***สาวดุ้น [โฮป]
“อะไรวะนั่น...”
บรรยากาศที่หนักอึ้งกำลังโถมโจมตีไปทั่วลานกว้างหน้าโรงเรียน
การแสดงละครของแฟตที่กำลังเป็นไปด้วยดี ได้หยุดชะงักลงอันเนื่องจากการปรากฏตัวของกองกำลังที่ไม่รู้จัก
กองกำลังที่ว่า มันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหมอกสีชมพูที่น่าสะอิดสะเอียน
พวกมันทำลายกำแพงสีเทาขนาดใหญ่ แล้วรุกรานเข้าสู่ลานกว้างหน้าโรงเรียนของพวกเรา
มันเป็นกองกำลังที่สวมผ้าคลุมสีขาวแสนคุ้นตา และผู้นำของพวกมันก็ไม่ใช่ใครคนอื่นที่ไหนไกลด้วย…
"มาถึงโรงเรียนแล้วปิว! "
ผู้นำของกองกำลังลึกลับ คือไอบ้าเยลโล่นั่นเอง
การปรากฏตัวของมัน ทำให้แฟตที่กำลังอินไปกับบทถึงกับหยุดชะงัก แล้วมองไปที่มันด้วยความงุนงง
ตรูเองก็งงเหมือนกัน
“ทำไมเอ็งถึงไปอยู่ตรงนั้นได้ฟะ! แล้วไอหมอกบ้าสีชมพูนั้นคือเชี่ยอะไร!?! ”
“เสียงนี้… โฮปอย่างงั้นหรือปิว! ”
เจ้าเยลโล่บินขึ้นเหนือกองทัพ แล้วจ้องลงมาที่ผม
“ทำไมโฮปถึงมาอยู่ที่นี่กันได้ละปิว!? ไม่สิ! ทำไมทุกคนในกลุ่มถึงมารวมตัวอยู่ที่นี่กันได้ละปิว!?! ”
น้ำเสียงของมันฟังดูตื่นตกใจมาก
แต่ตรูตกใจยิ่งกว่าเอ็งอีกฟะ
“แย่ละสิปิว! ทั้งที่ตั้งใจจะยุติสงครามเพื่อบากหน้ากลับไปหาทุกคนแท้ ๆ แต่แบบนี้ก็ผิดแผนกันหมดสิปิว! ”
“ยุติสงคราม? ”
“โฮปอ่านใจเค้าได้ด้วยหรือปิว~? ”
“ก็แกพูดออกมาเองนี่หว่า? ”
เจ้าหมอนี่ยังบ้าไม่เปลี่ยน
คราวก่อนก็ไปอยู่กับฝ่ายจระเข้เวหาจนเรื่องวุ่นวายไปทีแล้ว คราวนี้ยังจะคิดก่อเรื่องอะไรไม่เข้าท่าอีกเรอะ?
หมอนี่มันไม่เข็ดเลยจริง ๆ ให้ตายสิ
“แย่แล้ว! ทำยังไงดี! ผมยังไม่พร้อมจะมาเจอหน้าทุกคน---”
ในตอนนั้นเองที่เจ้าเยลโล่หยุดโวยวายแล้วเบิกตาโตจับจ้องมาทางผม
“โฮป… นั่น… เออ… เป็นผู้หญิง? ”
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราวกับกำลังตกอยู่ในความฝันออกมา
แก้มของมันเริ่มอมแดงไปด้วยความเขินอาย
ชิบหาย…
ดันลืมเปลี่ยนชุดกลับไปเป็นผู้ชาย…
“โฮป! ทำไมไม่บอกว่าแท้ที่จริงนายเป็นผู้หญิง! ปิว! ”
“ตรูเป็นผู้ชายโว้ย! ไม่ใช่ว่าตรูกับเอ็งเคยเห็นไอนั่นตอนอาบน้ำในหอพักชายกันแล้วหรอกหรือยังไงฟะ!? ”
“ไม่เชื่อ! ผู้ชายที่ไหนจะแต่งหญิงได้สวยขนาดนี้ปิว! ”
“...”
ไอบ้านี่ดันเชื่ออย่างจริงจังว่าตรูเป็นผู้หญิงซะงั้น…
ขอทุบหัวมันสักทีจะได้ไหมเนี่ย?
“เออ… ต้องขอโทษที่ขัดจังหวะเล่นตลกคาเฟ่ของพวกคุณค่ะ… ไม่ทราบว่าคุณเยลโล่กับคุณผู้หญิงที่แต่งเสื้อผ้าน้อยชิ้น แล้วยังกองทัพที่มาพร้อมกับหมอกสีชมพูตรงนั้น ไม่ทราบว่ามันคืออะไรหรือคะ? ”
เยี่ยมมากแฟต!
ถ้าไม่มีเธอดึงเรื่องเอาไว้ สงสัยคงได้ออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับแน่นอน
“พวกเรา… เออ… คือว่า…”
เจ้าเยลโล่ทำตาเลิกลั่นใหญ่เลยแฮะ
เหงื่อกาฟไหลท่วมตัวเอ็งแล้วนะเฮ้ย
“หุ หุ หุ~ พวกเราจะมายุติสงครามนี้ด้วย [ความรัก] ยังไงละคะ”
คนที่ให้คำตอบแทนเยลโล่ คือยัยผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนายท่านไพไรต์ของฉันค่ะ~”
“…? ”
ไพไรต์ทำท่าจะส่งเสียงประท้วงบางอย่างออกมา
แต่ก่อนที่ใครจะได้ลงมือทำอะไร ยัยผู้หญิงหน้าไม่อายก็เริ่มพ่นหมอกสีชมพูออกมาจากทางผิวหนังของเธอ
“แว๊กกก!?! อย่าพ่นใส่ผมสิปิว! ”
“พอดีดูเหมือนว่าท่านลูกค้ากำลังลำบากใจ ดิฉันเลยคิดว่าจะช่วยสักหน่อยค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะคุณลูกค้าเอเลี่ยนผู้น่ารัก ด้วยหมอกควันนี้ ท่านจะสามารถปลดปล่อยความต้องการภายในจิตใจอันดำมืดของท่านได้อย่างอิสระ ดิฉันมองเห็นถึงความปราถนาภายในใจของท่านได้ค่ะ”
“ความปราถนา? ”
“ดวงตาของท่านกำลังบอกว่าอยากปลดปล่อยอารมณ์ไปกับสตรีสักคนหนึ่งไม่ใช่หรอกหรือคะ? ”
“เดี่ยว--- ไม่จริง!?! ม่ายยยยย!? เจี๊ยกกก! ”
เจ้าเยลโล่จมหายไปในหมอกพิษแล้วแฮะ
ไม่ใช่ว่าเป็นพวกเดียวกับยัยนั่นหรอกหรือ?
แล้วที่บอกว่า “อยากปลดปล่อยอารมณ์ไปกับสตรีสักคน” มันหมายถึงใครกันฟะ?
คงไม่ใช่หมายถึงผมหรอกใช่ไหม?
ถอดวิกผมทิ้งไปตอนนี้จะดีกว่าไหมเนี่ย?
“...”
ช่างมันเถอะ เดียวค่อยหาทางช่วยมันทีหลังก็แล้วกัน
ที่สำคัญในตอนนี้ คือการหนีออกไปให้พ้นจากหมอกพิษบ้านี้ก่อน
“หนีเร็วแฟต”
“...ค่ะ”
ผมคว้าร่างของแฟตแล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งหนีออกมาจากลาน
ในเวลาเดียวกัน ไพไรต์เองก็วิ่งเข้าไปคว้าร่างยัยเสือด้วยแขนซ้าย กับใช้แขนขวาคว้าร่างของยัยแมวขึ้นมาอุ้ม แล้ววิ่งโร่ไล่ตามหลังมาติด ๆ
ส่วนพรรคพวกของมัน… หนีไม่ทันจนโดนหมอกสีชมพูกลืนเข้าไปแล้วแฮะ
“พรุน รีบหันหลังกลับไปเร็ว! ”
ผมตะโกนบอกสหายเผ่ายักษ์ที่กำลังเดินชิวมาตรงนี้พร้อมกับสัตว์เลี้ยงของเธอ
พอเธอเห็นหมอกสีชมพูที่พวยพุ่งไล่ตามหลัง เธอก็วิ่งหน้าตั้งไปในทิศตรงข้ามทันที
“เกิดบ้าอะไรกันขึ้นค่ะนั่น!? ”
“มันมีพวกบ้ามาป่วนในสนามรบนะสิ! ”
*ปี๊!?! *
“แผน… แผนของฉัน… ถูกพังไม่เป็นท่าอีกแล้ว…”
แฟตพึมพำซ้ำไปซ้ำมาอยู่บนหลังเหมือนเครื่องเล่นเทปที่พังยับ
แผนถูกป่วนจนพังอย่างงั้นหรือ?
เดียวก่อนนะ…
แผนพัง → แฟตไม่ได้ขึ้นเป็นราชินี → เงินจ้างหาย → หนี้สินบานตะไท → ชีวิตลูกหนี้หลายพันล้าน
“...”
แบบนี้มันยอมได้ที่ไหนกันละฟะ!
“พรุนฝากดูแลแฟตที! ”
“คุณโฮปคิดจะทำ---”
“ผมจะจัดการต้นเหตุของความวุ่นวายนี้เอง! อย่าพึ่งมายอมแพ้กันง่าย ๆ แค่นี้สิแฟต! ”
“โฮป นี่คุณ… ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะสู้ต่อไปค่ะ! ”
ตอนนี้สนามรบถูกป่วนจนวุ่นวายด้วยหมอกสีชมพูกับกองทัพที่ถูกรมพิษนั้น
แต่ใช่ว่าแผนการทุกอย่างจะพังลงเพียงเพราะเรื่องแค่นี้สักหน่อย
อย่างน้อยสงครามก็ทำท่าว่าจะยุติแล้วนี่?
ป่วนจนแผนพัง?
ไม่หรอก เจ้าพวกนี้ก็แค่ตัวแปรงี่เง่าที่ต้องไล่ออกไปให้พ้นจากกระดานของแฟต มันก็เท่านั้นเอง
“สู้ตายโว้ย! ”
ว่าแล้วก็ชักกระบี่เล่มสีเทาขึ้นมาถือด้วยมือขวา พร้อมกับกลั้นหายใจ แล้วพุ่งทะยานตรงเข้าไปในหมอกสีชมพูตรงหน้าทั้งแบบนั้น---
***
คิดว่าคนประเภทใดคือคนที่น่ากลัวที่สุด?
บุคคลที่มีเป้าหมายในการต่อสู้?
บุคคลที่ต่อสู้เพื่อการปกป้อง?
บุคคลที่ต่อสู้เพื่อเงินทองชื่อเสียง?
หรืออาจจะเป็น---
"ฮุ ฮุ ฮุ! จงมัวเมา! จงปลดปล่อยไปซึ่งสัญชาตญาณ! นี่ละคือโลกแห่ง [สันติภาพ] ที่นายท่านต้องการ! "
---บุคคลที่มีความอันบิดเบี้ยวอย่างไร้ซึ่งหาใครเปรียบอย่างเช่นเธอคนนี้…
สตรีเผ่าเสือผู้มีร่างกายอันอุดมสมบูรณ์ กำลังแผ่ขยายหมอกพิษสีชมพูผ่านออกมาทางผิวหนังอมชมพูของเธอ
หมอกสีชมพูที่เธอแผ่ขยายออกมานี้ มันจะเข้าไปกระตุ้นความปราถนา ปล่อยสารเคมีที่มีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ แล้วปลดปล่อยบาปทั้ง 7 ที่อยู่ในจิตใจของคนผู้นั้นออกมาสู่ภายนอก
แต่เพื่อไม่ให้เกิดการแว้งกลับมาโจมตีผู้ใช้ สารพิษนี้จึงมีฤทษ์คล้ายกับสารเสพติด ที่ล่อลวงให้ผู้สูดดมเกิดความรู้สึกต่อต้านที่จะเข้าทำร้ายตัวผู้ใช้สารพิษ
แถมยังไปกระตุ้นความรู้สึกที่อยากจะปกป้อง ประหนึ่งลูกน้อยที่อยากปกป้องมารดาผู้ให้กำเนิดตัวเองอีกด้วย
การกระทำของลัสคือความวิบัติที่ไม่มีใครต้องการ
เธอไม่สนใจที่แม้แต่จะปรึกษาเจ้านาย
ไม่แม้แต่จะรับฟังคำสั่งของโนอาร์ที่อยู่เหนือกว่า
ตัดขาดการเชื่อมสัมพันธ์กับระบบควบคุมหลัก แล้วมุ่งหน้าตรงไปในเส้นทางที่เธอเชื่อมั่น
เธอนำความวุ่นวายมาสู่สนามรบ ทำให้สิ่งที่แฟตกับไพไรต์พยายามสร้างขึ้นมาถูกทำลาย
เธอทำตัวประหนึ่งเป็นดั่งบอสใหญ่สุดท้ายที่ควรถูกจำกัดทิ้ง
ดังนั้น ชายผู้หนึ่งจึงลุกขึ้นมาเข้าท้าสู้กับเธอดั่งเป็นผู้กล้าในตำนาน
*---*
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอยู่ในหมอกสีชมพู
สิ่งนั้นรวดเร็วดั่งพายุ เคลื่อนไหวเบาดุจขนนก และทิ้งภาพร่างเอาไว้เบื้องหลังประหนึ่งว่าสามารถแยกร่างได้
*เคร๊ง! *
กระบี่เล่มยาวสีเทาถูกวาดลวดลายใส่ลัสมาจากหมอกสีชมพูที่หนาทึบ
หนึ่งวินาทีต่อสิบบทเพลงยุทธ์
ประกายแสงส่องเป็นเส้นสายทั้งสิบ ตวัดแยกออกอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นใบพัดกงจักรผืนกว้าง
“คุณลูกค้าทำแบบนี้นิสัยไม่ดีเลยนะคะ”
ลัสบ่นเหน็บอย่างไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มไปที่ใบพัดนั้น
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เธอก็สามารถใช้มันเบี่ยงการโจมตีที่รวดเร็วเหนือมนุษย์ให้เบนออกจากวิถีโจมตีได้แล้ว
“...”
ผู้จู่โจมยังคงนิ่งเงียบ แล้วเคลื่อนปลายกระบี่หายลับกลับเข้าไปในม่านหมอกสีชมพู
ณ เวลานั้น บรรกาศรอบตัวของลัสเสมือนหนึ่งถูกหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
เสียงดังครวญครางมิอาจได้ยิน
ทัศนียภาพถูกบีบให้คับแคบแต่กว้างขวาง
ดวงตา หู จมูก ผิวสัมผัส ล้วนแต่ถูกปิดกั้น แล้วเปิดกว้างจับจ้องไปที่ศัตรูผู้รุกราน
ลัสไม่ใช่คนที่ต่อสู้เก่งกาจ เพราะว่าเธอไม่ได้ถูกสร้างมาให้ต่อสู้
แต่เพราะเธอมองเข้าไปในความทรงจำของไพรด์ จึงทำให้เธอได้รับประสบการณ์ต่อสู้ของไพรด์มาเป็นของตัวเอง
ร่างเงาของไพรด์ถูกทับซ้อนลงไปบนตัวของลัส
ขาขวากับขาซ้ายยืดหยัดมั่นคงเหนือพื้น ตั้งท่าร่างไร้ซึ่งช่องว่างเข้าจู่โจม
ฝ่ายจู่โจมที่เห็นท่าร่างตั้งรับอันสมบูรณ์ ได้เห็นภาพอนาคต ที่ตัวเองถูกอัดร่วงเลือดท่วมกายและแผ่นดิน
เขาจึงรีบตัดสินใจถอยออกห่าง แล้วปูพรมโจมตีจากระยะไกลแทน
ปลายกระบี่เริ่มส่องแสงสีน้ำเงินสุกสว่าง
ปลดปล่อยคลื่นดาบรังสี เป็นคมดาบสังหารร้อยวิหกเหินทั่วนภา
ฝูงวิหกสังหารโบยบินโถมดั่งมหาคลื่นสมุทร
“ทุกคนค่ะ~”
หากแต่ศัตรูของเขามิใช่มีเพียงแค่ลัสผู้เดียว
เหล่าผู้คนที่ถูกพิษร้าย ต่างวิ่งเข้ามาปกป้องเธอดั่งอัศวินผู้ซื่อสัตย์
วิชาตะบองที่พริ้วไหวของ [ซุนไกท์]
ขวานสงครามอันทรงพลังของ [วานาดิไนต์]
พลังสร้างกระแสลมของ [เยลโล่]
วิชาต่อสู้กลางเวหาของ [เบริล] กระต่ายขาวผู้ว่องไวและตัวเขาดุจขนนก
วิชาดาบนักรบของ [นิล] หมาป่าดำ ผู้นำสูงสุดของนักรบขาว
รวมไปถึงกองทัพโล่เนื้อของเหล่าทหารผู้น่าสงสาร
เหล่าผู้คนที่คุ้นตา ต่างใช้ร่างกายและวิชายุทธเข้าปัดป้องการโจมตีอย่างไม่เกรงกลัวว่าชีวิตตัวเองจะสูญสิ้น
ดวงตาที่เลื่อนลอยไร้สติ คือข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าถูกควบคุมจิตใต้สำนึกไปโดยสมบูรณ์แบบ
ศัตรูลัสที่เห็นดังนั้น ตัดสินใจล่าถอยหนีทันทีที่เห็นความแตกต่างของกองกำลัง
แต่ทว่า---
“ฮุ ฮุ ฮุ จับตัวได้แล้ว~”
“!?! ”
เขากลับถูกลัสจับไว้ในจังหวะที่กำลังจะหันหลังหนี
ความรู้สึกแรก คือมหาขุนเขาที่นุ่มดั่งปุยเมฆเข้าเล้าโลมลูบไปตามเรียวแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา
ด้วยเรือนร่างของสตรีเพศที่อุดมสมบูรณ์ของลัส จึงทำให้โฮปเกิดความลังเลชั่วขณะที่จะลงกระบี่โจมตีใส่ร่างเนื้อตรงหน้า
สรุปง่าย ๆ คือเขากำลังพ่ายแพ้ให้กับ [นม] ของลัส ดั่งคำพูดที่ว่า
[ทุกบุรุษเพศนั้น ย่อมพ่ายต่อนมที่ใหญ่ยิ่ง]
“ยอมแพ้แล้วสูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มปอดดีกว่าค่ะ~ อย่าทนทุกข์ทรมานต่อไปเลย คุณ❤ สาว❤ น้อย❤”
ว่าแล้วสติของโฮปก็เลือนหายไป พร้อมกับที่กลิ่นหอมรัญจวนไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขา...
***ในเวลาเดียวกัน ณ ที่นอกม่านหมอกแห่งพิษร้าย
“โนอาร์ มันเกิดอะไรขึ้นกับลัส เธอพอจะรู้หรือเปล่า? ”
“... ฉันคิดว่า บางทีอาจเป็นเพราะเวลาที่ยาวนานมากกว่าหกร้อยปีในการรอคอย เลยทำให้ระบบวิเคราะห์ของเธอรวนไปค่ะ”
“อย่างงั้นหรือ…”
บุรุษหนุ่มสิงโตยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า [หุ่นยนต์] ดีนัก
แต่ที่เขารู้อย่างหนึ่ง คือเขาพอจะเข้าใจจิตใจของผู้คนที่มาอายุยืนยาวมากกว่าหนึ่งร้อยปีได้อยู่
เพียงแค่อายุหกสิบปี คนเราก็มักเริ่มที่จะหมดไฟและเป้าหมายในการใช้ชีวิต
มีชีวิตหนึ่งร้อยปี คงไม่เหลือความปราถนาใด นอกจากการกินและนอนเพื่อดำรงชีพ
แล้วพวกโนอาร์ที่เป็นตัวตนอายุมากกว่าหนึ่งพันปี ต้องทนเดียวดายในเงามืดของยานถึงหกร้อยปี จะมีสภาพจิตใจเช่นไหนกัน?
แค่ประคองไม่ให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อน ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ไพไรต์คิดเช่นนั้น
“ต้องหยุดให้ได้”
ไพไรต์ว่าเช่นนั้น แล้วลุกขึ้นยืนตรงหน้าหมอกควันพิษสีชมพูด้วยร่างกายที่อ่อนล้า
“ไม่ได้นะคะ! ด้วยสภาพของฉันตอนนี้ ฉันไม่อาจปกป้องนายท่านได้! แล้วพิษตรงหน้า มันก็เข้มข้นมากพอจะทะลุชุดเกราะของนายท่านได้ค่ะ! อีกอย่าง สงคราม… มันยังไม่จบ กองทัพกำลังสับสน นายท่านต้องรีบออกไปสั่งการพวกเขา แทนที่จะมาหยุดอยู่ตรงนี้นะคะ! ”
“...”
บุรุษสิงโตหันกลับไปมองที่ลานกว้างหน้าโรงเรียน
ทิศเหนือของเมืองเต็มไปด้วยหมอกพิษสีชมพู
ทิศตะวันตกเต็มไปด้วยเสียงวุ่นวายชวนสับสนของกองทัพชนเผ่ามนุษย์สัตว์
ส่วนที่นี่ ตรงลานหน้าโรงเรียน กำลังเต็มไปด้วยความสับสนจากการปรากฏตัวของลัส
“แฟต…”
ไพไรต์หันไปมองสหายต่างเผ่าของเขา
ข้างหลังของสหายเผ่ามนุษย์มด คือพวกพ้องที่คุ้นตาอย่าง [พรุน] [ลิลลี่] [ไฮเจน] กับ [เอท]
พรุนกำลังเตรียมตัวกลั้นหายใจเพื่อไล่ตามโฮปเข้าไปในหมอกพิษ
ส่วนคนที่เหลือนั้น อีกไม่ถึงสามนาที คงวิ่งมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่
“ผม… ยังเชื่อใจพวกเธอได้อยู่ใช่ไหม? ”
สำหรับไพไรต์ การปรากฏตัวของผู้ที่คิดว่าตายไปแล้ว มันทำให้เขารู้สึกตกใจและสับสน
แต่เมื่อตั้งสติให้ดี เขาก็เริ่มคิดได้ว่ามันมีอะไรสักอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
ยิ่งประกอบกับท่าทีที่แปลกไปของโนอาร์ เขาก็ยิ่งปักใจคิด ว่าแฟตกำลังทำอะไรบางอย่างลับหลังเขาอยู่
“... ฉันปราถนาสิ่งเดียวกับคุณไพไรต์ค่ะ”
ทว่าแฟตเลือกที่จะไม่ตอบโดยตรง แล้วแสดงด้วยการกระทำแทน
เกิดเสียงไฟฟ้าดังขึ้นทันทีที่แฟตให้สัญญาณกลับไปหากลุ่มของดิวซ์ที่อยู่ในยานโนอาร์
มีแสงสว่างสีแดงวาดเป็นรูอยู่บนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า
อาวุธจำนวนมากไหลเทลงมาจากรูนั้น
แม้แต่ชุดเกราะของโทแพซที่ถูกปิดใช้งาน ยังกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง
รวมไปถึงการคืนระบบสนับสนุน และพลังงานการต่อสู้ให้กับโนอาร์อีกด้วย
ในมุมของไพไรต์ เขาเข้าใจว่ามันเป็นฝีมือของโนอาร์
แต่ในมุมของโนอาร์ มันคือการตอกย้ำเธอว่าชะตาของพวกเขา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแฟตเท่านั้น
“ตอนนี้มาร่วมกันต่อสู้เพื่อหยุดสิ่งนั้นก่อนดีกว่าค่ะ”