ยอดยุทธชุดชมพู

    73.เจ้ามังกรตัวน้อย

    73.เจ้ามังกรตัวน้อย


    ปกติแล้วก่อนนอนไป๋หลงจะใช้เวลาในการฝึกเดินลมปราณ แต่เพราะได้พลังเทพเซียนคืนมาไป๋หลงจึงตัดสินใจเข้านอนเร็วกว่าปกติ


    เมื่อไป๋หลงหลับตาเข้าสู่นิทรา สรรพสิ่งรอบข้างสงบเงียบไร้ซึ่งเสียงใดๆ เพียงไม่นานไป๋หลงก็หลับสนิท แต่แล้วไป๋หลงก็พบว่า ตัวเองอยู่ในป่ารกทึบแห่งหนึ่ง มองไปทางใดก็พบแต่ต้นไม้ใหญ่กว่าสิบคนโอบขึ้นไป สูงใหญ่แตกกิ่งก้าน บดบังแสงแดดจนแทบส่องไม่ถึงพื้นดิน ตะไคร่สีเขียว เกาะตามรากและโคนต้นไม้


    ไป๋หลงยืนมองบรรยากาศตรงหน้าด้วยความงุนงง ว่าเหตุใดตนจึงมาโผล่ที่นี่ ทั้งๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่


    หากนี่คือความฝัน? ก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเธอ เพราะตอนนี้เธอมีพลังของเทพเซียน เธอเป็นเทพที่ไม่เคยนอนฝันมาก่อน ดังนั้นนี่จึงไม่มีทางเป็นความฝัน


    หากนี่คือความจริง? แล้วมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร?


    ไป๋หลงงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจพิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยการก้าวเท้าออกไปสำรวจป่าที่เห็นตรงหน้าเสีย


    ขณะที่ไป๋หลงก้าวเท้าออกเดิน คาดคิดไว้ว่ารองเท้าจะต้องจมลงไปในดินเปียกชื้นที่มีตะไคร่และวัชพืชเล็กๆ ขึ้น


    “เอ๊ะ..” ไป๋หลงอุทานด้วยความประหลาดใจ ขณะก้าวเท้าสัมผัส เธอไม่รู้สึกถึงความเปียกชื้น หรือความเหลวของดินใต้ฝ่าเท้า จึงก้มมองเท้าข้างนั้นด้วยความงุนงง


    รองเท้าของเธอยังคงสะอาด เหมือนเดิม ราวกับว่าสิ่งที่เหยียบอยู่ไม่ใช่ดินชื้นๆ เหลวๆ ราวกับสิ่งทั้งหมดเป็นภาพมายา ไป๋หลงยกเท้าข้างนั้นขึ้น พบว่าบริเวณที่เคยเหยียบลงไป วัชพืชและตะไคร่ รวมทั้งดิน ยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ถูกฝ่าเท้าของไป๋หลงเหยียบจนบี้แบนเกิดเป็นรอยเท้าอย่างที่ควรจะเป็น


    “นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” ไป๋หลงยืนเกาหัวด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปเหยียบกิ่งไม้ที่หล่นอยู่ใกล้ๆ เพื่อทดสอบความสงสัยของตัวเอง


    ทว่าพอเหยียบลงไปกลับพบว่า เท้าของตนทะลุผ่านกิ่งไม้ ไม่สามารถสัมผัสกิ่งไม้นั้นได้


    “ภาพมายา?” ไป๋หลงพึมพำคาดเดาว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ไป๋หลงเริ่มออกเดินสำรวจป่า ด้วยความสนใจ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ยืนต้น บางครั้งก็มีสัตว์ป่าตัวเล็กๆ อย่างพวกกิ้งก่า กระต่าย กระรอกออกมาให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว พวกมันมองผ่านไป๋หลงไป ราวกับไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนของไป๋หลง บางครั้งกระรอก ยังกระโดดทะลุผ่านร่างของไป๋หลงไปเสียเฉยๆ


    ไป๋หลงเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ความรู้สึกคล้ายว่ามาเดินเล่นในที่แห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นเธอจึงใช้ความรู้สึกคุ้นเคยกำหนดทิศทางที่จะไป


    เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ไป๋หลงเริ่มสังเกตเห็นว่าต้นไม้ใหญ่ค่อยๆ บางตาลง กลายเป็นก้อนหินก้อนเล็กใหญ่ปะปนกันไป มีวัชพืชต้นเล็กๆ อีกทั้งมีดอกไม้หลากหลายชนิดขึ้นแซมต้นหญ้าตลอดทางที่เดินผ่าน ผีเสื้อหลากสีบินโฉบไปมา บรรยากาศสวยงามชวนให้เคลิบเคลิ้ม


    ไป๋หลงเงี่ยหูฟังได้ยินเสียงน้ำกระทบพื้น ดัง ‘ซ่า ซ่า’ อยู่ไม่ไกล คาดว่าคงเป็นเสียงน้ำตก จึงเดินตามทิศทางที่ได้ยินเสียงไป


    ภาพน้ำตกขนาดใหญ่ปรากฏตรงหน้า ไป๋หลงพบว่าตัวเองยืนเงยหน้ามองน้ำตกที่ไหลลงจากเนินหน้าผาเตี้ยๆ ดอกไม้หลากสีสันชูช่ออวดความสวยงามของตัวเอง ท่ามกลางพงหญ้าน้อยใหญ่ มีนกและสัตว์สี่เท้าอย่างพวกกวาง และเสือ ต่างก้มลงดื่มน้ำ ให้ความรู้สึกสวยงามและสงบสุข


    “เหมือนข้าเคยมาที่นี่” ไป๋หลงพึมพำกับตัวเอง แต่ในความทรงจำทั้งหลายนับตั้งแต่ถือกำเนิดเป็นเทพมังกร จนถึงปัจจุบันเธอกลับมั่นใจว่าตนเองไม่เคยมายังที่แห่งนี้มาก่อน


    ไป๋หลงก้มหน้าลงพิจารณาดอกไม้ป่าที่ตนไม่รู้จักว่าเป็นชนิดใด แต่มันมีสีขาวบริสุทธิ์ กลีบดอกบอบบางซ้อนกันเป็นชั้นๆ น่าเสียดายที่ภาพตรงหน้าเป็นแค่ภาพมายา ไป๋หลงจึงทำได้เพียงก้มมองมันใกล้ๆ ไม่อาจดมกลิ่น ไม่อาจสัมผัสมันได้


    ขณะที่ก้มมองอยู่นั้น จู่ๆ ไป๋หลงก็พบว่าในพงหญ้าที่แซมไว้ด้วยดอกไม้ มีดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ในพงหญ้านั้น ไป๋หลงผงะด้วยความตกใจ


