เพราะเหนือกว่าระดับหนึ่งดาวก็คือระดับสองดาวซึ่งอาหารของระดับสองดาวนั้นจะถูกเรียกว่า การตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ !
การตื่นขึ้นของจิตวิญญาณนั้นคือสิ่งที่ใช้เรียกอาหารที่เชฟระดับสองดาวเป็นคนทําออกมาแน่นอนว่าประสิทธิภาพของอาหารที่ถูกเรียกว่าการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณนั้นเป็นอะไรที่เหนือกว่าสุดยอดอาหาร
“ เชฟยูนี่คือ ? ’’ หลังจากที่ตกตะลึงอยู่นานเชฟเจิ้งฝานก็ถามออกมาด้วยความอยากรู้
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวเองก็มองยูหมิงเพื่อรอคําตอบเช่นกันเขาไม่เข้าใจว่าทําไมอยู่ดีๆเหล่าวัตถุดิบถึงได้เปล่งประกายแสงสีทองออกมา ?
“ นั่นคือการสื่อถึงวัตถุดิบ ถ้าจะพูดให้ง่ายๆก็คือพวกคุณได้ทําความเข้าใจและยอมรับมันแล้วซึ่งหลังจากที่เข้าใจมันพวกคุณก็จะสามารถทําอาหารที่ใช้วัตถุดิบพวกนี้ได้อร่อยเอามากๆแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่วัตถุดิบพวกนี้เท่านั้น เพียงพวกคุณเจอวัตถุดิบใหม่ๆและให้ความสนใจกับมันซักเล็กน้อยพวกคุณก็จะสามารถเข้าใจมันได้ทันทีทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการสื่อถึงวัตถุดิบในครั้งแรกที่พวกคุณได้รับในวันนี้ ’’ยูหมิงอธิบายในขณะที่ยังคงผัดข้าวผัดไข่ต่อ
การสื่อถึงวัตถุดิบเป็นอะไรที่คนธรรมดาหรือเชฟทั่วไปไม่สามารถทําได้ดังนั้นยูหมิงจึงใช้วิธีการพิเศษเรียกให้พวกมันออกมาทําความเข้าใจกับทั้งสองคนซึ่งหลังจากที่ทั้งสองคนได้สื่อถึงพวกมันแล้วพวกเขาก็จะสามารถสื่อถึงวัตถุดิบอื่นๆได้ง่ายขึ้น
ความสามารถที่ได้หลังจากการสื่อใจถึงวัตถุดิบก็คือจะสามารถดึงประสิทธิภาพจากวัตถุดิบออกมาได้เกินขอบเขตยกตัวเช่นวัตถุดิบธรรมดาแม้จะเป็นวัตถุดิบธรรมดาแต่ถ้าหากสื่อถึงมันได้ในระดับหนึ่งคนเราก็สามารถที่จะดึงประสิทธิภาพของมันออกมาได้เกินขอบเขตที่ควรจะมีจนอาหารที่ถูกทําโดยพวกมันก็จะอร่อยและแตกต่างจากอาหารธรรมดาอย่างสิ้นเชิง !
“ เอาล่ะพวกคุณอย่ามัวแต่คิดอะไรให้มาก ตอนนี้ควรดูผมผัดข้าวผัดไข่ก่อนผมเชื่อว่าหลังจากที่พวกคุณไปฝึกตามวิธีที่ผมได้มอบให้รวมถึงได้รับการสกัดจุดของผมการจะควบคุมและทําข้าวผัดไข่ในแบบของผมนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ’’ ยูหมิงพูดขึ้น
ที่ทั้งสองคนสามารถรู้สึกถึงลมปราณในร่างและยังโคจรพวกมันได้โดยง่ายนั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีการควบคุมที่ดี แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากเทคนิคสกัดจุดของเขาไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาคงก็คงไม่สามารถที่จะมีทักษะการควบคุมที่ดีได้
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานก็ทําได้เพียงพยักหน้ากัดฟันมองดูภาพตรงหน้าอย่างตั้งใจในตอนนี้สายตาของพวกเขาที่มองยูหมิงนั้นราวกับมองเทพเจ้าเพราะอีกฝ่ายสามารถที่จะดึงพลังบางอย่างออกมาจากวัตถุดิบได้ซึ่งนี่พวกเขาเชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งอะไรทั่วไปที่คนธรรมดาสามารถทําได้อย่างแน่นอน
ครู่ต่อมายูหมิงได้ผัดข้าวผัดไข่เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาได้นํามันมาวางลงตรงหน้าของทั้งสองคนแล้วยิ้ม “ ผมเชื่อว่าพวกคุณคงจะจดจําเทคนิคในการผัดข้าวผัดไข่ของผมได้แล้วดังนั้นในตอนนี้พวกคุณควรลองกินนี่ก่อน ! ’’
“ นี่คือ... ? ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานมองข้าวผัดไข่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเพราะในตอนนี้พวกเขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แตกต่างจากเดิมหรือจะพูดให้ตรงๆก็คือหลังจากที่พวกเขาได้รับแสงสีทองแล้วพวกเขาก็สามารถจะสื่อถึงวัตถุดิบได้โดยง่ายแต่เมื่อมาเจอกับข้าวผัดไข่ตรงหน้าจานนี้ พวกเขากลับรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่รุนแรงกว่าพลังที่พวกเขาได้ทําความเข้าใจ
“ สิ่งที่พวกคุณได้รับไปนั้นคือความสามารถของเชฟระดับหนึ่งดาวดังนั้นการที่พวกคุณจะไม่สามารถสื่อถึงพวกมันได้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ’’ ยูหมิงยิ้มก่อนจะอธิบาย “ ข้าวผัดไข่จานนี้คือความสามารถของเชฟระดับสองดาวซึ่งอาหารในระดับนี้จะถูกเรียกว่า การตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ ! ’’
“ อย่างไรก็ตามพวกคุณต้องลองด้วยตัวเองเพราะถ้าผมอธิบายอย่างนี้พวกคุณคงไม่สามารถเข้าใจได้หรอก ’’ ยูหมิงมองเห็นใบหน้าสับสนของทั้งสองคนจึงได้พยักหน้า
ทางด้านหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานนั้นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“ หนึ่งดาว ? สองดาว ? การตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ ? นี่เป็นระดับที่คุณใช้เรียกพวกมันงั้นเหรอ ? ’’ ตามความรู้ความเข้าใจของพวกเขาระดับหนึ่งดาวที่ยูหมิงพูดถึงในตอนนี้นั้นเป็นระดับของสุดยอดเชฟส่วนสองดาวนั้นพวกเขาไม่มั่นใจว่ามันอยู่ในระดับไหน ยิ่งการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณพวกเขายิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
นี่มันก็แค่อาหารไม่ใช่เหรอ?
ไหงถึงได้มีชื่อเรียกที่สวยหรูแบบนี้!
“ ก็อย่างที่ผมได้บอกไป พวกคุณต้องลองด้วยตัวเองพวกคุณถึงจะเข้าใจ ’’ต่อหน้าความสงสัยของทั้งสองคน ยูหมิงก็แค่พูดง่ายๆออกมา
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานที่ได้ยินก็ช่วยไม่ได้ที่จะตั้งหน้าตั้งตามองสํารวจข้าวผัดไข่ตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจเพราะแม้จะมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาเหมือนกับทุกทีทว่าความรู้สึกที่ถูกส่งออกมาจากมันนั้นไม่ใช่อย่างทุกทีต้องบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่ยากจะหยั่งถึงเอามากๆ
โดยไม่รอช้าทั้งสองคนคว้าช้อนมาตักข้าวผัดไข่ในจานเข้าไปในปากทันที
หลังจากที่ข้าวผัดไข่ได้เข้าไปในปากของพวกเขาทันใดนั้นใบหน้าของพวกเขาก็ต้องเผยให้เห็นถึงความตะลึงงันเพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงรสชาติที่ลึกลํ้ากว่าเป็นเท่าตัวจากมัน นอกจากนี้พวกเขายังเหมือนจะได้ยินเสียงเรียกจากพวกมันโดยตรง
หากไม่ใช่ว่าพวกเขามีอายุแล้วพวกเขาคงจะพูดคุยกับพวกมันออกมาแล้วล่ะ!
“ พวกผมเข้าใจแล้ว ! ’’ หลังจากที่ได้ชิมข้าวผัดไข่หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานก็พยักหน้าเข้าใจ ในตอนนี้พวกเขาสามารถเข้าใจได้แล้วว่าทําไมอาหารจานนี้ถึงได้ถูกเรียกว่าการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ !
ก็เพราะมันเหมือนจะมีจิตวิญญาณจริงๆน่ะสิ!
“ ก็ดี ! ’’ หลังจากที่เห็นว่าทั้งสองคนสามารถเข้าใจถึงความแตกต่างของพวกมันได้แล้วยูหมิงจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ เอ่อ ตอนนี้พวกเรามีเรื่องสงสัยหนึ่งเรื่องน่ะคือพวกเราอยากจะรู้ว่าทําไมอาหารของคุณถึงได้ทําให้ผู้คนกินโดยไม่ใช่ช้อนได้ ?แล้วทําไมพวกเราถึงไม่เห็นเป็นแบบนั้นเลย ? ’’ เชฟเจิ้งฝานถามถึงเรื่องที่สงสัยที่สุดออกมา
ข้าวผัดไข่ของยูหมิงนั้นเป็นอะไรที่ทําให้คนบ้าได้จนถึงขั้นต้องตวัดลิ้นกินพวกเขาจึงได้สงสัยเป็นอย่างมากว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรยังไง เพราะสําหรับพวกเขาพวกเขาไม่เห็นจะถูกดึงดูดให้กินอย่างบ้าคลั่งเหมือนคนพวกนั้นเลย
“ อ๋อ ! เรื่องนี้น่ะเหรอ ! เหตุผลมันก็ง่ายๆเพราะทุกๆครั้งที่ผมทําอาหารผมจะเอาจริงในระดับหนึ่งพวกเขาจึงไม่สามารถทนต่อความยั่วยวนของมันได้แต่การตวัดลิ้นกินของพวกเขานั้นผมไม่รู้จริงๆ เพราะจริงๆแล้วแค่ใช้มือตักกินเข้าปากก็ได้แล้วแท้ๆสงสัยที่พวกเขาทําแบบนั้นคงจะเป็นเพราะเห็นคนทําก่อนแหละถึงได้ทําตามส่วนเหตุผลที่พวกคุณไม่ได้รับผลกระทบจากมันนั้นเป็นเพราะครั้งที่ผมได้ทําอาหารให้พวกคุณกินนั้นผมยังไม่ได้เอาจริงดังนั้นพวกคุณก็จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรส่วนครั้งนี้การที่พวกคุณไม่ได้รับผลกระทบนั้นก็เป็นเพราะพวกคุณได้เข้าใจถึงการทําอาหารระดับหนึ่งดาวที่ผมเป็นคนสอนดังนั้นแล้วพวกคุณจึงไม่ได้รับผลกระทบนั่นเอง ! ’’ ยูหมิงอธิบายออกมาเขาคิดว่าการที่ผู้คนตวัดลิ้นกินข้าวผัดไข่ของเขาน่ะมันจะต้องเกิดเพราะคุณลุงนักตวัดลิ้นเป็นคนเริ่มก่อนแน่ๆดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงได้รับผลกระทบและทําตามกันอย่างไม่รู้เรื่อง
ทั้งๆที่ใช้มือตักกินก็ได้แล้วแท้ๆ!
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานที่ได้ยินคําตอบก็ถึงกับผงะยิ้มแหยๆออกมา
ที่แท้ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง!
ดีนะที่พวกเขาไม่โดนไม่งั้นคงได้อับอายแน่ๆ!
“ เอาล่ะงั้นผมไปก่อนแล้วกัน !หากมีโอกาสเราคงได้เจอกันอีก ! ’’ หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วยูหมิงจึงพูดขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องครัวไป
“ เดี๋ยวก่อนครับ ! ’’หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิววิ่งตามยูหมิงออกไปพร้อมๆกับเชฟเจิ้งฝาน
“ มีอะไรงั้นเหรอ ? ’’ ยูหมิงเลิกคิ้วขึ้นเขาสอนคนพวกนี้เสร็จแล้วนี่ ทําไมพวกเขาถึงได้หยุดเขาไว้อีกล่ะ ?
“ ในเมื่อคุณเป็นคนสอนการทําอาหารระดับนี้ให้กับเราดังนั้นพวกเราจึงอยากจะเรียกคุณว่าอาจารย์ซักครั้งน่ะครับไม่ทราบว่าคุณจะว่าอะไรมั้ย ? ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเขารู้สึกอายๆเล็กน้อยแต่นั่นก็เป็นเรื่องจริงที่เขาต้องการจะเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ก่อนที่อีกฝ่ายจะจากไป
“ อาจารย์ ? เหอๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เรียกผมแบบเดิมก็ดีอยู่แล้วแต่ถ้าอยากจะเรียกจริงๆผมก็ไม่ห้ามหรอกอย่างไรก็ตามพวกคุณที่ได้เรียนรู้กับผมแค่อย่างเดียวนั้นยังไม่สิทธิ์หรอกนะที่จะเรียกผมว่าอาจารย์น่ะ! สําหรับผมในตอนนี้พวกคุณควรเรียกว่า... กึ่งอาจารย์ !’’ ยูหมิงส่ายหัวและโบกมือพลางครุ่นคิดไปด้วยก่อนจะยิ้มเขาสอนคนพวกนี้ไปแค่อย่างเดียวเองจะให้เรียกเขาว่าอาจารย์ ?
ตลกแล้ว!
“ กึ่งอาจารย์ ? ก็ได้ครับ !ขอบคุณมากครับสําหรับการสอน กึ่งอาจารย์ ! ’’ ใบหน้าของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานต่างสับสนแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะพวกเขาก็พอจะเข้าใจถึงความหมายได้ดังนั้นพวกเขาจึงได้ก้มหัวขอบคุณอย่างจริงใจออกมา
“ ดี ! งั้นผมไปล่ะ ! ’’ ยูหมิงยิ้มจางๆแล้วเดินออกจากภัตตาคารบัวสวรรค์ไปอย่างมีความสุขในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้เดินทางไปยังเมืองหลวงแล้ว อีกไม่นานเขาคงจะได้เจอกับพ่อแม่และคนในครอบครัว!
…
ที่หน้าเมืองเป่าติ้งเหลียงเย่ในชุดสูทสีดําและยูหมิงได้ยืนอยู่พวกเขาในตอนนี้กําลังรอหลิวเค่อและตงฟางจู้อยู่เพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อนพวกเขาได้รับสายจากหลิวเค่อจึงได้รู้ว่าเดี๋ยวอีกซักพักจะมีรถมารับ
“ คุณลาแม่คุณเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ? ’’ ยูหมิงมองไปยังเหลียงเย่ที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความประหลาดใจเขาประหลาดใจที่อีกฝ่ายแต่งตัวเหมือนกันกับเขา จนเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะก็อปปี้เขามา !
“ เรียบร้อยแล้วครับ ! อ้อ ! ชุดนี่น่ะเหรอครับผมเอามาใส่เพราะที่ๆเราจะไปกันคือเมืองหลวงดังนั้นถ้าแต่งตัวแบบทุกทีเข้าไปคนคงจะได้มองกันเต็มแน่ๆ ! ’’ เหลียงเย่พยักหน้าก่อนจะรู้สึกได้ว่ายูหมิงกําลังมองชุดของเขาอยู่เขาจึงชี้นิ้วและอธิบายออกมา
“ นั่นไงพวกเขามาแล้ว ! ’’ เหลียงเย่มองเห็นรถคันหนึ่งที่กําลังวิ่งมาจอดตรงเขาซึ่งข้างในรถนั้นมีตงฟางจู้และหลิวเค่อนั่งอยู่
ไม่นานรถสีดําคันหนึ่งก็มาจอดหลิวเค่อและตงฟางจู้ก็ได้ลงมาทักทาย จากนั้นยูหมิงและเหลียงเย่ก็ได้ขึ้นไปบนรถ หลังจากที่ยูหมิงและเหลียงเย่ขึ้นมาบนรถแล้วรถสีดําก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง
“ เมืองหลวง... ’’ ยูหมิงมองไปยังเส้นทางบนท้องถนนที่ตรงไปยังเมืองหลวงด้วยแววตาซับซ้อน
“ นายขับรถเป็นด้วยงั้นเหรอ ? ’’ เหลียงเย่ถามตงฟางจู้ที่กําลังขับรถด้วยความประหลาดใจเพราะเขาไม่คิดว่าไอ้หมอนี่ที่บ้าการต่อสู้จะขับรถเป็นด้วย
“ แน่นอน ! ’’ ตงฟางจู้หัวเราะเบาๆก่อนจะยิ้ม
“ ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ถึงจะถึงเมืองหลวง ? ’’ ยูหมิงที่นั่งด้านหลังอดถามขึ้นมาไม่ได้เพราะเขายังไม่ค่อยรู้เส้นทางและเวลา
“ น่าจะไม่เกินสามชั่วโมงก็ถึงแล้วล่ะ !ถ้าไม่มีปัญหาอะไรนะ ! ’’ ตงฟางจู้ตอบเขาเองก็ไม่เคยไปเมืองหลวงเหมือนกันแต่ก็พอรู้มาบ้างว่าระยะทางและเวลาที่ใช้ไปที่นั่นมันเท่าไหร่
“ อืม ’’ หลังจากที่ได้ยินคําตอบ ยูหมิงก็พยักหน้าเบาๆ
หลิวเค่อที่ได้เห็นยูหมิงพยักหน้าก็หัวเราะเบาๆออกมาในความคิดของเขายูหมิงคงจะตื่นเต้นมากที่ได้ไปยังเมืองหลวงดังนั้นจึงไม่มีอะไรแปลกซักนิด
บนเส้นทางถนนสีขาวรถสีดําของพวกยูหมิงก็ได้ขับตรงไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว!