ตอนที่ 19 บังอาจ!
“พวกเ้าบ้าไปแล้วรึไง! การที่นักผจญภัยระดับAคลาสสามสิบคนเข้าไปท้าทาย นั่นเป็การดูิ่ท่านเทพปีศาจ!! เราต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเพื่อเป็การไถ่โทษ!!” ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนตระโกนอยู่บนแท่นหิน ณ ใจกลางเมือง
สายตาของผู้คนที่จ้องมองไปทางเขาล้วนแต่เป็ความดูถูก เสียงก่นด่าการเสียดสีด้วยถ้อยคำดังขึ้นจากคนหมู่มาก
“เ้าอย่างมงายไม่เข้าเื่ ตำนานเทพปีศาจเป็ของปลอม จงเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเถอะ”
“ถ้าเทพปีศาจมีอยู่จริง ทำไมถึงไม่ปรากฏตัวละ? ตำนานบอกว่าย่างกรายเข้าดินแดนก็จะถูกไล่ล่ามิใช่หรือ?”
“เ้าควรฉลาดขึ้นมาบ้างนะ! ตำนานนั่นถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็เื่หลอกลวง!!”
สถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อตอนแรกโดยสิ้นเชิง พวกเขาส่วนใหญ่ที่เคยเกรงกลัวเทพปีศาจกลับกลายเป็ไร้ซึ่งท่าทีเคารพใดๆ ตำนานก็เป็แค่ตำนาน ตราบใดที่เทพปีศาจนั่นเป็แค่เื่เล่าขานที่ไร้แก่นสาร นี่ล้วนไม่มีแหล่งมูลน่าเชื่อถือใดๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะในราชอาณาจักรลาบอนเท่านั้น มันกลายเป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก
แต่ทว่า เบื้องลึกของมัน ผู้คนที่คอยชักใยเื่ราวทั้งหมดจากเื้ัต่างปรารถนาให้เื่ราวเป็เช่นนี้
ในพระราชวังของจักรพรรดิตาโตโมฟ หนึ่งในสามดินแดนมหาอำนาจของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้กล้านาร์เนียที่ปกติไม่เคยโผล่หน้าค่าตากลับมาปรากฏขึ้นในห้องโถงราชวัง นางก้มศีรษะเคารพจักรพรรดิ
“ฝ่าา เหตุใดประชาชนในตอนนี้ถึงปักใจเชื่อว่าข้อมูลนั้นเป็ข้อมูลเท็จกัน ทั้งที่หน่วยข่าวกรองลับของฝ่าาล้วนยืนยันเื่นี้ด้วยตนเอง” ผู้กล้านาร์เนียไม่พอใจต่อสถานการณ์ในตอนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว นางเข้าใจว่าฝ่าามีเจตนาอะไร แต่หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป ผลลัพธ์ย่อมจบไม่สวยอย่างแน่นอน “ข้าเข้าใจว่าฝ่าาอยากให้ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวลใจ แต่จะไม่ดีกว่าหรือถ้าให้พวกเขาเป็แบบนั้น การตื่นตัวต่อความกลัวนั้นทำให้พวกเขาเตรียมตัวรับมือต่อสถานการณ์ได้ดี”
“เป็แบบนี้น่ะดีแล้ว” จักรพรรดิตาโตโมฟกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาศึกษาข้อมูลจากหลายราชอาณาจักรมาแล้ว ทุกอาณาจักรล้วนปล่อยข่าวปลอมว่าตำนานนั้นเป็เื่เท็จ กระทั่ง ศาสนจักรที่ว่ากันว่าอำนาจไม่เป็รองสามจักรพรรดิเลย พระสันตะปาปายังกำชับให้ปิดบังข้อมูลในส่วนนี้ “เทพปีศาจไม่รุกรานหรอก แค่นักผจญภัยAคลาสเข้าไปสำรวจเล็กน้อย”
“เล็กน้อยหรือ…” คิ้วเรียวงามของนาร์เนียขมวดชิดมุ่น ข่าวสารนี้แทบรู้กันทุกแดนมนุษย์ทุกทวีป นักผจญภัยAคลาสจำนวนสามสิบคนได้กระทำการท้าทายเทพปีศาจอย่างเปิดเผย “นี่จะต้องเป็หายนะครั้งใหญ่ ถ้าท่านยังยืนกรานเช่นนั้น นาร์เนียคงต้องขอตัว”
ผู้กล้านาร์เนียทำความเคารพต่อจักรพรรดิ นางหันกายกลับเดินออกไปทางห้องโถงราชวังในทันที นางเคยประมือกับหนึ่งในเจ็ดขุนพลปีศาจ แม้นางจะสามารถเอาชัยเหนือมันได้ ทว่า นั่นกลับใช้เวลาต่อสู้ไปมากถึงครึ่งชั่วโมง ส่วนข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยข่าวกรองลับของจักรพรรดิ เทพปีศาจเพียงสะบัดฝ่ามือก็สังหารหนึ่งในเจ็ดขุนพลปีศาจของจอมมารไปได้…
นางเริ่มรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมา นาร์เนียััได้ถึงร่างกายที่กำลังสั่นเทิ้ม “ข้าจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้…”
นาร์เนียที่กำลังเดินกลับพลันสังเกตเห็นทหารระดับสูงกลุ่มหนึ่งวิ่งสวนเข้าไปในห้องโถง
“ฝ่าา!! มีรายงานด่วนสุดๆขอรับ พบเด็กที่เกิดขึ้นมาจำนวนสองคนในราชอาณาจักรเรา เด็กสองคนนั้นมีฉายาผู้กล้าขอรับ!!”
……………………………………………………………….
ณ ราชอาณาจักรโอบีเวีย
ราชอาณาจักรแห่งนี้มีประวัติยาวนานกว่าหนึ่งพันปี เป็ที่รู้จักในฐานะราชอาณาจักรจอมเวทย์ ในส่วนลึกของพระราชวัง สุ้มเสียงของตาเฒ่าคนหนึ่งดังขึ้น “ถึงเวลาแล้วฝ่าา ดวงดาราเรียงรายพร้อม ผู้กล้าห้าคนจะกำเนิดขึ้นที่นี่”
สิ้นคำกล่าวของผู้ชราเฒ่า บังเกิดวงเวทย์ขนาดใหญ่ ณ ใจกลางท้องพระโรง ทันทีที่วงเวทย์มหึมานั้นหายไปพลันปรากฏเรือนร่างของชายหญิงทั้งห้าคน แต่งตัวแปลกประหลาดสะดุดตา พวกเขาไม่ใช่คนของโลกอัคทราลาเซีย…
ทันใดนั้น ในดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลก เด็กจำนวนห้าคนได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย นี่ไม่ใช่การหายไปเสียเฉยๆ ทว่า มันคือการสาบสูญอย่างแท้จริง หายไปจากความทรงจำของทุกคนบนโลกประหนึ่งไม่เคยมีตัวตนอยู่ ไม่มีใครบนโลกจำพวกเขาได้ เด็กทั้งห้าคนนั้นได้ถูกอัญเชิญมายังโลกอัคทราลาเซียในฐานะผู้กล้า
“โลกกำลังวิกฤตแล้ว จำนวนผู้กล้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเป็สัญญาณบ่งบอก เป็การปรับสมดุลของธรรมชาติ” ผู้ชราเฒ่าที่หลังค่อมกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ ผู้คนในโลกอัคทราลาเซียรู้จักผู้ชราคนนี้ในฐานะเทพมนตรา!! “มีบางสิ่งแปลกปลอมแทรกแซงเข้ามาในโลก เป็ตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด โลกอัคทราลาเซียกำลังปรับสมดุล จำนวนจอมมาร จำนวนเทพ จำนวนปีศาจคงเพิ่มขึ้นด้วยแน่นอน นี่เป็การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงในหน้าประวัติศาสตร์”
………………………………………………………………………
ไวท์ได้เคลื่อนย้ายออกมาจากห้องลับใต้บัลลังก์ดำ ห้วงเวลาได้ไหลผ่านมานานกว่าครึ่งปีเศษเลยทีเดียว เขาใช้เวลาทั้งหมดนี้ในการจดจำข้อมูลสำคัญที่องค์ปฐมอสูรได้บันทึกเอาไว้ เอเลี่ยนไวท์ตอนนี้เต็มไปด้วยข้อมูลของโลกอัคทราลาเซียที่มีมาั้แ่ยุคกำเนิดโลก ไวท์มั่นใจอย่างมากว่าเขาในตอนนี้รู้จักโลกอัคทราลาเซียดีกว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดบนโลกนี้เองเสียอีก
“นายเหนือหัว” ภาพแรกในสายตาของไวท์คือดรากอสที่ก้มศีรษะถวายความเคารพแก่จ้าววิหารปฐมอสูร “เมื่อครึ่งปีก่อน ท่านได้เข้าไปห้องลับใต้บัลลังก์ดำ บัดนี้ มันมีมนุษย์ที่ห้าวหาญมาท้าทายพวกเรา แต่ข้าไม่ได้ออกจากวิหารไปล้างแค้นพวกมัน เนื่องจากต้องคอยปกป้องท่าน” ดรากอสอธิบาย ผู้เฒ่าัเคยรอคอยการมาของอสูรต้นกำเนิดนับหลายล้านปี แค่รอไวท์อ่านหนังสือเก็บข้อมูลครึ่งปี ครึ่งปีสำหรับดรากอสมันไวเหมือนการกระพริบตา
“น่าเหลือเชื่อที่ท่านเก็บข้อมูลในห้องลับได้ในเวลาครึ่งปี” ดรากอสชื่นชมในความสุดยอดนี้อย่างแท้จริง องค์ปฐมอสูรใช้เวลารวบรวมข้อมูลมาตลอดทั้งชีวิต ท่านลองจินตนาการดูเอาเองเถิดว่าชีวิตขององค์ปฐมอสูรนั้นยาวนานเพียงใด มันก็แค่อสูรตัวแรกของโลกอัคทราลาเซีย…
ด้วยอุปกรณ์ที่องค์ปฐมอสูรได้ทิ้งเอาไว้ ดรากอสสามารถบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ดรากอสฉายภาพการมาเยือนของพวกมนุษย์ ณ ที่ราบูเาสูงอาร์คทา การปฏิบัติตนของพวกมันที่ท้าทายเหยียดหยามต่อวิหารปฐมอสูร โดยภายนอก พวกมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นจะมองเห็นเป็แคู่เาสูงธรรมดาๆ มันมีแค่สัตว์อสูรต้นกำเนิดเท่านั้นที่ทราบสถานที่ที่ตั้งของวิหารปฐมอสูรที่แท้จริง
“บังอาจ!!” เอเลี่ยนไวท์แผดเสียงร้องสุดเขย่าขวัญสั่นประสาท
“มันคือเผ่ามนุษย์จากราชอาณาจักรลาบอน โดยรวมนั้นอยู่ในระดับAคลาสทั้งหมด มีจำนวนสามสิบคน” ดรากอสกล่าวรายละเอียด
“ไม่… ไม่ใช่แค่พวกมัน” ไวท์กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง “แต่ข้าจะล้างบางราชอาณาจักรลาบอน”
ไวท์ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดเดียว ความนึกคิดอันเป็มนุษย์ของเขากำลังเลือนหายไปทีละเล็กทีละน้อย…