ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 64 วิญญาณสามภพ กระจกเต็มห้อง

    ลุงอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าดวงตากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ร่างกายของเขาตึงเครียดเตรียมพร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อ

            ตราบใดที่ประตูบานนี้เปิดออกลุงอวี๋จะลงมือทันที

            แน่นอนว่าผมเองก็ไม่กล้าหย่อนยานสัญชาตญาณตื่นตัวจนเส้นประสาททั้งร่างตึงราวกับสายธนูที่ถูกดึงสุดแรง

            ทว่าเมื่อผียายเฒ่าภายในห้องได้ฟังคำพูดนั้น เธอกลับเงียบไปกะทันหัน

            หนึ่งวินาที...สองวินาที...สามวินาที...

            เวลาล่วงเลยไปเป็นสิบวินาทีแต่ภายในห้องกลับไร้ซึ่งเสียงหรือความเคลื่อนไหวใดๆ

            ผมเริ่มครุ่นคิด...หรือเธอจะจับได้ว่าเรากำลังวางแผนบางอย่าง?

            แต่แล้วในห้วงความเงียบงันที่กินเวลายาวนาน เสียงแหบพร่าของหญิงชราก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน

            “ก็ได้...เอาอาหารเข้ามาเถอะ”

            ทันทีที่เธอพูดจบกลุ่มควันดำที่ไหลซึมออกมาจากช่องประตูพลันหดกลับไปอย่างรวดเร็ว

            ภาพนั้นประหลาดถึงขีดสุด

            ทว่าความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมโถงทางเดินกลับไม่มีวี่แววจะจางลงแม้แต่น้อย

            ขณะเดียวกันประตูที่ปิดแน่นก็ส่งเสียง“แกร๊ก” แล้วแง้มออกเล็กน้อย

            ผมกับลุงอวี๋สบตากันดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตัว

            ลุงอวี๋ไม่รอช้ายกขาขึ้นถีบไปที่ประตูเต็มแรง!

            เสียง“ปัง!” ดังสนั่น ประตูถูกกระแทกจนเปิดออกกว้างทันที

            ลุงอวี๋ไม่รั้งรอชูมีดหัวมังกรในมือแล้วพุ่งเข้าไปในห้องอาถรรพ์อย่างเด็ดเดี่ยว

            ผมเองก็ไม่ลังเลรีบกำกระบี่กระดูกปลาในมือแน่น แล้ววิ่งตามเข้าไปในห้องเช่นกัน

            ภายในเป็นห้องเดี่ยวมีห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ

            หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายแสงจันทร์ไม่อาจส่องลอดเข้ามาได้

            ภายในห้องมืดสนิทไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ

            ครั้งก่อนที่ผมเข้ามาแทบมองไม่เห็นอะไรเลยและยังเผลอเตะบางสิ่งที่เหมือนอ่างเข้า

            แต่ครั้งนี้ผมใช้ใบส้มโอที่ชโลมน้ำตาวัวทาเปลือกตาไว้แล้ว

            แม้ห้องจะมืดมิดแต่ผมสามารถมองเห็นทุกสิ่งภายในได้ชัดเจน

            และสิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้ผมตะลึงงัน

            ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยยันต์สีเหลืองและกระจกมากมายที่แขวนอยู่ทั่วทุกมุม

            มันเป็นกระจกแบบธรรมดาที่มีฐานพลาสติกกลมๆอย่างที่ขายกันตามท้องตลาด ราคาตกบานละห้าหยวน

            มันถูกแขวนจนทั่วห้องราวกับต้องการสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างภายใน

            โดยเฉพาะหน้าต่างและระเบียงที่ถูกปิดตายก็เต็มไปด้วยกระจกและยันต์สีเหลือง

            กระจกเหล่านี้สะท้อนแสงกันไปมาจนทำให้ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเองและลุงอวี๋ในทุกบาน

            เงาพวกนั้นบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติให้ความรู้สึกชวนขนลุก ซ้ำยังไม่มีเงาของสิ่งอื่น นอกจากเราสองคนเลย

            ขณะที่ผมกับลุงอวี๋กำลังสำรวจไปรอบๆทันใดนั้นประตูที่เราเพิ่งพังเข้ามาก็ปิดลงดัง “โครม!”

            กระจกหลายบานที่ติดอยู่ด้านหลังประตูพลันแตกร้าว!

            เป็นที่แน่นอนว่ากระจกเหล่านี้ไม่มีผลกดข่มสิ่งสกปรกที่อยู่ในห้องนี้ได้เลย

            ลุงอวี๋ไม่ได้ใส่ใจนักเพียงกวาดสายตามองไปยังห้องครัวข้างๆ ที่ว่างเปล่า

            จากนั้นก็หันมาร้องสั่งผมเสียงหนักแน่น

            “เข้าไปในห้อง!”

            พูดจบก็ยกมีดหัวมังกรพุ่งตรงไปยังห้องนอนทันที

            ผมรีบก้าวตามหลังโดยไม่สนใจเงาสะท้อนจากกระจกที่แขวนอยู่บนผนังอย่างหนาแน่น

            ตอนนี้เองผมก็ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองเคยเตะล้มไปเมื่อครั้งก่อนชัดเจนขึ้นมันคือเตาไฟที่ภายในเต็มไปด้วยผ้าขาวสำหรับห่อศพ

            ผมกวาดตามองเพียงครู่เดียวโดยไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก รีบติดตามลุงอวี๋ไปยังห้องนอน

            ลุงอวี๋ยกเท้าถีบประตูเต็มแรงพร้อมกับตะโกนเสียงต่ำเย็นยะเยือก

            “ป้า ผมมาส่งป้าไปสู่สุคติ!”

            และในเสี้ยววินาทีนั้นร่างของผมก็แข็งทื่อไปทั้งตัว

            เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าคือมีร่างของสามคนถูกแขวนคอห้อยอยู่ภายใต้พัดลมเพดานกลางห้อง

            ไม่สิต้องเรียกว่าสามดวงวิญญาณ

            ทั้งสามสวมอาภรณ์สีขาวมีเชือกป่านรัดอยู่รอบลำคอ

            ร่างของพวกมันเบียดชิดกันห้อยแกว่งอยู่ใต้พัดลม

            ศีรษะก้มต่ำคอเอียงผิดธรรมชาติ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

            แม้แต่ลุงอวี๋ยังชะงักไปครู่หนึ่งสีหน้าปรากฏแววตกใจเล็กน้อย

            ผมมองภาพนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            “บ้าเอ๊ย...ผีแขวนคอ...!”

            และทันทีที่เสียงของผมดังขึ้นดวงวิญญาณทั้งสามที่เคยก้มหน้านิ่งพลันเงยขึ้นพร้อมกัน

            ใบหน้าของพวกมันขาวโพลนปากอ้ากว้างจนผิดรูป ลิ้นสีแดงคล้ำแลบออกมาอย่างน่าขนลุก

            ดวงตาสีเทาขุ่นเบิกกว้างจ้องมองพวกเราอย่างแข็งกร้าวแลดูสยดสยอง

            ร่างที่แขวนอยู่เริ่มสั่นไหวดิ้นรน

            เท้าเหยียดสะเปะสะปะลำตัวที่ถูกแขวนไว้แกว่งไปมาเหมือนกำลังดิ้นสุดชีวิต

            มือของพวกมันยื่นออกมาหมายจะคว้าผมและลุงอวี๋อย่างบ้าคลั่ง

            ริมฝีปากอ้าออกขยับแต่ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย...

            ภาพที่แปลกประหลาดและน่าสยดสยองเช่นนี้ทำให้สติของผมถูกกดดันจนแทบจะขาดสะบั้นความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่างกายจนขนลุกชัน

            แต่ลุงอวี๋ที่ผ่านเรื่องพวกนี้มาอย่างโชกโชนตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว

            เขายังสบถออกมาด้วยเสียงเย็นชา

            “ยายแก่คนนี้ฆ่าคนไม่พอ ยังจับวิญญาณของพวกเขามาแขวนทรมานไว้ที่นี่อีก!”

            พูดจบเขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            เงื้อมีดหัวมังกรขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่ดวงวิญญาณทั้งสาม

            เขาไม่ได้จู่โจมเพื่อสังหารพวกมันเพราะเมื่อเข้าใกล้ก็กระโดดขึ้นสูง ใช้มีดเฉือนเส้นเชือกที่รัดคอพวกมันจนขาดสะบั้น

            เส้นเชือกทั้งสามขาดออกพร้อมกันในพริบตาเปลวเพลิงสีฟ้าพวยพุ่งออกจากปลายเชือก ก่อนจะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ร่างของผีแขวนคอทั้งสามร่วงลงสู่พื้นพวกมันแทบจะยกมือขึ้นกุมลำคอแน่นพร้อมกัน

            เสียงครวญครางแหบพร่าดัง“จี๊ดๆ กึกกัก” จากลำคอที่เคยถูกบีบรัด ฟังดูน่าขนลุกยิ่งนัก

            ขณะเดียวกันพวกมันพยายามดันลิ้นยาวที่แลบออกจากปากกลับเข้าไป

            แต่ไม่ว่าพวกมันจะพยายามมากแค่ไหนลิ้นสีแดงคล้ำยังคงยื่นออกมานอกปากไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าเซนติเมตร

            แม้ว่าผีแขวนคอทั้งสามจะดูไม่เป็นภัยแต่ก็ไม่น่าไว้วางใจ

            พวกมันน่าจะเป็นเหยื่อของผียายเฒ่าที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

            เมื่อตายแล้ววิญญาณจึงยังถูกกักขังไว้ในที่แห่งนี้ ไม่สามารถออกไปหรือไปเกิดใหม่ได้...

            ผมยืนอยู่ที่ประตูแม้จะตกตะลึงกับภาพตรงหน้า แต่ก็ไม่ยอมลดการระวังตัว

            เพราะเรายังไม่พบร่องรอยของผียายเฒ่าคนนั้น

            แต่ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

            มีแค่ห้องนอนหนึ่งห้องรับแขกหนึ่ง ห้องครัวและห้องน้ำอย่างละหนึ่ง

            ตอนเข้ามาเราก็กวาดตามองห้องครัวและห้องรับแขกแล้ว

            ตอนจะมาที่ห้องนอนนี้ก็แอบมองเข้าไปในห้องน้ำ แต่กลับไม่พบร่องรอยของผียายเฒ่าเลย

            ตอนแรกคิดว่าผียายเฒ่าน่าจะอยู่ในห้องสุดท้ายนี้แต่กลับพบเพียงผีแขวนคอสามตัว

            เธอไปอยู่ที่ไหนกันแน่

            ผมไม่กล้าประมาทยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างระวังตัว

            “ลุงอวี๋ ทำไมไม่เห็นผียายเฒ่านั่นเลย” ผมเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

            ลุงอวี๋เองก็ดูจะสงสัยเช่นกันเขาไม่สนใจผีแขวนคอทั้งสามที่กำลังพยายามดันลิ้นกลับเข้าปากแต่กลับกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น กวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วกล่าวว่า “น่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

            พูดจบสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ตู้เสื้อผ้าในห้องนอน

            เมื่อเห็นท่าทีของลุงอวี๋ผมเองก็ยกกระบี่กระดูกปลาขึ้น เตรียมพร้อมรับมือ

            ลุงอวี๋เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะกระชากประตูตู้เปิดออก

            เสียงไม้เก่าดังลั่น“แกร๊ก”

            แต่ภายในกลับมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆที่ขึ้นรา ไม่มีเงาร่างของวิญญาณแม้แต่น้อย

            ขณะที่ผมกับลุงอวี๋กำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            ทันใดนั้นผีหนุ่มลิ้นห้อยยาวเหยียดที่นอนหมอบอยู่กับพื้นก็ม้วนลิ้นขึ้นพลางเปล่งเสียงแหบต่ำ “เธอ...เธอไม่ได้อยู่ที่นี่...เธอ...เธออยู่นอกห้อง...”

            ได้ยินเช่นนั้นผมกับลุงอวี๋สบตากัน ก่อนจะรีบออกจากห้องนอนไปโดยไม่ลังเล

            เมื่อเราสองคนมาถึงห้องรับแขก

    สิ่งที่เห็นก็ยังคงมีเพียงกระจกมากมายที่แขวนอยู่เต็มผนัง ไร้ซึ่งเงาของผียายเฒ่าโดยสิ้นเชิง...

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน