บทที่ 183 ภารกิจฉุกเฉิน
เส้นทางสายอาชีพเกษตรกรของซูหยวนดูจะไม่เป็นปัญหาอะไรนัก ทว่าเส้นทางในกองทัพของซูหยวนไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เนื่องจากการหายตัวไปของพลธนูอี้ที่ได้ติดตามกลุ่มของซูหยวนไปยังพื้นที่ล่าเมื่อไม่นานมานี้กลายเป็นที่สนใจขึ้นมาแล้ว พลธนูอี้เป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลอี้ที่ยิ่งใหญ่ ในสายของนักธนูแล้ว เขาถือว่าเป็นอีกคนที่มีอนาคต...
การหายตัวไปของเขาทำให้ตระกูลอี้ต้องตามหา สุดท้ายก็พบว่าคนสุดท้ายที่เห็นเขาก็คือผู้นำกองสนับสนุนผลัดหนึ่ง และแน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะปิดบังรายละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งของซูหยวนและพลธนูอี้เลย ดังนั้นคนของตระกูลอี้จึงสามารถเชื่อมโยงบางอย่างได้บ้าง
แม้จะไม่เข้าใจว่าจ่าสิบตรีอันสามารถจัดการคนอย่างพลธนูอี้ที่วางแผนตลบหลังได้อย่างไร แต่เธอก็จัดการพลธนูอี้ของพวกเขาไปแล้ว หากปล่อยไว้และไม่ทำอะไรสักอย่าง ภายภาคหน้าผู้คนก็คงจะมองว่าตระกูลอี้นั้นรังแกได้ง่ายๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ พวกเขาย่อมต้องการลงมือสั่งสอนเธอ ซึ่งช่วงนี้จ่าสิบตรีอันนั้นไม่มีแผนจะออกไปทำภารกิจก็จริง ทว่า...หากเป็นภารกิจฉุกเฉินเรียกตัว ต่อให้เธอไม่อยากไปก็ต้องไป!
เพื่อที่จะจัดการอันซูหยวนให้รู้ว่าความโกรธของตระกูลอี้เป็นอย่างไร พวกเขาถึงกับต้องการใช้ไพ่ลับในมือออกมา แน่นอนว่านี่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำลายซูหยวนเท่านั้น แต่พวกเขามีแผนที่จะ “ทดลอง” เจ้าสิ่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้นก็ใช้โอกาสนี้เพื่อลงมือไปเลยก็แล้วกัน
ซูหยวนมีเวลา 2 สัปดาห์ก่อนที่จะไปยังแปลงเพาะปลูกขององค์กรเกษตรกร เธอจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเตรียมความพร้อมเรื่องความรู้พื้นฐานของการทำการเกษตร อีกอย่าง...เหมือนที่อาจารย์ได้แนะนำก่อนหน้านี้ เธอต้องการที่จะกลายเป็นเกษตรกรที่แท้จริง ซึ่งความรู้ที่นอกเหนือจากการสอบครั้งก่อนจำเป็นมาก
น่าเสียดายที่เวลา 2 สัปดาห์ของเธอนี้ก็เป็นเวลาที่คนกลุ่มหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว ในค่ำคืนที่ทุกคนนอนหลับอย่างสบายใจ จู่ๆสัญญาณฉุกเฉินก็ดังขึ้นที่สายรัดข้อมือของทหารทุกคน พร้อมกับการแจ้งเตือนเพื่อให้พวกเขาไปรวมตัวกันที่พื้นที่ล่าโดยไม่มีข้อยกเว้น
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก ซูหยวนรวดเร็วมาก เธอได้รู้เกี่ยวกับกฎในเรื่องนี้ก่อนที่จะกลายเป็นทหารแล้ว ครั้งสุดท้ายที่มีการเรียกทหารฉุกเฉินเช่นนี้ก็คือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ได้ยินว่าตอนนั้นเกิดพายุแม่เหล็กจากนอกโลก ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกได้รับผลกระทบ สัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากยกระดับขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะแบบนั้น..ทหารจึงถูกมอบหมายภารกิจเก็บกู้ในทุกพื้นที่ล่า
มีรายงานว่าคนใช้ลูกแก้วจำนวนมากในแต่ละพื้นที่ล่า เนื่องจากระดับการรับมือของพวกเขาไม่เพียงพอกับพวกกลายพันธุ์เหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น...หากพวกเขาเป็นนักล่าที่เขต A เป็นประจำ สัตว์กลายพันธุ์ก็ควรจะอยู่ในระดับของเขต A เท่านั้น แต่เพราะพายุแม่เหล็กจากนอกโลกทำให้พวกกลายพันธุ์ได้รับสารพิษจนยกระดับเป็นระดับเดียวกับพวกเขต B ไม่น่าแปลกใจเลยที่นักล่าเขต A จะรับมือไม่ไหวแล้วก็ต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น
ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน ทุกคนได้แต่ภาวนาไม่ให้มีการแจ้งเตือนฉุกเฉินเช่นนี้ขึ้นอีก ทว่า...ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“รุ่นพี่...” ซูหยวนออกมาจากหอพักก็ได้เจอกับรุ่นน้องเติ้งและรุ่นน้องอี้ที่รออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของทั้งสองคนดูไม่ดีเอาเสียเลย พวกเขาเพิ่งจะได้เป็นทหารกันไม่นาน ทั้งยังเพิ่งผ่านภารกิจเสี่ยงตายมา คิดไม่ถึงว่าจะถูกเรียกไปทำภารกิจอันตรายอีกแล้ว
ตอนนี้อาจารย์และรุ่นพี่หวังได้รับบาดเจ็บอยู่ พวกเธอทำได้แค่พึ่งพารุ่นพี่อันเท่านั้น
“อืม ไปกันเถอะ ต้องดูว่าพวกเราจะได้รับภารกิจอะไร” ซูหยวนใจเย็นมากกว่าที่ทั้งสองคนคิด ดังนั้นจึงทำให้รุ่นน้องทั้งสองคนสงบลงได้บ้าง
คิดถึงการต่อสู้ร่วมกับรุ่นพี่อันครั้งก่อน พวกเธอก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ขอเพียงได้เข้าร่วมทีมกับรุ่นพี่อัน อีกฝ่ายจะต้องหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้รอดชีวิตกันได้แน่ ขนาดต่อสู้กับจระเข้แดงและราชินีตั๊กแตน พวกเขาก็ยังรอดตายกันมาได้เลย นับประสาอะไรกับภารกิจนี้....
น่าเสียดายที่เมื่อไปถึง ความหวังของทั้งสองคนก็พังทลายไปทั้งอย่างนั้น รุ่นน้องเติ้งและรุ่นน้องอี้ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับซูหยวน ทั้งสองถูกแยกตัวออกไปเพื่อไปอยู่หน่วยสนับสนุนระยะไกล ในขณะที่ซูหยวนได้รับภารกิจการเข้าร่วมหน่วยโจมตีอีกครั้ง
ผู้นำหน่วยย่อยครั้งนี้มาจากตระกูลอี้อีกครั้ง เขาก็คือพลธนูอี้ฉาง ดวงตาของเขาเรียวเล็กแต่มีความสุขุมเยือกเย็นแฝงอยู่ในแววตานั้น ยามที่มองมาที่ซูหยวน เธอเห็นประกายบางอย่างวาบผ่านไป หากไม่ได้สังเกตให้ดีก็คงจะจับไม่ทัน ทว่าซูหยวนมีนิสัยตรวจสอบทุกอย่างโดยละเอียดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่พลาดสายตานั้นของเขา...
หญิงสาวจำได้ว่าตัวเองไม่เคยเจอกับอีกฝ่ายมาก่อน การที่เขามองเธอด้วยสายตามีประกายบางอย่างค่อนข้างผิดปกติ ดังนั้นซูหยวนจึงทำเครื่องหมายระบุตำแหน่งของเขาเอาไว้ ครั้งหนึ่งเธอก็เคยถูกลอบสังหารโดยพลธนูอี้มาแล้ว ย่อมไม่ประมาทอีก
“เนื่องจากเป็นภารกิจฉุกเฉิน พวกเราจะไม่รอเวลาอีก ภารกิจในครั้งนี้ไม่เหมือนกับภารกิจเมื่อ 12 ปีก่อน นี่เป็นภารกิจที่อยู่ในเขต F เพียงเท่านั้น หลายคนที่นี่คงจะรู้อยู่บ้างว่าก่อนหน้านี้มีภารกิจที่เขต F ซึ่งส่งทหารและนักล่าไปจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม...จู่ๆก็มีสัญญาณความหนาแน่นของพิษที่ผิดปกติ ประกอบกับมีพายุคลื่นพลังงานจำนวนมากในพื้นที่เขต F นี้ ดังนั้น...พวกเราคาดการณ์ว่าอีกไม่นาน คงจะมีการยกระดับของพวกกลายพันธุ์ไปอีกขั้น”
“ไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่ยกระดับเพิ่มไปครึ่งขั้นหรือ 1 ขั้น แต่ครั้งนี้...อย่างน้อยก็คงจะเป็น 2 ขั้นหรือ 3 ขั้น หรือก็คือ....พวกกลายพันธุ์ในเขต F น่าจะแข็งแกร่งไม่น้อยกว่าพวกกลายพันธุ์ที่เขต H เลย”
“ตอนนี้ทหารและพวกนักล่าที่เตรียมทำภารกิจลดการขยายพันธุ์ของสัตว์กลายพันธุ์ก็ได้รับการแจ้งเตือนแล้ว พวกเขาพยายามตั้งค่ายป้องกันเพื่อไม่ให้พวกมันไหลทะลักออกมาจากเขต F แล้วไล่ล่าพวกกลายพันธุ์หรือมนุษย์ในเขตอื่นๆ”
“หน้าที่ของพวกเราก็คือกำจัดพวกมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบมาที่เขต E D C B และ A เพราะนั่นคงจะหมายถึงความเสียหายที่มากเกินกว่าจะรับไหว!”
เมื่อคนเป็นผู้นำสูงสุดของทีมฉุกเฉินประกาศเสร็จ พวกหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งหลายก็ได้รับมอบหมายภารกิจของตนเองผ่านสายรัดข้อมือแล้ว
ซูหยวนตอนนี้เป็นถึงจ่าสิบตรี ตำแหน่งของเธอไม่ใช่ทหารระดับต่ำอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้รับคำสั่งให้ติดตามพลธนูอี้ฉาง เพื่อทำตามคำสั่งของเขา และเธอก็มีลูกน้องในหน่วยอีก 3 คนด้วย
“พวกเราจะไปแยกย้ายกันที่พื้นที่ล่า หน้าที่ของหน่วยเราไม่ใช่การป้องกันตามชายขอบ แต่เป็นหน้าที่ในการบุกทะลวงเพื่อเก็บกู้ฉุกเฉิน ช่วยเหลือนักล่าและทหารที่เจอระหว่างทาง หากเจอผู้ประสบภัยที่อาการบาดเจ็บรุนแรงให้พากลับไปที่ค่าย แต่ถ้าไม่รุนแรงก็ให้เดินหน้าต่อเพื่อรวบรวมผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด”
“ยิ่งช่วยชีวิตคนได้เร็วขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเสร็จงานเร็วมากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าต่อให้พวกเราไม่ได้มีน่าที่ในการเก็บกวาดพวกกลายพันธุ์โดยตรง ดังนั้น...พยายามเลี่ยงเส้นทางที่จะทำให้ต้องต่อสู้ไปซะ”
“ทางหน่วยโจมตีจะมอบทหารกลุ่มย่อยมาทำภารกิจร่วมกับพวกเราด้วย หน่วยย่อยของพวกเรามีหัวหน้าหน่วยย่อยตำแหน่งจ่าสิบตรีขึ้นไป ในขณะที่หัวหน้าหน่วยโจมตีย่อยนั้นมีระดับสิบเอกเท่านั้น จากระดับชั้น...พวกเขาจึงให้ทางหน่วยพลธนูที่น่าจะมีประสบการณ์มากกว่าในการนำทีมย่อย”
ซูหยวนฟังรายละเอียด ก่อนจะได้เห็นหน่วยโจมตีย่อยที่พากันเดินมาทางนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีอายุไม่มากนัก คนที่มีอายุมากก็เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยกันแล้ว
“สวัสดีค่ะ ฉันคือจ่าสิบตรีอัน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เพราะอีกฝ่ายอายุมากกว่า และเพื่อให้งานนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นดี ซูหยวนไม่ได้มีทิฐิมากขนาดที่จะไม่สามารถทักทายใครก่อนเพียงเพราะเธอมีตำแหน่งสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม คนอื่นไม่ได้คิดเหมือนกันกับเธอ!
เพียงแค่เห็นว่าซูหยวนมีอายุน้อยกว่า ก็ตัดสินใจแล้วว่าอีกฝ่ายอ่อนแอกว่าตนเอง ในสายตาของเขา...พวกพลธนูก็เป็นพวกอ่อนแออยู่แล้ว คอยแต่หลบหลังการโจมตีของคนอื่น อาศัยแค่ว่ามีความแม่นยำหน่อยก็ทำผลงานได้แล้ว ในขณะที่หน่วยโจมตีอย่างพวกเขาต้องต่อสู้เสี่ยงตาย อีกฝ่ายกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น...
ยิ่งเปรียบเทียบเด็กอายุเท่านี้กลับได้เป็นถึงจ่าสิบตรี ในขณะที่เขาทำงานมาอย่างหนักสามารถเป็นได้แค่สิบเอกเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แถมตอนนี้...เขายังต้องอยู่ใต้คำสั่งของเธออีก!
“ขอโทษนะ ฉันไม่ชอบพูดคุยไร้สาระ” แม้เขาจะพูดออกมาโดยตรงตามกฎของทหารที่ไม่สามารถปฏิเสธคนมีตำแหน่งสูงกว่าหรือผู้บังคับบัญชาได้ ทว่า...เขาก็สามารถต่อต้านได้เช่นกัน
ราวกับตั้งใจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คนที่มีทิฐิสูงเช่นนี้ถูกจับมาอยู่กับซูหยวนเสียอย่างนั้น ถ้าเขาไปอยู่กลุ่มอื่นก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร ยังไม่ทันได้เริ่มงาน...ซูหยวนก็เห็นแววมีปัญหาแล้ว
“ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราก็ไปทำภารกิจกันเถอะ ในเมื่อฉันได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยครั้งนี้ ก็ขอให้ทุกคนเคลื่อนไหวตามที่ฉันบอกด้วย”
แม้อีกฝ่ายจะมีทิฐิต่อเธอ ทว่าตอนนี้เป็นการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ ซูหยวนไม่คิดจะอ่อนข้อให้เช่นกัน ถึงเขาจะไม่พอใจอย่างไร...ต่อหน้าเธอแล้ว ก็ต้องทำตามที่สั่งอยู่ดี
“อย่างที่หัวหน้าหน่วยย่อยบอก พวกเรามีหน้าที่ในการเก็บกู้ฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับมาให้ได้มากที่สุด ไม่ต้องเน้นการต่อสู้กับพวกกลายพันธุ์ ดังนั้นฉันจะเป็นคนกำหนดทิศทางเอง”
“จ่าสิบตรีอัน คุณจะนำทาง...มีความสามารถนั้นหรือ?” สิบเอกฝ่ายจู่โจมถามขึ้นด้วยท่าทางไม่พอใจ ในหมู่พวกเขามีคนที่มีความสามารถในการตรวจสอบอยู่ด้วย ถึงจะไม่ได้เชี่ยวชาญนัก เพราะยังมีประสบการณ์ไม่มาก แต่ก็น่าจะดีกว่าพลธนูอายุน้อยคนนี้สิ
“มีหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะต้องถาม” ซูหยวนเลิกคิ้วท้าทาย หากจะมีปัญหาก็เริ่มได้เลย จะได้จัดการตั้งแต่ก่อนออกเดินทางนี่แหละ!
“ฮึ่ม...” ในขณะที่สิบเอกไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับคำตอบเช่นนี้ เขากัดฟันกรอด พยายามระงับโทสะของตนเอง
สมาชิกในกลุ่มทั้งพลธนูและหน่วยจู่โจมพากันขมวดคิ้วมุ่น ในบรรดาพวกเขาแล้ว...ซูหยวนเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด ยิ่งเห็นความอวดดีของเธอเช่นนี้ พวกเขาก็ยิ่งไม่วางใจ
“เตรียมพร้อม ข้างหน้ามีสัตว์กลายพันธุ์กำลังมุ่งหน้ามา” ซูหยวนร้องเตือนพวกเขา หน่วยจู่โจมที่ได้ยินตั้งท่าพร้อมตามสัญชาตญาณ ในขณะที่พลธนูทั้ง 3 คนก็เอาอาวุธออกมาเช่นกัน
ภาพเบื้องหน้าของเธอปรากฏเป็นจิงโจ้กรงเล็บกลายพันธุ์สองตัวที่มีขนาดสูงกว่า 2 เมตร ก่อนหน้านี้พวกมันก็เป็นสัตว์กลายพันธุ์อันตรายอยู่แล้ว ทว่าหลังจากเลื่อนระดับไปโดยบังเอิญ กลับมีออร่าที่อันตรายกว่าเดิมมาก
“บัดซบเอ้ย! เพราะแบบนี้ไง การให้เด็กไม่รู้เรื่องมาเป็นหัวหน้าก็เลยเป็นปัญหา!” สิบเอกที่มีความไม่พอใจอยู่แล้วก็สบถด่าออกมา เขายิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิมหลังจากที่เดินทางมาไม่นานก็ต้องเผชิญหน้ากับพวกกลายพันธุ์แล้ว
โดยลืมคิดไปเลยว่าซูหยวนแจ้งเตือนให้พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ก่อนล่วงหน้า ในขณะที่ทหารจากหน่วยของเขาที่มีฝีมือในการตรวจสอบก็ยังไม่พบตัวศัตรูเลย...หากให้อีกฝ่ายนำทาง ตอนนี้คงจะถูกฝูงจิ้งโจ้กรงเล็บกลายพันธุ์รุมฆ่าไปแล้ว
ซูหยวนไม่ได้สนใจคำพูดของเขา เพียงออกคำสั่งให้โจมตีพวกมันต่อไปก็เท่านั้น
“ระวังด้วย ในหน้าท้องของมันมีลูกอีก 3 ตัวอยู่ในนั้น พวกมันอาจจะหาจังหวะในการโจมตีได้” ซูหยวนร้องเตือนเมื่อเห็นหน่วยจู่โจมพุ่งเข้าไปเปิดฉากโจมตีก่อน ในขณะเดียวกัน...เธอก็ยังศรพริบตาออกไปสนับสนุน
คำเตือนของซูหยวนช่วยได้มากจริงๆ หน่วยจู่โจมที่ไม่ทันระวังเกือบถูกจิงโจ้กรงเล็บกลายพันธุ์ตัดลำคอไปแล้ว เขาก้มต่ำเพื่อหนีเท้าของพ่อแม่จิงโจ้กรงเล็บกลายพันธุ์ แล้วก็บังเอิญสบตากับจิงโจ้ตัวน้อยที่รอโอกาสอยู่
เพราะคำเตือนของซูหยวน เขาจึงสามารถม้วนตัวหลบกรงเล็บที่หน้าท้องทั้ง 3 คู่มาได้อย่างฉิวเฉียด!
“ระดับของพวกมันน่าจะถูกยกไป 2 ระดับ ตอนนี้คงจะแข็งแกร่งเทียบเท่าพวกกลายพันธุ์เขต I เลย!”
“ซู้ด!! อย่างนั้นก็งานหยาบแล้ว” ฝ่ายจู่โจมร้องเตือนกันเอง พวกเขาไม่สามารถต่อสู้โดยตรงได้อีก หากพวกมันแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกกลายพันธุ์จากเขต I เช่นนั้นก็ต้องเพิ่มความระวังตัวแล้ว
“เพราะความมั่นใจผิดๆก็เลยพาพวกเรามาเสี่ยงตายแล้ว! เฮ้อ....ไม่รู้ว่าพวกผู้นำคิดอะไรอยู่ ถึงได้ให้แต้มมากมายจนสามารถเลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อยได้แบบนี้” สิบเอกที่อยู่ด้านหลังไม่ได้ทำอะไร แต่ขอบ่นก่อนเป็นอันดับแรก
จากเดิมที่ผู้ฟังจำนวนมากไม่ได้คิด แต่พอได้ยินกรอกหูบ่อยๆ ก็เริ่มหลีกเลี่ยงที่จะรู้สึกเหมือนกันไม่ได้
…………………………………