ระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 อยู่ด้วยกัน

            หลี่เมี่ยวเจินเห็นดังนั้นก็คิดในใจว่าสมน้ำหน้า

            วินาทีต่อมาสายตาเยาะเย้ยถากถางก็หันไปยังต้วนจื่อพลางหัวเราะเยาะ"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันแค่เสแสร้งหลอกลวงแม้แต่ท่านปู่ข้าก็ยังมิอาจใช้เคล็ดวิชานี้ได้สำเร็จไอ้คนปัญญาอ่อนอย่างเจ้าจะทำอะไรได้ นอกจากสร้างเรื่องให้วุ่นวายแถมยังทำให้อาการของท่านเจ้าบ้านเยี่ยนทรุดลงไปอีก สมควรได้รับโทษทัณฑ์สถานใด?"

            "สหายต้วนน้อย ท่าน..." สีหน้าของเยี่ยนหย่งเหวยแปรเปลี่ยน

            "เงียบก่อน!" ต้วนจื่อตวาดเสียงดังควบคุมบรรยากาศทั้งหมด

            เขาจนคำพูดจริงๆ

            ให้ตายสิการที่ข้าหวังดีช่วยคนสักคนมันยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

            "หึ ยังกล้าขึ้นเสียงอีกหรือเจ้ามัน..." เมื่อหลี่เมี่ยวเจินเห็นท่าทางเช่นนั้นก็เตรียมจะก้าวเข้าไปสาดเสียเทเสียใส่ต้วนจื่อ

            "หุบปาก!" ผู้ที่มิคาดคิดว่าจะตวาดเสียงดังกลับเป็นหลี่สือเจิน

            "ผลยังมิอาจตัดสินเจ้าอย่าได้มาวุ่นวาย!"

            หลี่เมี่ยวเจินถึงกับจุกจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่เบะปาก ถอยหลังกลับไป รอดูว่าต้วนจื่อจะสร้างเรื่องตลกอะไรออกมา

            สีหน้าของเยี่ยนหย่งเหวยมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัดหากต้วนจื่อจงใจทำให้อาการของเยี่ยนเต๋อจื้อกำเริบขึ้นเขาจะฉีกร่างของต้วนจื่อออกเป็นชิ้นๆ

            ต้วนจื่อมิได้สนใจสิ่งเหล่านั้นเขายืนมองร่างที่สั่นเทาของเยี่ยนเต๋อจื้ออย่างเงียบๆ พึมพำกับตัวเอง

            "หนึ่ง..."

            "สอง..."

            เพียงสิบวินาทีปรสิตดำในร่างของเยี่ยนเต๋อจื้อก็จะถูกขับออกจนหมดสิ้น

            ในตอนแรก ผู้คนมิได้สังเกตเห็นสิ่งใดผิดปกติแต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงวินาทีที่เก้าบริเวณท้องของเยี่ยนเต๋อจื้อก็พลันปูดนูนเป็นตุ่มเล็กๆที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากล่างขึ้นบน

            เมื่อถึงวินาทีที่สิบปรากฏร่างของเยี่ยนเต๋อจื้ออ้าปาก ‘สำรอก’ออกมา พ่นโลหิตดำข้นออกมาคำโต

            ในโลหิตนั้น ยังมีแมลงตัวเล็กๆ สีดำสนิทกำลังว่ายวนอยู่ในคราบเลือด

            เมื่อตกลงสู่พื้นแมลงตัวนั้นก็รีบร้อนกระเสือกกระสนพยายามปีนป่ายออกไป ดูเหมือนว่าต้องการจะหลบหนี

            "คิดหนีงั้นหรือ?" ต้วนจื่อแค่นเสียงเย็นชา ส่งพลังนักรบเข้าใส่ร่างของมันโดยพลันบดขยี้จนตายในทันที

            หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ปาดเหงื่อที่ไหลรินอยู่บนหน้าผาก เก็บเข็มวารีเหมันต์ทั้งหมดและปิดการใช้งานทักษะ [เซียนแพทย์สิงสถิต]

            "เรียบร้อยปรสิตดำได้ถูกขับออกไปหมดสิ้นแล้ว ท่านเจ้าบ้านเยี่ยนมิต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปหลังจากนี้แค่ดื่มยาบำรุงควบคู่กันไป ภายในสามวันก็จะกลับมามีสุขภาพแข็งแรงดังเดิม"

            เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่สือเจินก็รีบเดินเข้าไปหาเยี่ยนเต๋อจื้อ จับชีพจร ตรวจสอบสภาพร่างกาย

            เมื่อสำรวจเสร็จเขาก็คลายมือออกก่อนจะแย้มยิ้ม "ยินดีด้วยท่านเจ้าบ้านเยี่ยน ชีพจรกลับมาเป็นปกติแล้ว"

            คำกล่าวนี้ทำให้สีหน้าของหลี่เมี่ยวเจินยิ่งยับยู่ราวกับกินอุจจาระเข้าไป

            ต้วนจื่อสามารถกำจัดโรคร้ายที่แม้แต่ท่านปู่ของตนเองยังจนปัญญาได้จริงหรือนี่?!

            ไม่ว่าเขาจะไม่เชื่อเพียงใดแต่ความจริงก็คือความจริง

            สีหน้าของเยี่ยนเต๋อจื้อเริ่มแดงระเรื่อขึ้นลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเริ่มคลายออกแสดงให้เห็นถึงอาการที่ดีขึ้น

            ให้ตายสิเขาถูกคนปัญญาอ่อนเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า

            ช่างน่าขันสิ้นดี!!!

            [ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้แสดงทักษะทางการแพทย์สำเร็จ ‘ก่อนหน้าถูกดูถูกภายหลังตบหน้า’ ได้รับค่าเทียนซิ่ว+888!]

            เยี่ยนชุยเสวี่ยรีบเดินเข้าไปหาเยี่ยนเต๋อจื้อสังเกตอาการอย่างถี่ถ้วน พบว่าใบหน้าที่เจ็บปวดทรมานของอีกฝ่ายได้หายไปแล้ว

            "ท่านพ่อ ในที่สุดท่านก็หายดีแล้วฮือๆๆ..."

            เยี่ยนหย่งเหวยเองก็ปลาบปลื้มจนน้ำตาไหลรุดเข้าไปจับมือของต้วนจื่อ

            "สหายต้วน นับจากวันนี้ชีวิตของข้าก็เป็นของท่าน ท่านให้ข้าไปทางตะวันออก ข้าจะไม่ไปทางตะวันตกเป็นอันขาด"

            "ไม่ต้องถึงขนาดนั้นเมื่อครู่ข้าได้กล่าวไปแล้ว การที่ลงมือรักษาท่านเจ้าบ้านเยี่ยนก็เป็นเพียงการตอบแทนบุญคุณหนูเยี่ยนชุยเสวี่ย มิได้ต้องการสิ่งตอบแทนอื่นใด"ต้วนจื่อโบกมือ จากนั้นก็ยืนกอดอก

            หลี่สือเจินและหลี่เมี่ยวเจินที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างมองไปยังภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน

            คนหนึ่งรู้สึกปลาบปลื้มและชื่นชมในความซื่อตรงของต้วนจื่อ

            อีกคนกลับรู้สึกเคียดแค้นอย่างไม่อาจควบคุม

            เขาในฐานะศิษย์เอกของยอดหมอแสงอรุณนับพันควรจะส่องมาที่เขา แต่ตอนนี้กลับถูกช่วงชิงไปโดยคนปัญญาอ่อนช่างน่าอับอายยิ่งนัก

            "สีหน้าของท่านดูไม่ค่อยดีเลยหรือว่าท่านรู้สึกละอายใจที่เมื่อครู่กล่าวดูถูกข้า?" ต้วนจื่อพลันสังเกตเห็นสีหน้าที่ดูไม่จืดของหลี่เมี่ยวเจินจึงยิ้มขำๆ "ไม่เป็นไร ถึงแม้ว่าปากของท่านจะเหม็นเน่าหน้าตาขี้เหร่ แต่ข้าก็ไม่ถือสาคนที่อายุน้อยกว่าหรอกนะ" พร้อมกล่าวเตือนสติ "แต่ข้าก็ขอแนะนำให้ท่านอ่านหนังสือให้มากกว่านี้เอาใจใส่ในศาสตร์การแพทย์ให้ลึกซึ้ง มิใช่สักแต่ว่ารู้ผิวเผิน แล้วมาพูดจาพล่อยๆ!"

            [ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้แสดงความคมคายอย่างร้ายกาจสำเร็จ ได้รับค่าเทียนซิ่ว+168!]

            "เจ้า..." หลี่เมี่ยวเจินถึงกับจุกอก

            "ข้าตื้นเขินหรือ? ต้วนจื่อ อย่าคิดว่าการที่เจ้าช่วยชีวิตท่านเจ้าบ้านเยี่ยนได้ก็จะมาหลงระเริงได้ วิชาการแพทย์ที่ข้าเชี่ยวชาญนั้นมีมากมายกว่าเจ้าหลายเท่านักหากเจ้ากล้าหาญพอ ก็จงมาประลองกับข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกอับอายยิ่งกว่านี้!"

            สีหน้าของหลี่สือเจินมืดมนลงทันที"เจ้ายังจะปากพล่อยไม่เลิกอีกหรือ ไม่รู้จักเจียมตัวแถมยังยกตนข่มผู้อื่น ทั้งที่ตนเองด้อยกว่า จะเอาอะไรมาเชิดชูวงศ์ตระกูล!"

            ว่าแล้วเขาก็ประสานมือคารวะต้วนจื่อ"หลานข้าด้อยปัญญา หวังว่าท่านต้วนคงไม่ถือโทษโกรธเคืองข้ายังมีธุระต้องสะสาง ขอลาไปก่อน"

            เขาถูกเชิญมาเพื่อรักษาเยี่ยนเต๋อจื้อซึ่งนอกจากเขาจะไร้ความสามารถแล้ว ยังเกือบจะทำให้อาการกำเริบอีกด้วยมิหนำซ้ำหลานชายยังปากเสียไม่หยุด แบบนี้เขาคงไม่มีหน้าอยู่ที่นี่อีกต่อไป

            "เชิญท่านอาจารย์หลี่ขอรับ"เยี่ยนหย่งเหวยพยักหน้า เรียกให้คนรับใช้ไปส่งทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติหลี่สือเจิน

            ทว่าหลี่เมี่ยวเจินกลับไม่ยอมจากไปเขาชี้หน้าต้วนจื่อ "เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า?ถ้าแน่จริงก็พูดออกมา กล้าที่จะประลองกับข้าหรือไม่?"

            สีหน้าของเยี่ยนหย่งเหวยเริ่มมืดมนลง

            ในเมื่อต้วนจื่อคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพี่ชายของเขาการที่หลี่เมี่ยวเจินยังคงมาท้าทายต่อหน้าต่อตาเขาเช่นนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกันอย่างเห็นได้ชัด

            หากเขาไม่สั่งสอนสักหน่อยเกรงว่าเขาคงจะไม่สำนึกตัว

            ยังไม่ทันที่เขาจะได้ปริปากต้วนจื่อก็ส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะประมือกับข้ารอจนกว่าเจ้าจะเข้าใจแก่นแท้ของความเป็นแพทย์ แล้วค่อยกลับมาหาข้าก็ยังไม่สาย”

            "ไร้สาระ ข้าช่วยชีวิตคนมากมายนักมากกว่าที่เจ้ากินข้าวทั้งชีวิตเสียอีกบังอาจกล่าวหาว่าข้าไม่เข้าใจแก่นแท้ของความเป็นแพทย์ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ไม่กล้าประลอง ไอ้คนขี้ขลาด!"

            เมื่อกล่าวจบหลี่เมี่ยวเจินก็ทำสีหน้าเย็นชา เดินออกจากห้องไปอย่างไม่แยแส

            หลี่สือเจินหัวเราะอย่างขมขื่นหันกลับมาประสานมือคารวะต้วนจื่อ "หลานข้าโง่เขลาข้าหวังว่าสหายต้วนน้อยจะอภัยให้ อย่าถือสาหาความเลย"

            ว่าแล้วเขาก็รีบเดินตามออกไปเสียหน้าจนมิกล้าอยู่ต่อ

            "ช่างเป็นคนที่คับแคบใจยิ่งนัก"คนรับใช้คนหนึ่งมองตามแผ่นหลังของหลี่เมี่ยวเจิน แล้วพึมพำ

            ก็ไม่แปลกที่คนผู้นี้ไม่อาจบรรลุพลังภายในแห่งการแพทย์ได้เพราะจิตใจนั้นคับแคบเกินไป ยากที่จะได้รับการอวยพรจากเทพแห่งการแพทย์

            ต้วนจื่อหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจนัก

            ตัวประกอบในนิยายก็เป็นเช่นนี้

            ไร้สมอง แกล้งโง่พฤติกรรมก็เหมือนเด็กอมมือ!

            หากเขาเอาเรื่องคนเช่นนี้มาใส่ใจชาตินี้คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว!

            [ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้รักษาเยี่ยนเต๋อจื้อสำเร็จ ทำภารกิจเทียนซิ่ว ‘ช่วยเหลือชีวิตผู้คนย่อมได้บุญ’ สำเร็จ ได้รับรางวัลสุ่มจากวงล้อนำโชคหนึ่งครั้ง]

            [ติ๊ง! ได้ทำการตรวจสอบการใช้แต้มแล้วท่านใช้ทักษะ ‘เนตรสวรรค์เหนือขีดจำกัด’ สิบวินาที ต่ำกว่าหนึ่งนาที คิดเป็นหนึ่งนาที เสีย 500 แต้มทักษะ ใช้ทักษะ ‘เซียนแพทย์สิงสถิต’ เกือบสิบห้านาที เสีย 3,000 แต้มทักษะ รวมเป็น 3,500แต้มทักษะ ได้หักออกจากยอดคงเหลือของท่านแล้วหากครั้งหน้าผู้ใช้เรียกข้าว่า ‘ที่รัก’ ท่านอาจได้รับส่วนลดถึงร้อยละเก้าสิบ~]

            "..."

            ต้วนจื่อกระตุกมุมปากด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

            แค่สิบกว่านาทีก็เสียไปสามพันห้าร้อยแต้มแล้วหรือนี่?

            บ้าเอ๊ย นี่มันปล้นกันชัดๆ!

            เมื่อมองไปยังแต้มที่คงเหลืออยู่เพียงสองพันกว่าแต้มต้วนจื่อก็ใจหายวาบ

            แต้มเทียนซิ่วจ๋า กลับมาเถอะคนดี

            ข้าขาดเจ้ามิได้!

            อย่าปล่อยให้ใจข้าว่างเปล่าประดุจมหาสมุทร!

            [ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้โชว์ความเศร้าโศกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขสำราญได้สำเร็จได้รับค่าเทียนซิ่ว+111!]

            ภายในใจของต้วนจื่อปั่นป่วนราวกับพายุฝูงม้าเหล็กนับหมื่นวิ่งวน สาปแช่งระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            "ต้วนจื่อขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตบิดาข้า โปรดรับการเคารพจากข้าด้วย"

            เยี่ยนชุยเสวี่ยน้ำตาคลอด้วยความยินดีนางโค้งคำนับลงอย่างนอบน้อม

            ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาบิดาของนางถูกไข้ป่าดำกัดกินจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ร่างกายทรุดโทรมลงทุกวันตระกูลเยี่ยนทุ่มเททรัพย์สินเงินทองไปมากมาย แต่ก็มิอาจบรรเทาได้

            ยามที่เห็นบิดาผู้เคยเปี่ยมด้วยพลังกลับซึมเซาอ่อนแรงทรมานปวดร้าว ทั้งที่ตนเองไร้หนทางช่วยเหลือความอ่อนล้าเช่นนั้นบีบคั้นหัวใจนางในทุกค่ำคืน เจ็บปวดและรวดร้าว

            ก่อนหน้านี้นางเชื่อมั่นมาตลอดว่าหญ้าวิญญาณทมิฬคือความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตได้แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าโลกนี้ยังมีปาฏิหาริย์และปาฏิหาริย์นั้นกลับอยู่ใกล้ตัวนางเพียงเอื้อม

            ด้วยวิชาแพทย์ของต้วนจื่อบิดาของนางจึงมิอาจต้องพึ่งพาหญ้าวิญญาณทมิฬก็สามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของไข้ป่าดำได้

            โชคดีอะไรปานนี้?

            นี่ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรเช่นนี้?

            หากนางไม่ได้รู้จักและไม่ได้พบกับต้วนจื่อไม่ได้พาเขามายังตระกูลเยี่ยน บิดาของนางคงสิ้นลมหายใจไปนานแล้ว

            ต้องยอมรับว่าโอกาสและโชคชะตาช่างบรรจบกันอย่างน่าอัศจรรย์

            ยิ่งคิดเช่นนี้ก็ยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของต้วนจื่อ!

            "ท่านช่วยเหลือข้าก่อนข้าก็ต้องตอบแทนท่านเช่นกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า 'มีไมตรีตอบไมตรี'ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงพิธีรีตอง"ต้วนจื่อประคองเยี่ยนชุยเสวี่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว พลางกล่าว"ชีวิตข้ามีสหายเพียงน้อยนิด คุณหนูเยี่ยนนับเป็นหนึ่งในนั้นบิดาของสหายกำลังอยู่ในอันตราย จะให้ข้านิ่งดูดายได้อย่างไร?"

            เยี่ยนชุยเสวี่ยซึมซับความอบอุ่นดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

            "ต้วนจื่อการที่ได้พบท่านคือความโชคดีของข้า..."

            ต้วนจื่อแย้มสรวล"ความโชคดีนั้นเป็นสิ่งที่ตอบแทนกันได้ สำหรับข้าการได้พบกับคุณหนูเยี่ยนก็คือความโชคดีเช่นกัน"

            เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเยี่ยนหย่งเหวยก็ปรบมือเสียงดัง

            "ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองถูกใจกันและกันไยจึงมิอยู่ด้วยกันเสียเล่า"

            ทั้งสองถึงกับชะงัก

            ต้วนจื่อถึงกับอึ้งงัน

            พี่ชายท่านหลานสาวของท่านสร้างบรรยากาศได้ถึงเพียงนี้แล้ว ข้าจะไม่คล้อยตามเลยได้อย่างไร?

            ส่วนเรื่องการอยู่ด้วยกัน...

            อืม...

            ประโยคนี้ถูกใจข้ายิ่งนัก!

            ช่างเป็นคุณลุงที่รู้จักเลือกสรรช่างเป็นพ่อสื่อที่ยอดเยี่ยมเสียจริง!

            แต่เดี๋ยวก่อน ท่านอย่าได้ผลีผลามนักรถมันแล่นเร็วเกินไป ข้ายังคาดเข็มขัดไม่ทัน!

            แก้มของเยี่ยนชุยเสวี่ยแดงระเรื่อมองค้อนอย่างงอนๆ "ท่านลุงล้อข้าเล่นอีกแล้ว"

            ความจริงแล้วในใจของนางกลับลอบยกนิ้วให้เยี่ยนหย่งเหวย

            ท่านลุงเจ้าคะ ข้ารักท่าน!

            "ข้ามิได้ล้อเล่นสักหน่อยสหายต้วนน้อยผู้นี้รูปงามความสามารถล้นเหลือ ถ่อมตนมีมารยาทสมกับเป็นบุรุษที่เพียบพร้อม" เยี่ยนหย่งเหวยเลิกคิ้วก่อนจะกระแอมกล่าวต่อ "เอาล่ะ ข้าจะดูแลพี่ชายเองเจ้าพาต้วนจื่อไปเดินเล่น และพักผ่อนเสียเถิด"

            บุรุษจีบสตรี เหมือนข้ามภูเขา

            สตรีจีบบุรุษ เหมือนกั้นกระดาษ

            เขามั่นใจว่าตราบใดที่ให้โอกาสหลานสาวของตนได้อยู่กับต้วนจื่อสองต่อสองด้วยรูปโฉมและสติปัญญาของหลานสาว การพิชิตใจต้วนจื่อย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย

            เมื่อเป็นเช่นนี้ตระกูลเยี่ยนก็ราวกับได้ครอบครองไพ่ตายช่วยชีวิต ต่อไปหากใครเกิดปัญหาขึ้นมาก็เพียงแค่เรียกต้วนจื่อมาลงเข็ม

            "ตกลง... ตกลงเจ้าค่ะ..."เยี่ยนชุยเสวี่ยหน้าแดงก่ำแอบเหลือบมองต้วนจื่อเมื่อเห็นว่าเขาไม่ปฏิเสธ จึงพยักหน้าอย่างยินยอม

            ก่อนจากไป นางคล้ายกับนึกอะไรขึ้นได้หยิบกล่องหยกที่บรรจุเข็มวารีเหมันต์มอบให้ต้วนจื่อ

            "ของสิ่งนี้ ข้าขอมอบให้ท่าน"

            "คงไม่ดีกระมัง..." ต้วนจื่อกล่าวด้วยปาก แต่ใจกลับยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            หากเขาหวังจะใช้ทักษะ [เซียนแพทย์สิงสถิต] เข็มเงินคือสิ่งจำเป็นการที่จะได้ครอบครองเข็มวารีเหมันต์ ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาอุปกรณ์ไปได้ในตัว

            "สหายต้วนถือว่าเป็นความหวังดีของชุยเสวี่ยก็แล้วกัน รับมันไว้เถิด" เยี่ยนหย่งเหวยสายตาเฉียบคมมองออกว่าต้วนจื่อต้องการเข็มวารีเหมันต์นี้มากเพียงใด

            การที่ของสิ่งนี้อยู่กับตระกูลเยี่ยนที่มิได้เชี่ยวชาญในศาสตร์การแพทย์ก็คงไร้ประโยชน์ หากมอบให้กับต้วนจื่อละก็ มิเพียงเหมาะสมกว่าหากแต่ยังเป็นการสานสัมพันธ์อีกด้วย นับว่าคุ้มค่า

            "เช่นนั้นข้าขอน้อมรับความปรารถนาดีของท่านและคุณหนูเยี่ยนก็แล้วกัน"ต้วนจื่อได้ยินดังนั้น จึงมิได้เกรงใจอีกต่อไป รีบรับกล่องหยกมา

            หลังจากนั้นภายใต้รอยยิ้มที่มีความหมายของเยี่ยนหย่งเหวย เขาก็ตามเยี่ยนชุยเสวี่ยออกจากห้องเดินจากไปอย่างสง่างาม...

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกยุทธ์ในต่างโลก : เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าจะเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ 【จบ】 ที่คุณอ่าน