โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 73 วังมโนรมย์

    ขจรกลับมาถึงโรงแรม ก็มีเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ท่านชายภาสกรให้ไปพบที่ตำหนักริมน้ำ พอขจรมาถึงท่านชายก็เอ่ยว่า

    “ตำหนักริมน้ำได้ซ่อมเสร็จแล้ว เธอกลับมานอนที่ห้องของเธอได้เลย แล้วพรุ่งนี้ตอนเย็นเธอว่างหรือเปล่า”

    “ พรุ่งผมไปคัดตัว ตอนเช้า ช่วงบ่ายก็ว่างครับ”

    “ ดี ฉันจะพาเธอไปพบกับท่านอาหญิงของฉัน”

    ขจรอยากรู้ว่า จะพาเขาไปทำไม แต่ก็ไม่กล้าถาม ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ

    “ เธอคงไม่รู้จัก ท่านอาหญิงของฉัน ความจริงแล้ว ท่านพ่อของฉันมีน้องสาวแท้ๆ อยู่หนึ่งคน คือ หม่อมเจ้ารัตนาวดี ซึ่งท่านได้สมรสกับ ท่านเจ้าพระยาอัครเดโชชัย

    ตอนนี้ท่านประทับอยู่ที่วังมโนรมย์ ที่ดินของโรงแรมในเครือนาคบดินทร์ ครึ่งหนึ่งเป็นของเสด็จอาของฉัน แต่มอบอำนาจให้ฉันบริหารทั้งหมด น้องสาวของฉันทั้งสองคนคงไปทูลฟ้องท่าน ถึงได้เรียกตัวฉันไปเข้าพบในวันพรุ่งนี้ แล้วให้พาเธอไปด้วย”

    “ ครับ คัดตัวเสร็จแล้วผมจะรีบกลับมาครับ”

    ขจรเข้าห้องพักที่ถูกซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เป็นของใหม่ทั้งหมด ขจรรีบอาบน้ำแล้ว ก็นั่งสมาธิเหมือนที่ทำมาทุกๆ วัน

    จนกระทั่งหลับไป

    ในความฝัน ขจรได้พบกับ ท่านชายคชาธร ใส่สูทสีขาว ยืนอยู่ในกลุ่มควันสีขาว

    “ ท่านคือ ท่านชายคชาธร น้องของท่านชายภาสกรใช่หรือเปล่าครับ” ขจรจำหน้าท่านได้

    “ ใช่ ฉันคือ หม่อมเจ้าคชาธร นาคบดินทร์”

    “ ท่านชายมีเรื่องอันใดจะให้ผมรับใช้หรือครับ”

    “ หึ หึ เธอไม่สงสัยหรือว่าทำไมเรามีหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้”

    ขจรมองหน้าของท่านชายรอง ก็รู้สึกว่าเหมือนตัวเองไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าบังอาจนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับท่าน

    “ ผมเป็นแค่เด็กกำพร้า ไม่กล้าคิดถึงเรื่องแบบนั้นหรอกครับ” ท่านชายคชาธรยิ้มให้อย่างโอนโยน แล้วเอ่ยต่อว่า

    “ ฉันมีเรื่องอยากให้เธอช่วย”

    ท่านชายรองเงียบไปพัก จนขจรต้องเอ่ยถาม

    “ เรื่องอะไรหรือครับ”

    “ ฉันอยากให้เธอไปช่วย สุรางคนางค์ ภรรยาของฉันกลับมาที่อยู่ที่นาคบดินทร์”

    “ ได้ ไม่มีปัญหา ตอนนี้ ท่านหญิงอยู่ที่ใดครับ”

    “ โลกเซียน”

    “ อะไรนะ โลกเซียน?”

    “ ใช่แล้ว มีเธอคนเดียวจะช่วยพาสุรางคนางค์กลับมาที่โลกมนุษย์ได้”

    “ ผมเคยไปโลกเซียนที่ไหนกัน แล้วผมจะไปช่วยท่านหญิงสุราคนางค์ ได้อย่างไร”

    “ เธอจะมีโอกาสไปโลกเซียนเร็วๆ นี้ หากเธอได้ไป ก็ไปช่วยพาภรรยาฉันกลับมาที่นาคบดินทร์ด้วย”

    “ ผมเนี่ยนะ จะได้ไปโลกเซียนเร็วๆ นี้?”

    “ อืม” ท่านชายพยักหน้า

    “ ถ้าหากผมได้ไปจริงๆ ผมจะพาท่านหญิงกลับมา ว่าแต่ท่านหญิงนี่น่าตาเป็นอย่างไร หรือ พอมีที่อยู่หรือเปล่าครับ"

    “ ที่นั่นเรียกว่า แดนหิมะ ส่วนเรื่องหน้าตายังไงนั้น เธอส่องกระจกดูหน้าของเธอก็คล้ายๆ กับ สุรางคนางค์นั่นแหละ”

    “ ครับ ผมสัญญา ว่าจะพาท่านหญิงกลับมาให้ได้ครับ”

    ขจรรับปากอย่างแข็งขัน ทำให้ท่านชายคชาธรยิ้มอย่างมีความสุข แล้วก็ค่อยๆ หายไป  ขจรลืมตาตื่นขึ้นมา พยายามจะถามท่านชายต่อ แต่ว่าไม่ทันได้ถาม

    “ เฮ้อ แล้วผมจะได้ไป โลกเซียนตอนไหน แล้วไปอย่างไงกันเล่า”

    ขจรได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ มองนาฬิกา ตีสามแล้ว จึงออกไปวิ่ง เหมือนเดิม ตอนอาหารเช้า ขจรกินขนมปังไข่ดาว แล้ว นมหนึ่งแก้ว ก็รีบไป สนามคัดตัวทันที เพราะตอนเช้ามีการลงทะเบียนชั่งน้ำหนักกันก่อนเริ่มชก

    ณ สนามราชมังคลา มีคนมาคัดตัว กันเกือบร้อยคน แต่เอาตัวแทนทีมชาย 10 คน ทีมมวยหญิง 8 คนเท่านั้น มาดามเกรซ เห็นขจรเพิ่งมาเลยพาไปลงทะเบียนชั่งน้ำหนัก แล้วได้หมายเลข ประจำตัว 40 เวลา 9 โมง เวที ที่ 4

    “ เธอขึ้นชกเป็นคนแรกเลย ไปเตรียมตัวได้แล้ว”   มาดามเกรซกับ อาจารย์ลีออง ให้นักชกทุกคน เข้าไปในห้องเปลี่ยนชุด แล้ว ก็ออกมา วอร์มอัพในส่วนของสนามจัดเอาไว้ ส่วนคนที่ชกคนแรก อย่างขจรนั้น ก็ถูกบีบนวด ข้างเวทีหมายเลข 4 เพื่อเตรียมตัวขึ้นชก แล้วเวลานั้นก็มาถึง  คู่ชกของขจรนั้นชื่อ คนองเดช เป็นอดีตนักมวยเหรียญเงินซีเกมส์ เป็นตัวเต็งอันดับที่ 2 ที่จะได้เป็นตัวแทนทีมชาติในรุ่นแบนตั้มเวท ในครั้งนี้ ส่วนตัวเต็งหนึ่งรุ่นเบนตั้มเวทนนั้นชื่อ เทพฤทธิ์ เป็นแชมป์โลกมวยไทย ที่ผันตัวมาต่อยมวยสากลสมัครเล่น เพื่ออยากได้เหรียญทองไปประดับบารมี และสมาคมมวยยังหวังว่าเขาจะได้ไปชกโอลิมปิค แล้วหวังถึงเหรียญทองอีกด้วย

    “ งานนี้หนักหน่อยนะ ขจร” อาจารย์ลีอองเข้ามาบีบไหล่ขจรด้วยตนเอง

    “ ฉันมั่นใจว่าเธอต้องผ่านไปได้” มาดามเกรซเอ่ยกับขจรก่อนขึ้นชก แล้วเวลาชกก็เริ่มขึ้น ขจรขึ้นไปบนเวที ยืนเผชิญหน้ากับ คู่ต่อสู้ ชื่อคนองเดช อาจารย์ลีอองบอกว่า คนองเดชชกมาแล้ว 20 ไฟต์ แพ้แค่ สามครั้ง แต่เคยชกมวยไทยมาก่อน 50 ไฟต์ และเคยได้เหรียญเงินซีเกมส์ครั้งที่แล้วมาด้วย ต้องคอยระวังไม่ให้มันชกวงใน ให้อยู่วงนอกเข้าไว้ เพราะช่วงชกของขจรนั้นยาวกว่า  ได้เปรียบจุดนี้

    พอระฆังเริ่มขึ้น  คนองเดชที่ดูเตี้ยกว่า เดินเข้าใส่ขจรทันที ขจรได้แต่ยืนมองเขม็ง

    ไม่ถอย แต่กำหมัดขวาแน่น พอ คนองเดชต่อยซ้ายเข้ามาหมายจะหลอกล่อ แต่ไม่ชกจริง แต่กลับปล่อยหมัดขวา สวิงเข้าใส่ขจรเต็มๆ

    ขจรไม่หลบ แต่กลับก้าวไปด้านหน้า 1 ก้าวพอดีระยะหมัด ก่อนที่จะหมัดขวาของคนองเดชจะปล่อยออกมา หมัดของขจรก็พุ่งตรงเข้าหน้าอก ร่างของคนองเดชถึงกับ กระเด็นลอยไปติดเชือก ถูกน็อคภายในหมัดเดียว

    ทุกคนต่างตกตลึง ไม่คิดว่าจะจบเร็วขนาดนี้

    กรรมการเข้ามาชูมือให้ขจร ส่วนคนองเดชถูกหามลงเวทีไป

    ในขณะที่ขจรกำลังจะเตรียมตัวกลับบ้าน มาดามเกรซ เข้ามาแจ้งว่า

    “ จรอย่าเพิ่งกลับ คณะกรรมการบอกว่า นักชกมากันไม่ครบ ดังนั้นเขาได้จัดชกรอบที่สองต่อเลย จรไหวไหม”

    “ ไหวครับ”

    “ หากชนะอีกรอบ ก็มีโอกาสเข้าไปชิงตั๋วไป ต่อยที่สิงคโปร์แล้ว สู้สู้นะ”

    คู่ต่อสู้คนที่สอง ของขจรนั้น ชื่อ สิทธิศักดิ์ วัย 25 ปี เคยชกมวยไทยจนเป็นแชมป์หลายเวที ครั้งนี้เพิ่งมาคัดตัวเป็นครั้งแรก  โดยที่เขาตั้งใจมากที่จะสร้างเกียรติประวัติให้กับตระกูลของเขา

    พอขึ้นบนเวที สิทธิศักดิ์ก็เต้นฟุตเวริ์ึ แล้ววนไปรอบๆ แล้วส่งหมัดเย็บเข้าไปทักทายขจรไปก่อน แต่พอชักหมัดกลับ หมัดของขจรก็ต่อยสวนเข้ามา ถูกใบหน้าอย่างจัง ทั้งๆที่มีเฮ็ดการ์ด แต่ก็ยังคงมึนงง เพราะแรงหมัด ถอยหลังไปติดเชือก พยายามตั้งสติให้กลับมา กรรมการรีบเข้ามาดูอาการ สิทธิศักดิ์เกิดตาลาย มองเห็นกรรมการเป็นขจร เลยชกเปรี้ยงเข้าปลายคางของกรรมการน็อคไป สิทธิศักดิ์ รีบวิ่งกลับไปที่มุมของขจรอย่างดีใจ แทนที่จะเข้ามุมของตัวเอง ขจรยืนมองด้านข้างอย่างมึนงง

    ทุกคนในสนามต่างช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แพทย์สนามขึ้นไปดูอาการกรรมการแล้ว จับให้สิทธิศักดิ์แพ้ฟาวล์ไปในทันที

    สิทธิศักดิ์ยังตาลายไม่หาย โวยวายว่าเขาไม่แพ้ จนพี่เลี้ยงเข้ามาตบหัวไปสองสามที สติเลยฟื้นกลับมา ทราบว่าตนเองต่อยกรรมการสลบ ก็ไม่กล้าอยู่รีบลงเวทีหนีไปทันที

    ขจรได้ชกชิง กับ เทพฤทธิ์ เต็งหนึ่งของรายการเพื่อชิงตำแหน่งนักชกที่ตัวแทนทีมชาติไปชกที่สิงคโปร์ในปีนี้

    ทั้งสองมายืนต่อหน้ากัน พร้อมจ้องตากันไม่กระพริบ พอเสียงระฆังดังขึ้น ร่างของเทพฤทธิ์ ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มายืนหน้าขจร แล้วปล่อยหมัดเข้าใส่อย่างเต็มแรง ขจรถึงกับตกใจ ไม่คิดว่ามันจะฝึกปรือ พลังเทพยุทธ์ด้วย

    “ ไม่เลว ฉันจะได้ไม่ต้องอ่อนข้อให้”

    ขจรก็ปล่อยพลังปราณของตนออกมาไว้ที่หมัดเช่นกัน แล้วทั้งสองก็ เคลื่อนตัวเข้าหากัน หมัดของเทพฤทธิ์ไม่อาจชกถูกขจรได้เลย เพราะขจรนั้นได้ผ่านศึกหนักมามากมาย รู้ว่าหมัดจะออกมาทางไหน ดังนั้น พอหมัดของเทพฤทธิ์ชกเข้ามา ก็เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายจุด จนกระทั่งเทพฤทธิ์ชกหมัดชุดรัวเข้ามา ขจรเลยต่อยสวนหมัดเข้าไป ถูกท้องของ เทพฤทธิ์ จนสะดุ้งตัวงอ ลงไปนอนกับพื้น ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ไม่อาจลุกขึ้นมาสู้ได้อีก   ขจรชนะ ได้เป็นตัวแทนทีมชาติ ไปแข่งชกมวยซีเกมส์ที่ประเทศสิงคโปร์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

    ค่ายสยามยุทธ์ต่างดีใจกัน กระโดดโห่ร้องกันดังลั่น

    ขจรไม่รอให้ เพื่อนๆ แข่งจบ ก็เข้าไปขออนุญาต มาดามเกรซว่ามีธุระต้องกลับบ้านก่อน

    ซึ่งมาดามเกรซก็ไม่ว่าอะไร ดังนั้น ขจรจึงกลับมาหาท่านชายเพื่อไปที่บ้านของหม่อมเจ้าหญิงราชวดี เสด็จอาของท่านชายภาสกร

    ทั้งสองคนนั่งรถมาถึงที่วังมโนรมย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ตำหนักริมน้ำของท่านชายภาสกร ตรงกลางมีสระบัวสีชมพูขนาดใหญ่ มีตึกที่ก่อสร้างคล้ายกับ ปราสาททรงยุโรป อยู่ สามตึก แต่ที่สะดุดตา คือตึกที่สองมีสีชมพูต่างอีกสองตึกมีสีขาว รถมาจอดที่ตึกกลางที่มีขนาดใหญ่สุด  มีคนรับใช้สามสี่คนแต่งกายคล้ายชุดพนักงานโรงแรม เป็นระเบียบ มาคอยต้อนรับ แล้วพาท่านชายเข้าไปในห้องโถงขนาดใหญ่ มีสตรีสูงวัย แต่งตัวด้วยชุดผ้าสีพื้นธรรมดา มีสร้อยทองห้อยพระอยู่องค์เดียว และใส่แหวนเพชรเม็ดโป้งเพียงวงเดียว ดวงหน้าและแววตาอ่อนโยน แม้นว่าจะอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว แต่หากมองดูหน้าแบบนี้ต้องทายว่า ท่านคงมีอายุไม่เกิน 60 ปีอย่างแน่นอน  ท่านนั่งอยู่บนโซฟาโบราณขนาดใหญ่ดูมีรัศมีเปล่งประกายอย่างประหลาด  มีคนรับใช้ คอยนวดขาทั้งสองข้าง พอเห็นท่านชายเข้ามา ก็ไล่ทุกคนออกไปจนหมด

    ท่านชายเข้าไปกราบแทบเท้าของหม่อมเจ้าหญิง รัตนาวดีทันที ขจรก็รีบทำแบบเดียวกัน

    “ ไว้พระเถอะชายใหญ่ นี่คือ คนที่เธอรับเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรมรึ?”

    “ เขาชื่อขจร ครับ”

    “ ไหนเข้ามาใกล้ๆ ซิ ขอดูหน้าชัดๆ หน่อย”

    หม่อมเจ้าหญิง มองหน้าขจรชัดๆ แล้ว ถึงกับตกใจ เอามือทาบอกเอาไว้

    “ โอ้..เป็นไปได้ยังไงนี่? เหมือนชายรองยังกับแกละจริงๆ แล้วนี่ตรวจดีเอ็นเอ แล้วหรือยัง”

    ท่านชายภาสกรหันไปบอกกับ ขจรให้ออกไปรอทีาข้างนอกก่อน แล้วค่อยเอ่ยกับท่านหญิง ราชาวดีว่า

    “ ยังครับ ผมเองแม้มั่นใจ แต่ก็ยังไม่กล้าตรวจแบบจริงจังเลยครับ”

    “ ฉันเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ว่า น้องสาวของเธอทั้งสองมาร้องเรียน ฉันเองก็เป็นผู้ใหญ่ จะนิ่งเฉยเห็นทีจะไม่เหมาะ เพราะการที่ชายใหญ่เอาสมบัติของชายรองไปมอบให้คนที่ไม่ใช่สายเลือดนาคบดินทร์เช่นนี้ มันไม่ควรอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะหน้าเหมือน ชายรองก็ตาม แต่ว่าหากมีหลักฐานยืนยัน ฉันก็เห็นดีด้วย ต่อไปฉันก็จะให้การสนับสนุนชายใหญ่เหมือนเดิม”

    ท่านชายภาสกรถึงกับนิ่งอึ้งไปสักพัก แล้วท้ายที่สุดก็บอกว่า

    “ ไม่ว่าเขาจะเป็นทายาทของน้องรองหรือไม่ ผมก็จะไม่เปลี่ยนใจ หากเสด็จอาคิดจะเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนผมเหมือนเดิม ผมก็พร้อมยอมรับ การตัดสินใจของเสด็จอาทุกอย่าง”

    “ หมายความ เธอจะไม่ตรวจดีเอ็นเอ อย่างนั้นรึ?”

    “ ผมเห็นว่า คนดีอย่างขจร แม้เขาไม่ใช่ลูกของน้องรอง แต่ผมก็ยินดีมอบสมบัติทุกอย่างของนาคบดินทร์ให้กับเขาไว้ดูแล แต่จะให้นำสมบัติของบรรพบุรุษไปให้ ลูกหลาน ของ น้องหญิงทั้งสอง ผมไม่มีวันเห็นด้วยเป็นแน่”

    “ ฉันก็รู้ข่าวมาบ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็มีสายเลือดของนาคบดินทร์ถึง50%ไม่เหมือนกับ เด็กขจรนั่น”

    “ ผมเกรงว่า สมบัติของตระกูลเรา ต่อไปจะไม่เหลือถึง บุตรหลานในอนาคตแน่ หากว่าเอาไว้กับ พวกมัน”

    แล้วท่านชายก็เล่าเรื่องที่ หลานสองคนนั่น จับครอบครัวขจรมาแล้ว บีบบังคับให้ขจรเซ็นใบมอบหุ้น และที่ดินให้

    “ ชายใหญ่เข้าใจผิดแล้ว เขาทั้งสองคนคิดจะช่วยมากกว่า พอเขารู้ก็ไปหาเพื่อนของเขา ยอมจ่ายไปหลายล้าน เพื่อนี่ไงใบมอบอำนาจและ ใบหุ้นทั้งหลาย เขามาฝากฉันไว้ เขารู้ว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเขา แต่เขาก็อยากช่วยด้วยความจริงใจเพื่อคืนให้กับเด็กขจรนั่น หากว่าเขาคิดอยากได้จริงๆ ก็สามารถไปโอนเป็นของพวกเขาไปแล้ว”

    ท่านชายภาสกรส่ายหัว เขารู้ทันคนพวกนี้ พอรู้ว่าโอนไม่ได้ จึงหาโอกาสเพื่อมาเอาหน้า แล้วร้องขอความเป็นธรรม

    “ เขาจ่ายไปเท่าไร ผมจะคืนเงินให้พวกเขาเอง”

    “ ไม่ต้องหรอก เรื่องแค่นี้ฉันเองอยากให้พี่น้อง ไม่ต้องมาทะเลาะกันอีก หากว่าเธอไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ฉันขอแนะนำให้ แบ่งสมบัติของชายรองให้น้องสาวของเธอทั้งสองคนละ 20% และแบ่งโรงแรมที่ต่างจังหวัดให้พวกเขาไปบริหาร ชายใหญ่ว่าแบบนี้ดีไหม”

    สาเหตุที่ท่านชายภาสกรไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอนั้น เพราะเขาไม่มั่นใจว่า ขจรจะเป็นลูกของน้องชายเขาหรือไม่ เพราะทั้งสองหาได้มีอะไรเกี่ยวพันกันมาก่อน  ซึ่งท่านชายกลัวว่า หากขจรไม่ได้เป็นลูกน้องชายเขาจริงๆ  ขจรจะรู้สึกเสียใจ ท่านชายเป็นห่วงความรู้สึกของ ขจรเป็นอย่างมาก

    “ ผมทำเช่นนั้นไม่ได้ ต้องกราบขออภัยเสด็จอาด้วย ทรัพย์สินของน้องรองก็ควรตกแก่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น ส่วนเรื่องการบริหารโรงแรม ผมให้โอกาสพวกเขาแล้ว แต่พวกเขากลับทำไม่ได้ ตอนนี้ผมได้จ้างผู้บริหารมืออาชีพมาดำเนินการแล้ว คงจะยกให้พวกเขาไม่ได้ครับ”

    “ ฉันนึกไว้อยู่แล้ว ชายใหญ่ต้องไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ และก็ไม่ยอมแบ่งสมบัติให้น้องๆ แน่ ฉันเองก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง แต่ต่อไปนี้  ที่ดินในส่วนของฉัน คงต้องมอบให้กับ น้องสาวทั้งสองของเธอไปบริหารแทน ชายใหญ่กลับไปได้ฉันเหนื่อยแล้ว”

    ท่านชายภาสกรได้แต่ก้มกราบ แล้วก็เดินกลับไปอย่างเคร่งเครียด

    ส่วนขจรนั้น ยืนรออยู่ด้านหน้าตึกใหญ่ แต่ดวงตากลับมองไปทางตึกสีชมพูด้านข้างด้วยความสนใจ เพราะเขาเห็นอะไรบางอย่าง

    “ ป้าครับ ที่ตึกสีชมพูนี่ เป็นที่พักของใครครับ”  ขจรถามแม่บ้านสองคนที่ยืนคอยเป็นเพื่อนขจรอยู่

    “ อ๋อ เป็นของคุณหลวงเจนภพ บุตรบุญธรรมของท่านเจ้าคุณกับ คุณหญิงเจ้าค่ะ”

    แม่บ้านมีอายุมากกว่า 50 ปีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

    “ อ้อ ดูท่านยังหนุ่มอยู่เลยนะครับ”

    คุณแม่บ้านทั้งสองหันมามองหน้า ขจรด้วยสายตาตกใจ

    “ อะ..ไร..นะ นี่.คุณเห็นคุณหลวงเจนภพด้วยหรือเจ้าคะ?”

    “ อืม ท่านยืนมองมาอยู่ที่ชั้น 3 นั่นไง ใส่เสื้อพระราชทานสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีดำ ใส่แว่นตาด้วย ดูแล้วอายุไม่น่าจะถึง 30 นะ”

    แม่บ้านมองไปที่ตึกชมพูแล้วก็จับมือกันแน่น ตัวเริ่มสั่นเทา มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

    “ เป็น...ไปได้ยังไง..คุณหลวงเจนภพตายไปแล้วตั้งยี่สิบกว่าปี... จะมายืนให้คุณผู้ชายเห็นได้ยังไงเจ้าคะ?” ป้าแม่บ้านรีบโพล่งออกมา แล้วมายืนข้างหลังขจรทันที ขจรไม่สนใจได้แต่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยต่อว่า

    “ดูเหมือนท่านกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง?”  ขจรเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ..