
.....ยามเช้าของสำนักอวิ๋นหลินมักเงียบสงบอย่างประหลาด เสียงนกป่าดังแว่วจากนอกหน้าต่างสูง บทสนทนาของลมกับใบสนลอดช่องลมเข้ามา
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกเก่าเป็ลำ ฝุ่นละอองนับพันลอยระยิบระยับราวกลุ่มดาว หอสมุดอันกว้างใหญ่ถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นสมุนไพรแห้งที่ปะปนกันเป็เอกลักษณ์
หอสมุดตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสำนัก ลึกเข้าไปหลังเขาเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยป่าสนและไม้ดอกป่า ทางขึ้นเป็บันไดหินยาวที่ซ่อนตัวในเงาไม้ตลอดทั้งวัน
รอบ ๆ หอสมุดปลูกไผ่เขียวชอุ่มซึ่งเสียดสีกันยามลมพัดเกิดเสียงซู่ซ่า ราวกับเสียงกระซิบของอดีตกาล
ตัวอาคารหอสมุดสูงสามชั้น สร้างจากไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี หลังคามุงกระเบื้องเงาวับเพราะมอสขึ้นหนา บริเวณลานหน้าหอสมุดมีสระน้ำเล็ก ๆ ที่ผิวน้ำสะท้อนเงาท้องฟ้า เชื่อกันว่าถ้าหอสมุดคือที่เก็บภูมิปัญญา สระนี้ก็คือกระจกเงาของฟ้าและโลก
หลี่หานเหวิน เดินฝีเท้าเบา ๆ ไปตามชั้นวางหนังสือ หัวใจยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความใฝ่รู้
เขาได้รับมอบหมายให้หาตำราสมุนไพรเพื่อนำไปใช้สอบภาคปฏิบัติ สำหรับศิษย์ใหม่ งานนี้อาจเป็เพียงการเลือกตำราทั่วไป แต่สำหรับเขา มันคือโอกาสแรกที่จะพิสูจน์ตัวเอง
นิ้วมือของเขาไล้ไปตามสันหนังสือทีละเล่ม จนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับ ตู้ไม้เก่าแก่ มุมลึกสุดของหอสมุด
ตู้บานพับสนิมเขรอะ คล้ายไม่ถูกรบกวนมานานหลายสิบปี ด้านในมีเพียงตำราปกหนังสีหม่น วางอยู่อย่างเดียวดายบนแท่นไม้แกะสลักลวดลายเถาวัลย์
เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ พลางโน้มตัวมองผ่านฝุ่นที่เกาะอยู่บนกระจกบานตู้
บนปกมีตัวอักษรโบราณซีดจนแทบมองไม่ออก ราวกับหมึกนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
“คัมภีร์ยานั่นน่ะเหรอ”
เสียงทุ้มแหบต่ำดังขึ้นด้านหลัง ทำให้หลี่หานเหวินสะดุ้งเล็กน้อย
เขาหันไป เห็นชายชราผมขาวเครายาว สวมชุดผ้าฝ้ายซีดที่สีแทบกลืนไปกับเงาไม้ ใบหน้ามีร่องรอยวัยชราหนักหน่วง แต่ดวงตากลับซ่อนประกายบางอย่างไว้ลึกเกินอ่านออก
“ท่านผู้าุโ… นี่มันตำราสมุนไพรใช่หรือไม่ ข้าขออ่านได้ไหม”
ชายชราส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “หึ… อ่านไปก็เสียเวลา”
“ทำไมล่ะขอรับ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งหายากเช่นนี้ถึงถูกมองว่าไร้ค่า
ชายชราก้าวเข้ามาใกล้ เอื้อมมือไล้ไปบนกระจกตู้ราวปัดฝุ่น แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความเหินห่าง
“เพราะสูตรยาข้างใน ไม่มีทางปรุงได้จริง” เสียงของเขาช้าและมั่นคง “บางตำรับระบุสมุนไพรที่ไม่มีอยู่ในโลกนี้แล้ว บางชนิด… แม้แต่ชื่อก็เป็เพียงเงาในตำนาน ไม่มีใครเคยเห็น หรือพิสูจน์ว่ามีอยู่จริง”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วหัวเราะหยัน “หรือเ้าเชื่อเื่เล่าพวกนั้น ตำนานเซียนบ้าปลูกดอกไม้ด้วยน้ำตา?”
คำพูดนั้นแทงใจหลี่หานเหวิน เด็กหนุ่มรู้จักชื่อตำนานนี้เพียงผิวเผิน แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครเอามาเปรียบกับตำราตรงหน้า
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็อยากลองศึกษาเผื่อพบเคล็ดลับซ่อนอยู่”
หลี่หานเหวินพูดด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะค่อย ๆ เปิดตู้และหยิบตำราขึ้นมา น้ำหนักมันเบากว่าที่คิด กลิ่นกระดาษชื้นและหมึกจางลอยขึ้นแตะจมูก
ชายชราหรี่ตา มองเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อหรือไม่ สุดท้ายเอ่ยเสียงต่ำแทบเป็กระซิบ
“เด็กหนุ่มเอ๋ย… บางตำรา ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ใครทำตาม”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“บางครั้ง ผู้เขียนเพียง้าซ่อนบางสิ่ง… ไว้ให้คนที่คู่ควรจริง ๆ เท่านั้น วันหนึ่ง…เ้าจะเข้าใจ”
พูดจบ เขาหันหลังเดินจากไป ฝีเท้าเงียบกริบราวเงาละลายไปกับมุมตู้หนังสือ
หลี่หานเหวินมองตามด้วยความฉงน ในอกเขามีทั้งความคาใจและแรงปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าชายชราผู้นั้นพูดผิด
เขาก้มลงเปิดตำราบางหน้า ตัวอักษรซีดราวร่องรอยที่กำลังจางหาย คล้ายจะถูกลบออกด้วยมือใครบางคน
แต่ในบางมุมของหมึกจาง กลับสะท้อนประกายแ่ราวมีเส้นแสงซ่อนอยู่ใต้ผิวกระดาษ
ปลายนิ้วของหลี่หานเหวินค่อย ๆ ลูบไปบนหน้ากระดาษเก่า เส้นใยหยาบกร้านบอกชัดว่ามันผ่านมือผู้คนมานับไม่ถ้วน
หมึกที่ซีดจางปรากฏเป็ร่องรอยตัวอักษรโบราณ ตัวบางแทบขาด แต่กลับเรียงเป็เส้นโค้งงามราวลายพู่กันที่ผู้เขียนจงใจสลักทุกลมหายใจลงไป
ภาพแรกที่สะดุดตา คือภาพวาดดอกไม้แปลกประหลาด กลีบใสเหมือนแก้ว มีหยดน้ำเกาะอยู่ตลอดเวลา แม้จะอยู่บนกระดาษ ความเงางามของมันกลับเหมือนหยดน้ำจริง
ใต้ภาพเขียนไว้ว่า
“หยาดวสันต์ฟ้าคราม” ดอกไม้ที่เบ่งบานเพียงหนึ่งครั้งในรอบร้อยปี ต้องหล่อเลี้ยงด้วยน้ำค้างจากเมฆฤดูใบไม้ผลิ
ถัดไปเป็พรรณไม้รากโปร่งที่ทอดลึกลงไปในอากาศ แทนที่จะหยั่งลงสู่ดิน ราวกับสามารถดึงพลังจากสายลมได้
“รากสายลมเหนือ” สมุนไพรที่เติบโตเฉพาะยอดเขาเหนือทะเลเมฆ ไม่อาจปลูกได้ ต้องปีนเก็บด้วยมือเปล่าก่อนรุ่งสาง
บางหน้ามีเพียงกลอนสั้น ๆ ที่ไม่ได้บอกลักษณะสมุนไพรชัดเจน เช่น
“กลางเงาจันทร์ มีเพลิงที่ไร้ควัน เผาให้ดอกบัวน้ำแข็งผลิบาน”
หลี่หานเหวินอ่านแล้วรู้สึกสับสน นี่คือตำรับยา หรือบทกวีที่ซ่อนความหมาย?
แต่ยิ่งเปิดไปก็ยิ่งพบว่าสมุนไพรเหล่านี้ ล้วนเป็สิ่งที่เขาไม่เคยพบชื่อในตำราสำนักหรือแม้แต่ในบันทึกพ่อค้าเร่
บางหน้ามีคราบหมึกจางเป็รูปมือ เหมือนมีใครเคยััมันด้วยอารมณ์รุนแรง ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า จนหมึกซึมลึกเข้าไปในเส้นใยกระดาษ
ยามที่เขาเอียงตำราเข้าหาแสงจากหน้าต่าง ลายเส้นหมึกบาง่กลับปรากฏสีเงินวาวแ่ คล้ายละอองน้ำตาที่แห้งแล้วทิ้งร่องรอยไว้
หัวใจหลี่หานเหวินเต้นแรง เขาเริ่มคิดถึงคำพูดของชายชรา
“บางตำรา ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้ใครทำตาม”
เพราะตำรานี้ ดูไม่ใช่เพียงตำราสมุนไพร หากแต่เป็บันทึกบางสิ่งของผู้เขียน ความทรงจำที่ร้อยด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งเขายังไม่อาจเข้าใจ
หลี่หานเหวินนั่งลงบนม้านั่งไม้เก่าใกล้ชั้นวางตำรา มือของเขาค่อย ๆ เปิดหนังสือคัมภีร์ยาที่เก่าแก่ เล่มนี้ไม่ได้เหมือนตำราใหม่ที่มีลายมือชัดเจนและหมึกดำสนิท หมึกบนกระดาษบางส่วนซีดจางจนน่าจะอ่านยากสำหรับใครหลายคน
เขาเริ่มอ่านเนื้อหาช้า ๆ พินิจพิเคราะห์ทุกตัวอักษร ตัวตำราเต็มไปด้วยคำบรรยายเกี่ยวกับสมุนไพรและวิธีปรุงยา หลายสูตรดูธรรมดาและคุ้นเคย เช่น ใช้ใบสนชงน้ำเพื่อบรรเทาอาการหนาว หรือใช้รากหญ้าหวานเป็ยารักษาแผล
แต่พอเขาอ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นบางประโยคที่แปลกออกไป เช่น
"สมุนไพรที่เบ่งบานเพียงหนึ่งครั้งในรอบร้อยปี ต้องถูกเก็บในยามรุ่งอรุณ เมื่อดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่..."
ประโยคนี้ทำให้เขาสงสัย มันดูเหมือนคำบอกเล่ามากกว่าคำสั่งใช้ยา หรือว่ามันหมายถึงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่?
หลี่หานเหวินกลับไปอ่านย่อหน้าก่อนหน้าใหม่ พบว่ามีชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ถูกเขียนไว้เป็รหัสด้วยตัวอักษรโบราณที่แปลกตา
เขาพยายามถอดรหัสด้วยความตั้งใจ แต่บางตัวอักษรดูเหมือนจะลบเลือน และบางตัวก็เขียนทับซ้อนกันจนแทบแยกไม่ออก
อ่านซ้ำหลายรอบ เขาพบความไม่สมเหตุสมผลในรายละเอียดของสมุนไพร เช่น บางชนิดมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกันเอง หรือบางสูตรระบุสมุนไพรที่ไม่มีในบันทึกของสำนัก
คืนหนึ่ง ขณะที่แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างหอสมุด หลี่หานเหวินลองนำตำรามาวางไว้บนโต๊ะ เปิดหน้าเดิมซ้ำอีกครั้ง
ตอนนี้ หมึกบางส่วนที่ซีดจางเริ่มแวววาวเป็ประกายเรืองรองอย่างลึกลับ เหมือนถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมา
สายตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นตัวอักษรบางตัวเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างช้า ๆ คล้ายจะบอกอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในตำรา
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น ความสงสัยที่สั่งสมมาหลายวันเริ่มกลายเป็แรงผลักดันให้เขาต้องค้นหาความจริงให้ได้ในสักวันหนึ่ง...