ร่มน้ำมันถูกหุบลงแล้ว จ้าวฉือลอบระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มิทราบเป็โล่งใจ หรือผิดหวัง
บุรุษชุดขาวที่กางร่มน้ำมันเข้ามาผู้นั้น ไม่ใช่บุคคลที่มันตามหา
มิใช่เซี่ยตัน
คนผู้นั้นเป็บุรุษวัยฉกรรจ์ อายุอย่างน้อยต้องมากกว่ามันสองถึงสามปี สวมชุดยาวสีขาว ตัดเย็บด้วยแพร่ต่วนเนื้อดี เกล้ามวยสูง รัดไว้ด้วยผ้าสีขาวประดับหยกเม็ดเล็กๆ คนผู้นี้แม้มีหน้าผากแคบเล็กน้อย แต่สัดส่วนอื่นบนใบหน้าจัดว่าคมคายสง่างาม
ที่นี่เป็โรงเตี๊ยมระหว่างเมือง เมื่อคนผู้นี้กางร่มเข้ามา แสดงว่ามันต้องโดยสารมากับรถม้าอย่างมิต้องสงสัย แต่น่าแปลก มันแต่งตัวเยี่ยงกงจื่อรุ่มรวยอยู่ชัดๆ แต่ด้านหลังกลับปราศจากผู้ติดตาม คล้ายนอกจากมันแล้วก็ไม่มีผู้อื่นอีก
ผู้รับใช้ของเหลาสุรา แลเห็นกงจื่อรุ่มรวยผลักประตูเข้ามา ก็เร่งรีบเข้าไปนอบน้อมประจบทันที
“ห้องพักตอนนี้ของเรามีว่างอยู่สามห้อง ล้วนแต่อบอุ่นกว้างขวาง มิทราบกงจื่อ...”
กงจื่อชุดขาวผู้นั้นยกมือเป็เชิงห้าม แล้วส่งเสียงออกมา “อสูรหยกขาวแห่งพรรคอสูรเทวราชมาเก็บกวาดผู้ทรยศ ท่านใดมิเกี่ยวข้องโปรดอย่าสอดมือ”
เหลาสุราในโรงเตี๊ยมตอนนี้ที่จริงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ต่างตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงฝนด้านนอก แต่คนผู้นี้เพียงกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงธรรมดา ก็สะท้อนก้องกังวาน บันดาลในทุกผู้คนในเหลาสุรานั้นพลันเงียบเสียงลงทันที
จ้าวฉือเลิกคิ้วขึ้นสูง นามอสูรหยกขาวมันเคยได้ยิน นี่คือหนึ่งในสี่จตุบาลของพรรคอสูรเทวราช ขบวนการอันเร้นลับที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับชนชาวยุทธ์มานานหลายสิบปี
ฟังว่าบนผืนแผ่นดินจงหยวนนี้ มิมีประการใดที่พรรคอสูรเทวราชคลี่คลายมิได้ ขอเพียงแต่ยอมปวารณาตนเป็สมาชิกเท่านั้น แต่เมื่อเป็สมาชิกแล้ว ต้องปฏิบัติตามกฎพรรคทุกประการ หากคิดตีตัวออกห่าง ทางสายเดียวที่จะได้เดินคือทางตาย
จ้าวฉือเมื่อคราแรกได้ยินนามของพรรคอสูรนี้ ก็มีความกระตือรือร้นสนใจเป็อย่างยิ่ง แต่เพราะเป็สมาคมเร้นลับ สมาชิกต่างไม่เปิดเผยตัว กอปรกับเมื่อครั้งอาศัยอยู่กับบิดาบุญธรรม ก็ถูกย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามมิให้ไปข้องเกี่ยวปวารณาตัวเป็สมาชิกพรรคอันลี้ลับนี้เป็อันขาด ดังนั้น มันจึงมิได้ใส่ใจสืบหาเป็เื่เป็ราว
แต่บัดนี้ มีผู้อ้างชื่ออสูรหยกขาว หนึ่งในจตุบาลของพรรคอสูรเทวราชมาปรากฏอยู่ตรงหน้า มันอย่างไรย่อมมิอาจหักห้ามความสนใจได้โดยเด็ดขาด
จ้าวฉือลอบพิจาณาอสูรหยกขาวผู้นั้นอีกครั้ง เห็นคนผู้นี้รูปกายสูงโปร่ง บุคลิกผึ่งผายองอาจ เมื่อกล่าววาจาแล้วก็ไม่เหลือบมองซ้ายขวา เพียงแต่ยืนรออยู่ตรงนั้น คล้ายแน่ใจว่าผู้ทรยศจะปรากฏตัวออกมาเองก็ปาน
ทว่าคนที่กล้าทรยศพรรคอสูรเทวราช กระทั่งอสูรหยกขาวผู้นี้ต้องมาปรากฏตัว จะยินยอมออกมารับความตายโดยง่ายดายจริงหรือ?
เหลาสุราที่มีผู้คนคลาคล่ำ กลับเงียบวังเวงดั่งป่าช้า ผู้คนต่างคล้ายถูกวาจาของอสูรหยกขาวผู้นี้ขู่ขวัญ อย่าว่าแต่จับตะเกียบคีบอาหารหรือรินสุรา กระทั่งระบายลมหายใจยังแทบมิกล้ากระทำ ในความเงียบงันอันสุดพิสดารนี้ พลันมีเสียงนกหวีดดังขึ้น อสูรหยกขาวผู้นั้นก็โถมขึ้นไปบนระเบียงชั้นสองของโรงเตี๊ยมทันที
จ้าวฉือก็ได้ยินเสียงนกหวีดนี้ และยังทราบว่าดังมาจากทางด้านหลังของโรงเตี๊ยม มันเข้าใจได้โดยปฏิภาณว่าอสูรหยกขาวผู้นี้แท้จริงมิได้มาเพียงผู้เดียว แต่ซุ่มซ่อนคนเอาไว้ภายนอก ตัวมันเองเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม ส่งเสียงขู่ขวัญผู้ทรยศ คนผู้นั้นพอได้ยินว่าเป็อสูรหยกขาว ย่อมบังเกิดความกลัวจับจิต มิยอมนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องหับเพื่อรอให้ถูกค้นพบแน่ ทั้งสภาพตอนนี้ฝนยังตกหนัก หากมันะโออกนอกหน้าต่างไป ต้องมิมีผู้ใดได้ยินเสียงเป็อันขาด อสูรหยกขาวผู้นี้ ย่อมคำนวณสถานการณ์ล่วงหน้า จึงได้ซุ่มคนเอาไว้ พอเห็นมีคนะโออกหน้าต่างออกไป ก็เป่านกหวีดสัญญาณทันที
จ้าวฉือที่จริงชมชอบเกี่ยวข้องกับเื่ไร้สาระอย่างยิ่ง ขอเพียงเป็เื่ที่ทำให้มันสนใจ อย่างไรต้องเกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด บัดนี้ อสูรหยกขาวนับว่าสะกิดความสนใจของมันขึ้นมาแล้ว ดังนั้นมันจึงวางเงินเอาไว้บนโต๊ะจำนวนหนึ่ง แล้วะโขึ้นระเบียงชั้นสองไป
บนระเบียง ห้องพักห้องหนึ่งบานประตูเปิดอ้าอยู่ ต้องถูกอสูรหยกขาวผู้นั้นทะลวงเข้าไปไม่ผิดพลาด จ้าวฉือสืบเท้าเข้าไปด้านใน จึงแลเห็นบานหน้าต่างเปิดทิ้งไว้ ฝนจากด้านนอกสาดกระเซ็นเข้ามาเป็สาย มองฝ่าสายฝนออกไปก็ไม่เห็นเงาร่างผู้ใดอีก อย่าว่าแต่ยามนี้ก็เป็่เวลาพลบค่ำ ต่อให้ไม่มีฝนตกก็ยากที่จะมองเห็นได้ในระยะไกล
จ้าวฉือกวาดตามองไปรอบๆ ห้องที่มืดสลัว มันมิได้เดินไปปิดหน้าต่าง ทั้งมิได้จุดชุดไฟ ด้วยมิ้ากระตุ้นความสนใจของสมาชิกพรรคอสูรเทวราชที่อาจจะยังซุ่มอยู่ภายนอก มันเพียงแต่้าชมดูว่าห้องพักของผู้ที่ทรยศพรรคอสูรเทวราช มีประการใดพิเศษกว่าผู้อื่นหรือไม่
ภายในห้องมีเตียงหลังหนึ่ง ฟูกและผ้าห่มบนเตียงวางอย่างเรียบร้อย แสดงว่าไม่เคยมีผู้ใดนอนลงไป บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่ มีถ้วยสองใบ จ้าวฉือมองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินมาที่ประตู ส่งเสียงกล่าวขึ้น
“ผู้ที่แอบอยู่บนขื่อ ลงมาเถิด”
ประกายสีเงินสายเล็กๆ พุ่งวาบลงมาจากบนขื่อ จ้าวฉือไม่ขยับหลบ กลับม้วนตัวใช้ฝ่ามือเข้ารับโดยตรง ถึงกับสามารถคว้าจับข้อมือที่ถือมีดเล่มนั้นไว้ได้โดยง่าย ได้ยินเสียงผู้ที่ถือมีดตวาด
“เฮยโหมวกุ่ย (ปิศาจดำ) วันนี้มารดาขอเสี่ยงกับเ้า”
จ้าวฉือออกแรงบิดอีกเล็กน้อย มีดในมือของนางก็หลุดออก ตัวนางเองก็เ็ปจนเปล่งวาจามิได้อีก มันจึงกล่าวขึ้นบ้าง
“กู่เหนียง (คำเรียกยกย่องสตรี) ข้าพเ้ามิใช่เฮยโหมวหวัง (ราชันอสูรทมิฬ) ท่านเรียกผิดแล้ว”
ดวงตาของสตรีนางนั้นเบิ่งกว้างอย่างผิดคาดหมาย จ้าวฉือกล่าวสืบต่อ “ท่านกับพรรคอสูรเทวราช มีเื่หมางใจอันใด ไฉนท่านจึงได้ทรยศต่อพวกมันเล่า”
“ท่าน... ท่านเป็ผู้ใด?” นี่คือวาจาแรกที่นางกล่าวออกมา หลังจากจ้าวฉือคลายมือออกแล้ว จ้าวฉือมองหน้านางแล้วตอบ
“ข้าพเ้าเป็ผู้ใดมิสำคัญ สำคัญที่ท่านตอบคำถามข้าพเ้าก่อน”
กู่เหนียงนางนั้นกลอกตาวูบหนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปาก กล่าวขึ้น “ข้าพเ้าที่จริงไม่คิดทรยศ แต่เพราะอสูรหยกขาวผู้นั้น บีบคั้นให้ข้าพเ้าต้องตกเป็ของมันอย่างไม่เต็มใจ ข้าพเ้ากับถูหลาง (หลาง - คำเรียกคนรัก) จึงลักลอบหนีออกมา มิคาดวันนี้ก็ยังถูกมันตามตัวพบจนได้ ตอนนี้ถูหลางะโออกหน้าต่างดึงความสนใจให้มันตามไป เพื่อเปิดทางให้ข้าพเ้าหลบหนี หากตอนนี้ข้าพเ้ามิรีบไป สิ่งที่ถูหลางทำไปคง...”
หยดน้ำใสๆ ไหลกลิ้งออกมาจากดวงตาคู่งามของนาง ฟังแล้วก็เป็เื่ราวที่โศกสลดเป็ยิ่งนัก แต่ใบหน้าของจ้าวฉือกลับเรียบเฉย “วาจาของท่านหากมิใช่เื่ปั้นแต่ง ข้าพเ้ายังพอจะเจรจากับอสูรหยกขาวได้”
นางพลันกรีดร้องออกมา “ถูหลาง ท่านต้องช่วยข้าพเ้า!”
จ้าวฉือรู้สึกถึงพลังอันดุดันขุมหนึ่งพุ่งมาจากทางด้านหลัง ยามหน้าสิ่วหน้าขวานจึงต้องผลักสตรีนางนั้นออกเพื่อป้องกันตัวเอง หันไปก็เห็นฝ่ามือที่ขาวใสราวหยกฟาดเข้ามา มันรีบยกมือข้างที่มิได้กุมด้ามดาบขึ้นต่อต้าน พริบตาเดียวก็ฟาดใส่กันไปแล้วถึงยี่สิบสามสิบกระบวนท่า บรรดาเครื่องเรือนในห้องที่ไม่อาจทานพลังของทั้งคู่ จึงทยอยหักพังไป กระทั่งห้องข้างๆ ยังต้องรีบอพยพหนีกันจ้าละหวั่น
จ้าวฉือค้นพบว่า วิชาฝ่ามือของคนผู้นี้ล้ำลึกอย่างยิ่ง ถึงกับไม่เปิดโอกาสให้มันชักดาบได้เลย
ประมือกันไปถึงห้าสิบกระบวนท่า คนผู้นั้นก็ะโถอยไปด้านหลัง แล้วตวาด “หยุดมือ!”
จ้าวฉือถอยหลังมาสองก้าว ก็ทราบว่าเป็ผู้ใดแล้ว
อสูรหยกขาวผู้นั้นกวาดตามองมันขึ้นลง แล้วกล่าว “ท่านที่นับถือ น่ากลัวเป็เพชฌฆาตไร้หน้าจ้าวฉือผู้นั้นกระมัง”
“อืม”
“ท่านกับสตรีนางนั้น มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน”
“ไม่มี”
อสูรหยกขาวผู้นั้นงงงันวูบ กล่าวสืบต่อ “ไม่มี? ไฉนท่านออกรับแทนนาง?”
“ข้าพเ้าก็กำลังรอให้ท่านถามอยู่ทีเดียว” จ้าวฉือกล่าว “ข้าพเ้ามิได้ออกรับแทนนาง ข้าพเ้าเพียงขึ้นมาชมดู ก็พบนางเข้า กล่าววาจากันได้เพียงไม่กี่ประโยค ท่านก็โผล่มา ลงมือโดยไม่ไถ่ถาม ข้าพเ้ามีแต่ต้องใช้ฝีมือป้องกันตัวเอง”
“นางกล่าวกระไรกับท่าน?” อสูรหยกขาวผู้นั้นมีสีหน้ารุ่มร้อนใจขึ้นมา จ้าวฉือจึงตอบ
“นางว่า เป็ท่านบังคับข่มขืนใจนาง นางจึงลอบหนีมา ข้าพเ้าก็เห็นว่าเป็เื่เท็จดอก มิเช่นนั้นไหนเลยนางจะะโเรียกข้าพเ้าเป็ถูหลางของนางได้”
อสูรหยกขาวผู้นั้นถึงกับหลุดหัวร่อออกมาคำหนึ่ง แล้วประสานมือกล่าว “นับว่าข้าพเ้าตาบอดตาใส ลงมือโดยมิดูตาม้าตาเรือจริงๆ ขอจ้าวเซียงเซิน (คำเรียกเชิงยกย่อง – คุณ/ท่าน) โปรดอภัย”
จ้าวฉือเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ แล้วจึงรีบประสานมือกล่าว “เป็ข้าพเ้าที่ต้องกล่าววาจาขอโทษให้มากๆ ข้าพเ้าเป็ฝ่ายก่อกวนให้เชลยของท่านหนีไป นับเป็เื่นี้ข้าพเ้าสอดมือเข้ามาเกี่ยวโดยมิได้แยแสต่อคำเตือนของท่านเองดอก”
“ท่านเป็ถึงผู้สืบทอดฝีมือของเทพอสูรทะเลคลั่ง ไหนเลยต้องกริ่งเกรงเื่เล็กน้อยพวกนี้ อีกอย่าง เิจู่ (หัวหน้า) ของพวกเรามีความสนใจในตัวท่านเป็อย่างยิ่ง น่าเสียดาย ข้าพเ้าติดภารกิจต้องนำตัวผู้ทรยศกลับไปสะสาง จึงมิอาจอยู่สนทนากับท่านให้นานกว่านี้ได้”
“ข้าพเ้าไปกับท่านด้วย” ไม่รอให้อสูรหยกขาวกล่าววาจาใด จ้าวฉือกล่าวขึ้นต่อ “ข้าพเ้าทำเชลยของท่านหลบหนี ดังนั้นข้าพเ้าต้องคร่าตัวนางกลับมาส่งคืนให้ท่าน”
สีหน้าของมันตอนกล่าว ก็เป็ดังเช่นเดิม คือเรียบเฉยอย่างยิ่ง ไร้อารมณ์อย่างยิ่ง คล้ายสิ่งที่มันกล่าวเป็เื่ที่พึงกระทำตามปกติ มิใช่ปรากฏการณ์แปลกประหลาดใด อสูรหยกขาวความจริงใคร่จะกล่าววาจาประการหนึ่ง แต่ก็พลันมีเสียงนกหวีดดังขึ้นที่ด้านนอก
ทั้งคู่โถมออกไปจากห้องทันที
ที่ด้านนอกโรงเตี๊ยม โคมไฟยังคงสว่างไสว แต่สภาพในลานจอดรถม้านับว่าผิดปรกติแล้ว รถม้าใหญ่คันหนึ่งถูกฟาดประทุนหลังพังไป ที่ด้านข้างมีคนเจ็บนอนกลิ้งเกลือกอยู่ จ้าวฉือมิได้ชำเลืองสังเกต เพราะมันได้ยินเสียงห้อม้าดังขึ้นที่ด้านนอกกำแพงโรงเตี๊ยม จึงกระโจนขึ้นม้าสีดำคู่ขาไล่ตามไปทันที
ฝนในตอนนี้ซาเม็ดลงแล้ว ดวงจันทร์รูปเคียวโผล่พ้นออกมาจากขอบเมฆ ที่ด้านหน้า ปรากฏรถม้าขนาดเล็กคันหนึ่งวิ่งห้อตะบึงอยู่บนทาง จ้าวฉือกระตุ้นม้าไล่ไปอย่างมิหยุดยั้ง ละอองฝนที่พร่างพรมลงมาหยาดหยดจากใบหน้าของมันเป็สาย
ถนนชื้นแฉะ รถม้าย่อมมิอาจทำความเร็วได้ดี อย่าว่าแต่ม้าที่จ้าวฉือขี่ก็เป็ม้าพันธุ์ดี จะมีฝีเท้าเป็รองก็แค่ม้าจากนอกกำแพงเท่านั้น ดังนั้น ใช้เวลาเพียงไม่นาน มันก็ใกล้จะไล่ตามทันรถม้าคันนั้นแล้ว
ทันใดนั้นก็ปรากฏประกายสีเงินจำนวนมากพุ่งออกมาจากม่านด้านหลังรถม้า ถึงกับมิได้เล็งสูงที่คน แต่กลับเล็งไปในตำแหน่งของม้าที่ควบขี่อยู่ นับเป็การเล็งเป้าใหญ่ที่ได้ผลชะงัด
จ้าวฉือถอนเท้าออกจากโกลนม้า เหวี่ยงร่างไปด้านหน้า ประกายดาบแลบปลาบคล้ายแสงอัสนีบาต ได้ยินเสียงติงๆ ดังถี่ยิบ อาวุธลับเ่าั้ก็ถูกฟาดร่วงไปทั้งหมด
จ้าวฉือรั้งบังเหียนกลับมานั่งบนอานม้าอีกครั้ง รถม้าก็ทิ้งระยะออกไปแล้ว รอจนมันควบตามไปจนถึงระยะ อาวุธลับก็ถูกซัดออกมาอีก
บิดาบุญธรรมเคยบอกกล่าวต่อมัน ผู้ใช้อาวุธลับล้วนแต่เ้าเล่ห์เพทุบาย มิใช่ชนชั้นเปิดเผย ลงมือครั้งหนึ่งไม่สำเร็จ ลงมือครั้งที่สองต้องพลิกแพลงไปจากเดิม
จ้าวฉือพอถีบตัวออกไปแล้ว จึงตระหนักได้ว่าคำกล่าวของบิดาบุญธรรมนั้นมิผิดไปเลย
ครั้งนี้ มันโถมออกไปฟาดอาวุธลับนั้นร่วงไปชุดหนึ่ง ชุดที่สองก็ตามติดออกมา ยังคงเป็การจู่โจมใส่ม้าเช่นเดิม ในสภาพหวุดหวิดหวาดเสียวเช่นนี้ มันยังสามารถเกร็งลมปราณ ตวัดดาบฟาดอาวุธลับชุดนั้นให้ร่วงไปได้ แต่คนในรถม้าย่อมมิปล่อยโอกาสให้มันตั้งตัว อาวุธลับชุดที่สามก็พุ่งออกมาอย่างมิรอช้า
อาชาสีดำตัวนี้ เป็อาชาที่ร่วมทางกับมันั้แ่เมื่อสองปีก่อน นับว่าเป็สหายสนิทที่สุด จ้าวฉือเปลือกนอกอาจคล้ายมิสนใจไยดีความเป็ความตายของผู้ใด แต่หากได้เพาะน้ำใจไมตรีต่อมันขึ้นมาสายหนึ่งแล้ว มันอย่างไรก็หักใจอำมหิตมิลงเด็ดขาด แม้กระทั่งอาชาตัวหนึ่งก็ตาม
จ้าวฉือเหวี่ยงบังเหียนในมือออกโดยกำลัง ถึงกับสามารถยกอาชาตัวนั้นลอยสูงขึ้นจากพื้น มือข้างหนึ่งฟาดดาบออกปะทะกับอาวุธลับนั้นโดยตรง
รอจนมันกลับมานั่งบนอานอีกครั้ง รถม้าคันนั้นก็แล่นหายลับไปแล้ว
ครั้งนี้จ้าวฉือมิเร่งรัดติดตามอีก มันรั้งบังเหียนเรียกให้อาชาสีดำตัวนั้นหยุดอยู่กับที่ อาชาตัวนี้ก็คล้ายมิรู้สึกตัวเลยว่าเพิ่งถูกคนยกลอยไปหยกๆ เมื่อถูกรั้งบังเหียนแล้วยังควบต่อไปอีกหลายจั้งถึงหยุดฝีเท้าลงได้ จ้าวฉือเมื่อหยุดม้าได้แล้วก็เอื้อมมือคลำไปที่ไหล่ขวาด้านหลัง ถอนลูกดอกที่มีความยาวราวหนึ่งคืบออกมาส่องดู เมื่อเห็นหัวลูกศรมิได้เป็สีดำคล้ำอันแสดงว่ามีการเคลือบพิษเอาไว้ก็ค่อยระบายลมหายใจออกมา จังหวะนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านหลัง พอหันไปก็เห็นว่าเป็อสูรหยกขาวผู้นั้นเอง
“จ้าวต้าเกอ ท่านได้รับอันตรายหรือไม่?” ครั้งนี้มันเปลี่ยนมาเรียกจ้าวฉือเป็ต้าเกอ นัยว่าเพิ่มความสนิทสนมนับถือขึ้นมาอีกเล็กน้อย จ้าวฉือมองมันพลางสั่นศีรษะ แล้วประสานมือกล่าว
“ข้าพเ้ามิเป็อันตรายร้ายแรง แต่ก็มิอาจคร่ากุมเชลยกลับมาให้ท่านได้ ต้องขออภัยด้วย”
“ข้าพเ้าจะกล่าวโทษท่านได้อย่างไร นับว่าท่านเสี่ยงอันตรายเพื่อพรรคเราโดยแท้” อสูรหยกขาวผู้นั้นตอบ จ้าวฉือมองมันอึดใจก็กล่าวขึ้นต่อ
“เช่นนี้... ท่านกลับไปจะถูกลงโทษหรือไม่?”
อสูรหยกขาวแย้มยิ้มกล่าว “เิจู่ของพวกเราเป็ผู้มีเมตตายึดหลักเหตุผล ทั้งยังยืดหยุ่นเป็อย่างมาก เื่ในคราวนี้นับว่าสุดวิสัย หากข้าพเ้าจะถูกลงโทษ ก็ย่อมเป็โทษสถานเบาดอก ท่านมิต้องกังวลไป”
“้าให้ข้าพเ้าติดตามท่านไปยืนยันต่อเิจู่ของท่านหรือไม่?”
“ข้าพเ้ามิกล้ารบกวนท่านถึงขั้นนั้น แต่หากมีวาสนาได้พบกันอีกคราหน้า ข้าพเ้าก็หวังจะได้คว่ำสุรากับท่านสักไหหนึ่ง”
จ้าวฉือผงกศีรษะ “ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าพเ้าย่อมจะมิทำให้ผิดหวังเป็อันขาด”
ที่ด้านหลังบังเกิดเสียงกุบกับดังอื้ออึง หันไปก็แลเห็นรถเทียมม้าสองตัวกำลังแล่นเข้ามา อสูรหยกขาวรีบหันมาประสานมือกล่าว “ข้าพเ้าต้องไปแล้ว ขอจ้าวต้าเกอรักษาตัวด้วย”
“เช่นกัน”
อสูรหยกขาวผู้นั้นชักม้าเข้าเทียบข้างขบวนรถ ก่อนจะขี่หายไปในความมืดของยามวิกาล
.......................................
ขบวนของพรรคอสูรเทวราชเคลื่อนที่ไปตามถนนอย่างไม่เร่งร้อน รอจนพ้นเขตโรงเตี๊ยมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็มีสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในรถ
“ไป๋ยู่เกอเกอ ท่านว่า... เพชฌฆาตไร้หน้าผู้นั้นจะสืบทราบหรือไม่ ว่าลูกดอกนั้นเป็ท่านซัดไป มิใช่ถูกยิงมาจากในรถ”
เสียงที่ดังออกมานั้น แม้ไพเราะแต่ฟังดูแปลกหูอย่างยิ่ง จะคล้ายเสียงอิสตรีในทีเดียวเสียก็มิใช่ จะคล้ายเสียงของบุรุษเสียเลยก็มิเชิง ได้ยินเสียงอสูรหยกขาวกล่าวตอบ
“บางทีอาจทราบ บางทีอาจมิทราบ”
“อ้อ... ท่านตอนนี้ก็คล้ายมิมีความมั่นใจขึ้นมาแล้ว”
อสูรหยกขาวสูดหายใจ แล้วกล่าว “คนผู้นี้นับว่าคาดเดาได้ยากอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่มันอัปลักษณ์สวมหน้ากากอยู่ครึ่งหนึ่ง จึงมิอาจคาดเดาจากสีหน้าได้ ดวงตาของมันเวลากล่าววาจาก็มิกลอกไปมาแม้แต่น้อย คล้ายทุกถ้อยคำที่มันกล่าว เป็สิ่งที่มันคิดและ้ากระทำให้ได้จริงๆ วาจาของมันผิวเผินดูตรงไปตรงมา แต่นี่จึงรับมือได้ยาก มันบอกเราจะติดตามไปพบเิจู่ หากเป็ผู้อื่นเราต้องตบสั่งสอนเสียนานแล้ว แต่มันกลับใช้ความผิดพลาดตัวเองมาเป็สะพาน เราไหนเลยจะก้าวร้าวรุนแรงต่อมันได้ อย่าว่าแต่มันเป็ผู้สืบทอดพลังฝีมือของเทพอสูรทะเลคลั่งผู้นั้นด้วยแล้ว ในความเห็นเรา มันต้องมิใช่โง่งมอย่างเด็ดขาด ยิ่งมิใช่คนคลุ้มๆ คลั่งๆ อย่างที่ร่ำลือกัน”
“ดังนั้นมันย่อมรู้ว่าลูกดอกนั้นมิใช่มาจากบนรถ เพียงแต่มิทราบเป็ผู้ใดซัดมา จึงมิได้กล่าวโทษต่อท่าน”
“เป็ได้”
“ต่อให้มันสงสัยว่าท่านเป็ผู้ลงมือ มันก็ยังต้องมิกล้าแน่ใจเด็ดขาด เนื่องเพราะมันย่อมไม่อาจหาเหตุผล ท่านไฉนต้องลงมือช่วยศัตรู”
“อืม...”
“เนื่องเพราะมันมิทราบ แผนนี้เป็เิจู่ของพวกเราวางขึ้น ให้ข้าพเ้าปลอมตัวเป็คนทรยศผู้นั้น ลอบมาส่งสารลับให้นางชะมดน้อยนี้ นางที่จริงต้องหนีรอดไปอย่างสะดวกปลอดภัย เพื่อที่จะได้นำข่าวไปบอกต่อผู้อยู่เื้ันาง เมื่อปลางับเหยื่อแล้ว เิจู่ก็เพียงแต่สั่งพวกเราไปสาวมาเท่านั้น”
“อืม...”
“อย่าว่าแต่การลงมือครั้งนี้ของท่าน ก็เพียงแต่ซัดลูกดอกทั่วๆ ไปใส่มันเท่านั้น มิได้คิดแพร่พิษใดๆ มันอย่างมากก็แค่มีาแเล็กน้อย ด้วยบุคลิกเช่นมัน เมื่อได้รับาเ็เล็กน้อย ย่อมไม่ก่อกวนให้เกิดเื่บานปลายเด็ดขาด”
“นับว่าเสี่ยวจื่อยู่ (หยกม่วงน้อย) มีความสามารถในการคาดเดาผู้คนที่มิเคยได้พบเห็นหรือสนทนาจริงๆ”
“นี่ถือเป็คำชมได้?”
“ย่อมถือเป็คำชมได้ เราหากไม่ยินยอมให้เ้าแสดงปฏิภาณเลย น่ากลัวต้องเป็การทรมานเ้าอย่างสาหัสทีเดียว”
อสูรหยกม่วงแสร้งส่งเสียงละห้อยตัดพ้อ “นับว่าไป๋ยู่เกอเกอท่านช่างร้ายกาจ หลอกล่อให้ข้าพเ้ากล่าววาจาอยู่เป็ครึ่งค่อนวัน แล้วใช้เพียงประโยคเดียวก็ฮุบความดีไปเสียหมดสิ้น”
ครั้งนี้อสูรหยกขาวเพียงหัวร่อคำหนึ่ง มิส่งเสียงโต้ตอบอีก อสูรหยกม่วงจึงกล่าวขึ้นต่อ “ในความเห็นท่าน มันกับนางชะมดผู้นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน?”
“เราเห็นว่าไม่มี หากมันเกี่ยวข้องกันย่อมช่วยเหลือนางให้หลบหนีไปอย่างง่ายดาย ไหนเลยต้องมาเสียเวลายืนคุยกับนางในห้องจนเรากลับมา อีกอย่าง เพชฌฆาตไร้หน้าผู้นี้ ั้แ่ออกอาละวาดมา ไม่แสดงออกว่าฝักฝ่ายใดเป็พิเศษ คล้ายมันพอใจก็กระทำลงไป มิสนว่าไปเกี่ยวข้องหรือกระทบกระเทือนผู้ใด ประการนี้เรากลับไม่รู้สึกประหลาด ด้วยพลังฝีมือของมันนับว่าเพียงพอให้มันสามารถกระทำเยี่ยงนี้ได้จริงๆ”
“ท่านประมือกับมันคราเดียว ก็ให้คุณค่ามันสูงถึงเพียงนี้?”
“แน่นอน” อสูรหยกขาวผู้นั้นกล่าว “เราบอกต่อเ้าตามตรง หากมันเป็คนคลุ้มคลั่งมิฟังเหตุผลดั่งที่ร่ำลือกัน ค่ำคืนนี้ของพวกเราก็นับว่าต้องลำบากอย่างสาหัสแล้ว”
“กระทั่งท่านก็มิอาจจัดการมันได้โดยง่าย?”
อสูรหยกขาวทอดถอนใจแล้วกล่าว “เ้ามิได้เห็น? มันใช้มือข้างหนึ่งถือบังเหียนม้า เท้ามิได้แตะพื้นยังสามารถเหวี่ยงม้าตัวนั้นให้ลอยขึ้นได้ ยังสามารถควงดาบฟาดอาวุธลับเ่าั้ให้ร่วงไป”
“เพียงยกม้าตัวหนึ่งให้ลอยขึ้น ข้าพเ้าว่าไป๋ยู่เกอเกอท่านก็ทำได้โดยมิยากเย็น”
“เพียงยกม้าตัวหนึ่งให้ลอยขึ้นสำหรับเรามิใช่เื่ยากเย็น แต่ต้องมิใช่เป็ตอนที่เหวี่ยงตัวในขณะขี่ม้า ใช้ออกไปแล้วสองกระบวนท่า และเท้ามิได้แตะพื้นเด็ดขาด คนผู้นี้นอกจากจะบรรลุถึงพลังฝีมืออันเยี่ยมยอดแล้ว ยังมีพละกำลังผิดมนุษย์อีกด้วย ฟังว่าเทพอสูรทะเลคลั่งเองก็มีร่างกายสูงใหญ่และพละกำลังมหาศาลผิดมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นวิชาที่ท่านบัญญัติขึ้นมา จึงมีรากฐานอยู่บนความพิเศษของร่างกายและพละกำลังนี้เอง”
“แสดงว่ามันเป็ผู้สืบทอดวิชาอันร้ายกาจนี้ได้โดยสมบูรณ์”
“ถูกต้องแล้ว เราเคยได้ยินผู้คนกล่าวว่า มันเป็บุตรบุญธรรมของเทพอสูรทะเลคลั่งผู้นั้น ก็นับว่าท่านเสาะหาบุคคลได้ถูกต้องจริงๆ”
อสูรหยกม่วงส่งเสียงขึ้นมาอย่างสนใจ “บุตรบุญธรรม? ในเมื่อมันเป็บุตรบุญธรรมของเทพอสูรทะเลคลั่ง มันย่อมต้องร่ำรวยมหาศาลมิใช่หรือ? ไฉนมันยังต้องกระทำพฤติกรรมเยี่ยงโจรกระจอก ฉกชิงสมบัติคนตาย กระทั่งถอดเสื้อผ้าจากศพให้เป็ที่ติฉินนินทาอีกเล่า?”
อสูรหยกขาวทอดถอนใจอีก “นี่นับเป็พฤติกรรมที่บันดาลให้ผู้คนรู้สึกปวดศีรษะจริงๆ หากจะถามว่าส่วนใดของมันพิกลพิสดารที่สุด เราต้องบอกว่ามิใช่ใบหน้าของมัน แต่เป็พฤติกรรมนี้นี่เอง”
“หรือเทพอสูรทะเลคลั่งผู้นั้น นอกจากพลังฝีมือแล้ว ก็มิให้สิ่งใดกับมันอีกเลย? เช่นนี้มิสู้รับมันเป็ศิษย์ไปมิดีกว่าหรือ?”
“คนผู้นี้ที่จริงหาก้าทรัพย์สินเงินทอง ต่อให้เทพอสูรทะเลคลั่งผู้นั้นไม่เหลือสมบัติใดไว้ให้มัน ก็ยังสามารถไป่ชิงมาได้โดยง่าย หรือเ้ามิเคยได้ยินเื่ที่มันปล้นขบวนคุ้มกันของสำนักคุ้มภัยยู่หลานฮวา”
“ไอ้หยา ข้าพเ้านึกออกแล้ว มันปล้นครั้งแรกก็เพียงเอารถไปซ่อนไว้เจ็ดวัน จึงจัดส่งคืนโดยมิมีสิ่งใดตกหล่นขาดหาย ครั้งที่สองจ่งเปียวเถาของสำนักยู่หลานฮวาตอบแทนมันด้วยเงินแท่งขาวหีบหนึ่ง มิว่าอย่างไรต้องบันดาลให้ผู้คนสยบยอมได้โดยง่าย ไหนเลยจะคาด มันกลับตอบแทนด้วยการสั่งหารหมู่เปียวซือในครั้งที่สาม ซ้ำยังเอาเงินหีบนั้นไปซัดไว้ที่หน้าสำนักใหญ่ของยู่หลานฮวาอีกด้วย พอมาคิดดูแล้ว พฤติการณ์ของคนผู้นี้นับว่าประหลาดพิกลจนบันดาลให้ผู้คนปวดศีรษะจริงๆ”
“ที่เิจู่เคยตักเตือนว่า หากประสบพบคนผู้นี้ ก็อย่าได้ไปตอแย หรือเพาะความแค้นกับมันเป็อันขาด วันนี้เราก็ได้ซาบซึ้งถึงคำของท่านแล้ว”
“นับเป็โชคดีที่ท่านปกติก็เชื่อฟังวาจาของเิจู่เป็อย่างยิ่ง ดังนั้นวันนี้จึงได้ประพฤติตัวนอบน้อมต่อมันเป็พิเศษ หากเปลี่ยนเป็ข้าพเ้าต้องน่ากลัวต้องกลายเป็ย่ำแย่ไป”
อสูรหยกขาวหัวร่อขึ้นมาคำหนึ่ง ได้ยินเสียงอสูรหยกม่วงกล่าวสืบต่อ “ว่าแต่ท่านออกปากชวนมันดื่มสุรา ท่านคิดเพาะไมตรีกับมันอย่างจริงจัง?”
“อืม”
“ท่านมิกลัวมันตอบแทนท่านด้วยการมาทุ่มไหสุราไว้หน้าบ้านท่าน กำนัลท่านด้วยดาบสักหลายครั้ง?”
อสูรหยกขาวหัวร่ออีก “คิดเพาะไมตรีอย่างจริงจังกับคนผู้หนึ่ง ใช้สุราจึงประเสริฐ เงินทองใช้ผีโม่แป้งได้ แต่มิอาจใช้ให้ผู้คนจริงใจได้เป็อันขาด”
“ท่านแน่ใจว่ามันพบท่านอีกครั้ง ก็จะคว่ำสุรากับท่านด้วยดี?”
“เราแน่ใจ เนื่องเพราะตัวมันมิใช่ชนชั้นประเภทกลับกลอกไปมาอย่างเด็ดขาด”
.......................................