หลายวันต่อมาอัจฉริยะของอาณาจักรสวรรค์และทวีปเซียนก็ปรากฎออกมาจากค่ายกลซึ่งคนที่นำมาคือมู่เฟยเสวี่ยที่ตอนนี้ใบหน้าของนางกำลังบูดบึ้งเห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก
“เขาอยู่ไหน”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“อยู่ในหอคอยนั่นไง”เจี้ยนอี้ชี้ไปทางรายชื่อของฉางเฟิงที่ตอนนี้มาถึงชั้นที่ 59 แล้ว
“ตาบ้าฉางเฟิงรอเจ้าออกมาก่อนเถอะข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่”มู่เฟยเสวี่ยกำหมัดแน่น
“เอาน่าเขาเองก็มีภาระที่ต้องแบกรับก็เลยอยากจะแข็งแกร่งมากๆนั่นแหละ” เจี้ยนอี้ปลอบมู่เฟยเสวี่ยให้ใจเย็นจากนั้นนางก็อธิบายการทำงานของหอคอยและให้อัจฉริยะไปทดสอบได้ตามใจ
แน่นอนว่าพวกนางเองก็เข้าไปทดสอบด้วยเพราะมันจะช่วยให้พวกนางทะลวงขั้นจักรพรรดิเซียนได้อย่างแน่นอน
อีกด้านฉางเฟิงตอนนี้ได้เริ่มย่อยความรู้ด้านเต๋ากระบี่ของพระเจ้าต้นกำเนิดแล้วซึ่งหลายวันมานี้ฉางเฟิงได้ย่อยความรู้ด้าน ค่ายกล ปรุงยาตราประทับและการหลอมอุปกรณ์จนหมดแล้วเรียกได้ว่าฉางเฟิงราวกับได้เปิดประตูบานใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ในใจของฉางเฟิงนับถือบรรดาลุงๆของตนเองมากพวกเขาแต่ละคนล้วนสร้างเส้นทางใหม่ๆของตนเองจนมาถึงจุดสูงสุดส่วนฉางเฟิงก็สามารถนำความรู้นี้มาขัดเกลาเพื่อสร้างเส้นทางของตนเองได้
“วิถีกระบี่ของท่านลุงอู่หมิงทำไมถึงน่ากลัวขนาดนั้นวิถีกระบี่นี้เน้นการสังหารด้วยกระบี่เดียว แถมเต๋าแห่งเงาของท่านลุงยังน่าหวาดกลัวมากน่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ฝึกฝนแต่เต๋ากระบี่ของท่านลุงก็ควรค่าแก่การศึกษา” ฉางเฟิงคิด
ในชั้นที่59 ฉางเฟิงเจอกับอัจฉริยะที่ได้ชื่อว่าเซียนกระบี่คนหนึ่งทั้งสองใช้กระบี่ประลองกันอยู่นานสุดท้ายฉางเฟิงก็เอาชนะมาได้ถ้าไม่ใช่เพราะฉางเฟิงได้รับความรู้ด้านกระบี่มาจากพระเจ้าต้นกำเนิดฉางเฟิงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้
“ต่อไปเป็นชั้นที่60 แล้วสินะ เขาอยู่ที่ชั้นต่อไป” ฉางเฟิงยิ้มออกมา
จากนั้นฉางเฟิงก็ฟื้นฟูจนเสร็จและขึ้นไปบนชั้นที่60 และชั้นที่ 60 ก็เป็นการต่อสู้กับผู้ดูแล และคนที่เป็นผู้ดูแลชั้นนี้ก็คือ เซียนมารในอดีตและเป็นผู้คิดค้นทักษะเซียนมารขึ้นมา
“ในที่สุดเจ้าก็ขึ้นมาถึงขั้นที่60 จนได้ข้ารอเจ้ามานานแล้ว” ชายวัยกลางคนมองไปยังฉางเฟิงดวงตาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายเป็นสีทองส่องสว่างแต่อีกข่างดำมืดจนน่ากลัว
“ท่านคือผู้ที่สร้างทักษะเซียนมารขึ้นมาใช่หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ผิดข้านั้นเป็นทั้งเซียนและเป็นมารในเวลาเดียวกันสำหรับข้าหนึ่งความคิดเป็นเซียนหนึ่งความคิดเป็นมารไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยแล้วเจ้าละสามารถทำได้หรือไม่” เซียนมารมองไปยังฉางเฟิง
“ข้ายังไม่ถึงขั้นนั้นตอนนี้ข้ายังฝึกฝนได้ถึงขั้นที่ 2 เท่านั้นยังไม่ถึงขั้นที่ 3 หนึ่งจิตเป็นเซียนหนึ่งจิตเป็นมาร”ฉางเฟิงกล่าว
“งั้นเหรอถ้างั้นก็ยากหน่อยนะที่จะเอาชนะข้า เพราะเมื่อเทีบกับขั้นที่ 3แล้วขั้นที่สองยังอ่อนแอเกินไป ไม่เป็นไรข้าจะฝึกฝนให้กับเจ้าจนกว่าจะสร้างจิตเซียนและจิตมารที่แท้จริงให้กับเจ้าเอง”เซียนมารกล่าวพร้อมกับออร่าบนร่างระเบิดออกมา
กลิ่นอายของอีกฝ่ายทำให้ฉางเฟิงถึงกับถอยหลังไปหลายก้าวใบหน้าล้วนแต่ตกตะลึง
“นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเซียนและมารที่แท้จริงส่วนตัวเจ้ายังสัมผัสได้แต่ผิวเผินของเซียนและมารเท่านั้นแต่ข้าจะช่วยให้เจ้าเข้าใจในเซียนมารอย่างแท้จริงเพราะหลายหมื่นหลายแสนปีผ่านไปมีเพียงเจ้าที่ฝึกฝนได้ถึงขั้นนี้เพราะงั้นข้าไม่อยากให้มันหยุดแค่ขั้นที่2 อย่างเด็ดขาด” เซียนมารพุ่งเข้าหาฉางเฟิงด้วยความเร็วมาก
แม้ระดับพลังของเซียนมารในตอนนี้จะเท่ากับฉางเฟิงแต่ความรู้ด้านเต๋าและประสบการณ์กลับสูงมากมันสูงมากกว่าชั้นที่ 59 หลายเท่าเลย
“ตูม!!!!!!!”ฉางเฟิงหลบไม่ทันและใช้แขนทั้งสองข้างป้องกันหมัดของอีกฝ่าย
“ป้องกันได้ดีแต่ว่ามันยังไม่ใช่ เจ้าจะต้องยอมรับหมัดของข้าเจ้าถึงจะเข้าใตเซียนและมารที่แท้จริงได้”ร่างของเซียนมารได้ติดตามฉางเฟิงมาติดๆและโจมตีออกไปอีกครั้ง
“ยอมรับหมัดของท่านงั้นเหรอข้าได้ตายแน่ถ้าทำแบบนั้น” ฉางเฟิงรู้สึกปวดที่แขนทั้งสองข้างเห็นได้ชัดว่าพลังกายของอีกฝ่ายเหนือกว่าขั้นเซียนไปแล้ว
“เจ้าไม่ตายหรอกเพราะงั้นยอมรับหมัดของข้าซะ”ด้านหลังเซียนมารปรากฎร่างจำแรงเซียนมารซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของฉางเฟิงหลายเท่าขนาดของมันเทียบได้กับภูเขาขนาดใหญ่เลยทีเดียว แขนทั้ง 6 และใบหน้าทั้งสามเหมือนกับยักษ์ของฉางเฟิงแต่มันกลับชัดเจนราวกับมีตัวตนจริงๆไม่ใช่ร่างเงา
“นี่คือร่างจำแรงของเซียนและมารเมื่อเจ้าเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าเซียนคืออะไรมารคืออะไรได้มากพอเจ้าจะไม่เพียงแต่จะสามารถเรียกร่างจำแรงนี้ออกมาได้แต่ยังสามารถหลอมรวมปราณเซียนและมารได้อีกด้วย”
ปราณสีทองและสีดำผสานเข้าด้วยกันกับหมัดทั้งหกของร่างจำแรงและชกไปยังฉางเฟิงคราวนี้ฉางเฟิงกลับป้องกันไว้ไม่ได้แขนทั้งสองข้างถูกบดขยี้และหมัดทั้งหมดชกไปที่ร่างของฉางเฟิงทันที
“อึก!!!!!ขืนเป็นแบบนี้ข้าตายแน่” ฉางเฟิงเริ่มที่จะควบคุมสติไม่ได้
พริบตานั้นเองฉางเฟิงก็เหมือนกับเห็นภาพประสบการณ์ชีวิตของเซียนมารที่เคยเจอมาตลอดชีวิตในชีวิตของเซียนมารเจอทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายมารับครั้งไม่ถ้วน ถูกหักหลังผิดหวังกับความรักได้พบกับการสูญเสียมามากมายจนฉางเฟิงเทียบไม่ติดเรียกได้ว่าประสบการณ์ชีวิตคือกุญแจของการฝึกฝนขั้นที่ 3 ของกายาเซียนมารซึ่งถ้าฉางเฟิงฝึกฝนเองจำเป็นต้องใช้เวลาไม่รู้อีกกี่และต่อให้เวลาผ่านไปมากขนาดใหนแต่ฉางเฟิงไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ที่สูญเสียจนจิตใจแตกสลายกลายเป็นมารอย่างแท้จริงเหมือนกับเซียนมารฉางเฟิงก็ไม่มีทางฝึกฝนสำเร็นเช่นกัน
“เขาถึงกับเคยเป็นมารร้ายมาก่อนจริงๆ”ฉางเฟิงมองไปยังภาพของเซียนมารที่กลายเป็นมารร้ายที่ไม่มีสติทำได้เพียงเข่นฆ่าไปทั่วเท่านั้นเองอยู่ๆฉางเฟิงกลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเดียวกับเซียนมาร นั่นคือความบ้าคลั่งความเจ็บปวดของการสูญเสีย
เซียนมารเคยมีภรรยาคนหนึ่งและมีลูกน้อยอีกสองคนแต่วันหนึ่งสหายสนิทกลับคิดจะขืนใจภรรยาของเขาแต่ทำไม่สำเร็จจึงสังหารภรรยาและลูกน้อยของเขาทิ้งนี่ทำให้จิตใจของเซียนมารไม่เพียงแตกสลายและยังตกลงสู่ความมืดมิดสุดจะหยั่งกลายเป็นมารร้ายที่ไม่มีสติทำการเข่นฆ่าผู้คนไปหลายล้านชีวิตแต่ในความโชคร้ายนี้วันหนึ่งได้มีเซียนท่านหนึ่งได้ปรากฎและช่วยเหลือให้กับเซียนมารหลุดพ้นจากการเป็นมารและเริ่มเดินทางบนเส้นทางของเซียนสุดท้ายจึงกลายมาเป็นเซียนมารจนถึงทุกวันนี้