ตอนที่แปดสิบแปด ผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่ง
“ฮัลโหล อาหู่ มาจัดการเรื่องเอกสารต่างๆหน่อย“
ผมโทรศัพท์บอกอาหู่ให้มาจัดการเรื่องเอกสารและระเบียบต่างๆ
หวังว่าไป่มู่หลิงคงไม่มาลงทุนทำธุรกิจเรื่องนี้หรอกนะ
ผมคิดว่าจะกว้านซื้อที่รอบนอกเพิ่มอีกและกั้นไว้ไม่ให้คนภายนอกเข้าออกเพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ทำการทดลองพลังหยินด้านลบที่ก่อให้เกิดหมาป่ายักษ์ขึ้นในแถบนี้
ทางเทคนิคสถานที่ที่มีพลังหยินนั้นควรจะเป็นสถานที่ที่เราสามารถฝึกพลังหยินได้ดีนั่นเอง
“ประสบความสำเร็จโดยลงแรงครึ่งหนึ่ง”ก็ไม่รู้ว่าครึ่งหนึ่งที่ว่านี่มันต้องประมาณไหนเหมือนกัน
จ้างคนที่เก่งด้านการเขียนยันต์มาเขียนวงอาคมขนาดใหญ่ที่ทำให้สามารถรวบรวมปราณหยินได้มากยิ่งขึ้น
การทำให้เป็นอุตสาหกรรมคือแนวคิดของผม
หากคิดอะไรไม่ออกให้แก้ปัญหาโดยการทำให้เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เอาไว้ก่อน
คนอาจจะเปลี่ยนมาเปลี่ยนไปแต่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ
และเจียงไห่หลิวและกลุ่มนักธุรกิจต่างๆในท้องที่จะทำให้เสี่ยวชุ่ยเข้าใจว่านโยบายต่างๆที่ออกมานั้นเพิ่อผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องของการกีดกันขัดขวางธุรกิจแต่ประการใด..ถึงผมคิดว่าในสภาพธรรมดาทุกธุรกิจแทบจะเป็นRed Ocean ทะเลแดงเดือดที่การแข่งขันสูงมากก็ตาม
เพราะหากสาวจนถึงที่สุดขอเพียงมีเงินทุนพอ เกือบทุกธุรกิจสามารถกระทำได้ ทำให้การแข่งขันนั้นสูงมากๆ
และทำมธุรกิจที่มี”เงื่อนไข”ถึงโดนมองว่า”เสือนอนกิน” เพราะเหมือนกับธุรกิจนั้นอยู่อย่างปลอดภัยภายใต้รั้วล้อมของ”เงื่อนไข”เหล่านั้นไม่เกิดการแข่งขันมากอย่างธุรกิจทะเลแดงเดือดอย่างอื่นๆนั่นเอง
จึงไม่แปลกที่ธุรกิจที่โดนเปิดเสรีจะเกลียดคนที่เอาการแข่งขันเข้ามาสู่ตนเองเอามากๆ
แต่นั่นก็อาจจะเป็นค่าการเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงว่า
ที่จริงคุณก็ทำธุรกิจเจ๊งไม่ได้เก่งกาจกว่าคนอื่นๆอย่างที่เคยคิดกันนั่นคือความสามารถที่แท้จริงของคุณที่ทำให้เป็นหนี้และขาดทุนหลายหมื่นล้านควรจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าตนเองกระจอกหรือไม่ได้เก่งกาจอะไรกว่าผู้ประกอบการคนอื่นๆที่อยู่ในตลาดเลยแม้แต่น้อย
แต่หากไม่มีการเปิดเสรี เราก็จะไม่รู้ความจริงข้อนี้ที่ปกปิดเอาไว้
ว่าสัมปทานและใบอนุญาตที่กำหนดเงื่อนไขนั้นได้กีดกันคนให้มีโลกที่แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือไปจากความแตกต่างด้านการเงินที่ประกอบธุรกิจทั่วไปยังเป็นเรื่องของเส้นสายและคุณสมบัติที่จะได้ทำธุรกิจที่มีการสัมปทานนั้น
มันคือความจริงของโลกใบนี้ที่น่าเศร้าก็คือ คนที่พยายามทำให้ชาวบ้านมีการทำธุรกิจของตนเองก็โดนกำจัดออกไปอีกแล้ว
เป็นบทสรุปว่า ทุกคนในระบบนั้นรู้ตัวดีว่าหากเปิดเสรีจะเกิดอะไรขึ้นการแข่งขันที่เลือดสีแดงเต็มท้องธารจะเกิดขึ้นนั่นเอง
ไม่มีใครสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่เจ็บตัวหากเป็นการแข่งขันกันอย่างเสรีจริงๆ
แต่นั่นคือแนวคิดการทำธุรกิจทั่วไปไม่เกี่ยวกับไป่มู่หลิงที่จะได้คนที่กลับมาจากโลกเซียนเป็น simp ให้แก่ตนเอง
ที่สามารถชกแก๊งหมีดำแก๊งมังกรแดงและแย่งเอาเงินมาได้อย่างง่ายดาย
การใช้กำลังเหนือฝั่งตรงกันข้ามคือธุรกิจที่กำไรมากที่สุดนั่นเอง
เช่นเดียวกับการสัมปทานของภาครัฐที่เป็นสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันรัฐมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายเอกชน
หากมองตามหลักการธุรกิจที่มีกำไรรัฐก็ควรจะทำเอง
แต่ด้วยเหตุผลบางประการกิจการที่มีกำไรพอผ่านมือรัฐก็กลายเป็นไม่มีกำไรขึ้นมา
จึงต้องเอาเอกชนมากระทำการแทนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าจนสามารถสร้างกำไรได้แก่เอกชนคนที่ทำสัมปทาน
การมีอำนาจหนุนหลังนั้นจึงสำคัญกว่าความสามารถในการทำธุรกิจของบุคคล
ผมจึงไม่ห่วงไป่มู่หลิงแต่อย่างใด เพราะเธอมีคนที่หนุนหลังที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่แม้เธอจะบริหารงี่เง่า ติดหนี้เป็นหมื่นล้านหรือแสนล้านตราบใดที่มีคนมีอำนาจหนุนหลัง ตราบนั้นคุณก็ยังทำธุรกิจต่อไปได้
นี่คือสิ่งที่คอร์สเรียนบริหารธุรกิจพยายามไม่บอกกับเราเพราะหากเราเผลอเรียนกฎหมายการเงินและการธนาคารมามากพอ
หากเราไม่ไปสูบโคเคนจากหน้าอกสาวๆในชุดว่ายน้ำแบบวูล์ฟออฟวอลลสตรีทเราก็คงใส่หมวกเชย์ที่อยู่ท้ายรถบรรทุกและถือปืนเข้าป่าแน่นอน
..
ตื้ด ตื้ด
“แต่ว่าฉันมีแผนการทำธุรกิจนะคะ”ไป่มู่หลิงพยายามติดต่อกับปลายสาย แต่พบว่านี่เป็นอีกคนแล้วที่ไม่ยอมลงทุนทำธุรกิจกับเธอ