BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    49 : สิ่งสำคัญ

    49 : สิ่งสำคัญ
     

            บรรยากาศที่อึมครึมกว่าปกติ  จากที่ทุกทีเวลาเรียกรวมตัวทีไรต้องคึกคักเสมอ  ไม่เสียงฟิวส์ที่คอยกัดกับพวกเพียว ก็เสียงเนียร์กับเอลคุยกัน  บวกกับพวกเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งหลายคอยฟัดกันตรงสนามหญ้า  แต่ตอนนี้กลับไม่มีสัตว์เลี้ยงของใครคนไหนมีอารมณ์อยากจะเล่นสักนิด

            เหมือนบรรยากาศฤดูหนาวมันเวียนกลับคืนมาทั้งๆ ที่นี่มันต้นเดือนเมษายนที่เขาว่ากันว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี

            เอลนั่งอยู่บนริมฟุตบาท  ก้มหน้านิ่งกำมือแน่นบนตัก  ฟิวส์ยืนกอดอกพิงต้นไม้แถวๆ นั้น ด้วยสีหน้าเครียดขึงอย่างน่ากลัวจนโมและเพียวไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทาย  ขนาดโชลเอง  รอยยิ้มที่เคยมีอยู่เสมอยังหายไป  ยิ่งทำให้เขารู้สึกน่ากลัวมากขึ้นเป็นทวี  ขนาดที่ตอนยังยิ้มยังว่าน่ากลัวในบางอารมณ์

            แต่ที่เห็นว่าปกติเดิมคงจะเป็นวาล  รายนี้เงียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็จริง  แต่เห็นได้ชัดว่าการเรียกตัวมาครั้งนี้ไม่ส่งผลให้รู้สึกใดๆ  อีกทั้งยังผ่อนคลายมากถึงขั้นหยิบนิยายขนาดไลท์โนเวลเล่มเล็กขึ้นมาอ่านหน้าตาเฉย  เหมือนไม่เห็นว่าคนรอบข้างเขาอยู่ในอารมณ์ไหนกัน

            แค่นี้ทินเห็นก็รู้แล้วว่าใครมีส่วนบ้าง

            ทินมองพวกตรงหน้า  ถอนหายใจอย่างเอือมระอา  แค่เขาเดินทางไปกรุงเทพเพื่อติดต่อเรื่องการเข้ามหาวิทยาลัยแค่วันเดียวนี่ขยันเกิดเรื่องซะจริง  คิดหรือว่าแค่แม่บอกว่าเนียร์มีไปเข้าค่ายอบรมอะไรสักอย่างในช่วงปิดเทอมแล้วเขาจะเชื่อง่ายๆ  เรียกได้ว่าแค่ได้กลิ่นก็รู้ว่ามีปลาร้าอยู่ในไหได้โดยไม่ต้องเปิดดูนั่นแหละ

            คิดหรือว่าอย่างไอ้เนียร์ที่รู้ตัวว่ามีปัญหาด้านการมองเห็นสี  แล้วคิดจะแจ๋นไปเข้าค่ายที่มีคนอยู่เยอะแบบนั้น  ไม่มีทางซะล่ะ

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคิดจะพูดอะไร  ยกเว้นเพียวกับโมที่คุยกระหนุงหนิงไม่เข้ากับเรื่องตรงข้างหลังเขา  ทินเลยเป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศเงียบขรึมตรงหน้าเสียเอง

            “เอาล่ะ”  เขาเกริ่น  เรียกให้พวกนั้นหันมามอง  “ฉันจะไม่คาดคั้นถามแต่ละคนหรอกนะ  แต่...”  ทินเว้นช่วง  ขณะมองสบตาแต่ละคนตรงหน้าแบบเรียงตัว ด้วยสายตาเอาจริง  “ถ้าใครยังไม่เล่าเรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นล่ะก็  ฉันจับอัดเรียงตัวแน่”

            พวกมีชนักติดหลังดูจะไหวตัวกันเล็กน้อย  เพราะถึงจะตระหนักว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงคนธรรมดาก็ตาม  แต่เพียงแค่สามคนนั่นมองตาเยียบเย็นของชายร่างสูงผมสีดำแซมทองคนนี้ก็รู้ว่าเขาเอาจริง  และรู้สึกกันตามๆ กันว่าไม่ควรขัดขืน... บางอย่างมันบอก  ห้ามขัดขืน เป็นดีที่สุด!

