สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 80 ทักษะเทพเจ้า 'อัญเชิญ'

            ในวันเดียวกันหลังจากที่ซุนเฟยออกมาจากโลก Diablo ก็พบว่าแองเจล่าและเจ็มม่าถูกองค์หญิงแห่งราชอาณาจักรเซนิทเรียกไปสนทนาด้วยคิดดูแล้วองค์หญิงผู้นี้ก็น่าสนใจนางไม่เคยปรากฏตัวเลยตั้งแต่ที่มาถึงเมืองแซมบอร์ดแม้แต่ตอนที่ซุนเฟยสังหารอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทท่ามกลางสาธารณชนรวมทั้งรองหัวหน้าอัศวินของคณะทูต ก็ไม่เห็นออกมาพูดอะไรสักคำ หลังจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆในฐานะที่เป็นผู้นำคณะทูต นางไม่มีท่าทีต้องการให้ซุนเฟยเข้าพบและไม่มาให้ซุนเฟยพบนางทำราวกับมาเที่ยวเมืองแซมบอร์ด และไม่พูดถึงเรื่องราชโองการแต่งตั้งอีกครึ่งเดือนข้างหน้าทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับแองเจล่าว่าที่ราชินีในอนาคตอีก และมักจะส่งคนมาหาแองเจล่าเพื่อเชิญนางไปสนทนากับตัวเอง

            ซุนเฟยหลับตาลง เขาไม่กลัวว่าองค์หญิงจะเป็นภัยอะไรต่อแองเจล่า อย่างน้อยองค์หญิงราชอาณาจักรเซนิททำให้ซุนเฟยรู้สึกว่ายังอยู่ในระยะปลอดภัย

            สำหรับซุนเฟยแล้ว เขายุ่งมาก

            ยุ่งมากๆ

            ปัจจุบันซุนเฟยมีเป้าหมายหลักอยู่สองประการ หนึ่งคือพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง สองคือพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดอย่างแรกเขาได้พึ่งพาความสามารถอัพเลเวลของโลก Diablo อย่างที่สองเขาพึ่งพา 'น้ำยาฮัลค์' ชั่วคราว

            แต่ที่ทำให้ซุนเฟยผิดหวังก็คือ อัตราการเกิด 'น้ำยาฮัลค์' มันต่ำมาก คงไม่ถึงสามสี่เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ และน้ำยานี้มีเพียงคนที่มีพื้นฐานความแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะทำให้ผลกระทบของยาออกฤทธิ์เพิ่มพลังให้แก่ผู้ดื่มในชั่วพริบตา เหมือนบรู๊คและแช็คที่เป็นนักรบระดับดาว เมื่อพวกเขาใช้ 'น้ำยาฮัลค์' ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือทหารรับจ้างร่างผอมที่ตายในเรือนจำก่อนหน้านี้ที่สามารถเพิ่มพลังขึ้นมาได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นตาเฒ่าหน้าหล่ออย่างเบสท์ คนที่แทบจะไม่มีพื้นฐานการพลังใดๆ มาดื่มน้ำยาคาดว่าไม่กี่สิบวินาทีร่างกายคงระเบิดออกมาคนธรรมดาไม่อาจอดกลั้นรับความเจ็บปวดเจียนตายนี้ได้

            ก่อนหน้าที่ซุนเฟยจะเข้าไปในโลก Diablo และพบเรื่องที่ไม่คาดคิดแท่นบูชาสีดำในพื้นที่ลึกลับในแต็นท์ของอาคาร่าและ ‘พันธสัญญาของบรรพบุรุษ’ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับเกมคอมพิวเตอร์ในโลกเก่าของซุนเฟยเลยทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างคลาดเคลื่อนไปจากความทรงจำของโลกเก่านี่ทำให้ซุนเฟยสงสัยว่าในโลก Diablo ที่ตัวเองสังหารมอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลตกลงมันเป็นแค่เกมหรือไม่ หรือบางทีอาจจะเป็นเพียงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในเกมเท่านั้น...

            ตลอดทั้งวันในวันเดียวกัน ซุนเฟยก็กำลังพิจารณาถึงทักษะพระเจ้าสามประการที่ได้รับมาในแท่นบูชาสีดำ 'เรียนรู้' 'ให้' และ 'อัญเชิญ'

            ทักษะพระเจ้าทั้งสามประการที่ได้รับมาจากแท่นหินบูชาสีดำในโลกDiablo ซุนเฟยไม่เข้าใจวิธีใช้ทักษะพระเจ้าสามประการนั่นสักนิด ความจริงแล้วหลังแท่นบูชาถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวลึกลับจากฟากฟ้าแถบสีขาวนอกจากชำระล้างร่างกายซุนเฟยแล้วยังเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายให้อีกด้วยซุนเฟยถือว่าได้รับกำไรอย่างอื่นติดมาด้วยเสียงลึกลับทรงอำนาจบอกซุนเฟยเพียงแค่ว่า รูปแบบการใช้และผลของทักษะพระเจ้าสามประการซุนเฟยจำเป็นต้องค่อยๆ ค้นหาเอาเองในอนาคต ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและโชคของซุนเฟย บางทีเขาอาจหาวิธีควบคุมและใช้งานมันได้เร็ววันหรือบางทีตลอดชีวิตของซุนเฟยอาจไม่สามารถหาวิธีควบคุมทักษะพระเจ้าทั้งสามประการนี้ได้

            มารดามันเถอะ เป็นคำพูดที่โคตรจะไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี

            ตลอดทั้งคืนซุนเฟยเหมือนไม่ได้รับอะไรเลยแม้ตอนแรกเขาจะเริ่มสงสัยว่า ทักษะพระเจ้าทั้งสามประการเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมาของเหล่าบรรพบุรุษในสมัยโบราณของค่ายโร้ก ที่ทิ้งไว้เพื่อกระตุ้นลูกหลานในอนาคตหรือเปล่า แต่เมื่อรุ่งเช้าของวันที่สองเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ซุนเฟยบังเอิญเรียกใช้ทักษะ 'อัญเชิญ' ทักษะพระเจ้าสามประการ เขาเปิดประตูมิติอัญเชิญทหารรับจ้างสาวนักธนูน้ำแข็งมือฉมังอย่างเอเลน่าออกมาจากโลก Diablo

            ตอนนั้นเขามีความสุขมาก

            แต่ในขณะเดียวกันซุนเฟยก็ตกตะลึง

            ไม่ใช่เพราะเขาเรียกใช้ทักษะพระเจ้าอย่าง 'อัญเชิญ' แต่เป็นเพราะว่า...เนื่องจากท้องฟ้าแจ่มใสคาดว่าผู้คนในโลก Diablo จะยังไม่ตื่นกันดังนั้นตอนที่เอเลน่าปรากฏออกมาจากประตูมิติตรงหน้าเขา นางจึงยังคงสวมเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นนั่นทำให้ซุนเฟยได้มองเห็นทัศนียภาพที่งดงามของโลกที่ช่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งดีเยี่ยมจนพาลจะหน้ามืดใบหน้าสวยๆ ที่ยังคงงัวเงียกับผมสีแดงที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยทำเอาซุนเฟยตัวแข็งเป็นหิน เลือดกำเดาแทบพุ่ง

            เห็นได้ชัดว่าเอเลน่าจะยังไม่ตื่นเต็มตา ใบหน้าจึงสะลึมสะลือหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีในที่สุดนักธนูสาวสวยคนนี้ก็เริ่มได้สติแจ่มชัดมากพอที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ตอนนั้นนางอุทานตกใจ สองมือยกขึ้นกันภูเขายักษ์ที่ตั้งตระหง่าน ปกปิด‘ภูเขาหิมะ’ สองลูกจากสายตาซุนเฟย จากนั้นก็ฉวยโอกาสที่ประตูมิติในห้องโถงยังไม่ทันปิดวิ่งกลับไปทันที

            หลังจากที่ถูก ‘ทัศนียภาพที่สวยงาม’ ทำเอานิ่งค้างไปชั่วครู่ซุนเฟยเริ่มระลึกถึงคำพูดและการกระทำของตัวเองก่อนหน้านั้นที่เปิดใช้ทักษะพระเจ้า 'อัญเชิญ' เขาคลำหาแตง1ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เมื่อสิบวินาทีก่อน เขาก็แค่พูดออกมาลอยๆ ประโยคหนึ่งว่า “ถ้าเอเลน่ามาอยู่ข้างๆ ตอนนี้บางทีนางอาจแนะนำอะไรข้าได้บ้าง...” ทันใดนั้นปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นทันตาเสียงวิ้งๆ ดังขึ้น ประตูมิติวงรีสีฟ้าครามที่ดูเหมือนประตูมิติ 'ม้วนคัมภีร์กลับเมือง' ปรากฏออกมากลางอากาศหลังจากนั้นเอเลน่าในชุดเกือบเปลือยก็เดินออกมาจากประตูมิติ

            ซุนเฟยคิดว่านั่นคงเป็นกุญแจสำคัญคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา อยากจะทดลองดูอีกหลายๆ ครั้ง

            เป็นไปตามที่คิดยี่สิบวินาทีต่อมาในที่สุดเขาก็สามารถเปิดประตูมิติได้สำเร็จอีกครั้ง และอัญเชิญเอเลน่าออกมาจากโลก Diabloแต่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่ครั้งนี้เอเลน่าเตรียมตัวมาดี นางสวมเกราะอ่อนทั้งร่างกายอย่างแน่นหนาเดินทะลุมิติมาอยู่ตรงหน้าซุนเฟย

            การที่อัญเชิญเอเลน่าได้สำเร็จทำให้ซุนเฟยดีใจมาก

            ต่อมาเขาลองอัญเชิญทุกคนใน 'ค่ายโร้ก' ไม่ว่าจะเป็นยัยป้าอาคาร่าผู้นำทหารรับจ้าคาเชีย ช่างตีเหล็กชาร์ซี และคนอื่นๆ...แต่ผลที่ออกมาคือนอกจากเอเลน่าแล้ว ไม่สามารถอัญเชิญคนอื่นๆ ใน 'ค่ายโร้ก' ออกมาที่โลกแห่งความจริงได้และซุนเฟยเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

            ตลอดทั้งวัน ซุยเฟยทดลองซ้ำไปซ้ำมา ได้ข้อสรุปสุดท้ายคือ เพราะมีเหตุผลลึกลับบางอย่าง ดูเหมือนว่าทักษะพระเจ้า ทักษะ 'อัญเชิญ' ในปัจจุบันของเขาสามารถอัญเชิญเอเลน่าออกมาได้แค่คนเดียว โดยที่รูปแบบและขั้นตอนการเรียกง่ายมาก เพียงซุนเฟยคิดก็สามารถเปิดใช้ประตูมิติสีฟ้าครามแล้วอัญเขิญเอเลน่าจากโลก Diablo มาสู่โลกแห่งความจริงได้

            แน่นอนว่ายังมีข้อจำกัดที่เหมาะสม

            ข้อแรกจำเป็นต้องอยู่ใน 'โหมดคนเถื่อน' ถึงจะสามารถใช้ทักษะอัญเชิญได้ กระบวนการอัญเชิญจะต้องเสียมานาเยอะพอสมควร พลังมานาของคนเถื่อนซุนเฟยเลเวล 16 สามารถอัญเชิญออกมาได้เพียงสามครั้ง หลังจากอัญเชิญครบสามครั้งแล้วอยากจะอัญเชิญครั้งที่สี่ต่อ จะต้องดื่ม 'น้ำยาฟื้นฟูมานา' เพื่อฟื้นฟูค่ามานา

            พฤติกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เปิดใช้งานทักษะ 'อัญเชิญ' ของทักษะพระเจ้าสามประการได้ส่วนหนึ่ง สุดท้ายม่านบางๆที่ครอบคลุมไว้ก็ถูกซุนเฟยฉีกออกและเผยเบาะแสเล็กๆ ออกมา ซุนเฟยคาดเดาว่าในเมื่อทักษะนี้ได้ถูกโลก Diablo ขนานนามว่าเป็นทักษะพระเจ้า มันก็ไม่ควรอัญเชิญได้แค่เอเลน่าคนเดียว ว่ากันตามทฤษฎีแล้วเขาน่าจะสามารถอัญเชิญแม่ชีอาคาร่า คาเชีย และคนอื่นๆ ใน 'ค่ายโร้ก' ได้เช่นกัน แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ปัจจุบันนี้เขายังไม่สามารถทำได้

            และนอกจาก 'อัญเชิญ' แล้ว ทักษะพระเจ้าอีกสองอันอย่าง 'เรียนรู้' และ 'ให้' ที่ได้มาจากแท่นบูชาแม้ว่าซุนเฟยจะพยายามครุ่นคิดมาตลอดสิบวัน แต่ก็ยังไม่ได้รับเบาะแสใดๆ เลย ไม่มีแม้แต่เงื่อนงำ

            แต่ซุนเฟยก็ไม่ได้รีบร้อน

            เพราะแค่อัญเชิญเอเลน่าออกมาโลกจริงได้สำหรับซุนเฟยแล้วเรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ไม่คาดคิด

            การที่เอเลน่านักธนูเวทเลเวล 14 ปรากฏออกมาในโลกแห่งความจริง พลังของนางเทียบเท่ากับนักรบสามดาวระดับเริ่มต้น การซ้อบรบของราชอาณาจักรในอีกครึ่งปีหลัง การแข่งขันการต่อสู้เดี่ยวหกรอบแรกจะต้องมีเอเลน่าอยู่ด้วย แทบเรียกได้ว่าได้จองชัยชนะไปแล้วความจริงยังมีเวลาอีกหกเดือนและในช่วงเวลาครึ่งปี พลังของเอเลน่าก็เพิ่มมามากขึ้นจากการไปล่ามอนสเตอร์กับซุนเฟย

            ในช่วงระยะเวลาสิบวัน ซุนเฟยจะใช้ทักษะ 'อัญเชิญ' เรียกเอเลน่ามาที่เมืองแซมบอร์ดทุกวันแม้ว่าการอัญเชิญจะมีเวลาจำกัด นั่นคือสี่ชั่วโมงต่อวัน แต่ก็ไม่อาจขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นและการหลอมรวมเข้ากับโลกแห่งความจริงของทหารรับจ้างสาวที่ทำตัวเหมือนนักเดินทางที่อยู่ในทะเลทรายและกระหายน้ำอย่างมาก เมื่อหาโอเอซิสพบก็พุ่งออกไปดื่มน้ำอย่างบ้าคลั่งในความคิดของเอเลน่า เมืองแซมบอร์ดเป็นเหมือนภาพวาดที่สวยงามและเงียบสงบเห็นได้ชัดว่าที่นี่แทบไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ที่สวยงามตามที่บรรพบุรุษโร้กเคยกล่าวถึงเมื่อนางมายืนอยู่ในห้องโถงของซุนเฟย สิ่งแรกที่ทำคือมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วตกหลุมรักเมืองแซมบอร์ด

            “ที่นี่คือสวรรค์ในโลกมนุษย์ที่สวยงาม...นายท่านซุนเฟย หากจำเป็นข้ายินดีที่จะร่วมรบสู้ตายเพื่อเมืองนี้เหมือนที่ข้าทำเพื่อ 'ค่ายโรเจอร์'” เอเลน่ามองดูแสงอาทิตย์ที่กำลังทอแสงทาบทับเมืองแซมบอร์ดใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยขณะที่พูดกับซุนเฟย

            ซุนเฟยพยักหน้าน้อยๆ

            เพราะว่าเขาก็คิดเหมือนเอเลน่าเขาได้หลงใหลเมืองที่สวยงามและเงียบสงบนี้เช่นกัน

            ในเวลาต่อมาเอเลน่าก็หลอมรวมเข้าเมืองแซมบอร์ดนี้ได้อย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ

            ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือเอเลน่าไม่เคยแสดงตัวตนให้ทุกคนในเมืองแซมบอร์ดเห็นนอกจากซุนเฟยเกรงว่าคนแรกที่นางพบคงจะเป็นสาวน้อยแองเจล่าที่งามบริสุทธิ์ดุจคริสตัลและยังรู้ด้วยว่าสาวน้อยคนนี้เป็นคู่หมั้นซุนเฟย ตอนนั้นเอเลน่าก็อดไม่ได้ที่จะห่อเหี่ยวขึ้นทันที แต่นางก็ไม่ได้แสดงตัว...จนสามสิบนาทีผ่านไป ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าในเมืองมีนักธนูเวทมนตร์สาวที่แข็งแกร่งและมีพลังเทียบเท่านักรบสามดาวระดับเริ่มต้นอยู่ในเมืองด้วย

            เมื่อครู่ในห้องโถงพัศดีโอเลเกร์เป็นคนแรกที่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเอเลน่าในเมืองแซมบอร์ดแม้กระทั่งจะกล่าวได้ว่าเป็นชาวอาเซรอทคนแรกที่ได้พบกับเอเลน่าก็ได้

            “แม้จะบอกว่าเจ้าภูติตูดม้าตนนี้มันรักตัวกลัวตายแต่โชคดีที่มันมีกึ๋นกว่าคนธรรมดาทั่วไป...”เมื่อซุนเฟยนึกถึงพัศดีโอเลเกร์ขึ้นมาพวกราชวงศ์ในสมัยโบราณทั้งๆที่รู้มานานแล้วว่าขุนนางทุจริตแต่ก็ยังเก็บไว้ใช้งานซึ่งแต่ก่อนในใจของเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ตอนนี้ซุนเฟยเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลแล้วว่าขุนนางทุจริตบางคนก็เป็นพวกขุนนางทุจริตที่ใช้ได้...ไม่รู้ทำไมดูเหมือนว่าโอเลเกร์จะเป็น ‘ขุนนางทุจริตที่ใช้ได้’ และรูปแบบในการใช้งานก็อาจจะแตกต่างกันไปเทียบแล้วในด้านการทำงานบางอย่างโอเลเกร์ดีกว่าบรู๊คมาก

            ซุนเฟยอยู่ในห้องโถงสักพักทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องการสนับสนุนด้านอาหารให้แก่ 'ค่ายโร้ก' ที่เอเลน่ากล่าวถึงดังนั้นจึงสั่งให้ทหารไปหาเมล็ดข้าวสาลีฤดูหนาวมาเมื่อได้มาแล้วก็เก็บเข้าเข็มขัดมิติคนเถื่อน จากนั้นก็คำนวณเวลาการกลับมาของโอเลเกร์และเอเลน่าหลังจากที่ไปสำรวจเขาวงกตใต้ดินที่อยู่ด้านหลังภูเขาเมืองแซมบอร์ดแล้วให้ทหารถอยกลับไปจากนั้นก็ใช้พลังมานาส่วนนึ่งเปิดประตูมิติในห้องโถงก่อนจะเดินเข้าไป...

            เมื่อร่างของซุนเฟยหายลับเข้าไปในแสงสีฟ้าครามประตูมิติทั้งหมดก็สลายหายไปทันที ไม่หลงเหลือแม้แต่คลื่นพลังเวทย์ใดๆ ในห้องโถงเหมือนกับฟองสบู่ที่จู่ๆ ก็แตกแล้วหายไปไร้ร่องรอย

            วินาทีต่อมา ซุนเฟยก็เดินข้ามประตูมิติมาที่ 'ค่ายโรเจอร์'

            นี่เป็น ‘ผลพลอยได้’ ที่ซุนเฟยได้รับหลังจากที่ใช้ทักษะ 'อัญเชิญ' ที่เป็นหนึ่งในสามทักษะเทพ ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเขาอยากเข้าไปในโลก Diablo เมื่อไรก็ไม่จำเป็นต้องติดต่อกับเสียงลึกลับเย็นชาในหัวนั่นแค่เสียมานาสักหน่อยก็สามารถเปิดประตูมิติขึ้นมาได้แล้ว จากนั้นก็เดินทะลุผ่านประตูมิติไปตรงๆไม่เหมือนก่อนที่หากจะเข้าสู่โลก Diablo เขาจะต้องรวบรวมสมาธิและจิตใจในระหว่างที่หลับเพื่อเข้าสู่โลกDiablo ไปสังหารเล่ามอนสเตอร์ ตอนนี้เขาสามารถเข้าสู่โลก Diabloได้ด้วยร่างกายของเขาเอง

            สิ่งแรกที่ทำเมื่อเข้าสู่โลก Diablo ซุนเฟยไม่ได้รีบร้อนไปหาอาคาร่าหรือคาเชีย เขาเปิดเข็มขัดมิติแล้วสำรวจด้านใน ในใจของซุนเฟยก็พลันรู้สึกดีใจเพราะเขาพบว่าถุงเมล็ดข้าวสาลีฤดูหนาวที่ตัวเองใส่ไว้ในเข็มขัดมิติของคนเถื่อนไม่ได้สูญสลายหายไป

            ซึ่งหมายความว่า...

            “ข้าสามารถนำสิ่งของของโลกที่แท้จริงเข้ามาในโลก Diablo ได้”

            การค้นพบนี้ทำให้ซุนเฟยปลื้มปิติมาก

            เพราะนี่ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องถุงเมล็ดพันธุ์

            แต่นี่หมายความว่า...เขายังสามารถนำของสำคัญอย่างอื่นจากโลกแห่งความจริงเข้ามาโลกDiablo ได้

            -------------------------------------------------------------------------

            1 คลำหาแตง เป็นอุปมา ค้นหาตามเส้นสนกลในก็จะเจอเบาะแส

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน