เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 43 ข้อตกลง

    แกรนด์ยืนเบิกตากว้างด้วยความดีใจและตื่นเต้น วิวัฒนาการคือการที่สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งๆ จะพัฒนาตนเองขึ้นไปเป็นสายพันธุ์ที่สูงยิ่งขึ้นในเผ่าพันธุ์ของตน การวิวัฒนาการจะทำได้ก็ต่อเมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มีพลังถึงขีดจำกัดของสายพันธุ์ดั้งเดิมแล้วเท่านั้น และต้องทะลวงข้ามขีดจำกัดของสายพันธุ์นี้ไปเพื่อวิวัฒนาการไปเป็นสายพันธุ์ที่สูงขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นก็อบลินที่วิวัฒนาการเป็นฮอบก็อบลิน และฮอบก็อบลินที่วิวัฒนาการขึ้นไปเป็นโอเกอร์อีกที แน่นอนว่าเมื่อเลื่อนขึ้นไปเป็นสายพันธุ์ที่สูงกว่าเดิมมันก็ต้องดีกว่าเดิมอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่ไม่อยากจะวิวัฒนาการตนเองไปสู่ร่างที่ดีกว่าเดิมแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถวิวัฒนาการขึ้นไปได้ มีบ้างที่วิวัฒนาการเพราะความสามารถ รึบางทีก็วิวัฒนาการเพราะอายุมากและอยู่มานานจนสะสมพลังและประสบการณ์พอที่จะยกระดับตนเอง รึบางทีอาจจะหมดอายุขัยตายไปทั้งๆ ที่อยู่ในขั้นแรกเลยก็มี ซึ่งอย่างหลังนี้มีสัดส่วนเยอะที่สุด

    “สภาวะจำศีลของเจ้านานแค่ไหนล่ะ?”

    “สามเดือน”

    “อืม เจ้าไปจำศีลในห้องตัวเองอย่างสบายใจได้เลย ข้าจะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนตลอดทั้งสามเดือน เมื่อเจ้าออกมาข้าจะเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเอาไว้เอง ไว้เจอกันอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าพร้อมแล้วแน่นะ?”

    “ข้าพร้อมแล้ว ข้าออกมาท่านต้องตกใจแน่ อิอิ”

    แกรนด์ถามย้ำเพื่อความมั่นใจ สภาวะจำศีลของออร์คคือกระบวนการวิวัฒนาการร่างใหม่และปรับพลังเพื่อให้เข้ากับร่างใหม่ สภาวะนี้กินเวลายาวนานเป็เดือน รึออร์คบางตนอาจจะใช้เวลาหลายเดือนขึ้นอยู่กับร่างกายและพลังซึ่งเจ้าตัวจะสามารถระบุความยาวนานของสภาวะนี้ได้ ภายในสามเดือนนี้ออร์คที่กำลังอยู่ในสภาวะจำศีลจะอยู่ในสภาพที่อ่อนแออย่างถึงที่สุด คล้ายกับสภาวะที่ปูลอกคราบใหม่ตัวของมันจะนิ่มและอ่อนแอลงมาก เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปเหล่าผู้ที่ต้องการจะกำจัดตัวปัญหาของพวกเขาในอนาคตต้องแห่กันมาเป็นขบวนแน่ เพราะออร์คธรรมดาก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ถ้ามันสามารถวิวัฒนาการได้จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่สูงขึ้นไปอีกต้องกลายเป็นตัวปัญหาที่ยากจะรับมืออย่างไม่ต้องสงสัย ความแข็งแกร่งสูงสุดของบ็อบคือพลังในตอนนี้ ซึ่งบ็อบมาถึงทางตันที่เป็นจุดสูงสุดของออร์คแล้ว แต่เมื่อวิวัฒนาการขึ้นไป ความแข็งแกร่งจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่นี้ แต่มันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจจินตนาการได้ ทั้งในการจำศีลครั้งนี้ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนกว่าจะครบกำหนดเวลา เมื่อแกรนด์ถามย้ำและบ็อบตอบว่าพร้อมด้วยความมุ่งมั่นมันจึงไม่มีอะไรที่เขาต้องลังเลอีกต่อไป แกรนด์ให้บ็อบเข้าไปในห้องตัวเองพร้อมกับผนึกประตูห้องของบ็อบไว้ เขาคิดว่าจะบอกให้กลุ่มของเขารู้ในตอนเช้า สาเหตุที่ทำให้บ็อบสามารถก้าวข้ามและวิวัฒนาการได้เร็วขนาดนี้คงเพราะเหตุผลหลักๆ สองประการ ประการแรกคือแรงกระตุ้นจากไอพลังของแวมไพร์ที่บ็อบดูดเข้ามา ซึ่งความเข้มข้นของไอพลังนี้มีมากที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยดูดกลืนมา อีกทั้งบ็อบยังมีพลังที่ถึงจุดสูงสุดของออร์คตั้งแต่ครั้งที่ระเบิดถ้ำโอเกอร์แล้ว ประการที่สองที่สำคัญไม่แพ้กันคือ บ็อบคือออร์คแดง เขาเป็นสายพันธุ์พิเศษของเผ่าออร์ค แม้ความพิเศษของออร์คแดงจะยังเป็นปริศนาอยู่มากเพราะมีประชากรออร์คแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากประชากรของออร์คทั้งหมด จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีการรวบรวมข้อมูลของออร์คเหล่านี้ได้ครบถ้วน แต่ออร์คแดงส่วนมากล้วนเป็นผู้ทรงพลังและมีชื่อเสียงทั้งสิ้น แม้กระทั้งราชันย์ออร์คมาเอสโตรยังเคยเป็นออร์คแดงมาก่อน ส่วนคนอื่นๆ หลังจากคืนนี้ไปคงจะมีระดับพลังที่เพิ่มขึ้นมากทีเดียว แต่เอเลน่าพลังของเธอถึงคอขวดของคลาส 5 เมื่อหลายวันก่อนแล้ว พลังของเธอคงจะเป็นคนเดียวที่ไม่เพิ่มขึ้น แม้เธอจะบอกว่าไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้แต่แกรนด์ก็จะพยายามช่วยให้เธอข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อเลื่อนเป็นผู้ใช้เวทย์คลาส 6 นักรบจอมเวทย์ให้ได้เร็วที่สุด ระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่แม้จะใช้ทั้งชีวิตก็ไม่อาจเอื้อมไปถึงมันได้แม้จะรู้ว่ายากเย็นก็ตามที ขนาดตัวเขาเองยังใช้เวลากว่าครึ่งปีถึงจะทะลวงคอขวดได้พร้อมกับอาการสาหัส ไคลน์กับเวนไฮร์ระดับพลังน่าจะสูงขึ้นพอตัวจนเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก พวกเขาในตอนนี้น่าจะเทียบเท่าผู้ฝึกพลังเผ่ามนุษย์คลาส 5 ขั้นกลางแล้ว ล้วนคนที่เลื่อนอย่างก้าวกระโดดอีกคนก็คงเป็นครีท เขามีพลังอ่อนด้อยที่สุดและเขาเคยเพิ่มพลังอย่างก้าวกระโดดมาแล้วครั้งนึงจากการกำจัดงูเหลือมหิน แต่พลังจะเพิ่มรึไม่เพิ่มความสามารถของเขาก็บ่งชัดอยู่แล้วว่าไม่ได้พึ่งพาพลังจากการฝึกในการโจมตีเท่าไหร่นัก ส่วนมากจะใช้ในการเคลื่อนที่เสียมากกว่า

    แกรนด์ล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อนสมอง ในช่วงเช้าเขาบอกเรื่องที่บ็อบเข้าจำศีลให้ทุกคนในกลุ่มทราบและสั่งห้ามไปรบกวนบ็อบเด็ดขาดไม่ว่าทางไหนก็ตาม ทุกคนก็เข้าใจและรับปากอย่างจริงจัง

    ...บ้านตระกูลฟลูตัน ลานฝึกซ้อมประจำตระกูล...

    “ยังไม่ดีพอ! ลุกขึ้นมาอย่าสำออย จุดเพลิงขึ้นมาอีก พวกเจ้าเป็นถึงผู้สืบทอดเพลิงแห่งเทพ ต้องชำนาญในการใช้เวทย์มากกว่านี้ แม้จะไม่ได้ร่ายเวทย์พวกเจ้าก็ต้องมีสมาธิและควบคุมเวทย์ให้ดีกว่านี้!”

    เสียงดังก้องขึ้นที่ลานฝึกซ้อมเป็นระยะๆ เจ้าของเสียงคือดูเอล หัวหน้าตระกูลฟูลตันที่กำลังฝึกให้กับลูกชายและลูกสาวฝาแฝดของเขา ดูเอลเข้มงวดกับทั้งสองเป็นอย่างมากเรื่องการฝึกฝน เขาต้องการที่จะให้ลูกๆ มีความแข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่และรักษาระดับนี้ไว้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของตระกูล ไม่นานมานี้มีข่าวว่าคร็อกคัสสามารถเลื่อนคลาสเป็นนักรบคลาส 5 ได้สำเร็จแล้วจากการใช้ยาที่มาคัสพ่อของเขาประมูลมาได้ด้วยจำนวนเงินมหาศาล นอกจากเอเลน่าที่ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการฝึกพลังอย่างแท้จริงของเมืองนี้แล้ว เอลรอนกับเอลซ่าก็เป็นรองเพียงแค่คร็อกคัสเท่านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องฝึกทั้งสองให้หนักยิ่งขึ้นเพราะต้องทดแทนโอกาสในการใช้ยาเพิ่มความเร็วในการฝึกของคร็อกคัสด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วความห่างชั้นจะยิ่งมีช่องว่างที่กว้างมากขึ้นไปอีก นี่ยังไม่รวมเรื่องของชายหนุ่มปริศนาที่เอลซ่าอ้างว่าคือแกรนด์ แม้จะไม่มีข้อมูลอะไรที่ยืนยันตัวตนของเขาได้แต่พอเอ่ยชื่อแกรนด์ขึ้นแล้วล่ะก็ เอลรอนจะมีอาการหวาดวิตกและสั่นกลัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ทันที ผลของการคุกคามทางจิตทำให้เอลรอนถูกสลักความกลัวลงไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ หมอที่ดูเอลเชิญมารักษาลูกชายระบุว่าต้องใช้เวลาในการรักษาให้หายขาดอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าปีครึ่ง แม้กระนั้นดูเอลยังไม่เชื่อถือเรื่องของชายหนุ่มปริศนาสักเท่าไหร่จนกว่าจะได้เห็นด้วยตาของตัวเอง พลังจิตระดับนี้จะมาอยู่กับคนที่มีอายุแค่ 20 ได้ยังไง ขนาดในราชวงศ์เองที่เป็นสถานที่บ่มเพาะสุดยอดอัจฉริยะมามากมายก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีใครที่ทำแบบนี้ได้ถึงจะอายุเกิน 30 แล้วก็เถอะ แล้วจะมีใครที่มีพลังจิตที่แข็งแกร่งแบบนี้ปรากฏขึ้นทั้งที่อายุยังน้อยได้ยังไง ทั้งพวกเขาที่มีสายเลือดเทพยังมีพลังต้านทานพลังจิตที่เรียกได้ว่าดีกว่าคนทั่วๆ ไปอยู่แล้ว รึว่าคนๆ นั้นมันจะฝึกทักษะลึกลับหรือคัมภีร์ล้ำค่าโบราณที่เกี่ยวกับพลังจิตโดยเฉพาะกัน?

    ดูเอลรู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่ลูกๆ ของเขาทำตัวเหลาะแหละโดยเฉพาะเอลซ่า ถึงแม้เธอจะรักษาพลังให้อยู่ในระดับเดียวกับเอลรอนมาโดยตลอดก็ตามที แต่เขาชอบลักษณะนิสัยและความทะเยอทะยานของเอลรอนมากกว่า เมื่อมองเอลรอนทำให้ดูเอลนึกถึงตนเองในครั้งอดีต เมื่อการฝึกในวันนี้จบลงทั้งสองก็เดินออกมาจากลานฝึกด้วยสภาพอ่อนแรง ข้างๆ ดูเอลมีคนสองคนยืนกอดอกดูการฝึกของพวกเขาอยู่ด้วย

    “ท่านอา”

    ทั้งสองก้มหัวลงคำนับพร้อมกัน ผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ พ่อของพวกเขาคือคูบริกและเบรนด้า น้องชายกับน้องสาวของดูเอลซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของทั้งสอง และยังมีตำแหน่งเป็นสมาชิกภาคีเวทย์แห่งเมืองกลอเซนอีกด้วย

    “ไปกันเถอะ ข้ามีเรื่องอยากคุยกับพวกเจ้าทั้งสองพอดี”

    ดูเอลหันหลังกลับและเดินตรงไปที่บ้านโดยมีทั้งสองเดินตามไปเงียบๆ เอลซ่ากับเอลรอนนั่งพักอยู่ที่ศาลาในสวนข้างๆ ลานฝึก สาวใช้นำชาหอมกรุ่นพร้อมทั้งของว่างและผ้าเย็นมาให้ทั้งสองได้ผ่อนคลาย

    “นี่เจ้าหายดีตอนไหน? ทำไมไม่เห็นบอกข้าเลย”

    เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับทั้งสองโผล่พรวดเข้ามาหาด้วยความร่าเริง เขาคือลูกชายของคูบริก เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทั้งสอง

    “ข้าหายดีจะเป็นเดือนแล้ว เจ้าไม่เห็นมาเยี่ยมข้าเลยนะ”

    “น่าๆ ข้าก็มาเยี่ยมเจ้าอยู่นะช่วงแรกๆ กับช่วงที่เจ้าฟื้นตัวใหม่ๆ ช่วงนี้ข้ายุ่งๆ กับการฝึกฝนอยู่น่ะ เอ้อ ข้าอยากจะถามจากปากเจ้าอยู่พอดี คนที่ทำเจ้าจนอยู่ในสภาพนั้นได้ใช่แกรนด์จริงๆ เหรอ?”

    เอลรอนพอได้ยินชื่อของแกรนด์ก็ทำอ้ำๆ อึ้งๆ สูญเสียความสุขุมไปทันที มือของเขาที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นมาจิบกลับสั่นจนสังเกตได้ชัด

    “เฮ้ยๆ จริงหรอ? มันยังไม่ตายอีกหรอ? มันใช้วิธีไหนจนเจ้าอยู่ในสภาพนั้นล่ะ แค่คนแบบนั้นเจ้ายังชนะไม่ได้เนี่ยนะ เจ้านี่มันประมาทเกินไปแล้ว เป็นข้านะ มันร่วงตั้งแต่ข้าเห็นหน้าแล้ว เพราะข้าไม่เคยออมมือเมื่อสู้กับใคร จะว่าไปตอนนี้มันอยู่ไหนล่ะ?”

    ชายหนุ่มพูดด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง เขาเข้าใจว่าที่เอลรอนแพ้เป็นเพราะดูถูกและประมาทคู่ต่อสู้เกินไป ซึ่งนี่ก็เป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่งของหมอนี่อยู่แล้ว

    “เจ้าอย่าห้าวให้มันมากนักเลยแมส เขาไม่ใช่คนที่เราจะเทียบได้เลย ข้าขอเตือนเจ้าไว้เลยว่าถ้าเกิดบังเอิญไปเจอเขาก็อยู่ห่างๆ ไว้ เพราะเจ้าอาจจะไม่โชคดีเหมือนเอลรอน”

    เอลซ่าเตือนแมสอย่างหวังดี เธอที่เคยไปพบแกรนด์มาแล้วรู้ดีว่าพลังของเขาน่ากลัวขนาดไหน ถึงจะรู้ว่านั่นไม่ใช่พลังที่แท้จริงของเขาก็ตาม แต่ความสามารถที่ลบตราผนึกที่พ่อเธอสร้างไว้ได้ก็เป็นเครื่องบ่งบอกได้แล้วว่าเขานั้นแข็งแกร่งอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน ซึ่งตอนนี้เธอเองก็เสแสร้งทำเป็นถูกควบคุมด้วยผนึกเช่นเดิมเพื่อไม่ให้พ่อของเธอสงสัย

    “อืม ข้าจะรับฟังคำเตือนของเจ้าไว้แล้วกัน”

    แมสรับคำแต่หน้าตาของเขานั้นบ่งบอกได้เลยว่ารับส่งๆ ไปงั้น มีใครในเมืองนี้บ้างที่จะกล้าแหยมกับเขาซึ่งเป็นลูกชายของสมาชิกภาคีเวทย์ ทั้งยังเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยเช่นเดียวกับเอลรอนอีกด้วย เอลรอนอาจจะพลาดได้แต่เขาไม่พลาดแน่ เอลซ่าได้แต่ถอนหายใจและขอให้อย่าให้ไปเจอกับแกรนด์ตรงๆ เลย ไม่งั้นไอ้ความมั่นใจนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้แสดงออกก็เป็นได้

    “มีอะไรสำคัญถึงขนาดที่ต้องเรียกพวกเรามางั้นหรือท่านพี่?”

    คูบริกเอ่ยถามขณะที่ทั้งสามนั่งบนโต๊ะรับรอง ดูเอลที่เชื้อเชิญพวกเขามากลับเอาแต่นั่งจ้องหน้าทั้งสองโดยที่ไม่เอ่ยอะไรอยู่ครู่ใหญ่ เขาจึงยิงคำถามขึ้นเพื่อสลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ การที่พี่ชายของพวกเขาเรียกตัวพร้อมกับมานั่งคุยในห้องส่วนตัวของเขาแบบนี้มันต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงติดต่อและบอกผ่านไปทางอักขระสื่อสารไปแล้ว

    “ผู้สืบทอดสายเลือดแห่งเทพรุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกแล้ว”

    ดูเอลใบหน้ามืดครึ้มลงอย่างน่ากลัว น้ำเสียงของเขาที่เอ่ยขึ้นมาดูจริงจังกว่าทุกครั้ง คูบริกและเบรนด้าเมื่อได้ยินก็ถึงกับมองมาทางพี่ชายด้วยใบหน้าตื่นตะลึง แน่นอนว่าพวกเขาก็รู้เช่นกันถึงความสำคัญของเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน

    “ท่านรู้ได้อย่างไร? ยืนยันแน่ชัดแล้วรึยัง?”

    “เรื่องจริงแน่นอน ข้าเจอมากับตา องค์ชายกาเซลคือร่างสถิตอาชาสวรรค์ ในการแต่งตั้งรัชทายาทครั้งนี้ทางราชวงศ์ได้เปิดเผยออกมาเอง เป็นแบบนั้นไม่ผิดแน่ ข้าสัมผัสถึงออร่าของสายเลือดเทพอาชาสวรรค์ที่เข้มข้นอย่างที่สุดได้เลย เป็นที่ยืนยันแน่ชัดแล้วว่าผู้สืบทอดรุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งแล้ว”

    “ท่านพี่ ท่านจะบอกว่าเทพอาชาสวรรค์เลือกที่จะถ่ายทอดพลังสายเลือดให้กับตระกูลเดิมที่เคยได้รับพลังงั้นหรอ แบบนี้มันก็แย่น่ะสิ! แล้วผู้สืบทอดคนอื่นล่ะ รึว่าโดนทางราชวงศ์สั่งเก็บหมดแล้ว?”

    “เหมือนกับว่าทางราชวงศ์จะยังไม่ลงมือทำอะไรกับร่างสถิตคนอื่นนะ เพราะต้องรอยืนยันให้แน่ชัดเป็นรายบุคคลว่าใช่เสียก่อน พลังของร่างสถิตจะตื่นก็ต่อเมื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว แม้แต่องค์ชายกาเซลเองที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ยังอยู่ในช่วงการทะลวงคอขวด ข้าคิดว่าคนอื่นๆ พลังคงจะยังไม่ตื่นหรอก ยังไงก็แล้วแต่ หน้าที่ของเราคือต้องตามหาร่างสถิตวิหคเพลิงให้เจอให้จงได้ ไม่ว่าจะด้วยอะไรเราต้องดึงเขามาเป็นพวกให้ได้ เรื่องนี้ข้าติดต่อและทำข้อตกลงกับท่านเออร์วินไว้แล้ว เราต้องเร่งดำเนินการให้เร็วและเงียบเชียบที่สุด”

    “ท่านเออร์วิน? ท่านพี่ มันจะดีหรอที่เราจะไปร่วมมือกับคนๆ นั้นและตระกูลของมัน?”

    คูบริกถามดูเอลด้วยความแคลงใจ ชายที่ชื่อเออร์วินเขาคือหัวหน้าตระกูลผู้ที่สืบทอดสายเลือดของเทพไฮดร้าเก้าเศียร เป็นผู้ที่มีสถานะเดียวกับดูเอลที่เป็นหัวหน้าตระกูลผู้สืบทอดรุ่นเก่า ตระกูลทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นไฟกับน้ำที่ไม่กินเส้นกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การที่มีเรื่องที่คาดไม่ถึงมาหลายๆ เรื่องเข้ามาในคราวเดียวทำให้เขาเรียบเรียงเรื่องราวไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง การกำเนิดร่างสถิต? การร่วมมือกับตระกูลที่เหม็นขี้หน้ากันมาหลายพันปี?

    “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรหรอก ในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเราคือการตามหาร่างสถิตวิหคเพลิงเท่านั้น สิ่งนี้คือความหวังสูงสุดและโอกาสที่จะผงาดขึ้นมาของพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัย ข้ากับท่านเออร์วินจึงทำข้อตกลงที่จะร่วมมือกันระหว่างสองตระกูล หน้าที่ของพวกเราคือหาร่างสถิตอีกสามคนให้เจอก่อนที่ราชวงศ์จะได้ตัวไป”

    ดูเอลพูดขึ้นอย่างจริงจังและเด็ดขาด เขาค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้อยู่พอสมควร ในกรณีที่แย่ที่สุดที่เขาคิดเอาไว้คือ ร่างสถิตวิหกเพลิงไปตกอยู่ในมือของราชวงศ์ แม้จะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงแต่เขาก็พยายามที่จะสืบหาเบาะแสอย่างเต็มที่ รวมถึงการตามหาร่างสถิตไฮดร้าที่เออร์วินต้องการตัวตามข้อตกลงด้วย นี่รวมแม้กระทั่งการตามหาร่างสถิตพยัคฆ์เหล็กอีกคน แม้ว่าตระกูลผู้สืบทอดสายเลือดของเทพพยัคฆ์เหล็กจะถูกฆ่าล้างตระกูลเมื่อครั้งที่รวบรวมกำลังก่อกบฏขึ้นจนถูกราชวงศ์ล้างตระกูลจนสิ้นซากแล้ว แต่เมื่อมีการกำเนิดผู้สืบทอดสายเลือดรุ่นแรกต้องมีร่างสถิตพยัคฆ์เหล็กเป็น 1 ใน 4 ที่กล่าวมาแน่ เมื่อไม่มีตระกูลดั้งเดิมแล้ว การดึงมาเป็นพวกจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแน่นอน ดูเอลภาวนาอย่างเดียว อย่าให้ทางราชวงศ์เจอตัวเด็กเหล่านี้ก่อนพวกเขาก็พอ

    ...หมู่บ้านนักล่า...

    วันเวลาของฤดูหนาวอันยาวนานได้คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า ภายในเมืองกลอเซนอาหารเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ภายในหมู่บ้านนักล่ากลับไม่มีภาวะขาดแคลนอาหารในฤดูหนาวอันยาวนานนี้เพราะแกรนด์ได้ควบคุมและกักตุนอาหารไว้เพียงพอที่จะอยู่ไปได้ถึงสองปีอย่างสบายๆ ทุกวันแกรนด์ไม่ได้ออกห่างจากบ้านหลักไปไหนเพราะต้องเฝ้าระวังให้บ็อบ เขาใช้เวลานี้ฝึกการก่อตัวเพื่อขยายและเก็บสะสมพลังให้สามารถใช้ทักษะต่างๆ ที่กินพลังอย่างมหาศาลให้สามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าพลังมันจะหมดเอาดื้อๆ กลางคันเหมือนที่ผ่านมา การก่อสร้างและต่อเติมหมู่บ้านก็ยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง บางแห่งแล้วเสร็จ บางแห่งก็กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง หมู่บ้านนักล่าแม้จะไม่มีการขยายจำนวนประชากรแต่ความเจริญก็เพิ่มขึ้นมากจนไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นหมู่บ้านที่เพิ่งก่อตัวได้ไม่ถึงปี เอเลน่าใช้เวลาส่วนใหญ่ของเธอไปกับฝึกพลังอย่างจริงจังมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ที่ผ่านมา ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่การฝึกของเธอมีประสิทธิภาพและเอื้ออำนวยมากที่สุด ส่วนการกลั่นยานั้นเธอจะปลีกเวลาทำให้เฉพาะช่วงที่มีความต้องการใช้จริงๆ ด้านครีทช่วงนี้ก็หันมาสร้างและคิดค้นระเบิดรูปแบบใหม่ๆ อย่างจริงจัง ทั้งยังทดลองการเพิ่มความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะคู่ขาอย่างบ็อบได้ปิดตัวเข้าสู่สภาวะจำศีลไปแล้ว ส่วนเวนไฮร์ก็ยุ่งๆ อยู่กับการสอนที่มีเพิ่มมากขึ้นเพราะนอกจากพวกเด็กๆ แล้วเขาก็ยังรับหน้าที่สอนเสริมให้กับเหล่านักล่าที่เน้นการฝึกมากกว่าการออกล่าในช่วงฤดูหนาวอีกด้วย วันไหนแกรนด์ออกมาช่วยสอนก็จะเบาแรงหน่อย ช่วงค่ำของทุกวันเวนไฮร์ก็มีนัดฝึกการต่อสู้ในรูปแบบประสานกับไคลน์อีก ทำให้ทั้งขาเหล้าและขาไพ่ของครีทหายหน้าหายตากันไปหมดในช่วงนี้ เขาจึงหาอะไรอย่างอื่นทำอย่างช่วยไม่ได้

    “วันนี้แกรนด์ไปไหน ไม่เห็นมากินมื้อเช้าเลย ยังไม่ตื่นหรอ?”

    ครีทเอ่ยถามไคลน์ในขณะที่นั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องโถง ไคลน์น่าจะเป็นคนที่รู้ว่าแกรนด์อยู่ไหนเพราะปกติเวลาที่แกรนด์ไปไหนมาไหนจะเห็นไคลน์เดินตามหลังต้อยๆ ทุกครั้งไป พักนี้ไม่มีบ็อบอยู่ร่วมโต๊ะอาหารทำให้บรรยากาศดูขุ่นมัวเหมือนขาดอะไรไปอย่างบอกไม่ถูก และเช้านี้ก็มีคนที่นั่งกินกันอยู่แค่ 3 คนเท่านั้น

    “ตอนนี้นายท่านกำลังช่วยฝึกการข้ามขีดจำกัดให้คุณเอเลน่าอยู่น่ะ”

    “ไปฝึกที่ไหน ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

    “เขาฝึกกันออกจะบ่อย เจ้าไม่รู้รึไง ข้าคิดว่า...”

    ยังไม่ทันที่ไคลน์จะพูดจบ ประตูห้องของเอเลน่าก็เปิดออก แกรนด์เดินออกมาจากในห้องและตรงมาที่โต๊ะอาหารกลางห้องโถงด้วยใบหน้าสะลึมสะลือและดูอิดโรยเล็กน้อย ครีทมองหน้าไคลน์กับเวนไฮร์ก่อนจะหันไปมองแกรนด์ที่กำลังเดินตรงมา

    “ฝึกจนขาอ่อนเลยนะเจ้าน่ะ มาๆ วันนี้มีซุปกระดูกหมีแดงภูเขา กินบำรุงร่างกายหน่อย อื้อ อีกอย่าง วันนี้ท่าจะมีเรื่องว่ะ”

    “มีเรื่อง? เรื่องอะไร?”

    แกรนด์ถามอย่างฉงนพลางยืดแขนบิดขี้เกียจไปมา

    “เมื่อวานตอนที่ข้าเดินเล่นหน้าหมู่บ้านมีทหารในเมืองมาที่นี่พอดี มันบอกว่าให้เวลาเราวันนึงแล้วจะกลับมาใหม่ เนี่ย อีกเดี๋ยวมันก็มาถึงแล้วมั้ง”

    “ทหาร? พวกมันมาหาเราทำไม?”

    “พวกมันบอกว่าจะมาเก็บภาษี!!!”

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน