8
-เพื่อนใหม่-
เ้านายคนนี้เป็คนที่แปลก
ใช้ชีวิตปลีกตัวอยู่นอกเมือง ในที่ที่เรียกว่า ‘ชนบท’
ธรรมชาติร่มรื่น รอบด้านโอบล้อมไปด้วยูเา มีผู้คนปะปราย ส่วนใหญ่จะเป็วัยกลางคนจนถึงวัยชรา และทุกคนล้วนมีความแปลกประหลาด เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าผมคือสมาชิกใหม่ของบ้าน ก็พากันเอาของกินเอาขนมมามอบให้ ไม่ใช่ในฐานะสัตว์เลี้ยง แต่เป็ ‘สมาชิกคนหนึ่ง’
เป็สิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะเป็แบบนั้นได้
่นั้นเป็ฤดูหนาว บางคนก็เอาผ้าพันคอมามอบให้ ตอนแรกทุกคนดูจะห่วงผมไปเสียหมดทั้งที่เป็แค่คนนอก มีหมอประจำหมู่บ้านคนนึงเดินทางมาหาบ่อยๆ ั้แ่ที่เ้านายของผมพาเขามารักษาอาการาเ็เมื่อตอนเข้ามาครั้งแรก อาจจะเพราะที่นี่เป็หมู่บ้านเล็กๆ ทุกคนเลยดูสนิทสนมและคุ้นเคยกัน ไม่นานผมก็จำชื่อพวกเขาได้ และหลายครั้งที่ลืมว่าเ้านายของผมคือคนไหนกันแน่
พวกเขาทุกคนบอกว่าถ้าผมเป็มนุษย์ คงถูกผู้หญิงจีบไปไหนต่อไหนแล้ว คำชมมากมายถูกมอบให้ ไม่ว่าจะเป็เื่อะไร ต่อให้ทำพลาดก็ถูกตำหนินิดหน่อยแล้วมอบคำตอบที่ถูกต้องให้กลับมา
ตอนนั้นผมคิดแค่การที่ตัวเองเกิดมามันก็ผิดอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับมองว่าตัวตนของผมเป็สิ่งสวยงาม...แปลกจริงๆ พวกเขาล้วนพิลึก เหมือนกับเ้านายคนที่พาผมเข้ามาที่นี่
งานแต่ละวันของผมเป็แค่การทำงานนิดๆหน่อยๆ แต่ต้องพบปะผู้คนมากกว่าทุกครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็การดูแลสวนของคนในหมู่บ้าน เพราะแทบไม่มีคนหนุ่มอยู่เลย ลูกหลานของพวกเขาหันไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงกันหมด
บางทีก็มีคนนอกที่เข้ามาในหมู่บ้านและแสดงท่าทีรังเกียจปะปนระแวงใส่เมื่อเห็นผมที่ใส่ชุดเหมือนกันกับพวกเขา นั่นเป็เื่ที่ผมนึกขึ้นได้ว่าตัวเองผิดปกติไปแล้ว ถึงสุดท้ายพวกนั้นจะถูกไล่กลับไปก็ตาม
เ้านายของผมเป็คนพิลึก
เขามีบ้านหลังเล็กๆ เป็บ้านเดี่ยวชั้นเดียว ทำจากไม้เก่าๆแต่แข็งแรง ผิดกับเ้านายทุกคนก่อนหน้า ทว่ากลับมีเงินซื้อตัวผมมา
จำนวนนั้นเป็เงินไม่ใช่น้อยๆเลย แต่เขากลับไม่ลังเล
เขาเป็คนหนุ่ม ติดจะตัวบางหน่อยๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาชวนให้น่าเข้าใกล้ ดูไม่เหมือนคนที่มีเงินมากมาย เขาเป็แค่พ่อครัวประจำร้านอาหารในเมือง ที่มีงานอดิเรกเป็คนปลูกผักสวนครัวเท่านั้น
เมื่อถาม เขาก็ตอบแค่ว่า “ฉันแค่ถูกใจนายเท่านั้น แต่เป็ไปได้ก็อยากเอามาหมดทุกคน ถึงตอนนี้จะช่วยออกไปได้ไม่เยอะก็เถอะ” สีหน้าของเขาดูเศร้าหมอง
“ทำไมล่ะ” ผมถามเขากลับ
“เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับอิสระไม่ใช่เหรอ”
อิสระ? คืออะไรเหรอ?
แต่ผมชอบมันนะ
โครก...
เสียงท้องร้องตอนกลางคืนกระตุ้นให้ผมลอบเปิดประตูออกไปจากห้องอย่างไม่รอช้า
ในตึกคนใช้ไม่มีห้องครัว จะมีก็แต่ในตัวคฤหาสน์เท่านั้น อันที่จริงมีคนคอยเฝ้าทางออกแทบทุกทาง แต่ผมก็อาศัยจังหวะทีเผลอในการลอบเข้าไปโดยง่ายพื่อสำรวจตามประสาสัตว์เลี้ยงที่้าตรวจดูพื้นที่อยู่ใหม่ของตัวเอง
ผมหลบอยู่หลังกำแพงมุมหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงแสงไฟฉายที่ส่องเข้ามาประกอบกับเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของคนเดินตรวจตรา เมื่อเสียงพวกนั้นเงียบลงผมก็อาศัยฝีเท้าที่รวดเร็วย่องเข้าไปเปิดประตูห้องครัวแล้วจัดการปิดมันอย่างเงียบเชียบที่สุด
“เฮ้ย เ้าหมาโง่!” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น สอดส่ายสายตาไปทั่วห้องที่มืดสนิท มีเพียงอุปกรณ์ในการทำอาหารวางเรียงรายอยู่เท่านั้น
“ทางนี้โว้ย ข้าอยู่นี่”
สายตาของผมไปปะทะกับก้อนขนบางอย่างที่อยู่บนชั้นวางของด้านในของห้อง
‘เอลลี่?’
“เรียกคุณสิวะ” แมวขนยาวแยกเขี้ยวใส่อีกครั้ง สีหน้าบูดบึ้ง
‘ขึ้นไปทำอะไรบนนั้นน่ะ’
เอลลี่ไม่ตอบคำถามนั้น “หุบปาก เปิดประตูนี่ให้ข้าที งวดหน้าเ้าพวกมนุษย์อวดดีเกินไปแล้ว ชิชะ” อุ้งมือหนาพยายามยืดตัวขึ้นไปเปิดชั้นวางของที่อยู่้าอีกทีอย่างยากลำบาก เสียงบ่นงึมงำทำให้ผมพอเดาออกว่า้าอะไร
‘เขาห้ามเปิดโดยพละการนะ’ พูดไปแล้วผมก็เข้ามาเพราะจะเอาของกินเหมือนกัน
“ถ้าไม่ช่วยก็หุบปาก ข้าจะพยายามด้วยตัวเอง” เอลลี่พยายามยืดตัวสุดชีวิต ทว่าเพราะร่างกายที่อ้วนท้วมไปหน่อยทำให้เผลอร่วงลงมาจากที่ยืนอยู่จนผมต้องรีบเข้าไปรับ
“ให้ตายสิ พวกมนุษย์ต้องวางแผนให้ข้าเคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัดแน่ๆ” เอลลี่พูดเสียงหงุดหงิด
‘ให้ผมช่วยนะ’ ผมวางเอลลี่ลง ก่อนเอื้อมมือขึ้นไปเปิดชั้นแล้วหยิบขนมออกมาเทลงจานให้เอลลี่ ตามด้วยการเดินไปเปิดตู้เย็นที่ออกแบบมาให้ใช้มือของมนุษย์เปิดได้เท่านั้นเพื่อหยิบนมออกมาอีกหนึ่งกล่องสำหรับตัวเอง
“เออ ขอบใจ” หลังจัดการอาหารตรงหน้าแล้วเลียขนตัวเองเสร็จสรรพแล้ว เอลลี่จึงพูดออกมาด้วยท่าทางหยิ่งทระนง “เพื่อเป็การตอบแทนข้าจะยอมให้เ้าอยู่บ้านนี้ แลกกับต้องเอาขนมในตู้นั่นมาให้ข้า”
‘ขอบคุณ’
อันที่จริงอาจจะเป็เื่ดีก็ได้ เพราะยังไงเอลลี่ก็เป็สัตว์เลี้ยงเหมือนกัน เพียงแค่เอลลี่คือสายพันธ์แท้ หากอีกฝ่ายไม่ได้รังเกียจอะไรก็นับว่าไม่เลวเลย
“เหอะ ดีใจไว้ด้วย ปกติข้าไม่สุงสิงกับใครหรอกนะ ยิ่งเ้าพวกในคอกม้าสกปรก” เอลลี่ะโขึ้นมานั่งบนตักของผมแล้วสั่งให้ลูบหัว
‘มีสัตว์อื่นด้วยเหรอครับ?’
“เยอะ พวกม้า กระรอกกระต่าย นกแก้วน่ารำคาญ ข้าล่ะเบื่อเ้าพวกนั้นเสียจริง”
‘อย่างนั้นเหรอครับ’
“อะไร ทำหน้าเหมือนไม่เคยเห็น” เอลลี่เหลือบมองผมอย่างเซ็งๆ
‘เกวนบอกให้ผมอยูแต่ในบ้าน’
“หมายความว่าเ้าเกวนไม่ให้แกออกมาข้างนอกเลยเรอะ?”
ผมพยักหน้า เอลลี่ทำหน้าเบื่อหน่ายใส่
“เชอะ แกนี่น่าเบื่อจริงๆ ไม่เป็ไร ในฐานะเ้าบ้านข้าจะคอยรับฟังเสียงบ่นของเ้าเองถ้า้า แกมาจากไหนล่ะ ทำไมเกวนที่เกลียดพวกสัตว์ทดลองมากถึงยอมเอาแกเข้าบ้าน ตอบซิ”
คำถามที่ผมนึกตอบอะไรไม่ถูกเลย
แต่เอาเถอะ...ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
‘ผมน่ะ...’
การเล่าเื่อดีตของตนใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่...คงเพราะผมมองว่าเป็เื่ปกติล่ะมั้ง ทว่าเอลลี่กลับทำหน้าแปลกๆใส่ แถมมีบาง่น้ำตาซึมออกมา (แต่ก็รีบปัดออกอย่างไว)
เป็ครั้งแรกที่ผมเล่าอดีตให้ใครสักคนฟัง ก็นับว่าไม่เลวเลย
ถึงจะเป็แค่ส่วนหนึ่งก็ตาม
“แล้วไง แกอยู่ที่นี่ พวกคนรับใช้ของข้าดูแลเ้าอย่างดีรึเปล่า” เอลลี่หาวออกมาทีนึง
‘...พวกเขาเป็คนดีครับ คุณโรนาก็เหมือนกัน’
ไม่มีอะไรที่ผมไม่พอใจเลย
“อ๋อ โรนา เมื่อสมัยเธอยังสาว เธอขึ้นชื่อพวกโเี้สำหรับพวกแกมากนะ ข้าน่ะโชคดีที่ได้เข้ามาบ้านนี้ตอนโรนาวางมือจากวงการแล้ว” เอลลี่กลิ้งกลือกไปมา ท่าทางเหมือนอยากหลับเต็มแก่ “แต่อย่างน้อยตอนนี้ โรนาก็เปลี่ยนไปมากจริงๆ เธอไม่คิดจะสั่งฆ่าพวกสัตว์ทดลองอีกแล้ว ดีใจซะเ้าหมา”
แล้วก่อนที่เอลลี่ทำท่าจะพูดอะไรออกมาอีก จู่ๆหางพวงใหญ่ก็ฟูขึ้น ดวงตาเล็กหรี่ลงพร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อ
“มีคนมา”
ผมเบิกตากว้าง ขยับตัวลุกขึ้นในทันที
แย่แล้วสิ มัวแต่คุยจนลืมเวลาไปซะได้
พอคิดจะหนีก็ไม่ทันเมื่อประตูห้องครัวถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามา ชะงักไปเมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ในห้องครัวเหมือนกัน “อะ อ้าว หมาน้อย มาทำอะไรที่นี่น่ะ”
โยชิเอียงคอด้วยความสงสัย “เห คุณเอลลี่ก็อยู่ด้วยเหรอ มาหาของกินใช่มั้ยเนี่ย ดีจังเลยน้า ฉันก็หิวเหมือนกัน” ชายหนุ่มเดินผ่านตัวของผมไปยังตู้เย็นแล้วเริ่มการหาของกินกลางดึกโดยไม่สนใจดวงตาสองคู่ในห้องเลย
อีกฝ่ายยังคงอยู่ในชุดนอนเหมือนยังไม่ตื่นดีเท่าไหร่ แต่มันทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าโยชิก็อาศัยอยู่ในบ้านนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากหยิบของกินออกมาจนพอใจแล้ว เ้าตัวจึงเดินเข้ามาใกล้ก่อนทรุดตัวลงตรงหน้า แล้วใช้มือจับคางของผม ขยับไปมาเหมือนสำรวจ ปากก็ถามว่า “เมื่อตอนเย็นขอโทษทีนะ เจ็บหรือเปล่า ฉันเห็นนายปากแตกด้วยตอนถูกยัยนั่นตบ”
ผมส่ายหัวเบาๆ จะว่าไปก็ไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองปากแตกจนคนอื่นสังเกตเห็น เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะเกวนถึงรีบลากผมออกมาแบบนั้น
เมื่อคิดแล้วผมก็นึกกลัวอนาคตขึ้นมาเล็กน้อย
มนุษย์น่ะเมื่อมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง และครั้งที่สาม
แต่ก็น่าสนุกดีนะครับ
“ยัยนั่นน่ะบ้า สมัยนี้เขาเลิกการเหยียดเผ่าพันธุ์กันแล้วยังจะทำตัวโบราณอีก เกวนก็ด้วย หมอนั่นชอบบ่นยังกะคนแก่” โยชิบ่นอุบอิบ ทั้งที่สองแก้มยังเต็มไปด้วยสองกินที่ยังเคี้ยวไม่หมด ดูตลกจนผมลอบยิ้มในใจ...ต่างกับเกวนจริงๆนั่นล่ะ
โยชิจะออกแนวสบายๆไม่ถือเื่ฐานะอะไร แถมไม่คิดอะไรมากมายเสียด้วย ถ้าเทียบความแปลกของผู้คน โยชิคงติดอันดับต้นๆ
‘ไม่เป็ไรครับ’ ผมหยิบเมมโมขึ้นมาเขียนตอบโยชิไป
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ตบบ่าเขาพร้อมพูดว่า “ไม่เป็ไรนะ คราวหน้าฉันจะช่วยเถียงแทนเกวนเอง ยังไงเราก็เป็เพื่อนกันนี่” ท่าทางสดใสนั้นดูคุ้นตาจนผมคิดถึงใครบางคนมากเลย
เอ๋ เพื่อน?...เหรอ...
ผมรู้สึกอึ้งนิดหน่อยเมื่อได้ยิน เพราะเป็ศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยมีคนใช้กับผมมาก่อน
สัตว์เลี้ยงน่ะไม่มีเพื่อนหรอกนะครับ หรือจะมีก็ไม่ใช่กับผมแน่นอน
หลังจากโยชิหยิบขนมปังยัดเข้าปากจนเต็มท้อง เ้าตัวก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายพลางยื่นมือมาทางผม “ส่งมาสิ ฉันจับใส่กรงให้เอง เดี๋ยวเกวนจะบ่นอีก” โยชิหมายถึงเอลลี่ที่กำลังนอนอุตุอยู่บนตัก
แน่นอนว่าพอถูกอุ้มแล้วเอลลี่ก็สะดุ้งตื่นเหมือนถูกไฟช็อต ตามด้วยอาการโวยวายอย่าหนักจนโยชิต้องใช้มืออีกฝ่ายรวบเท้าทั้งสี่เอาไว้เพื่อกันถูกตะปบ “เ้ามนุษย์ ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ เ้างี่เง่า มนุษย์ชั้นต่ำ ปล่อยข้าเซ่ ไอ้หมาโง่ อย่ามัวแต่มองสิวะ!”
“โอ้ ดิ้นใหญ่เลย หมาน้อยรู้มั้ยว่าคุณเอลลี่พูดว่าอะไรน่ะ แปลให้หน่อยสิ” โยชิพูดขึ้นเมื่อเห็นผมพยักหน้า
ผมมองเอลลี่ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของโยชิแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้
หน้าที่ของผมคือเพื่อนหรือลูกน้องของเอลลี่ใช่ไหม แต่ผมก็เป็เพื่อนของโยชิแล้ว งั้นต้องทำให้เอลลี่ดูเป็แมวที่ดีตัวนึง
‘เขาบอกว่าคุณเป็คนที่หล่อและดูดีมากเลยครับ’ นั่นคือสิ่งที่ผมเขียนลงไป
...หลังจากนั้นคุณเอลลี่ก็โดนคุณโยชิจับฟัดอย่างหนักเลยล่ะ แสดงว่าผมทำบรรลุเป้าหมายสินะ
ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด