หลังจากไต้จงฮ่องเต้เสด็จออกไปนอกท้องพระโรง ฝ่ายขุนนางฝ่ายกลาโหมทั้งปวงเมื่อส่งเสด็จแล้วแต่ก็ยังสนทนาปราสัยกันต่อด้วยความวุ่นวายใจในสถานการณ์ของบ้านเมืองเป็นอันมาก
ฝ่ายมหาขันทีปี้หลันนั้นรอโอกาสพูดคุยกับจอหงวนสกุลหยางอยู่แล้ว จึงได้เดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกล่าวไปเพียงเบา ๆ ว่า
“นางสนมผู้แซ่หยางทั้งยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ จอหงวนมีความสนใจจะฟังบางเรื่องราวของนางหรือไม่ ?”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งใจขั้น ครั้นเห็นเป็นมหาขันทีซึ่งเคยคุมสอบปฏิบัติก็จดจำออก จึงคำนับแล้วกล่าวว่า
“เราทั้งสองได้เข้าตระกูลหยางมาพร้อมกัน ไม่ทราบกงกงจะมีเรื่องชี้แนะอันใดแก่ข้าพเจ้าเล่าขอรับ ?”
ปี้หลันก็ถอนหายใจแล้วจูงมือหยางไคออกไปจากท้องพระโรงเพื่อมายังบริเวณพระราชฐานชั้นกลางซึ่งปลอดผู้คนนัก แล้วเล่าให้ฟังว่า
“ในครั้งนั้นข้าพเจ้าสังหรณ์ใจไม่ดีจึงคิดจะติดตามไปอารักขาองค์ประมุข แต่หวังเจิ้งได้ขัดขวางเอาไว้ก่อน จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับสนมหยางผู้นั้นแล้วตามเสด็จออกสู่สมรภูมิพร้อมด้วยองค์จักรพรรดิ เพื่อต้องการอารักขาพระองค์”
หยางไคพอได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกวิงเวียนหน้ามืดตามัวคล้ายจะเป็นลม ก็ด้วยความห่วงใยหยางเหมยซึ่งสนิทสนมกันมาอย่างยาวนานนัก ปากก็บ่นพึมพำด้วยความสับสนในจิตใจว่า
“เช่นนั้น ..ถ้าเป็นเช่นนั้น ...”
แต่ขณะนั้นองค์หญิงหย่งชิงซึ่งเพิ่งจะเสด็จกลับจากการเข้าเฝ้าพระเชษฐาองค์รองหรือไต้จงฮ่องเต้ในวันนี้ ณ พระที่นั่งจงเหอหลังจากเสด็จออกว่าการราชการ ก็ได้ผ่านออกมาพร้อมด้วยนางกำนัลทั้ง 4 คน ด้วยอาการเศร้าสร้อยนัก แล้วเมื่อทอดพระเนตรหยางไคกำลังยืนสนทนาอยู่กับมหาขันทีปี้หลันก็รู้สึกคลายใจลง จึงทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงอัดอั้นมาตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ก็เกินจะทนทานเอาไว้ได้อีกแล้ว จึงทรงกันแสงแล้วยืนนิ่งอยู่อย่างน่าสงสารนัก
ฝ่ายปี้หลันเห็นเช่นนั้น จึงถวายพระพรแล้วรีบเดินจากไป ส่วนหยางไคยังมึนงงกับสองเหตุการณ์ที่เข้ามาพร้อม ๆ กันจึงนิ่งไปสักครู่หนึ่ง
พอตั้งสติได้แล้วจึงวางตนดังเป็นอาจารย์ของนาง แล้วเดินเข้าไปพร้อมกับกล่าวถามขึ้นว่า
“พระองค์เป็นเช่นไรบ้าง..”
องค์หญิงน้อยเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็ทรงกันแสงไปแล้วตรัสด้วยเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอว่า
“ข้าพเจ้ากังวลใจในเสด็จพี่และสนมหยางนัก”
ฝ่ายหยางไคแม้อยากจะตอบไปว่า ‘ตนก็มีความกังวลไม่ต่างกันเลย’ แต่หากกล่าวออกไปย่อมทำให้จิตใจขององค์หญิงที่กำลังหวั่นไหวจะยิ่งทุกข์ระทมมากยิ่งขึ้น จึงกล่าวปลอบใจไปว่า
“ข้าพเจ้าทราบดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแท้จริง แต่โปรดปล่อยเรื่องราวทั้งหมดนี้ ให้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง”
และไม่ทราบว่าคำสัญญาอันเลื่อนลอยของเขา กลับกลายเป็นทำให้นางรู้สึกเชื่อใจและเชื่อมั่นได้อย่างประหลาด จึงเริ่มที่จะกลั้นพระโศกไว้ได้บ้างแล้ว
หยางไคเห็นสีหน้าขององค์หญิงดีขึ้นมาก จึงกล่าวว่า
“องค์หญิงโปรดถนอมพระวรกาย แต่บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอตัวเพื่อสะสางปัญหาก่อน”
กล่าวจบจึงกลับหลังเพื่อจะเดินตามหาและคุยธุระสำคัญกับมหาขันทีปี้หลันให้แล้วเสร็จกันต่อเสียก่อน แต่แล้วแผ่นหลังของเขากลับสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและความเปียกชื้นจากหยดน้ำตาของสาวน้อยในทันที
เพราะแม้ภายนอกจะดูเหมือนนางมีความเข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อได้เห็นว่าเขากำลังจะจากไปอีกแล้วก็กลับกลายเป็นอ่อนแอขึ้นมาเสียอีก และมือทั้งสองข้างของนางนั้นโอบรัดเข้าที่เอวของชายหนุ่มแล้วร่ำไห้ออกมาอย่างคนไร้สติ
หยางไคนั้นไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาอีกเลย จึงได้แต่หยุดและยืนให้นางร่ำร้องเสียให้พอก็น่าจะดีกว่า
..จนผ่านไปสักพักองค์หญิงก็สามารถหยุดกันแสงแล้วพลันได้สติ ก็รู้สึกอับอายที่ตนเอาแต่กอดเขาจากด้านหลัง จึงรีบปล่อยมือแล้วกล่าวด้วยความเขินอายนักว่า
“ขอบคุณ(แผ่นหลังของ)ท่าน ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจขึ้น”
ตรัสเพียงเท่านั้นก็พานางกำลังทั้ง 4 คน ซึ่งแต่ละนางก็ต่างยิ้มด้วยมุมปากดูพิกลอยู่
ฝ่ายหยางไคครั้นเดินไปจนทั่วก็ไม่พบเจอมหาขันทีฯ ก็เกรงว่าจะพลั้งเผลอผ่านเข้าไปในพระราชฐานชั้นในอีกเป็นครั้งที่สอง จึงตัดใจออกจากวังแล้วกลับมายังเรือนรับรองของตน
..
… พอผ่านไปจนดึก
ขณะหยางไคกำลังจะเตรียมตัวเพื่อเข้านอนก็รู้สึกได้ว่ามีผู้ใดมาเยือนในยามวิกาล จึงออกไปทางด้านประตูหลังแล้วตรงไปยังสวนหย่อมภายในบ้านพักก็เห็นหลี่ซื่อชิ่นประมุขพรรคกระยาจกยืนไพล่หลังอยู่อย่างสง่างาม
ชายหนุ่มซึ่งสัมผัสตัวตนของเขาได้ตั้งแต่แรก จึงเข้าไปทำคารวะแล้วกล่าวว่า
“มาเยือนยามค่ำคืนเช่นนี้ ผู้อาวุโสหลี่คงมีสิ่งใดชี้แนะข้าพเจ้ากระมัง”
หลี่ซื่อชิ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมาแล้วกล่าวว่า
“จอหงวนได้ฝากของวิเศษเหล่านั้นมาให้ บัดนี้ข้าจึงคิดจะมาตอบแทน”
ประมุขพรรคกระยาจกผู้นี้แม้ในนามจะเป็นหัวหน้าขอทาน แต่กลับไม่เคยเอ่ยปากขอหรือติดค้างน้ำใจผู้ใด และวันนี้ย่อมกลับมาตอบแทนคุณความดีของชายหนุ่มอย่างเหมาะสมที่สุด อันเนื่องมาจากทรัพยากรล้ำค่าเหล่านั้น มันทำให้ชายกลางคนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บและทะลวงขั้นใหญ่ขึ้นไปถึงขอบเขต [พลังก่อจิต] ขั้นกลางได้สำเร็จแล้ว!!
จากนั้นหลี่ซื่อชิ่นจึงกล่าวขึ้นว่า
“พรรคกระยาจกมีสุดยอดเคล็ดวิชาฝ่ามือฆ่ามังกรและฝ่าเท้าท่องลม 5 ขั้น 5 กระบวน แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ ข้าจึงสามารถถ่ายทอดเพียงขั้นที่ 1 ถึง 3 ให้แก่เจ้าได้”
หยางไคได้ฟังเช่นนั้นจึงตอบกลับไปด้วยความสัตย์ซื่อว่า
“เรื่องนั้นผู้เยาว์ทราบดี และข้าพเจ้าเองก็ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาจาก ท่านลุง ‘จางฉวน’ ทั้ง 3 ท่าแล้ว”
หลี่ฉวนกระนั้นหรือ!!
ประมุขพรรคกระยาจกย่อมไม่นึกไม่ฝันว่าน้องชายของตนจะกล้าถ่ายทอดสุดยอดวิชาให้กับคนนอก แต่พอมาย้อนคิดอีกทีตนเองก็เพิ่งคิดจะถ่ายทอดมันให้กับเขาเช่นกันมิใช่หรอกหรือ ?
แต่ไหน ๆ ก็คิดจะตอบแทนไปแล้ว จึงกล่าวแก้เกี้ยวไปเพียงว่า
“ขั้นที่ 4 และ 5 นั้น จำกัดการถ่ายทอดให้เฉพาะประมุขพรรค ข้าจึงไม่อาจถ่ายทอดมันให้เจ้าทั้งหมด หากถ่ายทอดเพียงอีกขั้นก็คงไม่ผิดข้อห้ามกระมัง”
หยางไคได้ฟังเช่นนั้นก็ยินดี เพราะเพียงเคล็ดวิชา 3 ขั้นแรก ก็ยังสร้างความแตกต่างระหว่างฝีมือของตนกับจอมยุทธทั่วไปอย่างมากมายแล้ว หากแม้นเขาสามารถยกระดับขึ้นได้อีก ย่อมเป็นเรื่องประเสริฐอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะศึกใหญ่ที่กำลังจะใกล้เข้ามาถึงทุกขณะแล้ว
จึงรีบคำนับและขอบพระคุณอย่างจริงใจ
หลี่ซื่อชิ่นจึงขบคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“อันดับแรกเจ้าจงแสดงกระบวนท่าทั้ง 3 จาก 2 สุดยอดเคล็ดวิชาให้ข้าชมก่อน”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มใช้กระบวนท่าฝ่ามือฆ่ามังกรและเท้าท่องลมออกมาอย่างชำนาญนัก โดยเฉพาะเท้าท่องลมที่ถูกยกระดับขึ้นจากการบูรณาการของ#เท้าไฟ ของเคล็ดวิชาลมปราณมังกรไฟ และถึงกับหล่อรวม #ลูกเตะมันเผาเข้าไปอีกชั้น จึงทำให้กระบวนท่าก้าวย่างได้แฝงพลังเตะที่สามารถใช้โจมตีได้อีกด้วย
โดยรวมแล้วท่าร่างที่หยางไคแสดงออกมาจึงมีความซับซ้อนอย่างเหลือแสน จนแม้แต่หลี่ซื่อชิ่นซึ่งครอบครองเคล็ดวิชาระดับ 5 กลับไม่สามารถมองออกได้เลย
จึงคิดขึ้นในใจว่า
'อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้นี้ ยังจะมีผู้ใดที่ไม่โปรดปรานเอ็นดู'
ว่าแล้วก็เริ่มถ่ายทอดเท้าท่องลมขั้น 4 ที่แม้จะสามารถยกระดับความก้าวหน้าในส่วนของท่าร่างได้ไม่มากนัก แต่ความรวดเร็วของเขานั้นถูกเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากมาย และหากแม้นหยางไคคิดจะหลบหนี ย่อมไม่อาจมีผู้ใดขัดขวางจับกุมได้เป็นอันขาด
ส่วนฝ่ามือฆ่ามังกรกระบวนท่าที่ 4 นั้น กลับยิ่งส่งเสริมหยางไคในช่วงศึกสงครามได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นท่าฝ่ามือซึ่งเน้นโจมตีเป็นวงกว้าง แม้นมีศัตรูนับ 10 คนกลุ่มรุมเข้าพร้อมกันยังสามารถเข้าปะทะได้อย่างมีประสิทธิภาพในการรบ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้ชายหนุ่มมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในใจจึงคิดวนเวียนในเรื่องสำคัญอยู่แทบทั้งคืน จนตื่นขึ้นมาพร้อมกับตัดสินใจบางเรื่องราวได้แล้ว..