ลุงอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าดวงตากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ร่างกายของเขาตึงเครียดเตรียมพร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อ
ตราบใดที่ประตูบานนี้เปิดออกลุงอวี๋จะลงมือทันที
แน่นอนว่าผมเองก็ไม่กล้าหย่อนยานสัญชาตญาณตื่นตัวจนเส้นประสาททั้งร่างตึงราวกับสายธนูที่ถูกดึงสุดแรง
ทว่าเมื่อผียายเฒ่าภายในห้องได้ฟังคำพูดนั้น เธอกลับเงียบไปกะทันหัน
หนึ่งวินาที...สองวินาที...สามวินาที...
เวลาล่วงเลยไปเป็นสิบวินาทีแต่ภายในห้องกลับไร้ซึ่งเสียงหรือความเคลื่อนไหวใดๆ
ผมเริ่มครุ่นคิด...หรือเธอจะจับได้ว่าเรากำลังวางแผนบางอย่าง?
แต่แล้วในห้วงความเงียบงันที่กินเวลายาวนาน เสียงแหบพร่าของหญิงชราก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน
“ก็ได้...เอาอาหารเข้ามาเถอะ”
ทันทีที่เธอพูดจบกลุ่มควันดำที่ไหลซึมออกมาจากช่องประตูพลันหดกลับไปอย่างรวดเร็ว
ภาพนั้นประหลาดถึงขีดสุด
ทว่าความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมโถงทางเดินกลับไม่มีวี่แววจะจางลงแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันประตูที่ปิดแน่นก็ส่งเสียง“แกร๊ก” แล้วแง้มออกเล็กน้อย
ผมกับลุงอวี๋สบตากันดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตัว
ลุงอวี๋ไม่รอช้ายกขาขึ้นถีบไปที่ประตูเต็มแรง!
เสียง“ปัง!” ดังสนั่น ประตูถูกกระแทกจนเปิดออกกว้างทันที
ลุงอวี๋ไม่รั้งรอชูมีดหัวมังกรในมือแล้วพุ่งเข้าไปในห้องอาถรรพ์อย่างเด็ดเดี่ยว
ผมเองก็ไม่ลังเลรีบกำกระบี่กระดูกปลาในมือแน่น แล้ววิ่งตามเข้าไปในห้องเช่นกัน
ภายในเป็นห้องเดี่ยวมีห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ
หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายแสงจันทร์ไม่อาจส่องลอดเข้ามาได้
ภายในห้องมืดสนิทไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ
ครั้งก่อนที่ผมเข้ามาแทบมองไม่เห็นอะไรเลยและยังเผลอเตะบางสิ่งที่เหมือนอ่างเข้า
แต่ครั้งนี้ผมใช้ใบส้มโอที่ชโลมน้ำตาวัวทาเปลือกตาไว้แล้ว
แม้ห้องจะมืดมิดแต่ผมสามารถมองเห็นทุกสิ่งภายในได้ชัดเจน
และสิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้ผมตะลึงงัน
ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยยันต์สีเหลืองและกระจกมากมายที่แขวนอยู่ทั่วทุกมุม
มันเป็นกระจกแบบธรรมดาที่มีฐานพลาสติกกลมๆอย่างที่ขายกันตามท้องตลาด ราคาตกบานละห้าหยวน
มันถูกแขวนจนทั่วห้องราวกับต้องการสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างภายใน
โดยเฉพาะหน้าต่างและระเบียงที่ถูกปิดตายก็เต็มไปด้วยกระจกและยันต์สีเหลือง
กระจกเหล่านี้สะท้อนแสงกันไปมาจนทำให้ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเองและลุงอวี๋ในทุกบาน
เงาพวกนั้นบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติให้ความรู้สึกชวนขนลุก ซ้ำยังไม่มีเงาของสิ่งอื่น นอกจากเราสองคนเลย
ขณะที่ผมกับลุงอวี๋กำลังสำรวจไปรอบๆทันใดนั้นประตูที่เราเพิ่งพังเข้ามาก็ปิดลงดัง “โครม!”
กระจกหลายบานที่ติดอยู่ด้านหลังประตูพลันแตกร้าว!
เป็นที่แน่นอนว่ากระจกเหล่านี้ไม่มีผลกดข่มสิ่งสกปรกที่อยู่ในห้องนี้ได้เลย
ลุงอวี๋ไม่ได้ใส่ใจนักเพียงกวาดสายตามองไปยังห้องครัวข้างๆ ที่ว่างเปล่า
จากนั้นก็หันมาร้องสั่งผมเสียงหนักแน่น
“เข้าไปในห้อง!”
พูดจบก็ยกมีดหัวมังกรพุ่งตรงไปยังห้องนอนทันที
ผมรีบก้าวตามหลังโดยไม่สนใจเงาสะท้อนจากกระจกที่แขวนอยู่บนผนังอย่างหนาแน่น
ตอนนี้เองผมก็ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองเคยเตะล้มไปเมื่อครั้งก่อนชัดเจนขึ้นมันคือเตาไฟที่ภายในเต็มไปด้วยผ้าขาวสำหรับห่อศพ
ผมกวาดตามองเพียงครู่เดียวโดยไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก รีบติดตามลุงอวี๋ไปยังห้องนอน
ลุงอวี๋ยกเท้าถีบประตูเต็มแรงพร้อมกับตะโกนเสียงต่ำเย็นยะเยือก
“ป้า ผมมาส่งป้าไปสู่สุคติ!”
และในเสี้ยววินาทีนั้นร่างของผมก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าคือมีร่างของสามคนถูกแขวนคอห้อยอยู่ภายใต้พัดลมเพดานกลางห้อง
ไม่สิต้องเรียกว่าสามดวงวิญญาณ
ทั้งสามสวมอาภรณ์สีขาวมีเชือกป่านรัดอยู่รอบลำคอ
ร่างของพวกมันเบียดชิดกันห้อยแกว่งอยู่ใต้พัดลม
ศีรษะก้มต่ำคอเอียงผิดธรรมชาติ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
แม้แต่ลุงอวี๋ยังชะงักไปครู่หนึ่งสีหน้าปรากฏแววตกใจเล็กน้อย
ผมมองภาพนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“บ้าเอ๊ย...ผีแขวนคอ...!”
และทันทีที่เสียงของผมดังขึ้นดวงวิญญาณทั้งสามที่เคยก้มหน้านิ่งพลันเงยขึ้นพร้อมกัน
ใบหน้าของพวกมันขาวโพลนปากอ้ากว้างจนผิดรูป ลิ้นสีแดงคล้ำแลบออกมาอย่างน่าขนลุก
ดวงตาสีเทาขุ่นเบิกกว้างจ้องมองพวกเราอย่างแข็งกร้าวแลดูสยดสยอง
ร่างที่แขวนอยู่เริ่มสั่นไหวดิ้นรน
เท้าเหยียดสะเปะสะปะลำตัวที่ถูกแขวนไว้แกว่งไปมาเหมือนกำลังดิ้นสุดชีวิต
มือของพวกมันยื่นออกมาหมายจะคว้าผมและลุงอวี๋อย่างบ้าคลั่ง
ริมฝีปากอ้าออกขยับแต่ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย...
ภาพที่แปลกประหลาดและน่าสยดสยองเช่นนี้ทำให้สติของผมถูกกดดันจนแทบจะขาดสะบั้นความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่างกายจนขนลุกชัน
แต่ลุงอวี๋ที่ผ่านเรื่องพวกนี้มาอย่างโชกโชนตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เขายังสบถออกมาด้วยเสียงเย็นชา
“ยายแก่คนนี้ฆ่าคนไม่พอ ยังจับวิญญาณของพวกเขามาแขวนทรมานไว้ที่นี่อีก!”
พูดจบเขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เงื้อมีดหัวมังกรขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่ดวงวิญญาณทั้งสาม
เขาไม่ได้จู่โจมเพื่อสังหารพวกมันเพราะเมื่อเข้าใกล้ก็กระโดดขึ้นสูง ใช้มีดเฉือนเส้นเชือกที่รัดคอพวกมันจนขาดสะบั้น
เส้นเชือกทั้งสามขาดออกพร้อมกันในพริบตาเปลวเพลิงสีฟ้าพวยพุ่งออกจากปลายเชือก ก่อนจะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
ร่างของผีแขวนคอทั้งสามร่วงลงสู่พื้นพวกมันแทบจะยกมือขึ้นกุมลำคอแน่นพร้อมกัน
เสียงครวญครางแหบพร่าดัง“จี๊ดๆ กึกกัก” จากลำคอที่เคยถูกบีบรัด ฟังดูน่าขนลุกยิ่งนัก
ขณะเดียวกันพวกมันพยายามดันลิ้นยาวที่แลบออกจากปากกลับเข้าไป
แต่ไม่ว่าพวกมันจะพยายามมากแค่ไหนลิ้นสีแดงคล้ำยังคงยื่นออกมานอกปากไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าเซนติเมตร
แม้ว่าผีแขวนคอทั้งสามจะดูไม่เป็นภัยแต่ก็ไม่น่าไว้วางใจ
พวกมันน่าจะเป็นเหยื่อของผียายเฒ่าที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้
เมื่อตายแล้ววิญญาณจึงยังถูกกักขังไว้ในที่แห่งนี้ ไม่สามารถออกไปหรือไปเกิดใหม่ได้...
ผมยืนอยู่ที่ประตูแม้จะตกตะลึงกับภาพตรงหน้า แต่ก็ไม่ยอมลดการระวังตัว
เพราะเรายังไม่พบร่องรอยของผียายเฒ่าคนนั้น
แต่ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
มีแค่ห้องนอนหนึ่งห้องรับแขกหนึ่ง ห้องครัวและห้องน้ำอย่างละหนึ่ง
ตอนเข้ามาเราก็กวาดตามองห้องครัวและห้องรับแขกแล้ว
ตอนจะมาที่ห้องนอนนี้ก็แอบมองเข้าไปในห้องน้ำ แต่กลับไม่พบร่องรอยของผียายเฒ่าเลย
ตอนแรกคิดว่าผียายเฒ่าน่าจะอยู่ในห้องสุดท้ายนี้แต่กลับพบเพียงผีแขวนคอสามตัว
เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่
ผมไม่กล้าประมาทยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างระวังตัว
“ลุงอวี๋ ทำไมไม่เห็นผียายเฒ่านั่นเลย” ผมเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
ลุงอวี๋เองก็ดูจะสงสัยเช่นกันเขาไม่สนใจผีแขวนคอทั้งสามที่กำลังพยายามดันลิ้นกลับเข้าปากแต่กลับกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น กวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วกล่าวว่า “น่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
พูดจบสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ตู้เสื้อผ้าในห้องนอน
เมื่อเห็นท่าทีของลุงอวี๋ผมเองก็ยกกระบี่กระดูกปลาขึ้น เตรียมพร้อมรับมือ
ลุงอวี๋เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะกระชากประตูตู้เปิดออก
เสียงไม้เก่าดังลั่น“แกร๊ก”
แต่ภายในกลับมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆที่ขึ้นรา ไม่มีเงาร่างของวิญญาณแม้แต่น้อย
ขณะที่ผมกับลุงอวี๋กำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้นผีหนุ่มลิ้นห้อยยาวเหยียดที่นอนหมอบอยู่กับพื้นก็ม้วนลิ้นขึ้นพลางเปล่งเสียงแหบต่ำ “เธอ...เธอไม่ได้อยู่ที่นี่...เธอ...เธออยู่นอกห้อง...”
ได้ยินเช่นนั้นผมกับลุงอวี๋สบตากัน ก่อนจะรีบออกจากห้องนอนไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเราสองคนมาถึงห้องรับแขก
สิ่งที่เห็นก็ยังคงมีเพียงกระจกมากมายที่แขวนอยู่เต็มผนัง ไร้ซึ่งเงาของผียายเฒ่าโดยสิ้นเชิง...