    ก่อนจะเห็นหัว มังกรสีน้ำเงินเข้ม ของสัตว์ตัวเท่าลูกวัวค่อยๆ โผล่ออกมาจากพงหญ้าตรงหน้า ดวงตาสีดำสนิททำของเจ้ามังกรน้อยสอดส่ายไปมาด้วยความหวาดระแวง เมื่อไม่พบใคร แววตาของมันจึงฉายแววอ่อนล้า


    ไป๋หลงสังเกตเห็นว่าหัวเจ้ามังกรน้อยเต็มไปด้วยบาดแผล ท่าทางมันเหนื่อยล้าจนตาแทบจะปิด ดูเหมือนว่ามันกำลังถูกใครบางคนตามล่าจึงมีท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้


    จู่ๆ เจ้ามังกรก็ผลุบหัวหายเข้าไปในพงหญ้า ขณะที่ไป๋หลงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงหันกลับไปมอง


    พบว่าทิศทางที่ไป๋หลงเคยก้าวเดินออกมา มีรัศมีสีขาวพร่างพราวปรากฏขึ้น เมื่อจ้องมองดีๆ จึงพบว่าเป็นจิ้งจอกสีขาวตัวสูงใหญ่กว่าหนึ่งเมตร ปรากฏตัวขึ้น หางทั้งเก้าของมันโบกสะบัดไปมา ดูแล้วสง่างาม น่าเกรงขาม


    ไป๋หลงพลันรู้สึกหนังหัวชาวาบ เมื่อความทรงจำในอดีตชาติเล่นเข้ามาในหัว... ใช่แล้ว จิ้งจอกเก้าหางสีขาวตนนั้น ที่แท้ก็คืออดีตชาติของไป๋หลง ก่อนที่จะถือกำเนิดเป็นเทพมังกร


    เล่ากันว่าเผ่าจิ้งจอกนั้น นับความศักดิ์สิทธิ์ และทรงพลังตามจำนวนหางที่ปรากฏ การมีถึงเก้าหาง ย่อมบ่งบอกว่าจิ้งจอกตนนั้นกำเนิดมาสูงศักดิ์ เป็นเชื้อพระวงศ์ มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ หากเป็นจิ้งจอกสีขาว ตบะบารมียิ่งมากล้น ได้รับความเคารพเทิดทูนเป็นพิเศษ เนื่องจากการจะเกิดเป็นจิ้งจอกขาวเก้าหางได้นั้น นานหลายหมื่นปีจึงจะพบสักตนหนึ่ง


    จิ้งจอกขาวกำลังเยื้องย่างด้วยท่าทางอารมณ์ดี คล้ายกำลังชื่นชมบรรยากาศของน้ำตกที่งดงาม จู่ๆ มันก็ชะงัก ทำจมูกสูดกลิ่นในอากาศ ไป๋หลงรู้ในทันทีว่าจิ้งจอกขาว รู้แล้วว่ามีผู้อื่นอยู่ในละแวกนี้


    “เจ้าปีศาจ ไสหัวออกมา!” น้ำเสียงไพเราะน่าฟังของสตรี ดังจากปากของจิ้งจอกขาว แต่คงจะน่าฟังกว่านี้ถ้าไม่ใช่เสียงตวาดด้วยความไม่พอใจ อีกทั้งเพียงแค่ตวาดเท่านั้น ทำให้เกิดลมพายุกรรโชกอย่างรุนแรง จนดอกไม้ ใบหญ้าถูกพัดปลิวว่อน เกิดเป็นภาพพิสดาร ทั้งงดงาม และน่าหวั่นเกรง


    ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ จิ้งจอกขาวหรี่ดวงตาเรียวยาวที่งดงามของมันลง ด้วยความไม่สบอารมณ์


    “บังอาจบุกรุก พื้นที่หวงห้ามของข้า หากยังไม่ไสหัวออกมาอีก ข้าจะสังหารเจ้าเสียเพื่อเป็นการลงโทษ!” จิ้งจอกขาวยื่นคำขาด น้ำเสียงแฝงความคุกคามเอาไว้ไม่น้อย


    ไป๋หลงยืนมองภาพมายาของตัวเองในร่างจิ้งจอกขาว ด้วยความสนใจ “จะว่าไปแล้วข้าในอดีตชาติ นิสัยเหมือนกับข้าในตอนนี้ไม่มีผิด” ไป๋หลงพึมพำรับรู้ถึงความเป็นคนบ้าอำนาจของตัวเอง


    เจ้ามังกรสีน้ำเงินเข้มที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า พลันเคลื่อนไหวด้วยความจำใจ มันรู้ดีว่าเจ้าของน้ำตกแห่งนี้ คือจิ้งจอกขาวแห่งเผ่าเก้าหางผู้โด่งดัง มันโผล่ศีรษะออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย


    จิ้งจอกขาวรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวจึงหันไปมอง เห็นเป็นมังกรสีน้ำเงินเข้มเกือบดำตัวหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่


    “เผ่ามาร” จิ้งจอกขาวพึมพำเมื่อเห็นรัศมีสีดำรอบกายของมัน “เอ๊ะไม่ถูก ทำไมเจ้ามีรัศมีเทพซ่อนอยู่ด้วย” จิ้งจอกขาวเอียงคอมอง เจ้ามังกรตัวเท่าลูกวัวด้วยความแปลกใจ “เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ มารไม่ควรมีรูปลักษณ์เป็นเทพอสูรมังกรเช่นนี้!” จิ้งจอกขาวตวาดใส่ขณะแยกเขี้ยวแหลมคมวาววับข่มขู่เจ้าลูกมังกรตัวน้อย


    “ข...ข้าเป็นกึ่งมารกึ่งเทพ” มังกรน้อยตอบเสียงตะกุกตะกัก แฝงความหวาดกลัวเอาไว้ แววตาของมันอ่อนแรงจนตาแทบจะปิดได้ทุกเมื่อ “แต่ข้ามีสายเลือดมารอยู่ในร่างมากกว่าดังนั้นข้าจึงเป็นมาร”


    มันมองจิ้งจอกขาวด้วยสายตาสิ้นหวัง คิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว เพราะถึงอย่างไร เทพและมารก็เหมือนน้ำกับไฟ ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ หากพบเห็นกันมักต้องต่อสู้ หรือสังหารกันให้ตายไปข้าง โชคร้ายที่ตนเองมีตบะต่ำทราม ไม่อาจสู้เทพผู้นั้นได้ จึงถูกทำร้ายปางตาย


    จิ้งจอกขาวยืนจ้องเจ้ามังกรอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังครุ่นคิด ว่าควรทำอย่างไรกับมันดี ก่อนจะเอ่ยปากซักถามข้อข้องใจของตน


    “เจ้าเป็นลูกหลานของเทพมังกรตนใด เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินว่าเทพมังกรแต่งงานกับเผ่ามารมาก่อน”


    “มารดาข้าน้อยเป็นหลานสาวในตระกูลของ ตงไห่ก่วงเต๋อหวาง พญามังกรแห่งทิศตะวันออก ผู้ปกครองทะเลตงไห่ ขอรับ” เจ้ามังกรน้อยตอบคำถาม สีน้ำเงินของตัวมันก็ได้มาจากการสืบสายเลือดจากตงไห่เต๋อหวาง


    “เอ๊ะ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตงไห่เต๋อหวางมีลูกหลานแต่งงานเข้าเผ่ามาร... แล้วบิดาของเจ้าเป็นใครเหตุใดสายเลือดเผ่ามารในกายของเจ้าจึงแข็งแกร่งกว่าเผ่าเทพ”


    สีหน้าของมังกรน้อยเศร้าสลด เมื่อพูดถึงชาติกำเนิดของตน “ข้าคือองค์ชายรองแห่งเผ่ามาร ส่วนมารดาของข้านางถูกจอมมารฉุดมา... ดังนั้น...” มังกรน้อยก้มหน้ามองพื้นด้วยความเศร้าใจ “ดังนั้นข้าจึงมีสายเลือดของเผ่ามารที่เข้มข้นกว่า”


    จอมมารมีพลังกล้าแข็ง เกิดมาแข็งแกร่งมาก คนผู้นี้มีจิตมาร เป็นคนชั่วร้าย เลวทราม ตั้งตนเป็นศัตรูกับเผ่าเทพ ทำทุกอย่างเพื่อยั่วยุให้เผ่าเทพโกรธ อย่างเรื่องฉุดคนจากเผ่าเทพก็เป็นหนึ่งในนั้น


    ไป๋หลงผู้ได้เห็นภาพมายาในอดีตของตน ได้ยินแล้วพลันบ่นพึมพำ “ที่แท้เจ้าก็คือเยี่ยนเฟย คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นครึ่งมารครึ่งเทพ อีกทั้งมีร่างเป็นมังกร” ไป๋หลงนึกเศร้าใจ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด เยี่ยนเฟยผู้มีท่าทางอบ่นอ่อนโยน จิตใจดีงามผู้นี้จึงมีจิตมารแฝงอยู่ เป็นเพราะอดีตที่โหดร้ายของเขานี่เอง...


    จิ้งจอกขาวซึ่งเป็นภาพมายา ได้ยินมังกรน้อยเล่าแล้วพลันนึกสงสารเห็นใจเด็กน้อยขึ้นมาทันที มารดาถูกฉุดมา ซ้ำยังเป็นเทพ แน่นอนว่าท่ามกลางเผ่ามาร มารดาย่อมไม่ได้รับการต้อนรับ แม้กระทั่งเผ่าเทพญาติฝ่ายมารดา ก็คงตัดขาดความสัมพันธ์ แสร้งลืมไปว่าเคยมีลูกหลานผู้นี้อยู่ ส่วนตัวเจ้ามังกรเองก็ดันเกิดมาเป็นลูกครึ่งของสองเผ่าพันธุ์ ย่อมต้องถูกรังเกียจชิงชังอย่างแน่นอน


    “เวรกรรมจริงๆ” จิ้งจอกขาวถอนหายใจ ขณะบ่นพึมพำนึกปลงตกในชะตากรรมของเจ้ามังกร ก่อนจะเอ่ยปากถามต่อ


    “เหตุใดเจ้าจึงมาซ่อนอยู่ในสวนของข้า” จิ้งจอกขาวซักถามผู้บุกรุก แม้พอจะเดาได้ว่าเป็นเพราะมันต้องการหลบหนีผู้ที่ทำร้ายมัน “เจ้าควรอยู่ในเผ่ามารจึงจะถูก มาโผล่ที่สวนของข้าได้อย่างไร” จิ้งจอกขาวทำสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อครุ่งคิดได้ว่าเขตแดนของเผ่ามารกับที่นี่ห่างกันมากพอสมควร ด้วยพลังตบะพลังของเจ้ามังกร อายุเพียงร้อยสองร้อยปีไม่มีทางมาถึงที่นี่ได้เองอย่างแน่นอน...


    จิ้งจอกขาวเริ่มนึกหวาดระแวง ว่าเจ้าตัวน้อยตรงหน้าอาจเป็นกลลวงของเผ่ามาร ที่คิดจะโจมตีเผ่าจิ้งจอก โดยให้เจ้าตัวน้อยนี้มาคอยขัดขวางตนไว้ก่อน เมื่อพวกมันบุกโจมตี ตนจะได้ไปช่วยเหลือไม่ทัน


    “เดิมทีข้าติดตามบิดาออกตรวจกำลังทหารที่ชายแดน แต่แล้วข้ากลับถูกคนในตระกูลกลั่นแกล้ง หลอกข้าออกนอกเขตแดนเผ่ามาร โดยอ้างว่าบิดาข้าอยากพาข้าท่องเที่ยวโลกภายนอก และให้ข้าเดินทางล่วงหน้าไปก่อน” มังกรน้อยกล่าวขณะสีหน้าโกรธแค้น


    “สุดท้ายคนที่พาข้ามาก็หนีจากไป ข้าจึงรู้ตัวว่าถูกหลอก ข้าหลงทางอยู่ในป่า จนสุดท้ายถูกเทพสามตา เอ้อหลางเสิน พบเห็นเข้า” เจ้ามังกรเพศผู้กล่าวขณะ ขบเขี้ยว เคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น “ข้าอยู่ของข้าดีๆ เขาผ่านทางมาพบเข้า ก็ลงมือทำร้ายข้าทันที”


    เจ้ามังกรน้อยกล่าวขณะที่ดวงตาปรือลงคล้ายจะหลับได้ทุกเมื่อ “แม้ข้าจะเป็นมาร แต่ข้าไม่ใช่คนชั่วร้าย ท่านอย่าทำร้ายข้าเหมือนเทพสามตาเลย ตอนนี้ข้าใกล้จะตายแล้ว ท่านปล่อยให้ข้าตายอย่างสงบเถอะ” กล่าวอย่างสิ้นหวัง ขณะสิ้นเรี่ยวแรงคอตก สลบไปในทันที


    “เฮ้อ…” จิ้งจอกขาวถอนหายใจพลางส่ายหัวอันใหญ่โตของมัน นึกเหนื่อยใจกับเรื่องเทพและมารเป็นศัตรูกัน “ข้าก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นแหละ เทพผู้สูงส่งอย่างข้า ไม่ใช่คนป่าเถื่อนแบบ เอ้อหลางเสิน เสียหน่อย จะได้เที่ยวไล่สังหารเผ่ามารทันทีที่พบเห็น” จิ้งจอกขาวบ่นพึมพำ


    “คนสวยใจดีอย่างข้า นอกจากไม่สังหารแล้ว ยังคิดจะช่วยชีวิตเจ้าอีกด้วย”


    จิ้งจอกขาวเก้าหาง พลันกลายเป็นกลุ่มแสงสีขาว แล้วปรากฏเป็นสตรีนางหนึ่ง รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น ผิวขาวผ่องดุจหิมะ ดวงตาดำคลับคมกล้า จมูกโด่งปลายจมูกผ่องใส รับกับใบหน้าเรียว และคางแหลม


    หญิงงามผู้สวมอาภรณ์ขาวสีหน้าเต็มไปด้วยความเวทนา เมื่อเห็นสภาพปางตายของเจ้ามังกร นึกสงสารที่มันโชคร้ายไปพบเจออันธพาลอย่างเทพสามตาเข้า ดูๆ ไปแล้วเจ้างูก็อายุเพียงร้อยสองร้อยปีเท่านั้น เทียบกับเอ้อหลานเสินแล้ว เจ้างูมีตบะเพียงเสี้ยวเดียวของเขาเท่านั้นเอง


    หญิงงามเดินไปหาเจ้ามังกรตัวน้อย ที่นอนหายใจแผ่วเบาใกล้สิ้นชีพ ขณะที่หญิงงามเอื้อมมือไปใกล้มังกรตัวน้อยก็ร่ายเวท หมายจะช่วยรักษาบาดแผล และช่วยชีวิตมัน


    จู่ๆ หอกเล่มใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่เจ้ามังกรน้อยด้วยความเร็วสูงหมายปลิดชีวิตมัน


    หญิงงามผู้ที่กำลังมีสีหน้าเวทนาสงสารเจ้างู พลันขมวดคิ้ว สีหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจทันที นางตวัดชายเสื้อเบาๆ หอกเล่มใหญ่ก็ถูกลมม้วนหอบโอบอุ้มเอาไว้ หยุดยั้งสภาวะพุ่งโจมตีของหอกให้หยุดชะงักกลางอากาศ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นฉุดรั้งเอาไว้


    หญิงสาวดีดนิ้วเบาๆ หอกสีเงินก็ถูกลมกระแทกปลิว ตกลงไปในแอ่งน้ำตก ดัง “ตูม!” เสียงดังสนั่น เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายรอบน้ำตกที่กำลังดื่มน้ำ ต่างตกใจขวัญกระเจิง ส่งเสียงร้องระงม วิ่งหนีกันคนละทิศคนละทาง ทำให้เกิดเป็นความวุ่นวายย่อมๆ ขึ้น


    “อ่า...หอกของข้า” เสียงอุทานด้วยความเศร้าโศกของชายหนุ่มดังขึ้นไม่ไกลนัก น้ำตกแห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ลึกลับอันตรายมาตั้งแต่บรรพกาล ของสิ่งใดหรือผู้ใด ล่วงหล่นลงสู่น้ำตกแห่งนี้ จะไม่สามารถกลับขึ้นมาได้อีก ถูกขังไว้ในนั้นตลอดกาล หอกเล่มนี้ตนเสาะหาทั่วทุกมุมโลกกว่าจะได้วัสดุวิเศษ มาใช้สร้างหอก


    หญิงสาวหันกลับไปมองเจ้าของเสียงด้วย สีหน้าแข็งกระด้างเย็นชา “เหอะ! เสียแค่หอกเล่มเดียวยังนับว่าน้อยเกินไป!” หญิงสาวตวาดลั่นด้วยโทสะ


    “เจ้ากล้าดีอย่างไร ขว้างหอกเข้ามาในสวนของข้า!” หญิงสาวตวาดขณะที่ลมหอบใหญ่ พุ่งเข้าใส่แม่ทัพหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ผู้มีดวงตาที่สามอยู่กลางหน้าผาก สวมใหญ่เกราะสีเงินแวววาว รัศมีสีขาวเปล่งประกายเรืองรอง ท่าทางของเขาดูองอาจห้าวหาญเช่นที่คนเป็นแม่ทัพสมควรจะมี


    เอ้อหลานเสินผู้ยืนอยู่นอกเขตสวนน้ำตก ถูกลมหอบใหญ่กระแทกปลิว โดยไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะมัวตกตะลึงในความงามของหญิงสาวผู้ตวาดใส่ตนอยู่


    “ตูม” ร่างของเอ้อหลานเสิน กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นปลิวคลุ้ง นอนหงายท้องอยู่บนพื้น ใบหน้าหล่อเหลาถูกฝุ่นดินเกาะจนเลอะมอมแมม เหมือนเด็กน้อย ชุดเกราะที่เคยมันวาว กลายเป็นขุ่นมัว หมดราศีแห่งแม่ทัพในทันที


    “อึก!” เอ้อหลานเสินพลันรู้สึกเจ็บแน่นที่ลำคอ หายใจไม่ออกในทันที เมื่อสาวงามเจ้าของสวนปรากฏกายขึ้นตรงหน้า พร้อมกับใช้นิ้วเรียวงามบีบขยุ้มลำคอของเขาไว้ ด้วยสายตาโหดเหี้ยมเย็นชา


    เอ้อหลานเสิน มีสีหน้าตกตะลึง เหม่อลอย หญิงงามในระยะประชิด มีกลิ่นกายหอมกรุ่นคล้ายดอกไม้ ริมฝีปากแดงสด พวงแก้มมีเลือดฝาด หน้าผาก จมูก ผ่องใส ใบหน้างดงามธรรมชาติ ไร้การตกแต่งใดๆ แม้หญิงงามจะมีสีหน้าโกรธเคือง ดุดัน แต่ก็ยังงามน่ามอง ตรึงตาตรึงใจ ยามที่ดวงตาคู่งามคมกล้าจ้องมองมา เอ้อหลานเสิน รู้สึกว่าหัวใจตนเองคล้ายเต้นผิดจังหวะ เกือบจะเผลอแสดงสีหน้าโง่งม หลงใหลในความงามของจิ้งจอกสาวออกไป


    เอ้อหลานเสิ่นเคยพบหญิงงามมามาก ทั้งเผ่ามาร เผ่าเทพ เผ่ามนุษย์ แต่ไม่เคยมีหญิงใด งามเฉกเช่นสตรีตรงหน้า


    งามดั่งศาสตราวุธเล่มหนึ่ง คมกล้า ทรงอำนาจ น่าเกรงขาม แวววาวท้าทายใต้หล้า โดดเด่นสง่างาม เป็นศาสตราวุธที่บุรุษทั้งหลายปรารถนาจะมีไว้ในครอบครอง ปรารถนาจะสยบไว้ในอุ้งมือ


    “แม่นาง ขออภัยที่ล่วงเกินท่าน” เอ้อหลานเสิน พยายามเค้นเสียงพูดออกจากคอที่ถูกบีบ “ข้าเพียงแค่จะสังหารเผ่ามารเท่านั้น ไม่มีเจตนาจะทำให้สวนของท่านเสียหาย” เอ้อหลานเสินกล่าวอธิบาย ขณะที่รู้สึกว่านิ้วมือที่กำรอบคอเขาอยู่ คลายออก


    “แค่ก แค่ก” เอ้อหลานเสินไอ แรงๆ ขณะรีบสูดหายใจเข้า


    “ไสห้วไปจากที่นี่เสีย” จิ้งจอกขาวออกปากไล่ “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นแม่ทัพสวรรค์ หรือเป็นใครมาจากไหน หากทำให้ข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าจะเตะก้นให้หมด!” จิ้งจอกขาวกล่าวขณะที่รอบด้าน เกิดลมแรงพัดโบกใบไม้ก้อนหินปลิวว่อน


    เอ้อหลานเสินทำสีหน้าหนักใจ แม้ว่าตนเป็นถึงแม่ทัพสวรรค์ มีตบะแก่กล้า กำราบเหล่ามารทั้งหลายได้ แต่ที่นี่คือดินแดนของจิ้งจอก เทพอสูรจิ้งจอกย่อมได้เปรียบเรื่องสถานที่และพลัง อีกทั้งสตรีตรงหน้ามีฐานะพิเศษ เป็นเชื้อพระวงศ์เผ่าเก้าหาง เชื่อกันว่าจิ้งจอกขาวเก้าหาง เป็นชนชั้นที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา เผ่าจิ้งจอกและเผ่าเก้าหาง นอกจากจะมีมนตร์มายาเป็นเลิศ มนตร์ทำลายล้างควบคุมธรรมชาติยังแข็งแกร่งมาก มากจนทหารสวรรค์ยังไม่อยากมีเรื่องด้วย หนึ่งจิ้งจอกขาว สามารถทลายกองทัพสวรรค์นับหมื่นได้ ที่สำคัญเขาเป็นบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องกับสตรี โดยเฉพาะสตรีที่งดงามเช่นนี้


    “ขออภัย ที่ไม่อาจทำตาม” เอ้อหลานเสินผู้ยึดมั่นในการกำจัดมาร ประสานมือคารวะขออภัย แต่หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบ ไม่รับการขออภัย เอ้อหลานเสินขมวดคิ้วก่อนจะกล่าว “ขอเพียงท่าน มอบเจ้ามังกร เผ่ามารตนนั้นให้ข้า ข้าจะจากไปทันที” เอ้อหลานเสินกล่าวขณะจ้องมองไปยังร่างของงูดำที่นอนหายใจแผ่วเบาในสวนน้ำตก


    จิ้งจอกสาวในร่างคน ได้ยินแล้วถอนหายใจด้วยความ เบื่อหน่าย กลอกตามองฟ้านึกรำคาญใจ ที่คนตรงหน้าพูดจาไม่รู้เรื่อง “จะอะไรนักหนา วันไหนเจ้าไม่ฆ่าเผ่ามาร เจ้าจะขาดใจตายหรืออย่างไร!” หญิงสาวทำเสียงประชดประชัน


    “มันก็แค่มารน้อยตนหนึ่ง มีตบะต่ำทรามยิ่งนัก เทียบกับเจ้าแล้ว มันก็แค่มดตัวหนึ่ง ที่ถูกเจ้าบี้ตายได้อย่างง่ายดาย เหตุใดเจ้ายืนยันจะสังหารมันให้ได้ เจ้าทำร้ายผู้อ่อนแอกว่าไม่ละอายแก่ใจบ้างหรืออย่างไร!”


    เอ้อหลานเสินได้ยินหญิงงามประณามเช่นนั้น ก็ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ


    “หมายความว่าท่านยินดีจะปกป้องมารตนนั้น” เอ้อหลานเสินน้ำเสียงแข็งกระด้าง แฝงความคุกคามเอาไว้ แม้ว่าจิ้งจอกขาวจะมีตบะที่แข็งแกร่ง แต่ตนก็เป็นถึงแม่ทัพสวรรค์ เพียงแค่เทพอสูรจิ้งจอกตนหนึ่ง ใช่ว่าตนจำเป็นต้องกลัว ที่ยังยอมเจรจาด้วย ก็เพราะเห็นแก่ความงามของนาง ตนไม่อยากทำร้ายสตรีที่งดงามยากจะหาได้เช่นนี้


    “ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า!” จิ้งจอกสาวตวาดใส่ด้วยความไม่พอใจ เริ่มหมดความอดทน “เรื่องที่เจ้าขว้างหอกเข้ามาในสวนข้ายังไม่ได้สะสาง ยังคิดจะมาหาเรื่องข้าอีก หากเจ้ายังไม่รีบไสหัวไป อย่าหาว่าข้าใจร้าย ฟ้องร้องต่อประมุขสวรรค์ เรื่องที่เจ้าทำลายความสงบในสวนของข้า!”


    เผ่าเทพมีข้อตกลงกัน ว่าระหว่างเทพเซียนด้วยกัน จะไม่ล่วงล้ำก่อความวุ่นวายในเขตแดนของเทพผู้ปกครองที่นั้นๆ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษทุบตี และถูกกักขังหลายพันปี


    เอ้อหลานเสินได้แต่ยินยอมถอยให้หนึ่งก้าว ถึงอย่างไรตนก็เป็นคนก่อเรื่องก่อน ในฐานะแม่ทัพสวรรค์ตนรู้กฎของเผ่าเทพดี หากตนซึ่งเป็นถึงแม่ทัพฝ่าฝืน ย่อมต้องถูกลงโทษอย่างหนัก


    “ข้าไปก็ได้...” เอ้อหลานเสินกัดฟันพูดอย่างไม่เต็มใจที่ต้องล่าถอยจากไป “แต่ท่านควรรู้ไว้ งูตัวนี้ไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา มันคือองค์ชายรองของเผ่ามาร มีจิตมารที่แข็งแกร่งแฝงอยู่ในร่าง ตอนที่ข้าไปพบมัน มันกำลังคลุ้มคลั่งจิตมารกำเริบ หากท่านช่วยชีวิตมัน ในอนาคตหากมารตนนี้กลายเป็นหายนะของเผ่าเทพ ท่านจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง!”


    จิ้งจอกขาวได้ฟังแล้วขมวดคิ้ว “ตอนที่จิตมารกำเริบ มันได้สังหารทำลายชีวิตผู้ใดหรือไม่” ถึงแม้ตนเองจะไม่นิยมเข่นฆ่าเผ่ามาร ทว่าหากมันทำลายชีวิตผู้อื่น ก็สมควรที่จะปล่อยให้มันตาย ไม่ต้องยื่นมือช่วยชีวิตมัน


    “ไม่…” เอ้อหลานเสินตอบเสียงแผ่วเบา อย่างไม่อยากยอมรับความจริงเท่าใดนัก “แต่ถึงอย่างไรมันก็มีจิตมารในร่าง อย่างไรก็สมควรต้องตาย ก่อนที่จะเป็นภัยใหญ่หลวง”


    “ฮึ!” หญิงสาวทำเสียงเยาะ “มันยังไม่ได้สังหารผู้ใด เจ้าก็ตัดสินว่ามันสมควรตายเสียแล้ว เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก”


    “ถึงอย่างไรข้าก็เชื่อว่า มารตนนี้สมควรตาย” เอ้อหลานเสินโต้กลับในทันที ไม่สนใจคำประณาม ตนอยู่ในฐานะแม่ทัพสวรรค์ คิดถึงแต่คำว่าปกป้องให้เผ่าเทพสงบสุข ไหนเลยจะสนใจว่าสิ่งที่ตนทำไปจะโหดเหี้ยมหรือไม่ ถึงอย่างไรเทพและมารก็คือศัตรูกัน พบกันเป็นต้องฆ่าฟัน ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้! “วันนี้ข้าจะเห็นแก่กฎของเผ่าเทพ ยอมรามือแต่โดยดี แต่หากข้าพบเห็นมันที่อื่น ข้าจะต้องสังหารมันให้จงได้!” เอ้อหลานเสินกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเหยียบเมฆ เหาะเหินจากไป


    “เชอะ!” จิ้งจอกขาวทำเสียงดูถูกขณะตะโกนด่าตามหลัง “เจ้าคนใจคอโหดเหี้ยม”


    จิ้งจอกขาวหันกลับไปสนใจมังกรน้อยที่นอนหายใจแผ่วเบาในสวนของตน ก่อนที่นางจะลงมือร่ายเวทรักษาบาดแผลให้เจ้างูน้อย ช่วยยื้อชีวิตมันกลับมาได้


    เจ้ามังกรใช้เวลาพักฟื้นหลายวันในสวนแห่งนี้ ขณะที่จิ้งจอกสาว แวะมาดูอาการมันทุกวัน จนมีวันนึงกลับพบว่าเจ้ามังกรได้หายตัวไปแล้ว


    จิ้งจอกขาวตื่นตระหนกทันที คิดในแง่ร้ายว่ามันอาจถูกเผ่าเทพมาพบเห็น จนจับตัวมันไป ในระหว่างที่คิดในแง่ร้าย จิ้งจอกขาวก็ออกเดินสำรวจทั่วทั้งน้ำตก ตามหาเจ้ามังกรตัวน้อย


    กลับพบว่าที่นอกเขตน้ำตก เกิดการต่อสู้กันขึ้น เผ่ามารนับสิบคนกำลังลงมือ โจมีใส่มังกรสีน้ำเงิน ที่ตัวสูงใหญ่เท่าแม่วัว


    จิ้งจอกสาวยืนมองด้วยความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ว่าเจ้ามังกรตัวนี้ใช่ตัวเดียวกับ มังกรน้อยที่ตนช่วยไว้หรือไม่ แต่เมื่อจ้องมองดีๆ จึงพบว่า แม้มันจะตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีรัศมีของเทพและมาร


    จิ้งจอกสาวในร่างคนตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเจ้ามังกรในทันที ด้วยรู้ดีว่าตบะเพียงร้อยสองร้อยปีของมันต่ำทราม ย่อมไม่อาจรับมือมารทั้งสิบตนได้ อีกทั้งดูเหมือนมันจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่างอีกแล้ว...


    ทันทีที่จิ้งจอกสาวกระโดดเข้าร่วมวต่อสู้ มารทั้งสิบก็ถูกกำจัดได้อย่างง่ายดาย พวกมันถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก็จะรีบหนีจากไป


    จิ้งจอกสาวมองมังกรสีน้ำเงินตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ เหตุใดระหว่างต่อสู้ ฝีมือการต่อสู้ของมันดูเหมือนจะไม่ธรรมดา สามารถรับมือมารพวกนี้ได้ บางทีหากตนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย มันอาจกำจัดมารทั้งสิบได้ด้วยซ้ำ


    ‘ประหลาดจริงๆ’ จิ้งจอกขาวขมวดคิ้วด้วยความข้องใจ อีกทั้งเพิ่งสังเกตว่าสีของเกล็ดมังกรตรงหน้า คล้ายออกไปทางสีน้ำเงินอมฟ้า ไม่ใช่น้ำเงินอมดำ แต่เนื่องจากอาจจะเพราะเป็นเรื่องปัญหาของสุขภาพ หากมันสุขภาพดีสีของเกล็ดคงจะสดใสแวววาว อย่างตอนนี้ ที่สำคัญมันมีทั้งกลิ่นอายของเทพและมาร จึงไม่น่าจะเป็นมังกรตนอื่นไปได้ นอกจากองค์ชายรองของเผ่ามาร


    มังกรตนนั้นนอนหมดแรงอยู่บนพื้น แววตาของมันเต็มไปด้วยความเย็นชาห่างเหิน เมื่อจิ้งจอกสาวเดินเข้าไปใกล้มัน ซ้ำยังถลึงตาใส่เมื่อนางยื่นมือเข้าไปใกล้ หมายจะร่ายเวทรักษาให้


    “อะไรเล่า... ข้าแค่จะช่วยรักษาให้ เจ้าอย่ามาทำท่าถลึงตาแบบนั้นใส่ข้าสิ เมื่อครู่ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ทำตัวเหมือนพวก ลูกหมาขี้ระแวงไปได้...” จิ้งจอกสาวบ่นพึมพำ ด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่อยากถือสามัน คาดว่ามันคงกำลังรู้สึกไม่ดี ที่ถูกคนเผ่าเดียวกันตามสังหาร อีกทั้งสิบคนนั้นเป็นถึงยอดฝีมืออย่างแน่นอน


    เจ้ามังกรได้ยินดังนั้นก็หรี่ตามอง คล้ายกำลังสำรวจจิ้งจอกขาวว่าสมควรจะเชื่อคำพูดนางดีหรือไม่ สุดท้ายมันจึงตัดสินใจหลับตาลง แล้วกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณ” น้ำเสียงของมันแหบพร่าเย็นชา


    จิ้งจอกสาวนึกแปลกใจ ดูเหมือนเสียงของเจ้ามังกรจะเปลี่ยนไป ก่อนหน้าย้ำเสียงมันอบอุ่นน่าฟังมากกว่านี้ แต่ตอนนี้กลับแข็งกระด้างไม่น่าฟังเท่าไหร่ซ้ำยังเย็นชามาก.... แต่อาจเป็นเพราะเจ้ามังกรถูกคนเผ่าเดียวกันทำร้าย มันจึงปิดกั้นตนจากทุกคน อีกทั้งนางก็เพิ่งพบมังกรน้อยแค่ไม่กี่ครั้ง หากมันจะแสดงท่าทีเย็นชาใส่หลังจากที่พบเจอเรื่องเลวร้ายมาก็ไม่แปลก


    จิ้งจอกสาวลงมือร่ายเวทรักษาให้เจ้ามังกร ขณะรักษาก็ชวนคุย “เดิมทีข้าคิดว่าด้วยตบะไม่กี่ร้อยปีของเจ้าฝีมือเจ้าจะต่ำทรามกว่านี้เสียอีก คิดไม่ถึงว่าดูเหมือนเจ้าจะรับมือมารพวกนี้ได้สูสีอยู่บ้าง”


    เจ้ามังกรลืมตาขึ้นมา มองหญิงจิ้งจอกขาวในร่างสาวงามด้วยสายตาเย็นชา “แม้ข้าจะอายุไม่มาก แต่ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดรับมือ พวกมันไม่ได้” มังกรสีน้ำเงินอมฟ้ากล่าว ขณะไอเป็นเลือดสีดำกองใหญ่บนพื้น


    “จะ...เจ้าถูกพิษ!” หญิงสาวร้องด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกองเลือดบนพื้น ทำให้หญ้าที่ถูกเลือดสัมผัสแห้งเหี่ยวตายภายในเวลาอันรวดเร็ว “เป็นเพราะเจ้าถูกพิษจึงสู้กับพวกมันได้แค่สูสีสินะ หากไม่ถูกพิษคงเอาชนะพวกมันได้แล้ว” หญิงสาวบ่นพึมพำ หากว่ามันไม่ถูกพิษ คาดว่าคงจะจัดการพวกมารได้ในเวลาไม่นานแน่นอน...


    ‘ประหลาดจริง เก่งถึงเพียงนี้เหตุใดจึงถูกเอ้อหลานเสิน ตบตีจนปางตายได้ อย่างน้อยถ้ามีฝีมือถึงขนาดนี้ก็ควรจะหลบหนีไปได้.... แต่...อืม ดูเหมือนว่าเป็นเพราะถูกพิษ หรือก่อนหน้าที่ข้าจะช่วยเขาไว้จากเอ้อหลานเสิน เขาก็ถูกพิษอยู่ก่อนหน้าแล้ว สุดท้ายจึงไม่พ้นเงื้อมมือเอ้อหลานเสิน?’ หญิงสาวคิดด้วยความงุนงง ก่อนจะตัดสินใจว่าเลิกสนใจเรื่องนี้ดีกว่า ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว หาทางช่วยถอนพิษให้เจ้ามังกรนี่ก่อนจะดีกว่า


    หญิงสาวก้มลงตรวจดูกองเลือดตรงหน้า และตรวจดูอาการของเจ้ามังกร ก่อนจะนึกออกในที่สุดว่ามังกรน้อยถูกพิษชนิดใด


    “เจ้ายังมีแรงเหลือไหม หากยังพอมีแรงก็เข้าไปหลบในสวนน้ำตกของข้าก่อน ข้าจะไปหายาถอนพิษมาช่วยเจ้า” หญิงสาวกล่าว


    มังกรน้อยได้ฟังแล้วนิ่งงัน สีหน้าราบเรียบเย็นชายากจะอ่าน จ้องมองจิ้งจอกสาวโดยไม่กล่าวสิ่งใด ทำให้คนถูกจ้องมองขมวดคิ้ว


    “สรุปว่าอย่างไร...ถ้าไม่ไหวข้าจะได้ใช้เวทย้ายร่างเจ้าเข้าไป” หญิงสาวเอ่ยถาม


    “ข้าไปเองได้” น้ำเสียงของมังกรน้อยเย่อหยิ่งอยู่บ้างขณะกล่าววาจา ก่อนที่มันจะเดินสี่เท้าขโยกขเยกตรงเข้าไปยังสวนน้ำตก


    จิ้งจอกสาวพุ่งตรงขึ้นไปบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ขอยาถอนพิษจากไท่ซ่างเหล่าจวิน เทพโอสถแห่งสวรรค์ เสียเวลาเกือบครึ่งค่อนวันกว่าจะได้ยามา เนื่องจากไท่ซ่างเหล่าจวินผู้นี้ขี้เหนียว หวงยามาก นางจึงต้องต่อรองแลกเปลี่ยนอยู่นาน


    ดีที่ว่าพิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงมาก ไม่ได้รับการรักษาเจ็ดวันก็ยังไม่ตาย เพียงแต่หากพบเจอศัตรูอาจตกอยู่ในอันตราย เนื่องจากผู้ถูกพิษ จะอ่อนเพลียมาก ธาตุไฟเข้าแทรกใช้พลังได้ไม่เต็มที่ บางทีคลุ้มคลั่งควบคุมพลังไม่ได้ ผลข้างเคียงคือทำให้มารมีกลิ่นอายมารเข้มข้นขึ้น ทำให้ผู้ที่ไม่ใช่มาร มีกลิ่นอายมาร เนื่องจากพิษชนิดนี้มาจากเผ่ามารดูดซับกลิ่นอายมารมาอย่างล้ำลึกนับหมื่นปี


    หญิงสาวกลับมาที่สวนของตัวเองอีกครั้ง มองหาเจ้ามังกรน้อย พบว่ามันนอนกลับอยู่ใต้ต้นไม้ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามังกรช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่สง่างามน่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็งดงามน่ามองเหลือเกิน หากเจ้ามังกรตนนี้แปลงร่างเป็นคนจะน่ามองเพียงใดกัน...


    หญิงสาวรีบสะบัดหัวไล่ความคิดเหลวไหลนี้ออกไป น่าแปลกที่เจอเจ้ามังกรน้อยนี้แทบทุกวัน นอกจากความรู้สึกสงสารเห็นใจแล้ว เหตุใดกลับเพิ่งมารู้สึกว่ามันสง่างามน่าเกรงขาม และงดงามถึงเพียงนี้... หรืออาจจะเป็นเพราะเกล็ดมังกรของมันที่สีสว่างขึ้น เป็นเพราะท่าทางเย็นชาเย่อหยิ่งของมันทำให้มันโดดเด่นสง่างามขึ้นมา...


    พอคิดว่าสมควรจะเลิกคิดเกี่ยวกับเจ้ามังกร ภาพตอนที่มันเย่อหยิ่งเย็นชา และยืนหยัดต่อสู้กับมารทั้งสิบตนด้วยความกล้าหาญไม่กลัวตาย ก็พลันวูบเข้ามาในหัว หญิงสาวยืนมองมันขณะนึกชื่นชม


    ‘อายุเพียงเท่านี้ก็ไม่กลัวตายแล้ว ในภายภาคหน้าเจ้าจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่านี้ กล้าหาญสง่างามอย่างแน่นอน’ หญิงสาวนึกชื่นชมเจ้ามังกรน้อย โดยไม่รู้ว่าความชื่นชมนี้จะฝังอยู่ในใจของนางไปตลอดชีวิต และเป็นความประทับใจต่อมังกรน้อยอย่างล้ำลึก


    หญิงสาวช่วยถอนพิษให้มังกรน้อย ขณะพบว่ากลิ่นอายมารของมันเจือจางลงเรื่อยๆ จนแทบสัมผัสไม่ได้ ข้อนี้ทำให้นางประหลาดใจ แต่คิดไปว่าคงเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาถอนพิษ ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจสังเกตเรื่องกลิ่นอายมาร ของเจ้ามังกร


    หญิงสาวเปลี่ยนใจจากแวะมาดูมันทุกวัน เป็นคอยเฝ้าดูแลมันอยู่ข้างกาย นั่งมองมันหลับใหล ชื่นชมในเกล็ดมังกรอันงดงามของมัน ทุกวันมังกรน้อยจะตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่มันตื่นมา ตนจะคอยหาน้ำหาอาหารมาให้มัน


    แต่มังกรน้อยยังคงมองมาด้วยสายตาที่เย็นชา ยากจะอ่านความรู้สึก ซ้ำยังพูดน้อยมาก น้อยเสียจนส่วนมากแล้วเป็นนางที่พูดอยู่คนเดียว แต่น่าแปลกที่อยู่กับมังกรน้อยแล้วคล้ายรู้สึกดี ถึงมันจะไม่ค่อยพูด แต่เมื่อเข้าประเด็นสำคัญมันจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างยอดเยี่ยมและชาญฉลาดมาก จนนางอดชื่นชมมันไม่ได้ กว่าเจ้ามังกรน้อยจะหายดีก็ใช้เวลาเกือบสองเดือนเป็นเวลาสองเท่าของคราวที่แล้ว เป็นเพราะครั้งนี้ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังถูกยาพิษอีกร่างกายจึงฟื้นฟูช้ามาก


    เจ้ามังกรน้อยที่เคยเย็นชา แสดงท่าทีปิดกั้นตน ไม่ต้องการให้จิ้งจอกสาวเข้าใกล้มากนัก เริ่มเผยด้านที่อบอุ่นอ่อนโยนออกมาบ้างเป็นบางครั้ง


    จิ้งจอกสาวพบว่าตนชอบที่มันอบอุ่นอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็กระด้างเย็นชาเป็นบางครั้ง รู้สึกว่ามันช่างเป็นมังกรน้อยที่น่าสนใจมาก ตนไม่เคยพบเผ่าพันธุ์มังกรที่นิสัยแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน ทั้งเย่อหยิ่งเย็นชา ทั้งอบอุ่นอ่อนโยน....


    แต่แล้ววันเวลาที่สงบสุขก็จบลง โลกมนุษย์ปั่นป่วนครั้งใหญ่ด้วยภัยพิบัติธรรมชาติ เทพเซียนทั้งหลายจึงถูกเรียกตัวไปสวรรค์ ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องจากเจ้ามังกรไปด้วยความเสียดาย ที่ไม่อาจอยู่รอจนมันหายสนิทได้


    “ข้าคงต้องไปแล้ว ภัยพิบัติครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กว่าจะกลับมาเจ้าคงหายดีแล้ว” หญิงสาวกล่าวขณะรู้สึกเศร้าลึกๆ ที่ต้องจากมันไป คล้ายกับว่าเกิดความรู้สึกผูกพันธ์กับมันขึ้นมา เป็นความเคยชินที่ต้องคอยดูแลเจ้ามังกรน้อย และนั่งมองเกล็ดมังกรที่งดงามของมัน เฝ้าคิดว่ามันจะน่ามองเพียงใดหากได้คืนสู่ร่างมนุษย์ มังกรอายุร้อยกว่าปีก็มีร่างเป็นเด็กหนุ่มแล้ว “เจ้ารีบกลับเผ่ามารไปเถอะ ป่านนี้เผ่ามารคงวุ่นวายไปหมดแล้วที่องค์ชายรองเผ่ามารหายไป ออกจากสวนข้าไปก็ระวังด้วย ระหว่างทางอย่าให้พวกมารที่ตามสังหารเจ้าหาเจ้าพบ รวมทั้งพวกเทพที่คิดแต่จะสังหารเผ่ามารเช่นเจ้าด้วย”


    มังกรน้อยที่ตอนนี้ตัวใหญ่กว่าแม่วัวขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจกับคำพูดของหญิงสาว ขณะอ้าปากปฏิเสธ “ข้าไม่ใช่...” แต่ยังพูดไม่ทันจบหญิงสาวกลับยกมือห้ามมันพูดต่อ


    แต่หญิงสาวกลับยกมือห้ามปรามมันพูด “เอาเถอะ ข้ารู้เจ้าไม่ใช่คนอ่อนแอ เจ้าดูแลตัวเองได้ ข้าก็แค่เตือนให้เจ้าระวังเท่านั้น” หญิงสาวกล่าวตัดบท “ข้าต้องไปแล้ว คิดว่าพวกเราชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก เพราะเจ้าคือองค์ชายรองแห่งเผ่ามาร ส่วนข้าคือเทพชั้นสูงแห่งเผ่าเทพอสูรจิ้งจอก” หญิงสาวกล่าวขณะน้ำเสียงแฝงความเศร้าเอาไว้ ก่อนจะรีบเหยียบเมฆพุ่งขึ้นสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้าอย่างรวดเร็ว


    ไม่กล้ารั้งรออยู่นาน ไม่อยากได้ยินเจ้ามังกรน้อยกล่าวสิ่งใด ด้วยกลัวว่าตนเองกำลังจะหวั่นไหวเพราะเด็กน้อยอายุไม่กี่ร้อยปี ซ้ำยังเป็นเด็กน้อยที่เป็นลูกครึ่งเผ่ามาร....


    ไป๋หลงยืนมองภาพมายาในอดีตของตน ด้วยความเข้าใจอย่างหนึ่ง “ที่แท้แล้วข้าในตอนนั้นก็คงหลงรักมังกรน้อยเข้าให้แล้ว...” ไป๋หลงขมวดคิ้วนึกสงสัย “แล้วข้ากับเยี่ยนเฟยแต่งงานกันได้อย่างไร” แต่ภาพมายาตรงหน้ากลับไร้คำตอบ ทุกสิ่งดับวูบกลายเป็นความมืดมิด


    ไป๋หลงสะดุ้งตื่น... พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงในตำหนักของเฟยหานตง ก่อนจะตกใจจนผงะ เมื่อพบว่าข้างเตียง มีคนนั่งอยู่


    “ข้าเอง...” น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ไป๋หลงถอนหายใจ


    “เฟยหานตงเจ้ามาทำอะไรในห้องข้า ข้าตกใจแทบแย่ ดีที่ข้าไม่มือไวลงมือทำร้ายเจ้า” ไป๋หลงตำหนิคนตรงหน้า ขณะมองเห็นในความมืดได้รางๆ ถึงใบหน้าที่งดงามหล่อเหลาของเขา


    “ข้าเห็นเจ้าสะดุ้งตื่น ฝันร้ายหรือ” เฟยหานตงกล่าวขณะกุมมือของไป๋หลง ลูบหลังมือเป็นการปลอบโยนนางด้วยท่าทางอ่อนโยน


    ไป๋หลงได้ยินแล้วชะงัก... หากตอบว่าฝันเห็นว่าตนในอดีตชาติเคยรู้สึกดีกับผู้ชายอีกคนมากแค่ไหน เกรงว่าคงถูกเฟยหานตงชักสีหน้าใส่แน่นอน...

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน