“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเตรียมตัวเถิด” เสียนกุ้ยเฟยย่อมเห็นชอบนางจะทำให้ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันว่าหญิงที่นางหมายปองไว้ให้เป็นลูกสะใภ้นั้นวิเศษเพียงใด อีกทั้งเมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูไป่ชิงลั่วอีกฝ่ายจะต้องรู้สึกประทับใจในตัวลูกชายของนางบ้าง พอถึงเวลาทาบทามสู่ขอก็จะสำเร็จลุล่วงได้อย่างง่ายดาย
ไป๋เซียงจู๋ก้มหน้าหัวเราะเบาๆเมื่อชาติก่อนเหยียนอี้หรานมีมู่จื่อรั่วเป็นแก้วตาดวงใจ เขาคือสุนัขใต้กระโปรงที่พร้อมรับใช้นางเสมอชาตินี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าต่อให้เหยียนอี้หรานภักดีแค่ไหนหรือเสียนกุ้ยเฟยจะพยายามทำหน้าที่แม่สื่อระหว่างทั้งสองสักเท่าไรด้วยคุณสมบัติแค่นี้ขององค์ชายห้า อย่าว่าแต่เฟิ่งเจาเกอเลย เขาเทียบไม่ได้แม้กระทั่งเหยียนอี้เลี่ย
ความปรารถนาของมู่จื่อรั่วคือตำแหน่งนั้นมาโดยตลอดคือบัลลังก์แห่งมารดาของแผ่นดิน!
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดไปในทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็นไป๋เซียงจู๋ในอดีตหรือปัจจุบันต่างก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญทักษะทางศิลปะมากนักสิ่งที่นางเชี่ยวชาญคือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เหยียนอี้เลี่ยได้เท่านั้นแต่ไม่เคยเอาชนะใจบุรุษได้เลย
ใช้พิษ ใช้ยาอุทิศทั้งชีวิตไปกับการวางกลยุทธ์เพื่อเขา ผลเป็นเช่นไรเล่า
ในชาติก่อนมู่จื่อรั่วเคยหัวเราะเยาะนางไว้ด้วยซ้ำเก่งกล้าสามารถแล้วอย่างไร ช่ำชองการใช้พิษมีวิชาแพทย์ชั้นยอดติดตัวแล้วอย่างไร ยังคงพ่ายแพ้ให้ใบหน้าไร้พิษภัยของมู่จื่อรั่วอยู่ดี!
แต่ไหนแต่ไรบุรุษก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งตัณหาพึงใจในผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารัก และเมื่อตนทรงอำนาจเป็นจ้าวโลกก็ยิ่งโปรดผู้หญิงที่เชื่องต่อตนไม่ใช่ผู้หญิงเคล้ากลิ่นคาวเลือดและเต็มไปด้วยพิษร้ายเช่นนาง
ไป๋เซียงจู๋กระตุกมุมปากเบาๆจากนั้นจึงเก็บซ่อนความขุ่นเคืองที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเลย
ทว่าทุกการเคลื่อนไหวของไป๋เซียงจู๋ถูกเฟิ่งเจาเกอจับตาดูอย่างเงียบๆเขาคลี่ยิ้มด้วยอารมณ์นึกสนุก ไม่คิดว่าแม่นางผู้นี้จะตอบรับหน้าตาเฉยนอกจากวิชาเข็มเงินนั่นแล้วยังมีฝีไม้ลายมืออื่นอีกหรือ น่าสนใจ
สาวน้อยเอ๋ยอย่าทำให้ข้าผิดหวังในตัวเจ้าเชียวล่ะ!
เหล่าหญิงสาวทยอยแสดงความสามารถกันตามลำดับท่วงทำนองกู่เจิงของคุณหนูเสิ่นจากจวนอัครมหาเสนาบดีพลิ้วไหวดุจปุยเมฆเคลื่อนคล้อยลื่นไหลดังสายน้ำ คุณหนูหลี่จากจวนปราชญ์ราชสำนัก [1] หลี่บรรเลงผีผา [2] ลีลานุ่มนวล เสียงเพลงไพเราะจับจิตภาพวาดของคุณหนูสวีจากจวนใต้เท้าสวีช่างมีชีวิตชีวาเชื้อเชิญบรรดาผีเสื้อหลากสีสันมาพักพิงคุณหนูลั่วจากจวนแม่ทัพร่ายระบำกระบี่มือเปล่าในชุดทะมัดทะแมงสีแดงก่ำองอาจกล้าแกร่งเฉกเช่นวีรสตรี โฉมยงนงคราญประชันกันอวดความงามและความเป็นเลิศของตนไม่น้อยหน้ามวลผกาในอุทยานแม้แต่นิดเดียว
สตรีผู้มีสิทธิก้าวเข้าวังหลวงล้วนมิใช่คนธรรมดาสามัญพวกนางได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพียบพร้อมด้วยนานาทักษะความรู้
หากต้องการตัดสินแพ้ชนะที่นี่ความสามารถพื้นๆ นั้นย่อมไม่เพียงพอ ต้องน่าทึ่งและโดดเด่นเหนือคนอื่นเท่านั้น
เหยียนอี้หรานมองไป๋เซียงจู๋ที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางผู้ชมรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า ผู้หญิงคนนี้เป็นแค่แจกันดอกไม้ตามคาดจะเทียบกับรั่วเอ๋อร์ได้อย่างไร ไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย
“ต่อไปถึงตาคุณหนูไป๋แล้วต้องการให้เตรียมอะไรหรือไม่” เหยียนอี้หรานเจาะจงไปที่ไป๋เซียงจู๋
แน่นอนว่ามู่จื่อรั่วต้องเป็นองก์สำคัญนางจะแสดงเป็นคนสุดท้าย
ดังนั้นการที่ไป๋เซียงจู๋ได้ลำดับแสดงเป็นคนรองสุดท้ายก็ถือว่าดีโขแล้ว
ไป๋เซียงจู๋ยกจอกเหล้าน้ำผึ้งขึ้นอย่างไม่รีบร้อนและค่อยๆจิบมันจนหมด “เชิญน้องมู่แสดงก่อนเถิด”
คำว่าน้องมู่ทำเอามู่จื่อรั่วหน้าเสียไป๋เซียงจู๋คนนี้อาศัยเงื่อนไขอาวุโสกว่าตนสองปีถือดียโสโอหังแต่ตอนนี้ก็อ่อนให้นางก่อนแล้วกัน คาดว่านางคงอยากถ่วงเวลาออกไปเป็นแน่เพราะนางคงไม่มีความสามารถอะไรที่ควรค่าแก่การนำออกมาแสดง
สำหรับผู้คนรอบข้างการปฏิเสธของไป๋เซียงจู๋บ่งบอกว่านางกลัวตนเองจะปล่อยไก่ ฉะนั้นจึงยอมถอยกลับองค์ชายห้ายิ้มเยาะหยามเหยียดแล้วทอดสายตาเป็นประกายไปยังมู่จื่อรั่ว
“น้องรั่วเอ๋อร์แสดงก่อนดีไหมเล่า” แววตาที่เหยียนอี้หรานมองมู่จื่อรั่วแทบละลายกลายเป็นน้ำ
“เช่นนั้นก็ขออภัยให้การแสดงงี่เง่าของรั่วเอ๋อร์ด้วย” มู่จื่อรั่วส่งสัญญาณบอกชุ่ยอวี้บ่าวรับใช้ประจำกายเรียวริมฝีปากงามอมยิ้ม ย่างเท้ากรีดกรายเข้าสู่กลางลานประชันแต่ตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นว่าเหยียนอี้เลี่ยกำลังมองตนอย่างอ่อนโยนสีแดงระเรื่อผุดบนพวงแก้ม เพิ่มความมั่นใจให้นางกว่าเดิมทีเดียว
ในขณะที่เฟิ่งเจาเกอไม่เคยเหลียวมองนางแม้สักนิดฮึ เขาเข้าข้างนางผู้หญิงชั้นต่ำไป๋เซียงจู๋นั่นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นนางจะทำให้เขาประจักษ์แจ้งเองใครกันแน่ที่เลิศล้ำโลกตะลึง!
เหล่าผู้คนที่เดิมทีอยู่ในอารมณ์เบื่อหน่ายเกิดความสงสัยใคร่รู้โดยพลันนี่คือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงผู้คว้าตำแหน่งสามปีซ้อนคราวนี้นางจะแสดงอะไรเพื่อเอาชนะความสามารถมากมายหลายแขนงของคุณหนูแต่ละคนก่อนหน้า
ชุ่ยอวี้ยกฉินตัวหนึ่งมาวางบนแท่นหยกมู่จื่อรั่วกระซิบกระซาบข้างหูชุ่ยอวี้ไม่กี่คำ ชุ่ยอวี้ก็พยักหน้ารับและเดินไปหาเหยียนอี้เลี่ยที่นั่งอยู่ในหมู่ผู้ชม
มือที่ถือจอกสุราของเหยียนอี้เลี่ยชะงักไปเล็กน้อยพอเงยหน้าขึ้นก็สบสายตาเหนียมอายของมู่จื่อรั่วพอดี
“องค์ชายสามเพคะคุณหนูของหม่อมฉันได้ยินมาว่าฝีมือบรรเลงฉินขององค์ชายเยี่ยมยอดยิ่งนักอยากขอประทานองค์ชายบรรเลงเคล้าคู่สักบทเพลง”
“หืม ไม่ทราบว่าคุณหนูมู่ต้องการให้ข้าบรรเลงบทเพลงอะไร” เหยียนอี้เลี่ยไม่ได้บ่ายเบี่ยง คนงามรุกเข้าหาเขามีเหตุผลอันใดต้องผลักไส แม้ว่าเหยียนอี้หรานกับเสียนกุ้ยเฟยจะโกรธจัดแล้วก็ตามทว่าเขาไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ไปอยู่ดี ด้วยสถานะของผู้หญิงคนนี้ที่เกี่ยวข้องกับเหิงชินอ๋องและไป่ชิงลั่วจวิ้นจู่เขาปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อเห็นว่าเหยียนอี้เลี่ยตอบตกลงใบหน้าของมู่จื่อรั่วพลันแดงก่ำความประทับใจในตัวเหยียนอี้เลี่ยยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นไปอีก
เหยียนอี้เลี่ยไม่เป็นที่โปรดปรานขนาดไหนก็ช่างชายหนุ่มผู้นี้ช่างรูปหล่อน่าหลงใหล นางประทับใจในตัวเขาเหลือเกิน สำหรับนางชายที่ดูเย่อหยิ่งเย็นชาทว่าคอยเป็นห่วงเป็นใยนางอย่างเหยียนอี้เลี่ยนี้มีเสน่ห์กว่าชายที่กระเหี้ยนกระหือรือเข้าหานางอย่างเหยียนอี้หรานเสียอีก
ส่วนเฟิ่งเจาเกอจัดอยู่ในประเภทคนที่ไม่แม้แต่จะชายตาแลนางบุรุษจองหองเช่นเขาทำให้มู่จื่อรั่วได้สัมผัสกับความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้นางรู้สึกว่าตนเป็นหนึ่งในดาราที่รายล้อมดวงเดือน
“หงส์ไฟวอนรัก [3]!” น้ำเสียงของมู่จื่อรั่วละมุนละไมราวกับเสียงนกสาลิกาขับขานและฉินตัวนั้นก็คือฉินฝูซี [4] ชื่อก้องโลกที่ทำจากกระดูกของหงส์ไฟนั่นเอง!
เหยียนอี้เลี่ยตาวาว ฉินตัวนี้เลือนหายไปจากคำร่ำลือของผู้คนนานแสนนานแล้วไม่นึกเลยว่ามู่จื่อรั่วจะมีฉินชั้นยอดอยู่ในครอบครองด้วยวัยแค่นี้
ผ่านไปครู่หนึ่งมู่จื่อรั่วก็เปลี่ยนชุดเป็นชุดกระโปรงแขนยาวสีแดงสด นางค่อยๆ ก้าวขึ้นเวที ดวงตาคู่งามกลอกไหวเป็นสัญญาณเหยียนอี้เลี่ยรับรู้และยื่นมือออกมาสัมผัสฉินตรงหน้าเสียงฉินกังวานดั่งน้ำตกที่ไหลรินกลางหุบเขา ฟุ้งฝันละม้ายคล้ายบทเพลงจากเทพเซียนก่อนจะเริ่มบรรเลง ‘หงส์ไฟวอนรัก’
มู่จื่อรั่วโยกย้ายส่ายเอวไปตามทำนองฉินส่วนปลายของชายแขนเสื้อเปื้อนน้ำหมึก ทุกคนเข้าใจในบัดดลจากนั้นสาวใช้จึงนำม้วนภาพขนาดเกือบหนึ่งจั้งมาคลี่ออกอย่างช้าๆและแล้วมู่จื่อรั่วก็ร่ายรำพร้อมกับใช้น้ำหมึกบนปลายแขนเสื้อวาดภาพทิวทัศน์ในตอนจบยังใช้ปากคาบพู่กันเขียนอักษรจันฮวา [5] อีกด้วย ฝีแปรงละเอียดลออ มอบบทกลอนอวยพรสำหรับงานเลี้ยงชมดอกไม้ในวันนี้
เมื่อบทเพลงสิ้นสุดทุกคนยังคงหลงเคลิ้มอยู่ท่ามกลางเสียงฉินอันอ่อนหวานนั้นยากจะฉุดรั้งตนให้หลุดออกมา มู่จื่อรั่วคลี่ยิ้มละไม ย่อกายคารวะเสียนกุ้ยเฟย “ท่านน้ารั่วเอ๋อร์น่าอายแล้ว”
ทันใดนั้นเสียงปรบมือที่นำโดยเหยียนอี้หรานก็ดังเกรียวกราวไปทั่วอุทยานหลวง
ด้วยประการฉะนี้มู่จื่อรั่วยืนอยู่บนเวที ทุกสายตาจับจ้องนาง โดดเด่นเหนือโฉมสะคราญทั้งหมดได้รับความสนใจอย่างเหลือล้นแต่เพียงผู้เดียว!
เชิงอรรถ
[1]大学士 ปราชญ์ราชสำนัก คือ ขุนนางซึ่งเป็นผู้ช่วยและที่ปรึกษาด้านการปกครองของฮ่องเต้
[2]琵琶 ผีผา คือเครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องสายประเภทดีด รูปร่างคล้ายลูกแพร์ผ่าครึ่ง
[3]凤求凰 หงส์ไฟวอนรัก คือบทเพลงสำหรับเครื่องดนตรีกู่ฉิน มีที่มาจากบทกวีในสมัยราชวงศ์ฮั่นประพันธ์โดยนักประพันธ์นามซือหม่าเซี่ยงหรูว่ากันว่าเขาแต่งขึ้นเพื่อถ่ายทอดความเสน่หาที่มีให้หญิงหม้ายจั๋วเหวินจวินเนื้อหาบรรยายถึงหงส์ไฟตัวผู้ที่เกี้ยวหงส์ไฟตัวเมียเปรียบเสมือนฝ่ายชายขอความรักจากฝ่ายหญิง
[4]伏羲琴 ฉินฝูซี คือรูปแบบของฉินประเภทหนึ่ง ชื่อของมันมาจากฉินฝูซีของวิเศษซึ่งฝูซีผู้เป็นบรรพบุรุษแห่งมวลมนุษย์ในตำนานจีนสร้างขึ้น
[5]簪花小楷 อักษรจันฮวา คือรูปแบบอักษรจีนประเภทตัวบรรจงเล็ก (小楷 เสี่ยวข่าย) แบบหนึ่งมีลักษณะนุ่มนวล กะทัดรัด สะอาดตา