บทที่ 14 เยี่ยมบ้านเดิม
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะมีแสงแรกแค่เล็กน้อย
เสิ่นเสี่ยวเยว่และจ้าวอ้ายกั๋วมาพบกันที่จุดนัดพบตามที่ตกลงกันไว้เมื่อวานนี้
แต่คราวนี้มีสวี่หนิงอันที่กำลังเข็นจักรยานมาด้วยอีกคน
ก่อนออกเดินทาง เสิ่นเสี่ยวเยว่ยังปฏิเสธว่า "ฉันไปคนเดียวก็ได้ คุณจะตามไปทำไม ยังต้องลางานอีก ยุ่งยากจัง"
ตอนนั้นสวี่หนิงอันกำลังห่อไข่ น้ำตาลแดง และข้าวโพดที่เหลืออยู่ในบ้าน
เมื่อได้ยินดังนั้น เขาเดินเข้ามาเคาะหน้าผากเสิ่นเสี่ยวเยว่เบา ๆ "เธอลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้เป็วันอะไร?"
แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่ยังคงทำหน้างง ๆ สวี่หนิงอันจึงเตือนอย่างจนใจ "วันนี้เป็วันเยี่ยมบ้านเดิมไง"
ตามประเพณีชนบท ลูกสาวที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันที่สามหลังจากงานแต่งงาน โดยปกติจะไปตอนเที่ยงและกลับตอนค่ำ ห้ามค้างคืนที่บ้านเดิม
หากในวันเยี่ยมบ้านเดิม ลูกสาวไม่ได้พาสามีกลับไปด้วย นั่นหมายความว่าฝ่ายหญิงไม่ได้รับการต้อนรับที่บ้านสามี บ้านฝ่ายหญิงก็จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่เคยแต่งงานมาก่อน และในยุคสมัยของเธอ ประเพณีเหล่านี้แทบจะหายไปหมดแล้ว
หากไม่ใช่เพราะสวี่หนิงอันพูดขึ้นมา เธอคงลืมเื่นี้ไปแล้ว
ดังนั้นการเข้าเมืองครั้งนี้จึงกลายเป็การเดินทางของสามคน
จ้าวอ้ายกั๋วขี่จักรยานคันหนึ่ง ข้าง ๆ มีสวี่หนิงอันที่ขี่จักรยานให้เสิ่นเสี่ยวเยว่ซ้อนอยู่ ตามหลังมาเล็กน้อย
จ้าวอ้ายกั๋วเห็นแล้วก็หัวเราะพลางหยอกล้อสองสามประโยค
"โอ้โห ความสัมพันธ์ของคู่รักข้าวใหม่ปลามันนี่ดูดีจังเลยนะ หัวหน้าทีมสวี่นี่หลายปีแล้วแทบไม่เคยขอลาพักร้อนเลย"
"ผมไม่ค่อยวางใจถ้าปล่อยให้เธอไปคนเดียว" สวี่หนิงอันพูดเสียงทุ้ม
เสิ่นเสี่ยวเยว่นั่งอยู่ที่เบาะหลัง นวดเอวอย่างไม่พอใจ
ไม่รู้ว่าเมื่อคืนใครกันที่ทำให้เธอปวดเมื่อยไปทั้งตัว จนวันนี้แทบไม่มีเรี่ยวแรง ขาอ่อนแรงแทบลุกจากเตียงไม่ขึ้น
สวี่หนิงอันปั่นจักรยานได้นิ่งมาก สายลมเย็น ๆ พัดผ่านแก้ม พาเอากลิ่นหอมของต้นข้าวและหญ้าสดลอยมา เส้นทางจากชนบทถึงตัวอำเภอไม่ได้ราบเรียบนัก ขึ้น ๆ ลง ๆ ราวกับจะเขย่าคนให้ตกลงไป
"ถนนไม่เรียบ คุณจับตัวผมไว้นะ" สวี่หนิงอันพยายามควบคุมทิศทางจักรยาน
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ได้เื่มาก เธอโอบรอบเอวเขาทันที และรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งใต้มือ
เธอแกล้งขยับมือและถามด้วยความซุกซน "แบบนี้ได้ไหม?"
"ได้... ได้สิ" ใบหน้าของสวี่หนิงอันเริ่มแดงขึ้น
จ้าวอ้ายกั๋วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโดนประกายความรักของหนุ่มสาวโจมตี จึงรีบปั่นจักรยานแรง ๆ ขึ้นไปข้างหน้า
"ฉันจะนำทางให้พวกเธอเอง"
"ขอบคุณลุงจ้าวมากค่ะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงสดใส เสียงหัวเราะใสกังวานลอยอยู่ในอากาศ
จากหมู่บ้านถึงตัวอำเภอมีระยะทางประมาณสามสิบกิโลเมตร กว่าจะถึงก็เกือบสิบโมงเช้าแล้ว
ปั่นจักรยานมาเกือบสามชั่วโมง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอีก เนื่องจากสภาพถนนแย่มาก
ตอนนี้ฟ้าสว่างเต็มที่แล้ว จ้าวอ้ายกั๋วพาพวกเขามาที่หน้าร้านขายยาขนาดใหญ่
พอเข้าไปในร้าน มีคนอยู่ไม่กี่คน ยาก็มีไม่มาก พนักงานขายในร้านเช็ดกระจกอย่างเกียจคร้าน เห็นพวกเขาแต่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
จ้าวอ้ายกั๋วไม่ได้ใส่ใจ เขาคุ้นเคยกับที่นี่ดี รีบไปหาเ้าของร้านขายยา ไม่นานก็ตกลงราคากันได้ และขายโสมได้สำเร็จ
หลังจากออกมา ทั้งสามคนต่างมีสีหน้างงงวย
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยังพอทำใจได้ แต่ผู้ชายอีกสองคนกลับรู้สึกร้อนรนในใจยิ่งกว่ากัน
โสมอายุร้อยปีสองรากนั้นขายได้ถึงสองร้อยหยวนเต็ม ๆ !
สองร้อยหยวนมันมากขนาดไหน?
ในหน่วยผลิตของหมู่บ้านพวกเขา หนึ่งแต้มแรงงานมีค่าแค่ห้าเฟิน แรงงานที่เก่งที่สุดในหน่วยผลิตอย่างสวี่หนิงอัน หนึ่งวันก็ได้แค่สิบแต้มแรงงาน
นั่นหมายความว่า ค่าแรงหนึ่งวันมีค่าสูงสุดแค่ห้าเหมา ทั้งปีถึงแม้จะไม่หยุดไม่ลาก็ได้แค่ร้อยกว่าหยวนเท่านั้น
แถมยังไม่แน่ว่าจะได้เงินสดด้วย
ถ้าปีไหนผลผลิตของหน่วยผลิตไม่ดี แม้แต่ธัญพืชก็ยังแจกจ่ายไม่พอ
แม้ว่าจ้าวอ้ายกั๋วจะนับว่าเป็คนที่เห็นโลกมามาก แต่พอนึกถึงธนบัตรยี่สิบใบในมือของเสิ่นเสี่ยวเยว่ ก็อดกลืนน้ำลายดัง ๆ ไม่ได้
เขาขายโสมมาหลายปี รวมกันยังไม่เคยได้เงินมากเท่าครั้งเดียวของคนอื่นเลย!
ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ
เสิ่นเสี่ยวเยว่เป็คนฉลาด เธอรีบหยิบถุงไข่ไก่จากตะกร้าจักรยานส่งให้จ้าวอ้ายกั๋ว พร้อมพูดอย่างจริงใจ
"ลุงจ้าวคะ ถ้าไม่ใช่เพราะลุงพาพวกเรามาที่นี่ แถมยังช่วยต่อราคาให้ด้วย โสมดี ๆ แบบนี้คงขายไม่ได้ราคาดีขนาดนี้แน่ ๆ ไข่ไก่นี่เป็แค่น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเรา ลุงต้องรับไว้นะคะ"
"เอ่อ ไม่ได้ ๆ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก"
จ้าวอ้ายกั๋วปฏิเสธไปตามมารยาท แต่เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ยืนกรานจะมอบให้ แม้แต่สวี่หนิงอันก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมหลายประโยค
เขาจึงยอมรับไข่ไก่ไว้
เขาตบไหล่สวี่หนิงอันพลางพูดอย่างอิจฉานิด ๆ ว่า "คราวนี้นายได้เมียดีจริง ๆ นะไอ้หนู นายต้องดูแลเธอให้ดี ๆ นะ"
เขาคิดในใจอย่างเงียบ ๆ ว่าคราวนี้สกุลสวี่คงจะโชคดีจริง ๆ
คาดว่าต่อไปคงจะร่ำรวยขึ้นอย่างแน่นอน
สวี่หนิงอันก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่โอบเอวเสิ่นเสี่ยวเยว่ไว้และพยักหน้าอย่างจริงจัง
เสิ่นเสี่ยวเยว่เห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว จึงบอกลาจ้าวอ้ายกั๋วก่อน แล้วให้สวี่หนิงอันขี่จักรยานพาเธอไปที่ร้านค้าสวัสดิการของรัฐ ซื้อเนื้อวัวสองจินกับหมูสามชั้นหนึ่งจิน
ของพวกนี้ทั้งหมดใช้เงินไม่ถึงสามหยวน
"เื่ขายโสมนั่น คุณไม่ต้องบอกแม่นะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่กำชับอย่างจริงจัง
สวี่หนิงอันไม่เข้าใจ "ทำไมล่ะ?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ฉันกลัวแม่ไม่พอใจน่ะ"
"อ้อ" เขาหลุบดวงตาลง ทั่วทั้งร่างพลันดูหม่นหมองในทันที
หลังจากผ่านไปสักพัก
เขาก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "ผมจะพยายามให้มากกว่านี้"
คำพูดนั้นกลับทำให้เสิ่นเสี่ยวเยว่หลุดขำออกมา
"ได้ ฉันจะรอดู"
จักรยานแล่นเข้าไปในตรอก ทิวทัศน์โดยรอบทั้งคุ้นเคยและแปลกตา
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างบอกไม่ถูก บางทีอาจเป็ความรู้สึกที่หลงเหลือมาจากร่างเดิม
ไม่ไกลออกไป ซูเหมยยืนเขย่งเท้าแล้วชะเง้อมองไปทางปากตรอกเป็ระยะ
พอเห็นพวกเขา เธอก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับทันที
"เยว่เยว่ ลูกสาวที่รักของแม่ ในที่สุดพวกเธอก็มาแล้ว"
ซูเหมยรีบก้าวเข้าไปจับมือเสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอมองสำรวจลูกสาวด้วยความเป็ห่วงและรักใคร่ กลัวว่าลูกจะต้องมาลำบาก
แต่ก่อนเสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่ได้สนใจสกุลสวี่ และซูเหมยที่มาจากตระกูลเ้าที่ดินก็ไม่เคยคิดจะให้ลูกสาวแต่งงานไปอยู่ในหมู่บ้านกันดาร แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก
ไม่ว่าจะเป็คำมั่นสัญญาแต่งงานกับตระกูลกู้ก่อนหน้านี้ หรือเื่ที่สามีของเธอถูกใส่ร้าย ทำให้ครอบครัวแทบจะอยู่ในเมืองไม่ได้ ชนบทที่ข่าวสารไม่ค่อยเข้าถึง ยังดีกว่าอยู่ในเมืองให้คนจับตามองทุกวัน
ไม่เป็ไรที่สกุลสวี่จน เธอสามารถเอาเงินทองที่ซ่อนไว้มาเป็สินสอดให้ลูกสาว รอให้เื่ราวสงบก็สามารถนำออกมาใช้ได้
ที่สำคัญกว่านั้น สวี่หนิงอันก็จริงใจกับเยว่เยว่ มีผู้ชายคอยดูแล ชีวิตก็คงไม่ลำบากนัก
แต่เธอไม่คิดว่า ลูกสาวจะใจแข็งถึงขนาดพยายามฆ่าตัวตายในพิธีแต่งงาน โชคดีที่ช่วยไว้ได้ทัน
แต่สิ่งที่เธอกลัวคือ ครอบครัวฝ่ายชายจะเกิดความไม่พอใจ และอาจจะปฏิบัติไม่ดีกับลูกสาวของเธอ
"แม่ยายครับ" สวี่หนิงอันเอ่ยเรียก
ซูเหมยพยักหน้าให้เขาเบา ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นมากนัก
"แม่คะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่สังเกตเห็นความกังวลในดวงตาของซูเหมย จึงยิ้มปลอบใจ
"ลูกสาวกับลูกเขยกลับมาเยี่ยมแม่ ทำไมแม่ถึงไม่ดีใจล่ะคะ?"
ซูเหมยรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอขอบตา "แม่ดีใจสิ พวกลูกรีบเข้ามานั่งก่อน"
เสิ่นเสี่ยวเยว่คล้องแขนซูเหมยเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนสวี่หนิงอันถือของฝากมากมายเดินตามหลัง
หลังจากนั่งลงในห้องโถง ของฝากทั้งใหญ่น้อยวางเต็มโต๊ะ ซูเหมยบ่นอย่างเอ็นดู
"แค่มาเยี่ยมก็พอแล้ว ซื้อของมามากมายทำไมกัน? ดูสิ ยังมีเนื้อด้วย? พวกเธอเพิ่งจะแต่งงานกัน ยังมีเื่ต้องใช้เงินอีกตั้งเยอะ!"
แม้ซูเหมยจะบ่นออกมา แต่มุมปากก็อดยกยิ้มไม่ได้
การที่สามารถนำของมาได้มากมายขนาดนี้ แสดงว่าสกุลสวี่ก็ยังให้ความสำคัญกับเยว่เยว่อยู่มาก เธอรู้สึกสบายใจขึ้นทันที
"ไม่ใช่หรอกครับ พวกนี้ทั้งหมดคือ..."
สวี่หนิงอันกำลังจะตอบตามตรงว่า เนื้อพวกนี้ทั้งหมดเป็เสิ่นเสี่ยวเยว่ที่ซื้อมา ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขายังซื้อไม่ไหว
แต่แล้วก็ถูกเสิ่นเสี่ยวเยว่เหยียบเท้าอย่างแรงใต้โต๊ะ
"แม่คะ พวกนี้ทั้งหมดเป็ของที่พวกเรานำมาให้แม่ แม่อยู่คนเดียว อาหารการกินก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะคะ"
เธอหันไปพูดกับชายหนุ่มที่หน้าแดงก่ำด้วยความเจ็บ "คุณเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ในครัวก่อนนะ"
สวี่หนิงอันพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเงียบ ๆ หิ้วของออกไป
ซูเหมยมองปฏิสัมพันธ์อันน่าสนใจระหว่างทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
เธอพยักหน้า ในใจก็รู้สึกพอใจกับลูกเขยคนนี้ไม่น้อย
จึงพูดหยอกลูกสาวว่า "เขาเชื่อฟังคำพูดของลูกจริง ๆ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกลูกจะดีทีเดียว"
เสิ่นเสี่ยวเยว่แกล้งทำท่าอายก้มหน้าลง พูดอ้อมแอ้มว่า "ก็ดีนะคะ แถมคนในครอบครัวของเขาก็ดีกับหนูมากด้วย"
ซูเหมยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งดีใจขึ้นไปอีก