ลานหินศิลาขาวหน้าตำหนักใหญ่สำนักเมฆาครามกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ราวกับเป็ลานกว้างที่ขุดเจาะขึ้นมาจากยอดเขาทั้งลูก ม่านหมอกหนาสีขาวนวลไหลเอื่อยผ่านเสาระเบียงหินอ่อน สลักลวดลายัทะยานเมฆาอันน่าเกรงขาม เยาวชนนับพันชีวิตที่รอดชีวิตมาจากบททดสอบบันไดพันขั้น ต่างพากันยืนหอบหายใจโรยแรง ร่างกายโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ บ้างก็ทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้า
ทว่าที่มุมหนึ่งของลานหิน สองพี่น้องตระกูลหยุนกลับยืนนิ่งด้วยท่วงท่าสบาย ๆ เสี่ยวิยังคงกอดหม้อดินใส่ไข่ต้มไว้แน่น ปลายนิ้วเล็ก ๆ แอบแกะเศษเปลือกไข่ที่เหลือเข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าอวบอิ่มซับสีโลหิตฝาดดุจผลท้อสุก ไม่มีแววความเหน็ดเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อย
"พี่ใหญ่... ข้าว่าคนพวกนี้อ่อนแอนัก เดินขึ้นบันไดแค่นี้ก็ทำท่าเหมือนจะสิ้นใจแล้ว" เสี่ยวิกระซิบกระซาบ แววตาซื่อไร้เดียงสา
"เสี่ยวิ สำรวมปากหน่อย" เสี่ยวหัวร้องเตือนเบา ๆ นางจัดแจงเสื้อผ้าป่านของน้องชายให้เข้าที่ ทว่าสายตาคู่สวยกลับจับจ้องไปยังเบื้องหน้า ณ ใจกลางลานหิน มีแท่นศิลาโบราณสีดำสนิทสูงท่วมหัวตั้งตระง่านอยู่ มันคือ "ศิลาตรวจวัดพร์" สิ่งวิเศษที่ใช้จำแนกประเภทรากปราณและระดับความบริสุทธิ์ของดวงจิติญญา
เื้ัศิลาตัวนั้น มีบรรดาผู้าุโสายนอกและศิษย์พี่สายในสวมชุดคลุมหรูหรานั่งเรียงรายคอยบันทึกรายชื่อ
"คนต่อไป... หลินเพ่ยเอ๋อร์ จากตระกูลเสนาบดีเมืองหลวง!" เสียงศิษย์พี่ผู้คุมสอบะโก้อง
หลินเพ่ยเอ๋อร์ในชุดกระโปรงสีแดงเพลิงก้าวออกไปข้างหน้า ใบหน้างดงามเชิดสูงขึ้นอีกครั้ง แม้ว่ามวยผมจะยังดูเบี้ยวเล็กลงจากเหตุการณ์รถม้าคว่ำ ทว่าความหยิ่งยโสในสายเืยังคงเต็มเปี่ยม นางตวัดสายตาคมกริบมองมายังเสี่ยวหัวและเสี่ยวิอย่างเคียดแค้น ก่อนจะยื่นฝ่ามือเรียวบางแตะลงบนพื้นผิวศิลาสีดำ
วิ้งงง!
ชั่วดีดนิ้ว ศิลาสีดำพลันสว่างวาบ แสงสีน้ำตาลเข้มพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็เสาแสงสูงสามวา พร้อมกับมีลวดลายพฤกษาโบราณผุดขึ้นรอบแท่นศิลา
"หลินเพ่ยเอ๋อร์! รากปราณปฐีขั้นสูง ความบริสุทธิ์ระดับเจ็ด! ผ่านเข้าสู่สายใน!" ผู้าุโคุมสอบประกาศเสียงดังลั่น แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศทาง เหล่าบุตรขุนนางต่างพากันส่งเสียงชื่นชม หลินเพ่ยเอ๋อร์ยิ้มเยาะอย่างภาคภูมิ นางหันกลับมามองสองพี่น้องตระกูลหยุนพลางแค่นเสียงข่มขู่ "พวกแกสองคน... รอให้ตกชั้นไปเป็คนรับใช้เถอะ!"
"คนต่อไป... เสี่ยวหัว และเสี่ยวิ!"
เสียงเรียกชื่อทำให้เด็กทั้งสองก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า เสี่ยวิอุ้มหม้อดินเดินตามพี่สาวต้อย ๆ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เหตุการณ์อันไม่คาดฝันพลันบังเกิดขึ้นเมื่อ "เ้าเจ็ด" พ่อไก่ชนขนสีเหลืองทองที่แอบซ่อนตัวอยู่ในตะกร้าผ้าผ่อนของเสี่ยวิ เกิดได้กลิ่นหอมของเม็ดยาปราณที่ผู้าุโวางไว้บนโต๊ะ มันจึงมุดหัวพรวดออกมาทันที!
กิ๊กๆๆ! พึ่บพั่บ!
"ว้าย! ไก่บ้าตัวนั้นนี่นา!" หลินเพ่ยเอ๋อร์กรีดร้องลั่นด้วยความขวัญผวา ยามเมื่อเห็นเงาร่างสีเหลืองทองพุ่งทะยานผ่านหน้าไป
เ้าเจ็ดไม่ได้สนใจนาง มันบินร่อนลงบนยอดศิลาตรวจวัดพร์สีดำสนิทอย่างแม่นยำ อุ้งเท้าแหลมคมที่มีปราณเทพแฝงอยู่เหยียบลงบนยอดศิลาเต็มแรง แถมมันยังจิกปากแหลมคมลงบนหินวิเศษดุจกำลังจิกกินหนอนแก้ว
แก๊ก! แก๊ก!
"เฮ้ย! สัตว์เดรัจฉานจากที่ใดมาบังอาจหลบหลู่ศิลาศักดิ์สิทธิ์!" ศิษย์พี่ผู้คุมสอบหน้าถอดสี ชักกระบี่หมายจะสับเ้าเจ็ดให้ขาดเป็สองท่อน
ทว่า... ก่อนที่คมกระบี่จะถึงตัวศิลาสีดำที่ถูกอุ้งเท้าไก่เหยียบย่ำ พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่!
ครืนนนนน!!!
แผ่นดินรอบลานศิลาขาวสั่นะเืเลื่อนลั่นดุจเกิดแผ่นดินไหว ศิลาตรวจวัดพร์สีดำสะท้านอย่างบ้าคลั่ง แสงสีทองเจิดจรัสสว่างวาบพุ่งทะยานทะลวงชั้นเมฆาขึ้นสู่ท้องฟ้าไกลนับหมื่นวา แสงนั้นกลั่นตัวกลายเป็รูปเงานกฟีนิกซ์เพลิงั์โบราณที่ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์... คล้ายกับรูปร่างของไก่ชนตัวหนึ่ง!
ไอพลังกดดันอันมหาศาลหนาแน่นจนทำให้อาวุธในมือของเหล่าศิษย์พี่หักสะบั้น บรรดาผู้าุโที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ต่างพากันใลนลาน ร่วงตกเก้าอี้ลงไปกองกับพื้นดินหน้าตาตื่น
"นี่มัน... สายเืเทพอสูรโบราณฟีนิกซ์์จุติรึ?!" ผู้าุโสายนอกคนหนึ่งแผดเสียงร้องด้วยความตกตะลึงสูงสุด ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ใช่! ดูดี ๆ นั่นมันไก่ชนธรรมดาชัด ๆ!" อีกคนเถียงเสียงหลง
เ้าเจ็ดชูคอขัน เอ้ก-อี๊-เอ้ก-เอ้ก! เสียงดังสนั่นกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มันสะบัดก้นอวบ ๆ ใส่หน้าผู้าุโหนึ่งที ก่อนจะบินกลับลงมาซุกตัวในตะกร้าผ้าของเสี่ยวิดั่งเดิม ทิ้งให้ศิลาตรวจวัดพร์เกิดรอยร้าวลึกราวกระจกแตก เนื่องจากไม่อาจทานรับพลังปราณเทพที่มันแอบดูดซับมาจากข้าวต้มของหยุนฟานได้
เสี่ยวิรีบเอามืออุดปากเ้าเจ็ด "เ้าเจ็ด อย่าซนสิ เดี๋ยวท่านพ่อจับต้มใส่ฟักเขียวหรอก"
เสี่ยวหัวเห็นท่าไม่ดี นางรีบจูงมือน้องชายก้าวเข้าไปแตะศิลาตรวจวัดเพื่อจบเื่ นางจำคำสั่งของบิดาได้มั่นคง 'ห้ามเผยปราณเทพเด็ดขาด' เด็กหญิงจึงจงใจโคจรปราณสายเืมนุษย์ในร่างให้ออกมาบางเบาที่สุด ส่วนเสี่ยวิก็ใช้มือที่เปื้อนคราบซีอิ๊วแตะลงไปพร้อมกัน
วิ้ง... แป๊ก!
เสาแสงสีทองั์เมื่อครู่พลันดับวูบลงทันตา เปลี่ยนเป็แสงสีเทาหม่นหมองริบหรี่ดุจแสงหิ่งห้อย สูงไม่ถึงครึ่งชุ่น ลวดลายบนหินแสดงผลเป็เพียง "รากปราณขยะขั้นต่ำสุด"
ผู้าุโที่เพิ่งตั้งสติได้ลุกขึ้นมาปาดเหงื่อ มองหน้ากันด้วยความสับสน "ที่แท้... แสงเมื่อครู่เป็เพียงพลังตกค้างของศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่ร้าวราน ส่วนเด็กสองคนนี้... มีเพียงรากปราณขยะธรรมดาสามัญ"
หลินเพ่ยเอ๋อร์หัวเราะลั่นอย่างสะใจ "ข้าบอกแล้ว! พวกมันก็แค่ไอ้พวกขยะบ้านนอก!"
ทว่า ผู้เฒ่าชิงหลิวที่ยืนดูอยู่บนระเบียงสูงกลับั์ตาหดแคบลง เขาไม่เชื่อสายตาตนเอง ชัดเจนว่ามีบางสิ่งบางอย่างถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยพลังที่เหนือล้ำเกินกว่ากฎเกณฑ์ของสำนักจะตรวจวัดได้ "เด็กสองคนนี้... น่าสนใจนัก ข้าจะให้พวกมันเข้าเป็ศิษย์สายนอกไปก่อนเพื่อเฝ้าดูพฤติกรรม"
"เสี่ยวหัว เสี่ยวิ... ผ่านการคัดเลือกเป็ศิษย์สายนอก! ไปรับป้ายไม้ประจำตัวได้!" เสียงประกาศสรุปผลดังขึ้นท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของเหล่าคุณหนูคุณชาย
ในเสี้ยวอึดใจนั้น ตัดสลับกลับมา ณ ตรอกคอกไก่อันเงียบสงบ
ภายในห้องหับด้านหลังร้านข้าวต้ม แงแดดรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า เมิ่งชิวเหยาในชุดรัดกุมสีครามเข้มกำลังขะมักเขม้นกับการสับต้นหอมบนเขียงไม้ เสียงมีดกระทบเขียงดัง ฉับ! ฉับ! ฉับ! เป็จังหวะสม่ำเสมอ ทว่าแววตาของอดีตเงาสังหารกลับดูวอกแวกเล็กน้อย นึกถึงบุตรทั้งสองที่ป่านนี้คงกำลังเผชิญหน้ากับการคัดเลือกอันดุเดือด
กึ้ด!
ด้วยความเสียสมาธิ ปลายมีดคมกริบกลับแฉลบผ่านปลายนิ้วเรียวงามของนาง เกิดเป็รอยแผลเล็ก ๆ ที่มีโลหิตสีแดงสดซึมออกมา ช่างเป็เื่เหลือเชื่อสำหรับยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งที่เคยจับอาวุธสังหารคนมานับหมื่น
ยังไม่ทันที่นางจะยกนิ้วขึ้นซับเื ฝ่ามือหนาอันอบอุ่นของหยุนฟานก็ยื่นเข้ามาจับข้อมือของนางไว้เบา ๆ
เมิ่งชิวเหยาชะงักไป ร่างกายแข็งทื่อเล็กน้อยยามเมื่อััได้ถึงแผ่นอกกว้างของสามีที่ขยับเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังอย่างแนบชิด จนรู้สึกได้ถึงไออุ่นและจังหวะการหายใจของเขา ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากดุกล่าว ทว่าั์ตาสีน้ำหมึกคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้ง
หยุนฟานหยิบตลับยาไม้ไผ่เล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ เขาใช้นิ้วชี้แตะเนื้อบาล์มสีใสข้นขึ้นมาเบา ๆ (ซึ่งแท้จริงคือน้ำมันสกัดจากแก่นพฤกษา์เก้าชั้นฟ้า) แล้วลูบไล้ลงบนรอยแผลของภรรยารองอย่างแ่เบาทะนุถนอม ััอันนุ่มนวลทำให้นางรู้สึกหน้าร้อนผ่าว แก้มเนียนซับสีระเรื่อดุจดอกท้อผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
"ใจลอยไปถึงเทือกเขาเมฆาครามแล้วหรือ ชิวเหยา" หยุนฟานกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนุ่มละมุน
"ท่านพี่... ข้าเพียงแต่กังวล" เมิ่งชิวเหยาเอ่ยเสียงแ่ หลบสายตาคมคู่นั้นลงต่ำ ปลายนิ้วของนางแอบขยับกุมมือหนาของเขาไว้แน่น แฝงความออดอ้อนและความเชื่อมั่นอย่างที่สุด "โลกภายนอกมันโหดร้ายนัก ข้ากลัวว่าจิตใจอันซื่อบริสุทธิ์ของลูกจะถูกย่ำยี"
"ลูกของเรา... ย่อมต้องเติบโตท่ามกลางพายุฝน" หยุนฟานยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนริมฝีปากของเขาเกือบชิดกับหน้าผากมนของนาง แววตามั่นคงดุจขุนเขา "เ้าจงเชื่อใจในตัวพวกเขา... และเชื่อใจในไข่ต้มของข้า"
รอยแผลบนนิ้วของเมิ่งชิวเหยามลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเสี้ยวอึดใจ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจอันเคยด้านชาของนักฆ่าสาว นางเอนกายพิงแผ่นอกของสามีปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่สื่อความรักแทนคำพูดนับหมื่นคำ
ตัดกลับมา ณ เรือนนอนสายนอกแห่งสำนักเมฆาคราม
สภาพของเรือนนอนสายนอกช่างแตกต่างจากตำหนักใหญ่อย่างฟ้ากับดิน มันเป็เพียงกระท่อมไม้เก่า ๆ หลังคารั่วซอมซ่อตั้งอยู่ท้ายหุบเขาอันห่างไกล ศิษย์สายนอกตระกูลใหญ่สามสี่คนกำลังนั่งล้อมวงหัวเราะเยาะเย้ยสองพี่น้องตระกูลหยุนที่เพิ่งเดินถือห่อผ้าเข้ามา
"เฮ้! ไอ้เด็กขยะสองคนนั้น!" เสียงะโดุดันดังมาจากชายหนุ่มร่างใหญ่หน้าตาปรุปรอย นามว่า "เกาเฟิง" มันคือศิษย์สายนอกาุโผู้ทรงพลังระดับปรับแต่งกายาขั้นที่เก้า เป็อันธพาลคุมเรือนนอนแห่งนี้
เกาเฟิงก้าวสามขุมเข้ามาขวางหน้าเสี่ยวหัว สายตาขี้ฉ้อจับจ้องไปยังหม้อดินในอ้อมอกของเสี่ยวิ "กฎของเรือนนอนสายนอก... ใครเข้ามาใหม่ต้องส่งของมีค่าและอาหารทั้งหมดมาให้ข้า! ส่งหม้อดินใบนั้นมาเสียดี ๆ!"
"ไม่ได้! นี่คือไข่ต้มที่ท่านพ่อทำไว้ให้พวกเรา!" เสี่ยวิแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน กอดหม้อดินแน่นขึ้น
"หนอย! ไอ้เด็กเหลือขอ! กล้าขัดคำสั่งข้ารึ!" เกาเฟิงเดือดดาล มันชักดาบเหล็กกล้าข้างเอวออกตวัดฉับไว พุ่งตรงหมายจะสับแขนของเสี่ยวิให้ขาดเพื่อแย่งชิงหม้อดิน จังหวะการลงมือรวดเร็ว เฉียบคม และไร้ความปราณี สมฐานะอันธพาลเ้าถิ่น!
ฟึ่บ!
เสี่ยวหัวดวงตาสว่างวาบ ไอสังหารที่ได้รับสืบทอดมาจากแม่รองะเิออกจาง ๆ นางพุ่งร่างวาบมาขวางเบื้องหน้าน้องชาย กระบี่ไม้ในมือยังคงอยู่ในฝัก ทว่านางกลับใช้ฝักกระบี่ตวัดฟาดสวนกลับไปด้วยท่วงท่ากระชับสั้นเด็ดขาด!
เคร้ง!!!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสะท้านลั่นห้อง ฝักกระบี่ไม้ของเสี่ยวหัวกระแทกเข้ากับใบดาบเหล็กกล้าของเกาเฟิงอย่างแม่นยำ แรงอัดปราณที่ซ่อนเร้นทำเอาดาบเหล็กกล้าหักสะบั้นออกเป็สามท่อนในชั่วดีดนิ้ว! เศษเหล็กปลิวว่อนบาดใบหน้าของเกาเฟิงจนเืสด ๆ ไหลซึม
"อ๊ากกก! ดาบของข้า!" เกาเฟิงร้องลั่นด้วยความใสูงสุด ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
เด็กหญิงก้าวสืบเท้าขยับกายประดุจเงาพราย หมุนตัวตวัดปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่กระแทกเข้าที่หัวเข่าของเกาเฟิงอย่างโเี้!
กร๊อบ! อั่ก!
เสียงกระดูกสะบ้าหัวเข่าแตกละเอียดดังสนั่น เกาเฟิงหน้าเขียวคล้ำ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดิน นอนดิ้นพล่านกุมหัวเข่าร้องครวญครางด้วยความเ็ปแสนสาหัส ยามเมื่อความเ็ปแล่นพล่านทลายเส้นประสาท
"พวกแก... ช่วยข้าด้วย! ฆ่ามัน!" เกาเฟิงแผดเสียงสั่งสมุนอีกสองคน
สมุนร่างใหญ่สองคนชักท่อนไม้ออกพุ่งทะยานเข้าใส่เสี่ยวหัวจากซ้ายและขวา หมายจะรุมทุบตีเด็กหญิงให้แหลกคามือ ทว่าจังหวะนี้เสี่ยวิกลับไม่อยู่เฉย เด็กชายวางหม้อดินลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะขยับเท้าก้าวไขว้ตามวิชาก้าวพระบาทท่องดารา ร่างเล็กพุ่งวาบหายไปจากสายตาของศัตรู ราวกับอันธพาลทั้งสองพุ่งเข้าหาความว่างเปล่า
ฟึ่บ! ปัง! ปัง!
เสี่ยวิไปปรากฏกายขึ้นด้านหลังของคนทั้งสอง ฝ่ามือน้อย ๆ สองข้างอัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ตบเข้าที่บั้นเอวและจุดชีพจรหลังของศัตรูพร้อมกันเบา ๆ หนึ่งครั้ง!
แรงดันปราณมหาศาละเิออกระลอกหนึ่ง ส่งร่างของอันธพาลสายนอกทั้งสองลอยละลิ่วทะลุฝาผนังไม้ของกระท่อมพังทลายเป็รูโหว่ ปลิวไปตกกระแทกกับกองมูลดินด้านนอกสลบเหมือดจมกองเืทันทีในเสี้ยวอึดใจ โดยไม่อาจส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ความเงียบสนิทกลับคืนสู่เรือนนอนสายนอกอีกครั้ง ศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ ที่แอบดูอยู่ต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะให้สองพี่น้องตัวน้อยดุจกราบไหว้พญายม
"ท่านพี่ใหญ่... ไว้ชีวิตพวกเราด้วย!" เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงม
เสี่ยวิไม่ได้สนใจ เขารีบหยิบหม้อดินขึ้นมากอดดั่งเดิม พลางหันไปยิ้มร่าให้พี่สาว "พี่ใหญ่... เตียงตรงนั้นกว้างดี ข้าจะนอนตรงนั้นนะพี่ใหญ่"
"อืม... จัดของเถอะเสี่ยวิ" เสี่ยวหัวพพยักหน้า แววตากลับคืนสู่ความสงบราบเรียบดั่งเดิม
ห่างออกไปในเงามืดบนยอดหลังคาเรือนนอน ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบติดตามมาตลอดถึงกับมือสั่นเทาจนเกือบปล่อยป้ายหยกหล่นพื้น ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอันสูงสุด "กระบวนท่าเมื่อครู่... มันไม่ใช่พลังระดับปรับแต่งกายา! เด็กสองคนนี้... ซ่อนเร้นพลังที่สามารถถล่มสำนักเมฆาครามได้ทั้งสำนักไว้ในร่างชัด ๆ!"
กงล้อแห่งโชคชะตาบัดนี้ได้หมุนเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านอันบ้าคลั่ง สองพี่น้องตระกูลหยุนได้ปักหลักในสำนักเมฆาครามแล้ว และพายุทลายฟ้าดินกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!