            “พี่ทิน”  โมจิ้มนิ้วจึกๆ อยู่ข้างหลัง  “มั่นใจเหรอว่านั่นไม่ได้เรียกว่าการคาดคั้นน่ะ”

            ทินหันไปมองเธอด้วยหางตา

            “โอเค  เชิญทำสิ่งที่ไม่ใช่ ‘การคาดคั้น’ ต่อเลยค่ะ”  แล้วโมก็ตัดสินใจว่าวันนี้เธอจะปิดปากให้สนิท

            กลับมาตรงหน้าต่อ  ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาอยู่ดี  วาลก็ยังคงพลิกหน้านิยายต่อไปเหมือนเรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยว

            ทินหรี่ตาลง  “ฉันจะไม่พูดซ้ำสองหรอกนะ”

            ฟิวส์ทำเสียงฮึดฮัด  “ก็ได้”  เขาปล่อยมือตรงอกลง  แล้วก้าวมาข้างหน้า  “ฉันจะเล่าเอง....อะไรของเธอ?”  ฟิวส์ก้มมองมือเอลที่จับขากางเกงเขาไว้อยู่

            “ให้ฉันเล่าเองเถอะนะ”  เอลพูดเสียงแผ่วทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่  ทำให้ฟิวส์แทบไม่ได้ยิน  จนเมื่อเขาไตร่ตรองคำพูดนั้นดีๆ แล้ว  ฟิวส์ก็สะบัดขาออกจากมือบางนั้น  หน้าเริ่มแดงด้วยความโกรธ

            “ว่าไงนะ  ก็บอกแล้วไงว่าฉัน....!”  คนพูดคงรู้สึกได้ถึงกระแสเย็นๆ ทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง  แต่ครั้งนี้เขาไม่ยอมง่ายๆ  “ทำไมฉันจะต้องยอมยัยนี่ง่ายๆ ด้วยกันหา  ทั้งๆ ที่ฉัน...ฉันก็รู้สึก...”  ฟิวส์กัดฟันกรอด

            “เพราะงั้นเอลถึงจำเป็นต้องเล่ามากกว่านายไงล่ะ”  โชลบอก  เหมือนรู้ถึงคำที่หายไปนั้นของฟิวส์

            ตอนแรกฟิวส์รู้สึกเสียใจที่โชลไม่เห็นใจถึงความรู้สึกของเขา  แต่เมื่อมองเอลที่กำลังเหมือนกำลังสะกดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่  เขาจึงยอม...ยกหน้าที่นี้ให้กับเพื่อนสนิทของเนียร์

            เอลบอกขอบคุณฟิวส์เบาๆ เมื่อเขายอมยกให้เธอ  แม้น้ำเสียงตอนที่เล่าจะนิ่ง  แต่พอถึงตอนที่เป็นต้นเหตุให้เนียร์หนีไปจริงๆ  เธอกลับเสียงสั่นกว่าปกติ

            เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นอีกครั้งหลังเล่าจบ

            “....ก็ไม่อยากจะซ้ำเติมหรืออะไรหรอกนะ”  เพียวว่า  “แต่ดูยังไงๆ พวกแกก็ผิดเต็มประตูเลยนะเรื่องนี้  คิดเอาละกัน  เชียร์ให้นังหมูอ้วนมันใช้พลังเต็มที่มาตลอดแท้ๆ  แต่พอทำจริงกลับไปทำท่านั้นใส่  เป็นฉันนะ  ไม่ใช่แค่เดินหนีไปเฉยๆ แบบนี้หรอก”

            เอลก้มหน้าเงียบเหมือนยอมรับสิ่งที่ทำลงไป  ขณะที่เพียวไปด่าผู้ชายสองคนนั้นต่อ  ขณะนั้นเองที่ทินมายืนอยู่ตรงหน้าเอล  ใบหน้าเข้มนั้นเรียบเฉยมากเสียจนเอลรู้สึกหวาดหวั่น

            “ไม่ต้องคิดหรอกนะว่าน้องเอลเป็นคนเล่าเออกมาเองแล้ว  พี่จะให้อภัยง่ายๆ”

            ยังไม่ทันที่เอลจะได้พูดอะไร  ทินก็บอกต่ออย่างไม่สนใจสีหน้าที่เหมือนอยากจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

            “แล้วก็ไม่ต้องทำเป็นหลอกตัวเองล่ะ  ว่าถ้าพูดความจริงออกมาแล้วความผิดในใจมันจะลดลง”

            เอลกัดริมฝีปากตัวเอง  เงยหน้ามองเขา  “พี่ทิน”

            “อย่าทำเป็นหลอกตัวเองเลยดีกว่า  เพราะถึงจะรู้สึกผิดน้อยลงยังไง  ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง  ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ลดลงตามที่น้องเอลรู้สึก”

            สายตาที่จ้องมองมานั้น  ไม่ใช่พี่ชายที่มองเพื่อนของน้องสาวตัวเองอีกแล้ว  แต่เป็นการมอง ใครคนหนึ่ง ที่เป็นต้นเหตุให้น้องของเขาหนีไปเท่านั้น...  และนั่น..ยิ่งทำให้เอลรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจอย่างแรง

            “ค่ะ”  น้ำตาที่แม้จะฝืนกลั้นไว้แค่ไหน  แต่พอพูดคำนี้แล้วก็ไหลออกมาอย่างหักห้ามไม่ได้  และเพราะยังฝืนต่อไปจึงทำให้เสียงที่พูดนั้นสั่น  “ฉันจะ..ไม่ลืมความผิดนี้”

            เมื่อเห็นน้ำตา  ทินจึงคลายสีหน้าลงพลางกำชับแน่น  “อย่าลืม  และห้ามลืมเด็ดขาด  เพราะเธอ...เพราะพวกเธอ...”  ทินหันมองเหล่าคนที่อยู่รอบตัวก่อนจะหันมาที่เอลอีกครั้ง  “คือเพื่อนเพียงกลุ่มเดียวที่เนียร์เชื่อใจ”

            เพื่อน..ที่ไว้ใจ?

            เอลประหลาดใจกับฐานะที่ตัวเองได้มา  รู้ว่าเป็นเพื่อนที่ไว้ใจ  แต่เป็นเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นหรือ

            ความสงสัยที่ชวนให้นึกย้อนไปถึงวันแรกของการเปิดเทอมชั้นม.4  วันที่เธอได้เจอกับเนียร์เป็นครั้งแรก

            ในห้องที่เต็มไปด้วยเสียงคุย  ทั้งของพวกที่รู้จักกันมาก่อนจับกลุ่มคุยกัน  ทั้งที่ทำความรู้จักกันใหม่  แต่ทั้งอย่างนั้น...กลับมีผู้หญิงที่นั่งอยู่คนเดียว  นิ่งเงียบ  ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าไปคุยกับผู้ใด

            ใบหน้าของเนียร์ในตอนนั้น  ทำให้เธอคิดถึงคนคนหนึ่งที่อยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย...สีหน้านั้นช่างดูหงอยเหงาเสียจนเรียกเธอให้เข้าไปหา  แทนที่จะไปหาเพื่อนที่เคยอยู่โรงเรียนเดียวกันมาก่อน

            “ขอโทษนะ  ที่ตรงนี้ว่างมั้ย”  เอลถาม  และจำสีหน้าของเนียร์ในตอนนั้นได้ไม่ลืมเลยว่าประหลาดใจแค่ไหนที่มีคนเข้าไปทักด้วย  “ฉันชื่อเอลนะ  เธอล่ะ”

            “เนียร์  ฉันชื่อเนียร์”  บอกชื่อเสร็จก็รีบตอบด้วยท่าทีกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด  “ตรงนี้ว่าง  ไม่มีใครหรอก”  เนียร์บอกพร้อมกับเผยยิ้มกว้างจนเอลแปลกใจ  เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกเก็บตัวเงียบ

            แล้วเอลก็เข้าใจ  ว่าเนียร์คงไม่อยากเข้าไปยุ่งกับพวกที่รู้จักกันอยู่แล้วเพราะไม่อยากเป็นเหมือนส่วนเกิน  จึงอยู่คนเดียวทั้งที่ใจอยากเปิดรับใครสักคนมาตลอด

            นั่นใช่มั้ย...เธอช่วยฉุดเนียร์ขึ้นมาจากความเดียวดายนั้น

            ได้รับการช่วยเหลือฉุดขึ้นจากเหวลึก  แล้วก็ถูกคนที่ช่วยที่ไว้ใจที่สุดนั้น...ผลักทิ้งลงเหวนั้นอีกครั้ง

            เอลตัวสั่นเทิ้มขณะกลั้นไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป  เธอทำร้ายเนียร์ถึงขนาดนั้น...ทำให้เจ็บปวดถึงขนาดนั้น...ขอโทษ..ขอโทษนะเนียร์

            “แล้วจะมานั่งร้องไห้แบบนั้นอีกนานมั้ยคุณกุ้งแห้ง”  เสียงแหลมบาดหูของเพียวตะโกนอยู่เหนือหัว  “ร้องแล้วมันช่วยตามหานังหมูอ้วนเจอรึไง”  พูดจบ  โมที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย

            “ถ้ารู้ตัวว่าทำผิด  ก็ตามไปขอโทษมันซะ  เรื่องมันจะได้จบๆ ไปซะที”  เพียวว่าแล้วก็ท้าวเอง  ขณะเดียวกันโมก็ทำชี้มือชี้ไม้ไปทางเพียว  พยักหน้าราวกับจะบอกว่าที่เพียวพูดถูกต้องที่สุดแล้ว

            เอลเลิกร้องไห้ได้แล้ว  แต่เริ่มมองไปที่โมด้วยความกังวลแทน  “ฉันเข้าใจก็จริงนะ  แต่...โม  เธอเป็นอะไรรึเปล่า  จะพูดก็ได้นะ  ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”

            “ปล่อยมันไปเถอะ  มันบ้าตั้งแต่ถูกพี่ทินทำร้ายด้วยสายตาเมื่อกี้แล้ว  สมน้ำหน้า  อยากปากมากไม่ดูสถานการณ์เอง”  ว่าจบก็ถูกโมค้อนให้อย่างงดงาม

            เป็นท่าทีที่ทำให้เอลต้องลอบยิ้มออกมา  รู้สึกเบาใจอย่างประหลาดกับความรู้สึกที่ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

            นั่นน่ะสินะ...เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

            เนียร์..เธอก็เหมือนกันนะ  ฉันจะต้องกลับไปอยู่ข้างกายเธอให้ได้  รอก่อนนะ

            เสียงเอ็ดตะโรของเพียวและโมที่คอยเรียกให้พวกที่เหลือไปตามหาเนียร์  ช่วยปลุกให้ทุกคนให้พ้นจากความเศร้าหมอง  แม้แต่วาลยังปิดนิยายลงเมื่อได้ข้อสรุป  แม้ไม่ได้พูด  แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วง  ถึงบางคนจะห่วงมากห่วงน้อยแตกต่างกันไป  แต่ก็บอกได้ว่าทุกคนอยากให้เนียร์กลับมา  เพื่อทำให้บรรยากาศเดิมๆ วนเวียนกลับมาอีกครั้ง

            อิว สัตว์เลี้ยงของเอลที่ขนเป็นสีเขียวมรกตกระโดดเข้าหามาเกาะอยู่บนหัวเข่าที่ตั้งชันขึ้นมา  เอลยิ้มให้มัน  นิ้วแตะสัมผัสชนฟูของมันอย่างอ่อนโยน

            ทว่า...จู่ๆ มันก็ทำขนพองแล้วขยายร่างใหญ่ขึ้นต่อหน้าเธอที่ประหลาดใจ

            “อิว?”

            เมื่อหันมอง  ก็ปรากฏว่าสัตว์เลี้ยงของทุกคนทำเหมือนกับมัน  ทำเสียงขู่ฟ่อไปยัง ณ จุดเดียวกันคือบริเวณทางออกที่มุ่งหน้าสู่ประตูโรงเรียน  ณ ที่นั้นมีใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้  เป็นชายสูงวัยที่มีผมสีขาวโพลนยาวรวบสูงราวซามูไร  เดินตรงมาด้วยสายตาแน่วแน่  ไร้ความสงสัยหรือแม้แต่ความหวาดกลัว แม้เบื้องหน้าจะมีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ยืนรออยู่ก็ตาม

            เขาเข้ามาหยุด  ใกล้กับพวกเธอเกินพอ  สายลมพัดแรงมาให้เส้นผมและเสื้อผ้าพัดสะบัด  ขณะนั้นเองที่พวกสัตว์เลี้ยงคลายอาการข่มขู่  และทำท่าราวกับไม่มั่นใจอะไรบางอย่างต่อชายสูงวัยคนนี้

            “อิว?  เป็นอะไรไป”  เอลถามมันที่เริ่มร้องเสียงงิ้ดๆ

            ตอนนั้นเองที่ชายสูงวัยคนนั้นกล่าวขึ้น

            “สัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์”  เขามองอิวด้วยแววตาคล้ายจะชื่นชม  “ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน  แต่จากสัญชาตญาณดิบยังคงรับรู้ได้ว่าพวกเรานั้นต่างมาจากแห่งหนเดียวกัน  สมแล้วที่เป็นถึงของขวัญที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้”

            “พูดแบบนี้แสดงว่าคงรู้เรื่องพวกนี้มาพอควรสินะครับ”  โชลพูดยิ้มๆ

            เดสิตละสายตาจากสัตว์ประหลาดแล้วหันมาที่โชล  “รู้มากกว่าที่พวกเธอคิดไว้  และรู้ไปจนถึงว่าคนที่พวกเธอกำลังหาตัวนั้นอยู่ที่ไหน”

            “รู้ว่าเนียร์อยู่ที่ไหนด้วยเหรอ!”  เอลกับฟิวส์ถามพร้อมกัน

            “อยู่ที่ไหน”  เอลเดินไปใกล้  “เนียร์อยู่ที่ไหนคะ  ช่วยบอกที”  เธอเข้าไปใกล้มากซะจนเดียวต้องจับแขนเธอไว้ไม่ให้ไปใกล้มากกว่านี้  “เพียว  เขารู้ว่าเนียร์อยู่ไหนนะ”

            “รู้จริงหรือหลอกกันล่ะ”  เพียวจ้องเดสิตเขม็ง

            “ถ้าหากอยากรู้  ก็ขอให้ตามมาด้วยแล้วกัน  กีเลนอล”  เขาเรียกใครคนหนึ่งที่พวกเธอไม่รู้ว่าเป็นใคร  จนกระทั่งร่างร่างหนึ่งขยับอยู่แถวต้นไม้ริมสนาม  ทำให้พวกเธอสังเกตเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  ที่พวกเธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเขาไปยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

            “จะให้ไปไหน  คุยกันที่นี่ไม่ได้รึไง”  ฟิวส์พูด

            “ฉันต้องการความเป็นส่วนตัวน่ะ  เกรงว่าหากคุยกันที่นี่แล้วจะถูกหมาของใครบางคนคาบไปบอกนายของมัน”

            “หมา?”  แต่ล่ะคนบอกชัดว่าไม่เข้าใจ  ยกเว้นทิน  ที่ก้าวนำกลุ่มไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น

            “เฮ้ย”  ฟิวส์ร้องท้วง  “ ไอ้พวกนี้มันเชื่อใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้  ยังจะตามไปอีกเหรอ”

            “ก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่รึไงเจ้าเตี้ย  หรือนายรู้ล่ะว่าควรจะไปหาเนียร์ที่ไหน”

            “ไม่รู้!”  ฟิวส์ตอบทันควัน  “ก็แล้วมันจะคุยที่นี่ไม่ได้เลยรึไง”

            “บังเอิญฉันไม่ชอบหมาที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้น่ะ  อีกอย่าง..พวกนายเป็นถึงผู้มีพลัง  จะกลัวอะไรนักหนา”

            เพราะได้ทินพูดแบบนั้น  พวกเอลถึงได้มีท่าทีผ่อนคลายลงแล้วยอมเดินตามเขาไป

            ทินก้มหน้ามองกิล  “เอ้า  อยากพาไปที่ไหนก็รีบไปได้แล้ว  ยืนนิ่งไม่ยอมขยับซะทีแบบนี้มันชักช้า”

            กิลจ้องหน้าทิน  เอ่ยเสียงเรียบแบบไม่ยินดียินร้าย  “ขอโทษด้วย  หากให้เร็วจริง  ฉันกลัวว่าพวกนายจะตามไม่ทันเอา”

            หางคิ้วทินเหมือนจะกระตุก  “โฮ่  พูดจามั่นใจเหลือเกินนะ  ชักอยากรู้แล้วสิว่ามันจะเร็วสักแค่ไหนกันเชียว”

            หากยังไม่ทันให้กิลได้รับคำ  เสียงเดสิตก็ไล่หลังมากำชับแน่น

            “กีเลนอล  พาไปดีๆ ฉันไม่อยากให้เกิดการพลัดหลงกัน”

            “ครับ”  กิลรับคำ  แล้วหันมาพูดกับทินด้วยเสียงและสีหน้านิ่งๆ อีกตามเคย  “น่าเสียดายนะ  ที่คงทำตามที่นายขอไม่ได้...ไปเถอะ”  เขาหันไปพูดกับพวกที่อยู่ข้างหลัง

            ทินยิ้มแบบที่เรียกว่าแทบจะแสยะออกมาเลยทีเดียว  ทำเอาคนที่เดินตามหลังรีบก้มหน้างุดเดินตามไปแบบไม่รู้ไม่เห็น  ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นไปตามๆ กันย

            เมื่อพวกเด็กออกไปจากที่นี่  ในบริเวณนี้ก็มีเพียงชายสูงวัยที่ยืนกอดอกอยู่เท่านั้น

            แม้จะอยู่คนเดียว  แต่เดสิตก็ยังรู้ได้ว่ามีใครบางคนอยู่แถวนี้  เขาจึงส่งคำพูดไปโดยที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องได้ยิน

            “ฝากไปบอกนายของแกด้วยล่ะ  ว่าชนเผ่าเอดีวาสจะไม่ยอมให้แกทำตามที่หวังไว้ได้หรอก  ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นแกก็ตามที”

            เกิดความเงียบชั่วครู่เดียว  ก่อนจะมีชายสวมชุดสูททำงานออมาจากที่ซ่อน  หันมองเดสิตเพียงครู่เดียวก่อนจะจากไป

            เดสิตถอนหายใจยาว “ต่อให้เป็นแกก็ตาม  ตนัย”

     



     

            “สุดยอด”  ตาโมเบิกกว้างเท่าไข่ห่านเหมือนกับจะพยายามมองทุกอย่างตรงหน้าแบบทุกซออกทุกมุม  คนอื่นที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องก็มีอาการไม่ต่างกัน

            มองตึกโรงแรมจากข้างนอกว่าหรูแล้ว  ยื่งห้องนี้ยื่งหรูเข้าไปอีก  ห้องที่กว้างแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างลงตัว  เมื่อเดินเข้ามานั้นเป็นส่วนนั่งเล่น  โซฟากว้างยาวน่านั่งอยู่ตรงข้ามกับทีวีพลาสม่า  ซึ่งระหว่างทีวีกับโซฟามีโต๊ะเตี้ยจากกระจกหนาใส  ข้างๆ นั้นเป็นโซนครัว  ซึ่งคั่นกับห้องนั่งเล่นด้วยเคาน์เตอร์เรียงยาว มีเก้าอี้เรียงให้นั่งสามตัว เป็นทั่งที่ให้นั่งทานข้าวและที่ทำกับข้าว  และยังมีประตูทางด้านซ้ายของห้องนี้เปิดไปอีก  ที่น่าจะเป็นห้องนอน

            ทั้งห้องสว่างไสวด้วยแสงที่ส่องเข้ามาทางระเบียงกว้างข้างนอก  ผ้าม่านสีขาวมุกขยับเป็นระลอกเมื่อต้องลม

            “ไฮโซสุดๆ”  เพียวว่า  ขณะสำรวจเครื่องเสียงข้างโทรทัศน์  ส่วนโมก็กำลังตื่นตาตื่นใจกับเครื่องทำกาแฟที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์

              วาลไม่ได้ตื่นเต้นไปกับห้องเท่าไหร่  เพียงแต่เข้าไปนั่งตรงโซฟาอย่างถือวิสาสะแล้วเริ่มต้นอ่านนิยายรอเวลาต่อ  โชลมองไปรอบๆ  ขณะที่ฟิวส์ยืนมองคนที่พาพวกเขามาที่นี่ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ  ซึ่งคนถูกจ้องก็รู้ตัวเช่นกันจึงจ้องกลับอย่างไม่คิดหลบ

            แต่ทั้งคู่ถูกขัดด้วยเสียงทินที่เข้าไปเปิดตู้เย็นตัวใหญ่ตรวจหาอะไรกิน  แล้วเลือกโค๊กกระป๋องขึ้นมาเปิดดื่ม  เมื่อลดขวดลงประตูที่เชื่อมไปอีกห้องก็เปิดออก  พร้อมกับที่ผู้หญิงคนนึงเดินออกมา

            “กลับมาแล้วเหรอคะพี่กิล”  หญิงสาวที่รัดผมแกละต่ำเดินเข้าไปหาพี่ชายก่อนถึงค่อยสังเกตเห็นคนอื่นที่เหลือ  “พวกคุณ...”

            แต่เกลพูดไม่จบ  เพราะโมที่เห็นเธอแล้วร้องลั่น

            “เด็กประหลาดที่เจอกันเมื่อตอนนั้นนี่นา”

            ทุกคนหันไปมองโมทันที  แม้แต่เกลก็ยังตกใจ

            “นี่เธอรู้จักยัยคนนี้ด้วยเหรอ”  ฟิวส์ถาม  สายตาดูน่ากลัวพิกลเหมือนกำลังคิดว่าโมเป็นพวกเดียวกันกับพวกชนเผ่าประหลาดนี่แล้วกำลังคิดวางแผนอะไรกันอยู่ยังไงยังงั้น

            “พวกเราแค่รู้จักกันโดยบังเอิญเท่านั้นแหละค่ะ”  เกลตอบ  พลางโบกมือทักทายโมที่ยกมือขึ้นทักทายกลับด้วยท่าทีอ่อนระโหยแปลกๆ  เนื่องด้วยนึกไม่ถึง

            เอลที่ยืนอยู่ตรงระเบียงข้างนอกหันมองว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่แป๊ปนึง  ก่อนจะหันมามองภาพวิวเบื้องหนาต่อ

            มันเป็นจุดที่สามารถมองเห็นได้ทุกอย่างที่ต้องการ  แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่  เธอยังหาเนียร์ไม่เจอเลย

            มือเรียวที่เกาะอยู่บนราวนั้นกำแน่นขึ้น

            จะต้องตามหาเนียร์ให้เจอให้ได้  หากถูกจับตัวไปก็พาตัวกลับมา  หากเธอถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ตัวเดียว  ฉันก็จะช่วยฉุดเธอขึ้นมาให้กลับมาอยู่เคียงกันอีกครั้งให้ได้

            เวลานี้  ไม่ใช่เวลาจะมัวแต่นั่งท้อแท้ใจอีกแล้ว

             

     

            “สรุปคือพวกนายเห็นยัยนั่นถูกจับตัวไปงั้นสินะ”  ฟิวส์พูดหลังจากรับรู้เรื่องราวผ่านทางกิลแล้วลุกขึ้นยืน  แต่กลับถูกดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุดันจ้องมองมาให้ชวนสงสัย

            “แล้วนายคิดจะไปไหน”  กิลถาม

            “ก็จะไปช่วยยัยนั่นน่ะสิถามได้  จะให้มานั่งรอสบายใจเฉิบอยู่ที่นี่รึไง”

            “ท่านเดสิตมีเรื่องที่ต้องพูดกับพวกนายอยู่  แล้วอีกอย่าง  น้องฉันก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไง  ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ถูกลักพาตัวไป”

            “แล้วจะบอกว่าเนียร์ยินดียอมไปกับพวกมันเองรึ”  ฟิวส์ตวาดกลับ

            “ก็จากที่เห็น”  กิลยังคงพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง  “ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้น”

            “ไม่จริง”   เอลร้อง  สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เชื่ออย่างแรง  “เนียร์ไม่มีทางยอมไปกับพวกนั้นหรอก  เนียร์เกลียดพวกเขา”

            “คงไม่เท่าที่รู้สึกต่อพวกเธอในตอนนี้ล่ะมั้ง”  กิลว่านิ่งๆ ไม่ได้สนใจ  แต่ทำให้เอลหน้าซีด

            “ไม่มีทาง...”  ฟิวส์กำมือแน่น

            “เชื่อหรือไม่เชื่อ  ฉันเองก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเกลี้ยกล่อมให้นายเชื่อตาม”

            “ให้มันได้อย่างนี้สิ”  ทินบ่นพึมพำ  ยกมือขึ้นเสยผมด้านหน้าที่ตกลงมา  ดวงตากลับจ้องไปที่แต่ล่ะคนเบื้องหน้าว่ามีท่าทีว่าไงกันบ้างเมื่อได้รู้ความจริงนี้  ไอ้เตี้ยดูสับสนอย่างหนัก  แต่คนที่เขาคาดผิดไปที่สุดคือพวกเพื่อนในกลุ่มเนียร์  โดยเฉพาะน้องเอลที่ทำท่าตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว  จึงสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น  อย่างที่ไม่สนใจว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

            “ถึงอย่างนั้นก็จะพาตัวกลับมา”  หญิงสาวที่ทินจ้องอยู่นั้นเอ่ยขึ้น  “จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ  ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้เนียร์ไปกับคนพวกนั้นเด็ดขาด”

            “ก็ดีที่เธอมีความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้

            ในที่สุด เดสิต วงศ์วลายุ ก็กลับมาถึงห้อง  โชลที่นั่งอยู่ตรงโซฟาขยับตัวสนใจ  เขากำลังพินิจดูว่าชายสูงวัยคนนี้เป็นคนยังไง  และต้องการอะไรจากพวกเขากันแน่  หากเป็นศัตรูล่ะก็...

            “วางใจเถอะ  พวกฉันไม่ใช่ศัตรู”  เดสิตพูดราวกับจะอ่านใจได้  ไม่พอ  ดวงตาสีน้ำตาลแก่ยังเลื่อนมามองโชลอีกต่างหาก  ทำให้โชลยิ่งเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกถึงแม้ริมฝีปากจะส่งคลี่ยิ้มบางดูอ่อนโยน  ถามกลับ

            “แล้วไม่ทราบว่าพวกคุณทั้งสามต้องการอะไรจากพวกเรางั้นเหรอครับ”

            “การร่วมมือน่ะ”  เดสิตตอบ  “มีบางสิ่งที่ฉันต้องการจากตนัยอยู่  แต่การจะเข้าไปเอานั้น  คงเป็นเรื่องยากเพราะเด็กคนนั้นคงจะให้คนมาคอยเฝ้าระวังไว้  ฉันจึงอยากให้พวกเธอเข้าไปหาตนัยโดยตรง  เพื่อเป็นการเบี่ยงความสนใจ”

            “เรื่องนั้น...”  เอลทำท่าจะตกลง  แต่ก็ถูกโชลขัดไว้ก่อน

            “แต่เราพึ่งจะรู้จักไม่ถึงวันดีเลยนะครับ  แล้วจู่ๆ จะมาขอความร่วมมือให้พวกเราช่วยโดยไม่มีหลักประกันอะไรหน่อยเหรอว่าพวกคุณจะไม่แว้งกัดเราทีหลัง  และที่สำคัญ  พวกคุณเป็นใครกันแน่”

            เดสิตเห็นความฉลาดหลักแหลมที่ส่อออกมาทางแววตาของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอย่างชัดแจ้งที่แสดงออกมาอย่างไม่คิดเก็บซ่อน  ราวกับจะประกาศให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้โง่ให้โดนหลอกใช้ง่ายๆ 

            จริงอยู่ที่คนอื่นกำลังลนลานด้วยเรื่องของเนียร์  เพียงแค่อีกฝ่ายยกเรื่องเนียร์มาอ้าง  ก็เตรียมพร้อมทำให้ได้ทุกอย่าง  แต่โชลจะไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะคนสำคัญสำหรับเขาไม่ใช่เนียร์  หากเป็นอีกคนนึงที่ต้องคอยระวังให้

            ชายสูงวัยยืนด้วยความสำรวม  ก่อนจะกล่าวแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ  “ฉัน เดสิต วงศ์วลายุ  เป็นผู้นำของชนเผ่าเอดีวาส  ที่อาศัยอยู่ในเกาะเล็กๆ   ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งของมหาสมุทราที่พวกเธอเรียกกันว่า แปซิฟิก  ส่วนพี่น้องฝาแฝดคู่นี้  กีเลนอล และ เกลลีนา  ดราอูเกฟิส  เป็นผู้ติดตามของฉัน”  เขาผายมือไปทางกิลและเกลก่อนจะกลับมายืนสำรวมต่อ  “พลังจากธรรมชาติมีต้นกำเนิดอยู่ที่ชนเผ่าของเรา  ซึ่งเราทำการปกป้องรักษามันมาตลอดเป็นเวลาหลายร้อยปี  ดังนั้นการที่พลังนี้ถูกนำไปใช้  ยิ่งไปใช้ในทางที่ผิดแล้วนั้น  ย่อมถือเป็นความรับผิดชอบสำหรับเรา  ฉันซึ่งเป็นผู้นำเผ่าจึงไม่อาจทนอยู่เฉยได้ต้องมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

            แม้จะไม่มีใครพูดอะไร  แต่เดสิตก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นยังไม่ได้ให้ความน่าเชื่อถือในสายตาเด็กเหล่านั้นอยู่ดี  ซึ่งเขาก็พอจะเข้าใจ  ว่าคนภายนอกเช่นนี้ออกจะเชื่อใจคนแปลกหน้าได้ยากอยู่ซะหน่อย

            “ขึ้นอยู่กับพวกเธอล่ะนะ  ว่าจะเอาเวลาที่มีอยู่นี้  มานั่งสืบหาความจริงของพวกฉันที่ไม่สามารถหาหลักฐานอะไรมายืนยันได้  หรือจะเอาเวลานี้ไปช่วยเพื่อนคนสำคัญดี”

            ในขณะที่ทุกคนตกอยู่ในห้วงคิดนั่นเอง  จู่ๆพวกเขาก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้น  พร้อมๆ กับเสียงดังราวกับหม้อแปลงระเบิดจากที่ไกลๆ  เมื่อหันไปดูด้านนอกหน้าต่างจึงได้เห็นที่มาของเสียง

            ตึกสูง 10 ชั้น ที่แม้จะอยู่ห่างจากที่นี่  แต่ก็ยังเห็นได้ชัด  ยิ่งในขณะนี้ช่วงบริเวษกลางตึงบังเกิดควันสีดำโชมงและเปลวไปที่แลบออกมาให้เห็น  บอกให้รู้ว่าเกิดระเบิดขึ้นที่นั่น

            “อะไรน่ะ”

            แต่ละคนถึงกับอื้งในสิ่งที่เกิดขึ้น

            เดสิตขมวดคิ้ว  ส่วนเกลก็มีท่าทีตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด  และยังแฝงไปด้วยความเป็นห่วงราวกับมีคนรู้จักอยู่ในตืกนั้น

            “ดูท่า  ฉันคงไม่ต้องใช้ให้พวกเธอช่วยดึงดูดความสนใจแล้วล่ะ”

            เอลเข้าใจทันที  และเสียงที่ถามออกไปเหมือนจะแหลมสูงจนเหมือนไม่ใช่เสียงตัวเธอเอง

    “เนียร์อยู่ที่ตึกนั้นเหรอ!!?”



    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน