทรงเกียรติเช่นกัน

               นอกจากเหยียนเย่าแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นกู่ฉิง เถิงชิง ตงฟางเฉิน และบรรดาจอมยุทธ์น้อยผู้มากฝีมือของผู้ทรงอิทธิพลแต่ละแห่งก็อยู่ที่นี่เพื่อรอให้พรรควรยุทธ์ต่างๆ ทำการเลือกสรรทั้งหมด

               ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแสดงฝีมือได้อย่างโดดเด่น แต่หากเทียบกับเมิ่งฝานก็เรียกได้ว่าหม่นหมองไปเลยทีเดียว

               ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือคนของอูเจิ้นทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าเหยียนเย่าคือผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะเลี้ยงดูจากเหยียนหยางผู้แข็งแกร่ง แต่เมิ่งฝานกลับก้าวขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ภายในเวลาเพียงครึ่งปี ทว่าเมื่อเทียบกันแล้วกลับแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายหลายเท่าตัว!

               เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่แล้วกัดฟันแน่น เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้เขาไม่อาจใช้ลูกปัดสีดำช่วยฟื้นฟูพลังได้ ทั้งที่ภายในร่างกายเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างยิ่ง

               วินาทีต่อมารอบกายเขาก็มีชายชราหลายคนเดินเข้ามาหา มีทั้งจากคฤหาสน์ชิงหลงและพรรคสมุทรปราณ ซึ่งพวกเขาล้วนแต่มองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกาย

               “ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินชื่อเสียงของพรรคสมุทรปราณของเหล่าสิ่วหรือไม่?”

               “หึ หวังถิง ท่านอย่าได้โอ้อวดไปหน่อยเลย เมิ่งฝาน ข้าว่าเจ้าเข้าร่วมกับเขามังกรพยัคฆ์ของข้าดีกว่า!”

               “เหลวไหล พรรควรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาบริเวณรอบเทือกเขาชิงหลงก็คือคฤหาสน์ชิงหลง หากเจ้าเข้าร่วมกับเหล่าสิ่วละก็ เหล่าสิ่วรับประกันเลยว่าเจ้าจะต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดเจ้าของพรรคในเวลาเพียงยี่สิบปีเป็นแน่!”

               บนที่รับรองแขกอันทรงเกียรตินั้น ชายชราผู้เป็นตัวแทนของแต่ละพรรคได้เริ่มทำการช่วงชิงขึ้นมาแล้ว พวกเขาต่างมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คล้ายดั่งว่าพร้อมจะลงมือได้ตลอดเวลาก็ไม่ปาน

               เมื่ออยู่ในสถานการณ์นี้จึงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองอย่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่าการช่วงชิงศิษย์ใหม่เพียงผู้เดียวจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นยอมละทิ้งท่าทีอันยิ่งใหญ่ไป สถานการณ์ในยามนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง ทำให้สายตาที่ตงฟางเฉินและคนอื่นๆ ที่กำลังมองไปยังเมิ่งฝานนั้นล้วนแต่เป็นความริษยาด้วยกันทั้งสิ้น

               ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็จนปัญญาเล็กน้อย แล้วปิดหูตนเองไปอย่างช้าๆ ก่อนกู่ซินเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายจะลอบยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “พี่เมิ่งฝานเจ้าคะ ดูท่าท่านจะเป็นที่จับตามองอย่างมากเลยนะเจ้าคะ!”

               เขากลอกตาขาวให้กับกู่ซินเอ๋อร์ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ถ้าหากแสดงพลังกายาวัฏจักรของเจ้าออกมาก็คงจะทำให้พวกเขาตกตะลึงยิ่งกว่าพลังของข้าเสียอีก ท่านลุงกู่หยวนปิดเป็นความลับมานานเช่นนี้ซินเอ๋อร์ก็คงจะรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเลยใช่หรือไม่?”

               มีเพียงกู่หยวน กู่ฉิง และเมิ่งฝานเท่านั้นที่รู้ว่ากู่ซินเอ๋อร์มีกายาวัฏจักร ในเมื่อมันทำให้กู่หยวนให้ความสำคัญ ทั้งยังพยายามสยบพรสวรรค์ของนางเอาไว้ย่อมแสดงว่าหากวันใดวันหนึ่งมันประจักษ์แก่ผู้คนทั้งหลายก็จะนำมาซึ่งความน่าสะพรึงที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะรุนแรงถึงเพียงใด!

               กู่ซินเอ๋อร์หัวเราะออกมาเสียงเบา นางผายมือแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เอาไว้วันใดซินเอ๋อร์แข็งแกร่งขึ้นมาจะต้องไม่ยืนอยู่ข้างหลังท่านแน่นอนเจ้าค่ะ หากผู้ใดคิดที่จะทำร้ายท่านละก็...หึหึ!”

               “แม่หนูน้อย แม้แต่อสรพิษเจ้ายังไม่กล้าสังหาร อย่ามาอวดเก่งไปหน่อยเลย!”

               เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเบา กู่ซินเอ๋อร์จึงส่งเสียง ‘หึ’ แสดงความไม่พอใจในทันใดก่อนจะทำหน้าบึ้งอย่างน่ารักน่าทะนุถนอม แต่ในเวลาต่อมานางก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แต่ว่า ท่านพี่เมิ่งฝานเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าของรางวัลในครั้งนี้ไม่ธรรมดา เกรงว่ามันจะต้องมีประโยชน์อย่างมากเป็นแน่”

               “อื้ม!”

               เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะมองไปเบื้องหน้า

               ต่อมาพลันมีเสียงกระแอมดังขึ้น ซึ่งเจ้าของเสียงนั้นก็คือเอินไท่นั่นเอง เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นแล้วปรายตามองไปโดยรอบจึงทำให้ผู้คนทั้งหลายหยุดถกเถียงกันในทันที

               บรรดาชายชราจากพรรควรยุทธ์ต่างๆ มองหน้ากันไปมาแล้วรู้ว่าการที่เอินไท่แสดงตัวออกมาเช่นนี้ก็คงต้องยอมทิ้งโอกาสในการคัดเลือกศิษย์ให้กับเขาไปแล้ว พวกเขาทำได้เพียงมองเมิ่งฝานอย่างจนปัญญา

               ศิษย์ที่มากความสามารถถึงเพียงนี้ ขอเพียงใช้เวลาในการบ่มเพาะอีกเพียงไม่นานจะต้องกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งแห่งอาณาจักรต้าก้านเป็นแน่ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งหลายต่างก็ให้ความสนใจ

               หลังจากที่ปรายตามองไปโดยรอบแล้ว จากนั้นเอินไท่จึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “จอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงในปีนี้มีศักยภาพไม่เลว พวกเจ้าทั้งหลายสามารถไปเป็นศิษย์ของพรรคเหมันต์สวรรค์และไปกับข้าได้ทุกคน!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเถิงชิง ตงฟางเฉิน และคนอื่นๆ ต่างก็มีแสงแห่งความดีใจเปล่งประกายขึ้นมา หลังจากที่มองไปยังตราสัญลักษณ์ที่หน้าอกของชายชราตรงหน้าจึงตัวแข็งและพูดไม่ออก

               ขณะเดียวกันความตกตะลึงก็ปกคลุมไปทั่วลานประลอง ตามมาด้วยเสียงเฮที่ดังสนั่น ทุกคนมองเห็นการปรากฏตัวของเอินไท่แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นตัวแทนของผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของพรมแดนจตุทิศ พรรคเหมันต์สวรรค์!

               พระพายพัดพานภาเย็นยะเยือก นามก้องกังวานทั่วสารทิศ

               ภายในพรมแดนจตุทิศนั้น พรรคเหมันต์สวรรค์นับว่าเป็นราชาที่แท้จริง เป็นเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ที่ตั้งตนอยู่บนเขาเทียนหาน มองโลกมนุษย์ด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็น เล่าว่าพวกเขาจะคัดสรรจอมยุทธ์รุ่นหลังเข้าร่วมกับสำนักเพียงปีละหนึ่งครั้ง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นครั้งนี้!

               ต่อให้เป็นได้เพียงศิษย์ชั้นนอกของพรรคเหมันต์สวรรค์ก็นับว่าทรงเกียรติอย่างที่สุดเช่นกัน เพราะต่อให้เป็นเหล่าราชวงศ์ต้าก้านก็ยังไม่กล้าแตะต้องหากไม่จำเป็น!

               ถือเป็นโอกาสที่คล้ายดังว่ามัจฉาบรรลุเป็นมังกรอย่างแท้จริง!

               เพียงชั่วพริบตาทุกคนต่างส่งเสียงตกตะลึงออกมา ทั้งอยากจะแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มจอมยุทธ์น้อยเหล่านั้น ทว่าในยามนี้ร่างกายของเมิ่งฝานที่อยู่ในห้องรับรองนั้นกลับสั่นสะท้าน จ้องมองเอินไท่อย่างไม่ละสายตาและไม่อาจปิดบังความโกรธแค้นเอาไว้ได้

               เมื่อสิบหกปีก่อนนั้น เขาได้ยินเรื่องราวของพรรคนี้ว่าผู้แพ้นั้นสมควรตาย และนั่นทำให้เขากับมารดาจำต้องระหกระเหินมาที่หมู่บ้านอูเจิ้น ทั้งยังทำให้ซินหลันนั้นต้องทนทุกข์กับโรคหานซางมานานถึงสิบกว่าปี

               ตราสัญลักษณ์พายุนั้นคล้ายกับของที่เขามีอยู่กับตัวไม่มีผิดเพี้ยน เช่นนี้เขาจะไม่รู้จักมันได้อย่างไร! เมิ่งฝานกำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในเนื้อฝ่ามือแต่เขากลับไม่รู้สึก ยามนี้เขาเพียงแต่จ้องมองเอินไท่อย่างไม่ละสายตาเท่านั้น

               แล้วในวินาทีต่อมาเอินไท่ก็มองมายังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “ส่วนเจ้า นับว่าเจ้าโชคดีราวกับถูกลิขิตจากสวรรค์ ในเมื่อเจ้าเอาชนะเหยียนเย่าได้รายชื่อของศิษย์ที่เตรียมเอาไว้ก็จะกลายเป็นของเจ้า โดยปราชญ์สตรีของพรรคจะเป็นผู้มอบตราสัญลักษณ์ให้แก่เจ้า!”

               เมื่อสิ้นเสียงของเขาผู้คนทั้งหลายก็คล้ายกับกลายเป็นหิน!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน