Pioneer Era

    ตอนที่ 152 บอสใหญ่ปรากฏตัว!?! (2)

    ***สาวดุ้น [โฮป]

    “อะไรวะนั่น...”

    บรรยากาศที่หนักอึ้งกำลังโถมโจมตีไปทั่วลานกว้างหน้าโรงเรียน

    การแสดงละครของแฟตที่กำลังเป็นไปด้วยดี ได้หยุดชะงักลงอันเนื่องจากการปรากฏตัวของกองกำลังที่ไม่รู้จัก

    กองกำลังที่ว่า มันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหมอกสีชมพูที่น่าสะอิดสะเอียน

    พวกมันทำลายกำแพงสีเทาขนาดใหญ่ แล้วรุกรานเข้าสู่ลานกว้างหน้าโรงเรียนของพวกเรา

    มันเป็นกองกำลังที่สวมผ้าคลุมสีขาวแสนคุ้นตา และผู้นำของพวกมันก็ไม่ใช่ใครคนอื่นที่ไหนไกลด้วย…

    "มาถึงโรงเรียนแล้วปิว! "

    ผู้นำของกองกำลังลึกลับ คือไอบ้าเยลโล่นั่นเอง



    การปรากฏตัวของมัน ทำให้แฟตที่กำลังอินไปกับบทถึงกับหยุดชะงัก แล้วมองไปที่มันด้วยความงุนงง

    ตรูเองก็งงเหมือนกัน

    “ทำไมเอ็งถึงไปอยู่ตรงนั้นได้ฟะ! แล้วไอหมอกบ้าสีชมพูนั้นคือเชี่ยอะไร!?! ”

    “เสียงนี้… โฮปอย่างงั้นหรือปิว! ”

    เจ้าเยลโล่บินขึ้นเหนือกองทัพ แล้วจ้องลงมาที่ผม

    “ทำไมโฮปถึงมาอยู่ที่นี่กันได้ละปิว!? ไม่สิ! ทำไมทุกคนในกลุ่มถึงมารวมตัวอยู่ที่นี่กันได้ละปิว!?! ”

    น้ำเสียงของมันฟังดูตื่นตกใจมาก

    แต่ตรูตกใจยิ่งกว่าเอ็งอีกฟะ



    “แย่ละสิปิว! ทั้งที่ตั้งใจจะยุติสงครามเพื่อบากหน้ากลับไปหาทุกคนแท้ ๆ แต่แบบนี้ก็ผิดแผนกันหมดสิปิว! ”

    “ยุติสงคราม? ”

    “โฮปอ่านใจเค้าได้ด้วยหรือปิว~? ”

    “ก็แกพูดออกมาเองนี่หว่า? ”

    เจ้าหมอนี่ยังบ้าไม่เปลี่ยน

    คราวก่อนก็ไปอยู่กับฝ่ายจระเข้เวหาจนเรื่องวุ่นวายไปทีแล้ว คราวนี้ยังจะคิดก่อเรื่องอะไรไม่เข้าท่าอีกเรอะ?

    หมอนี่มันไม่เข็ดเลยจริง ๆ ให้ตายสิ



    “แย่แล้ว! ทำยังไงดี! ผมยังไม่พร้อมจะมาเจอหน้าทุกคน---”

    ในตอนนั้นเองที่เจ้าเยลโล่หยุดโวยวายแล้วเบิกตาโตจับจ้องมาทางผม

    “โฮป… นั่น… เออ… เป็นผู้หญิง? ”

    แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราวกับกำลังตกอยู่ในความฝันออกมา

    แก้มของมันเริ่มอมแดงไปด้วยความเขินอาย

    ชิบหาย…

    ดันลืมเปลี่ยนชุดกลับไปเป็นผู้ชาย…



    “โฮป! ทำไมไม่บอกว่าแท้ที่จริงนายเป็นผู้หญิง! ปิว! ”

    “ตรูเป็นผู้ชายโว้ย! ไม่ใช่ว่าตรูกับเอ็งเคยเห็นไอนั่นตอนอาบน้ำในหอพักชายกันแล้วหรอกหรือยังไงฟะ!? ”

    “ไม่เชื่อ! ผู้ชายที่ไหนจะแต่งหญิงได้สวยขนาดนี้ปิว! ”

    “...”

    ไอบ้านี่ดันเชื่ออย่างจริงจังว่าตรูเป็นผู้หญิงซะงั้น…

    ขอทุบหัวมันสักทีจะได้ไหมเนี่ย?



    “เออ… ต้องขอโทษที่ขัดจังหวะเล่นตลกคาเฟ่ของพวกคุณค่ะ… ไม่ทราบว่าคุณเยลโล่กับคุณผู้หญิงที่แต่งเสื้อผ้าน้อยชิ้น แล้วยังกองทัพที่มาพร้อมกับหมอกสีชมพูตรงนั้น ไม่ทราบว่ามันคืออะไรหรือคะ? ”

    เยี่ยมมากแฟต!

    ถ้าไม่มีเธอดึงเรื่องเอาไว้ สงสัยคงได้ออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับแน่นอน

    “พวกเรา… เออ… คือว่า…”

    เจ้าเยลโล่ทำตาเลิกลั่นใหญ่เลยแฮะ

    เหงื่อกาฟไหลท่วมตัวเอ็งแล้วนะเฮ้ย



    “หุ หุ หุ~ พวกเราจะมายุติสงครามนี้ด้วย [ความรัก] ยังไงละคะ”

    คนที่ให้คำตอบแทนเยลโล่ คือยัยผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น

    “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนายท่านไพไรต์ของฉันค่ะ~”

    “…? ”

    ไพไรต์ทำท่าจะส่งเสียงประท้วงบางอย่างออกมา

    แต่ก่อนที่ใครจะได้ลงมือทำอะไร ยัยผู้หญิงหน้าไม่อายก็เริ่มพ่นหมอกสีชมพูออกมาจากทางผิวหนังของเธอ



    “แว๊กกก!?! อย่าพ่นใส่ผมสิปิว! ”

    “พอดีดูเหมือนว่าท่านลูกค้ากำลังลำบากใจ ดิฉันเลยคิดว่าจะช่วยสักหน่อยค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะคุณลูกค้าเอเลี่ยนผู้น่ารัก ด้วยหมอกควันนี้ ท่านจะสามารถปลดปล่อยความต้องการภายในจิตใจอันดำมืดของท่านได้อย่างอิสระ ดิฉันมองเห็นถึงความปราถนาภายในใจของท่านได้ค่ะ”

    “ความปราถนา? ”

    “ดวงตาของท่านกำลังบอกว่าอยากปลดปล่อยอารมณ์ไปกับสตรีสักคนหนึ่งไม่ใช่หรอกหรือคะ? ”

    “เดี่ยว--- ไม่จริง!?! ม่ายยยยย!? เจี๊ยกกก! ”


    เจ้าเยลโล่จมหายไปในหมอกพิษแล้วแฮะ

    ไม่ใช่ว่าเป็นพวกเดียวกับยัยนั่นหรอกหรือ?

    แล้วที่บอกว่า “อยากปลดปล่อยอารมณ์ไปกับสตรีสักคน” มันหมายถึงใครกันฟะ?

    คงไม่ใช่หมายถึงผมหรอกใช่ไหม?

    ถอดวิกผมทิ้งไปตอนนี้จะดีกว่าไหมเนี่ย?

    “...”

    ช่างมันเถอะ เดียวค่อยหาทางช่วยมันทีหลังก็แล้วกัน

    ที่สำคัญในตอนนี้ คือการหนีออกไปให้พ้นจากหมอกพิษบ้านี้ก่อน



    “หนีเร็วแฟต”

    “...ค่ะ”

    ผมคว้าร่างของแฟตแล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งหนีออกมาจากลาน

    ในเวลาเดียวกัน ไพไรต์เองก็วิ่งเข้าไปคว้าร่างยัยเสือด้วยแขนซ้าย กับใช้แขนขวาคว้าร่างของยัยแมวขึ้นมาอุ้ม แล้ววิ่งโร่ไล่ตามหลังมาติด ๆ

    ส่วนพรรคพวกของมัน… หนีไม่ทันจนโดนหมอกสีชมพูกลืนเข้าไปแล้วแฮะ



    “พรุน รีบหันหลังกลับไปเร็ว! ”

    ผมตะโกนบอกสหายเผ่ายักษ์ที่กำลังเดินชิวมาตรงนี้พร้อมกับสัตว์เลี้ยงของเธอ

    พอเธอเห็นหมอกสีชมพูที่พวยพุ่งไล่ตามหลัง เธอก็วิ่งหน้าตั้งไปในทิศตรงข้ามทันที

    “เกิดบ้าอะไรกันขึ้นค่ะนั่น!? ”

    “มันมีพวกบ้ามาป่วนในสนามรบนะสิ! ”

    *ปี๊!?! *

    “แผน… แผนของฉัน… ถูกพังไม่เป็นท่าอีกแล้ว…”

    แฟตพึมพำซ้ำไปซ้ำมาอยู่บนหลังเหมือนเครื่องเล่นเทปที่พังยับ



    แผนถูกป่วนจนพังอย่างงั้นหรือ?

    เดียวก่อนนะ…

    แผนพัง → แฟตไม่ได้ขึ้นเป็นราชินี → เงินจ้างหาย → หนี้สินบานตะไท → ชีวิตลูกหนี้หลายพันล้าน

    “...”

    แบบนี้มันยอมได้ที่ไหนกันละฟะ!

    “พรุนฝากดูแลแฟตที! ”

    “คุณโฮปคิดจะทำ---”

    “ผมจะจัดการต้นเหตุของความวุ่นวายนี้เอง! อย่าพึ่งมายอมแพ้กันง่าย ๆ แค่นี้สิแฟต! ”

    “โฮป นี่คุณ… ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะสู้ต่อไปค่ะ! ”



    ตอนนี้สนามรบถูกป่วนจนวุ่นวายด้วยหมอกสีชมพูกับกองทัพที่ถูกรมพิษนั้น

    แต่ใช่ว่าแผนการทุกอย่างจะพังลงเพียงเพราะเรื่องแค่นี้สักหน่อย

    อย่างน้อยสงครามก็ทำท่าว่าจะยุติแล้วนี่?

    ป่วนจนแผนพัง?

    ไม่หรอก เจ้าพวกนี้ก็แค่ตัวแปรงี่เง่าที่ต้องไล่ออกไปให้พ้นจากกระดานของแฟต มันก็เท่านั้นเอง

    “สู้ตายโว้ย! ”

    ว่าแล้วก็ชักกระบี่เล่มสีเทาขึ้นมาถือด้วยมือขวา พร้อมกับกลั้นหายใจ แล้วพุ่งทะยานตรงเข้าไปในหมอกสีชมพูตรงหน้าทั้งแบบนั้น---



    ***

    คิดว่าคนประเภทใดคือคนที่น่ากลัวที่สุด?

    บุคคลที่มีเป้าหมายในการต่อสู้?

    บุคคลที่ต่อสู้เพื่อการปกป้อง?

    บุคคลที่ต่อสู้เพื่อเงินทองชื่อเสียง?

    หรืออาจจะเป็น---

    "ฮุ ฮุ ฮุ! จงมัวเมา! จงปลดปล่อยไปซึ่งสัญชาตญาณ! นี่ละคือโลกแห่ง [สันติภาพ] ที่นายท่านต้องการ! "

    ---บุคคลที่มีความอันบิดเบี้ยวอย่างไร้ซึ่งหาใครเปรียบอย่างเช่นเธอคนนี้…



    สตรีเผ่าเสือผู้มีร่างกายอันอุดมสมบูรณ์ กำลังแผ่ขยายหมอกพิษสีชมพูผ่านออกมาทางผิวหนังอมชมพูของเธอ

    หมอกสีชมพูที่เธอแผ่ขยายออกมานี้ มันจะเข้าไปกระตุ้นความปราถนา ปล่อยสารเคมีที่มีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ แล้วปลดปล่อยบาปทั้ง 7 ที่อยู่ในจิตใจของคนผู้นั้นออกมาสู่ภายนอก

    แต่เพื่อไม่ให้เกิดการแว้งกลับมาโจมตีผู้ใช้ สารพิษนี้จึงมีฤทษ์คล้ายกับสารเสพติด ที่ล่อลวงให้ผู้สูดดมเกิดความรู้สึกต่อต้านที่จะเข้าทำร้ายตัวผู้ใช้สารพิษ

    แถมยังไปกระตุ้นความรู้สึกที่อยากจะปกป้อง ประหนึ่งลูกน้อยที่อยากปกป้องมารดาผู้ให้กำเนิดตัวเองอีกด้วย



    การกระทำของลัสคือความวิบัติที่ไม่มีใครต้องการ

    เธอไม่สนใจที่แม้แต่จะปรึกษาเจ้านาย

    ไม่แม้แต่จะรับฟังคำสั่งของโนอาร์ที่อยู่เหนือกว่า

    ตัดขาดการเชื่อมสัมพันธ์กับระบบควบคุมหลัก แล้วมุ่งหน้าตรงไปในเส้นทางที่เธอเชื่อมั่น

    เธอนำความวุ่นวายมาสู่สนามรบ ทำให้สิ่งที่แฟตกับไพไรต์พยายามสร้างขึ้นมาถูกทำลาย

    เธอทำตัวประหนึ่งเป็นดั่งบอสใหญ่สุดท้ายที่ควรถูกจำกัดทิ้ง

    ดังนั้น ชายผู้หนึ่งจึงลุกขึ้นมาเข้าท้าสู้กับเธอดั่งเป็นผู้กล้าในตำนาน



    *---*

    มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอยู่ในหมอกสีชมพู

    สิ่งนั้นรวดเร็วดั่งพายุ เคลื่อนไหวเบาดุจขนนก และทิ้งภาพร่างเอาไว้เบื้องหลังประหนึ่งว่าสามารถแยกร่างได้

    *เคร๊ง! *

    กระบี่เล่มยาวสีเทาถูกวาดลวดลายใส่ลัสมาจากหมอกสีชมพูที่หนาทึบ

    หนึ่งวินาทีต่อสิบบทเพลงยุทธ์

    ประกายแสงส่องเป็นเส้นสายทั้งสิบ ตวัดแยกออกอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นใบพัดกงจักรผืนกว้าง



    “คุณลูกค้าทำแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะคะ”

    ลัสบ่นเหน็บอย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มไปที่ใบพัดนั้น

    เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เธอก็สามารถใช้มันเบี่ยงการโจมตีที่รวดเร็วเหนือมนุษย์ให้เบนออกจากวิถีโจมตีได้แล้ว

    “...”

    ผู้จู่โจมยังคงนิ่งเงียบ แล้วเคลื่อนปลายกระบี่หายลับกลับเข้าไปในม่านหมอกสีชมพู



    ณ เวลานั้น บรรกาศรอบตัวของลัสเสมือนหนึ่งถูกหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

    เสียงดังครวญครางมิอาจได้ยิน

    ทัศนียภาพถูกบีบให้คับแคบแต่กว้างขวาง

    ดวงตา หู จมูก ผิวสัมผัส ล้วนแต่ถูกปิดกั้น แล้วเปิดกว้างจับจ้องไปที่ศัตรูผู้รุกราน



    ลัสไม่ใช่คนที่ต่อสู้เก่งกาจ เพราะว่าเธอไม่ได้ถูกสร้างมาให้ต่อสู้

    แต่เพราะเธอมองเข้าไปในความทรงจำของไพรด์ จึงทำให้เธอได้รับประสบการณ์ต่อสู้ของไพรด์มาเป็นของตัวเอง

    ร่างเงาของไพรด์ถูกทับซ้อนลงไปบนตัวของลัส

    ขาขวากับขาซ้ายยืดหยัดมั่นคงเหนือพื้น ตั้งท่าร่างไร้ซึ่งช่องว่างเข้าจู่โจม

    ฝ่ายจู่โจมที่เห็นท่าร่างตั้งรับอันสมบูรณ์ ได้เห็นภาพอนาคต ที่ตัวเองถูกอัดร่วงเลือดท่วมกายและแผ่นดิน

    เขาจึงรีบตัดสินใจถอยออกห่าง แล้วปูพรมโจมตีจากระยะไกลแทน



    ปลายกระบี่เริ่มส่องแสงสีน้ำเงินสุกสว่าง

    ปลดปล่อยคลื่นดาบรังสี เป็นคมดาบสังหารร้อยวิหกเหินทั่วนภา

    ฝูงวิหกสังหารโบยบินโถมดั่งมหาคลื่นสมุทร

    “ทุกคนค่ะ~”

    หากแต่ศัตรูของเขามิใช่มีเพียงแค่ลัสผู้เดียว

    เหล่าผู้คนที่ถูกพิษร้าย ต่างวิ่งเข้ามาปกป้องเธอดั่งอัศวินผู้ซื่อสัตย์



    วิชาตะบองที่พริ้วไหวของ [ซุนไกท์]

    ขวานสงครามอันทรงพลังของ [วานาดิไนต์]

    พลังสร้างกระแสลมของ [เยลโล่]

    วิชาต่อสู้กลางเวหาของ [เบริล] กระต่ายขาวผู้ว่องไวและตัวเขาดุจขนนก

    วิชาดาบนักรบของ [นิล] หมาป่าดำ ผู้นำสูงสุดของนักรบขาว

    รวมไปถึงกองทัพโล่เนื้อของเหล่าทหารผู้น่าสงสาร

    เหล่าผู้คนที่คุ้นตา ต่างใช้ร่างกายและวิชายุทธเข้าปัดป้องการโจมตีอย่างไม่เกรงกลัวว่าชีวิตตัวเองจะสูญสิ้น

    ดวงตาที่เลื่อนลอยไร้สติ คือข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าถูกควบคุมจิตใต้สำนึกไปโดยสมบูรณ์แบบ



    ศัตรูลัสที่เห็นดังนั้น ตัดสินใจล่าถอยหนีทันทีที่เห็นความแตกต่างของกองกำลัง

    แต่ทว่า---

    “ฮุ ฮุ ฮุ จับตัวได้แล้ว~”

    “!?! ”

    เขากลับถูกลัสจับไว้ในจังหวะที่กำลังจะหันหลังหนี

    ความรู้สึกแรก คือมหาขุนเขาที่นุ่มดั่งปุยเมฆเข้าเล้าโลมลูบไปตามเรียวแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา

    ด้วยเรือนร่างของสตรีเพศที่อุดมสมบูรณ์ของลัส จึงทำให้โฮปเกิดความลังเลชั่วขณะที่จะลงกระบี่โจมตีใส่ร่างเนื้อตรงหน้า

    สรุปง่าย ๆ คือเขากำลังพ่ายแพ้ให้กับ [นม] ของลัส ดั่งคำพูดที่ว่า

    [ทุกบุรุษเพศนั้น ย่อมพ่ายต่อนมที่ใหญ่ยิ่ง]

    “ยอมแพ้แล้วสูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มปอดดีกว่าค่ะ~ อย่าทนทุกข์ทรมานต่อไปเลย คุณ❤ สาว❤ น้อย❤”

    ว่าแล้วสติของโฮปก็เลือนหายไป พร้อมกับที่กลิ่นหอมรัญจวนไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขา...



    ***ในเวลาเดียวกัน ณ ที่นอกม่านหมอกแห่งพิษร้าย

    “โนอาร์ มันเกิดอะไรขึ้นกับลัส เธอพอจะรู้หรือเปล่า? ”

    “... ฉันคิดว่า บางทีอาจเป็นเพราะเวลาที่ยาวนานมากกว่าหกร้อยปีในการรอคอย เลยทำให้ระบบวิเคราะห์ของเธอรวนไปค่ะ”

    “อย่างงั้นหรือ…”

    บุรุษหนุ่มสิงโตยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า [หุ่นยนต์] ดีนัก

    แต่ที่เขารู้อย่างหนึ่ง คือเขาพอจะเข้าใจจิตใจของผู้คนที่มาอายุยืนยาวมากกว่าหนึ่งร้อยปีได้อยู่

    เพียงแค่อายุหกสิบปี คนเราก็มักเริ่มที่จะหมดไฟและเป้าหมายในการใช้ชีวิต

    มีชีวิตหนึ่งร้อยปี คงไม่เหลือความปราถนาใด นอกจากการกินและนอนเพื่อดำรงชีพ

    แล้วพวกโนอาร์ที่เป็นตัวตนอายุมากกว่าหนึ่งพันปี ต้องทนเดียวดายในเงามืดของยานถึงหกร้อยปี จะมีสภาพจิตใจเช่นไหนกัน?

    แค่ประคองไม่ให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อน ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

    ไพไรต์คิดเช่นนั้น



    “ต้องหยุดให้ได้”

    ไพไรต์ว่าเช่นนั้น แล้วลุกขึ้นยืนตรงหน้าหมอกควันพิษสีชมพูด้วยร่างกายที่อ่อนล้า

    “ไม่ได้นะคะ! ด้วยสภาพของฉันตอนนี้ ฉันไม่อาจปกป้องนายท่านได้! แล้วพิษตรงหน้า มันก็เข้มข้นมากพอจะทะลุชุดเกราะของนายท่านได้ค่ะ! อีกอย่าง สงคราม… มันยังไม่จบ กองทัพกำลังสับสน นายท่านต้องรีบออกไปสั่งการพวกเขา แทนที่จะมาหยุดอยู่ตรงนี้นะคะ! ”

    “...”

    บุรุษสิงโตหันกลับไปมองที่ลานกว้างหน้าโรงเรียน


    ทิศเหนือของเมืองเต็มไปด้วยหมอกพิษสีชมพู

    ทิศตะวันตกเต็มไปด้วยเสียงวุ่นวายชวนสับสนของกองทัพชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ส่วนที่นี่ ตรงลานหน้าโรงเรียน กำลังเต็มไปด้วยความสับสนจากการปรากฏตัวของลัส

    “แฟต…”

    ไพไรต์หันไปมองสหายต่างเผ่าของเขา

    ข้างหลังของสหายเผ่ามนุษย์มด คือพวกพ้องที่คุ้นตาอย่าง [พรุน] [ลิลลี่] [ไฮเจน] กับ [เอท]

    พรุนกำลังเตรียมตัวกลั้นหายใจเพื่อไล่ตามโฮปเข้าไปในหมอกพิษ

    ส่วนคนที่เหลือนั้น อีกไม่ถึงสามนาที คงวิ่งมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่



    “ผม… ยังเชื่อใจพวกเธอได้อยู่ใช่ไหม? ”

    สำหรับไพไรต์ การปรากฏตัวของผู้ที่คิดว่าตายไปแล้ว มันทำให้เขารู้สึกตกใจและสับสน

    แต่เมื่อตั้งสติให้ดี เขาก็เริ่มคิดได้ว่ามันมีอะไรสักอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

    ยิ่งประกอบกับท่าทีที่แปลกไปของโนอาร์ เขาก็ยิ่งปักใจคิด ว่าแฟตกำลังทำอะไรบางอย่างลับหลังเขาอยู่

    “... ฉันปราถนาสิ่งเดียวกับคุณไพไรต์ค่ะ”

    ทว่าแฟตเลือกที่จะไม่ตอบโดยตรง แล้วแสดงด้วยการกระทำแทน



    เกิดเสียงไฟฟ้าดังขึ้นทันทีที่แฟตให้สัญญาณกลับไปหากลุ่มของดิวซ์ที่อยู่ในยานโนอาร์

    มีแสงสว่างสีแดงวาดเป็นรูอยู่บนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

    อาวุธจำนวนมากไหลเทลงมาจากรูนั้น

    แม้แต่ชุดเกราะของโทแพซที่ถูกปิดใช้งาน ยังกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

    รวมไปถึงการคืนระบบสนับสนุน และพลังงานการต่อสู้ให้กับโนอาร์อีกด้วย

    ในมุมของไพไรต์ เขาเข้าใจว่ามันเป็นฝีมือของโนอาร์

    แต่ในมุมของโนอาร์ มันคือการตอกย้ำเธอว่าชะตาของพวกเขา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแฟตเท่านั้น

    “ตอนนี้มาร่วมกันต่อสู้เพื่อหยุดสิ่งนั้นก่อนดีกว่าค่ะ”

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน