บทที่114ชะตาคน ฟ้ายากลิขิต
เฉียวชิงซานที่มีความยโสโอหังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจู่ๆ พลันมีคนที่ไร้ซึ่งพลังวิชาผู้หนึ่งปรากฏกายและกล่าวขัดคอ มันจึงรู้สึกขัดใจแลมีโทสะอย่างยิ่งยวด
“ตัวบัดซบจากที่ใดไสหัวอันเน่าเหม็นออกไป!"
ฝ่ามือหนึ่งหมายสะบัดฟาดศีรษะของฮุ่ยจวินให้ตกตายและพ้นทางจากเป้าหมายที่มันจะลงมือก่อนหน้ามันกำลังคิดจะจัดการพี่ชายต่างมารดา คิดสังหารบิดาผู้ให้กำเนิด เพื่อปิดฉากแลควบรวมอำนาจขึ้นเป็นประมุขพรรคโดยสมบูรณ์แต่เมื่อมีผู้ไม่เจียมตัวมาขัด มันจึงจะส่งผู้ไม่เจียมตัวไปปรโลกก่อน
ทว่าวันนี้แต้มบุญของเฉียวชิงซานหมดลงไปแล้วเพราะก่อนหน้ามันพึ่งใช้ไปอย่างมหาศาลเมื่อคราที่พานพบไป๋เหิ่นซิน ครั้งนี้ทันทีที่ฝ่ามือซึ่งหมายเอาชีวิตกำลังจะกระทบถูกศีรษะของฮุ่ยจวินมันก็พลันรู้สึกได้ถึงแรงสุญญากาศระดับสูงที่บดขยี้กระดูกแขนของมันจนแหลกละเอียด โดยที่มิทันได้ตั้งตัวหรือแตกตื่นตกใจหนึ่งหมัดทะลวงนภาที่ปลดปล่อยออกมาจากฮุ่ยจวินก็ทำลายพลังยุทธ์ตลอดชีวิตของมันจนแตกดับแล้วเฉียวชิงชานกลับกลายเป็นผู้พิการพลังลมปราณในชั่วพริบตา!
“อะไร!”
มีใครบ้างไม่ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่ประสบตรงหน้าเฉียวชิงซานแม้ไม่ถึงขั้นยอดฝีมือแต่ก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะมีผู้จัดการมันเพียงแค่หมัดเดียวบุรุษหนุ่มในชุดแพรเงินผู้ที่ไร้ซึ่งพลังกำจายนี้เป็นใครกันแน่!
แม้แตกตื่น แต่เมื่อเห็นเฉียวชิงซานเป็นฝ่ายพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำอย่างร้ายแรงเฉียวหลิ่วซานกลับดูยินดีแลพึงพอใจถึงขีดสุด เพราะหากฝ่ายตรงข้ามไร้หัว หางก็คงไร้ทิศทางพวกมันก็จะมีโอกาสกำชัยมากขึ้น
บุรุษกลางคนที่เป็นผู้ติดตามของเฉียวชิงซานมันรีบทะยานไปตรวจดูอาการนายน้อยของตน พบว่าแม้ไม่ถึงขั้นเอาชีวิตแต่ก็ทำให้คนหมดอนาคตอย่างราบคาบทั้งยังทำให้คนต้องธาตุไฟเข้าแทรกมีโอกาสที่จะพิการในภายภาคหน้า เมื่อเห็นเช่นนี้มันก็มิอาจสะกดกั้นอารมณ์เดือดดาลมันได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสที่เป็นท่านตาของนายน้อย การปกป้องนายน้อยคือภารกิจชีวิตของมันบัดนี้นายน้อยถูกทำให้กลับกลายเป็นขยะ มันก็จะเอาคืนทุกผู้ที่ทำให้นายน้อยต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!
“เจ้าตาย!”
ฮุ่ยจวินที่ลงมืออย่างไร้ไมตรีประการแรกมันเคยได้ยินถึงคำเล่าลือจากชาวบ้านมามิน้อย เฉียวชิงซานผู้นี้จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตฆ่าคนราวผักปลา กดขี่ข่มเหงชาวบ้านผู้อ่อนแอมาสารพัด การทำให้คนชั่วช้าเช่นนี้หมดหนทางทำเรื่องชั่วได้อีกนี่นับเป็นผลอันประเสริฐที่จะเกิดแก่ผู้คนซึ่งจะถูกมันรังแกในอนาคตได้ นี่ก็คือคำสอนของท่านปู่ที่ฮุ่ยจวินจดจำไม่รู้ลืม
คนบางผู้สามารถละเว้นได้แต่คนบางผู้ที่มิต่างจากเดรัจฉานนั่นมิอาจละเว้น!
“ผลลัพธ์ล้วนเกิดจากการกระทำนายน้อยของเจ้าถือว่าได้รับความเมตตามากพอแล้ว"
ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างเนิบช้ามิแตกตื่นหรือย่นระย่อต่อการลงมือของฝ่ายตรงข้ามบุรุษกลางคนผู้นี้นับว่าเป็นมือดีของฝ่ายเฉียวชิงซาน การที่เฉียวชิงซานยโสต่อหน้าผู้อื่นได้ก็เป็นเพราะมีมันติดตามข้างกายตลอดวันนี้ที่เฉียวชิงซานกล้าจะลงมือเข้าใส่เฉียวหลิ่วซานท่ามกลางคนของฝ่ายตรงข้ามมากกว่าก็สืบเนื่องจากบุรุษกลางคนผู้นี้ใครก็รับทราบว่าบุรุษกลางคนนั้นร้ายกาจ ใครก็รู้ว่าพลังลมปราณของบุรุษกลางคนไม่เป็นสองรองใครภายในพรรคทว่าบุคคลที่ร้ายกาจเช่นนี้กลับถูกหนึ่งฝ่ามือที่สวนกลับของฮุ่ยจวินสยบเอาไว้เพียงชั่วพริบตา!
“เป็นไปไม่ได้!”
บุรุษกลางคนเบิกตามิทันที่มันจะได้พลิกแพลงกระบวนท่าโจมตี แรงคว้าจับกอปรกับแรงเหวี่ยงอันมหาศาลก็ทุ่มร่างของมันให้จมลงผืนปฐพีไปครึ่งหนึ่งแล้ว
พลังฝีมือของบรุษชุดแพรเงินในสายตาของพวกมันบัดนี้กลับมิอาจประเมินค่าบุรุษชุดแพรเงินมิได้อ่อนด้อยดั่งที่เห็นจากภายนอกอย่างแท้จริง
เพียงลงมือสองคราตัวตนที่ร้ายกาจสองผู้ก็สยบแทบเท้า!
พวกของเฉียวหลิ่วซานเห็นเช่นนั้นก็ต่างพากันเลิ่กลักทำตัวไม่ถูกเป็นเฉียวหลิ่วซานที่ได้คิดจึงรีบออกหน้ามากล่าวอย่างเป็นมิตรทันใด
“ท่านยอดฝีมือหากท่านมาร่วมมือกับข้า ข้าสัญญาว่าจะมอบตำแหน่งอันสูงส่งแลมากด้วยเกียรติยศแก่ท่าน”
ฮุ่ยจวินละสายตาและมองไปยังเฉียวหลิ่วซานซึ่งดูไปก็มิใช่ผู้ที่มีจิตใจสูงส่งอันใดเพราะเหตุการณ์ที่มันบีบบังคับบิดาบังเกิดเกล้าตอนนั้น ยังคงเป็นภาพติดตาและมิน่าให้อภัยเป็นอย่างมากหากในฐานะคน บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็มินับเป็นคนแม้เพียงนิด
“ตำแหน่งใดหรือ"
เฉียวหลิ่วซานรีบตอบทันควัน
“ข้าจะให้ท่านเป็นราชครูที่ปรึกษาคนสำคัญของข้า"
ฮุ่ยจวินยกยิ้มเมื่อรู้ถึงความต้องการสูงสุดของฝ่ายตรงข้ามมันคงไม่คิดที่จะปกครองเพียงพรรคภูษาทมิฬ แต่มันกำลังจะตั้งตนเป็นผู้ปกครองแผ่นดินแคว้นซานแห่งนี้ด้วย
“ช่างเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่จริงๆ…แต่น่าเสียดาย"
เฉียวหลิ่วซานขมวดคิ้ว
“น่าเสียดายอันใด?”
ฮุ่ยจวินทอดสายตามองผ่านเทือกเขาเถาหมิงซานไปไกล
“น่าเสียดายที่ความฝันนั่นไม่เหมาะสมกับคนอย่างท่าน"
หัวคิ้วที่ขมวดอยู่แล้วของเฉียวหลิ่วซานยิ่งจรดกันเป็นปม
“ท่านจะปฏิเสธ?ท่านก็เห็นว่าคนของข้ามีมากมายแค่ไหน พรรคภูษาทมิฬทั้งหมดมิอ่อนด้อยแม้ท่านจะร้ายกาจมากกว่านี้หรือคิดว่าเพียวตัวคนเดียวยังจะชนะทั้งพรรค"
ฮุ่ยจวินคืนสายตามาจ้องมองบุรุษหนุ่มตรงหน้า
“คนผู้เดียวยากที่จะเอาชนะคนทั้งพรรคก็จริงแต่ผลลัพธ์บางอย่างสามารถแปรเปลี่ยนได้โดยมิจำเป็นต้องเกรงจำนวนคน… ท่านเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่ เมื่อไร้หัว ก็สิ้นหาง"
หลังจากวาจานี้หลุดจากปากของฮุ่ยจวินเหล่าผู้ติดตามของเฉียวหลิ่วซานก็ล้วนเบิกตาเตรียมตั้งท่า ทว่าพวกมันกลับเชื่องช้ากว่าท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาอักโขหนึ่งการลงมือของฮุ่ยจวิน เฉียวหลิ่วซานก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างจากเฉียวชิงซานน้องชายต่างมารดามันแล้วสองผู้นำแห่งขุมอำนาจที่สร้างความแบ่งแยกและความทุกข์ยากแก่ผู้คนในแคว้นซาน เพียงการลงมือของฮุ่ยจวินในคราเดียวพวกมันก็ถูกจัดการจนไร้ทางสู้ และนี่ก็นับเป็นการเปิดฉากในเส้นทางแห่งปณิธานของฮุ่ยจวินอย่างเต็มตัว
เป้าหมายแรกของฮุ่ยจวินคือพรรคภูษาทมิฬวันนี้บังเอิญมีเหตุการณ์นำพาให้มันได้ย่างก้าวเท้าแรกเข้าสู่เส้นทางอย่างไม่ตั้งตัวแต่เมื่อมันได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ก้าวต่อไปจึงมิอาจหยุดยั้ง เมื่อสยบสองหัวแห่งขุมกำลังใหญ่ในพรรคภูษาทมิฬได้มันก็เลือกที่จะมุ่งไปยังพรรคภูษาทมิฬอย่างเปิดเผยเพื่อเดินในเส้นทางที่เลือกอย่างต่อเนื่องทันที!
ก้าวแรกสำหรับการเป็นผู้ล่าได้เริ่มต้น!
เส้นทางแห่งการล่าแม้จะฟังดูน่ากลัวแต่การล่าของชายหนุ่มผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นอย่างชิ้นเชิง ผู้อื่นล่าเพื่อหาพลังอำนาจล่าเพื่ออยู่บนจุดสูงสุดเหนือปฐพี ล่าเพื่อตัวของพวกมันเอง แต่ทว่าสำหรับชายหนุ่ม มันล่าเพื่อหาความยุติธรรมล่าเพื่อความสงบสุขของผู้อื่น และล่าให้เหล่ากลียุคได้ราพณาสูรไป
เส้นทางแห่งการล่าจึงเป็นเส้นทางแห่งคุณธรรมตามเจตจำนงแรกเริ่มที่มันยึดมั่นถือมั่นมาตั้งแต่แรก
ฮุ่ยจวินกวาดสายตามองภาพเหล่าคนที่บาดเจ็บสาหัสทุกผู้ในที่นี้ล้วนถูกทำลายพลังฝีมือให้คืนกลับสู่จุดเริ่มต้น และยากที่จะเดินในเส้นทางแห่งพลังใดได้อีกการมีพลังเพื่อข่มเหงเอาเปรียบคน การที่พวกมันคืนกลับเป็นคนธรรมดาเทียบเทียมชาวบ้านทั่วไปเช่นนี้ก็นับว่าสมควรแล้ว
ยาลูกกลอนสีดำถูกยัดเข้าไปในปากของคนเหล่านั้นยานี้ช่วยให้พวกมันไม่ตาย แต่คนที่สูญเสียสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดไปแล้วจึงดูไม่ต่างจากคนตายแทบจะกลับกลายเป็นคนเสียสติดั่งเช่นอดีตประมุขของพวกมันทั้งสิ้น
เสร็จสรรพฮุ่ยจวินก็คว้าเอาร่างที่เหม่อลอยไร้สติของเฉียวชิงอดีตประมุขพรรคภูษาทมิฬมาหวังพาอดีตประมุขผู้นี้คืนกลับสู่พรรคเพื่อเริ่มดำเนินแผนการล่าต่อ แต่เดินออกจากบริเวณวุ่นวายเมื่อครู่มาพักหนึ่งที่เบื้องหน้าก็ได้ปรากฏเสียงฝีเท้าสายหนึ่งที่มุ่งมา ฮุ่ยจวินจึงดึงเอาเฉียวชิงหลบฉากที่หลังต้นไม้ใหญ่แต่เมื่อเฉียวชิงได้เห็นผู้มามันก็กระโดดดีใจปรบมือพร้อมยิ้มร่าเสียงดังเป็นเหตุให้ฮุ่ยจวินต้องปล่อยมือจากมัน
เฉียวชิงกระโดดออกมาจากหลังต้นไม้วิ่งเข้าหาบุรุษหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดผู้หนึ่งบุรุษหนุ่มผู้นี้ดูหน้าตามอมแมมดั่งคนรับใช้ก้นครัว มิได้ดูสูงศักดิ์หรือโดดเด่นเหมือนใครบุรุษหนุ่มเมื่อมาถึงก็รีบวิ่งเข้ามาประคองร่างของเฉียวชิงไว้
“นายท่านเหตุใดมาอยู่ที่นี่ข้างนอกหาได้ปลอดภัยสำหรับท่านไม่"
กล่าวจบมันก็รีบที่จะพาเฉียวชิงคืนกลับไปที่เดิมแต่พอได้ยินเสียงท้องร้องของเฉียวชิง มันก็รีบล้วงเอาหมั่นโถวออกมาให้แก่เฉียวชิงได้กิน
เห็นแววตาที่จงรักภักดีของบุรุษหนุ่มที่มีต่อนายท่านของมันซึ่งเป็นแววตาที่แม้แต่บุตรในไส้ก็มิได้มองบิดาของพวกมันเช่นนี้ ฮุ่ยจวินก็รู้สึกสะท้อนใจนึกถึงผลของการกระทำเก่าจึงทำให้เฉียวชิงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หากมันเป็นคนดีคงสอนบุตรให้ดีได้ คงมิถูกกระทำอย่างใจไม้ไส้ระกำจากบุตร และไม่อยู่ในสภาพที่ตกอับราวขอทานเสียสติเช่นนี้
แต่พอคิดดูอีกทีคนรับใช้ผู้นี้กลับเป็นคนที่มีจิตใจที่ใช้ได้มิน้อย ผู้อื่นล้วนมาหาเฉียวชิงเพื่อผลประโยชน์แต่มันกลับแตกต่างออกไป
ฮุ่ยจวินจึงเลือกที่จะดูท่าทีของบุรุษหนุ่มผู้รับใช้คนนี้เห็นมันปรนนิบัติเฉียวชิงอย่างดี พาไปหาที่พักพิงใหม่แลหลบซ่อนจากสายตาผู้คน จากนั้นมันก็ร่ำลานายท่านของมันคืนกลับโดยไม่มีทีท่าว่าจะเค้นเอาอะไรหรือหลอกล่อหาผลประโยชน์แม้เพียงนิด
ฮุ่ยจวินรู้สึกสนใจบุรุษหนุ่มผู้นี้พร้อมกับเกิดแผนบางอย่างขึ้นในใจมันจึงแอบติดตามบุรุษหนุ่มผู้นี้คืนกลับพรรคภูษาทมิฬ ตอนนี้พรรคภูษาทมิฬบังเกิดความวุ่นวายเป็นอย่างมากเนื่องจากการหายตัวไปของคนสำคัญพร้อมกันถึงสองภายในพรรคจึงต่างพากันออกตามหานายของพวกตนเป็นการใหญ่ไม่สนใจสิ่งอื่นใด ถึงขนาดเกิดการปะทะหักหาญกันอย่างเนืองๆของสองฝ่ายก็มี สถานการณ์ในพรรคภูษาทมิฬตอนนี้ระส่ำถึงขีดสุด
ด้านบุรุษหนุ่มรับใช้ผู้นั้นได้แต่ส่ายศีรษะทอดถอนลมหายใจปากกล่าวพึมพรำตัดพ้อคนเหล่านั้น
“นายท่านยังอยู่แต่พวกเจ้ากลับคิดฉกฉวยแลสร้างความวุ่นวาย คนเราเพียงเพราะผลประโยชน์ถึงกับต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ"
กล่าววาจาไปพลางมันก็ทำงานในครัวไปพลางบ้างก็ถูกผู้อื่นรังแกแลเหยียดหยามสารพัด แต่มันก็ยังคงมุ่งในหน้าที่ของตนเอง เสร็จงานก็ไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วยดูชีวิตของมันช่างเรียบง่ายเจือความน่าสงสารอยู่มิน้อย
ฮุ่ยจวินมองจากที่ไกลห่างก็พบว่ามารดาของมันป่วยหนักหากมิได้รับการรักษาที่ถูกวิธีคงมีชีวิตอยู่ต่อได้มินาน นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมบุรุษหนุ่มจึงทำงานหนักแลยอมถูกกดขี่จากผู้อื่นเช่นนี้เพราะมันหวังทำงานแลกกับค่าแรงเพื่อใช้เป็นทรัพย์ในการรักษามารดานี่เอง แต่เงินที่มันได้มาเมื่อเทียบกับค่าการรักษาแล้วน้อยนิดจนถึงขั้นแม้แต่ยาดีๆชนิดหนึ่ง หรือแพทย์ที่พอมีชื่อมารักษาก็ยังเป็นไปไม่ได้
“ท่านแม่ดื่มยาหม้อนี้จะได้ดีขึ้น"
สตรีที่ดูซูบตอบมองบุรุษหนุ่มพลางลูบศีรษะของมัน
“เจ้าคงเจ็บปวดมากสินะ”
บุรุษหนุ่มเข้าใจในความหมายของมารดามันจึงฝืนยิ้มออกมา
“ไม่เลยซักนิด"
สตรีซูบตอบมองบุรุษหนุ่มด้วยแววความทุกข์ตรม
“เสมอมามันไม่มองเจ้าเป็นลูกแต่ตอนนี้นอกจากเจ้ามีใครบ้างที่มองมันเป็นบิดา"
“นายท่านให้ที่ซุกหัวนอนและมีอาหารให้กินเท่านี้ก็มีพระคุณต่อข้ามากแล้ว"
“เด็กดีแม่ดีใจที่มีบุตรประเสริฐเช่นเจ้า แต่ก็อดห่วงมิได้ว่าหากวันหนึ่งแม่ต้องจากโลกนี้ไปเจ้าจะอยู่อย่างไร"
“ท่านอย่าได้กล่าวถึงความตายไม่มีใครต้องตายทั้งนั้น ไม่ว่าจะนายท่านหรือท่านแม่ ข้าจะพยายามปกป้องให้พวกท่านมีชีวิตที่สงบสุขให้ได้"
สตรีใบหน้าซูบตอบแหงนมองแผ่นฟ้า
“เฉียวชิงเอ๋ยคนเสียสติเช่นท่านจะรู้หรือไม่ว่าบุตรก้นครัวที่ท่านไม่ต้องการกลับเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่คิดทอดทิ้งท่านเมื่อคราตกยาก"
บุรุษหนุ่มมองมารดาที่พร่ำบ่นกับฟ้าก่อนกล่าวว่า
“ท่านแม่รีบกินยานี้และพักผ่อนเถิด”
สตรีนางนั้นรับถ้วยยามาดื่มกินรวดเดียวหมดนางแม้รู้ว่าโรคของตนเพียงยาที่กินคงมิอาจรักษา แต่เพื่อมิต้องการทำลายความหวังของบุตรชายนางจึงกินมันแลฝืนตนให้มีสีหน้าที่ดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แม่กินแล้วเจ้าเองก็ไปพักผ่อนเถิด”
สตรีนางนั้นทิ้งตัวลงและนอนหลับไปส่วนบุรุษหนุ่มก็เดินออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดี มันแม้ดูซอมซ่อถ่อมตน แต่มันก็มีความรู้ความสามารถมิน้อยเวลาว่างจากงานครัว มันมักหยิบยืมตำราจากผู้อาวุโสใจดีในพรรคมาอ่าน โดยตำราที่มันชอบศึกษาส่วนใหญ่เป็นวิชาแพทย์มันจึงพอจะรับรู้อาการเบื้องต้นของมารดาอยู่บ้าง ซึ่งจากการจับชีพจรก่อนลาจากเมื่อครู่ทำให้มันมิอาจข่มตาหลับได้เลย
มันหมดหนทางจะช่วยเหลือมารดาแล้วแพทย์ฝีมือดีในพรรคก็ยากที่จะเหลือบแลสาวรับใช้ด้อยค่าผู้หนึ่ง เงินทองมันก็ไม่มีพอที่จะว่าจ้างแพทย์ฝีมือดีหรือมันจะต้องเสียมารดาบังเกิดเกล้าไปก่อนเวลาอันควรจริงๆ
บุรุษหนุ่มก้มหน้าร่ำไห้ให้กับชีวิตที่แสนรันทดเหตุใดชีวิตของคนต่ำต้อยถึงได้ด้อยค่าแลมิได้รับเมตตาจากสวรรค์เช่นนี้ หรือมันยังเป็นคนดีไม่พอสวรรค์ถึงมิเคยมองเห็น
น้ำกระจ่างไหลนองหยาดหยดจากดวงตาเสียงเจือสะอื้นหลุดมาอย่างเจ็บปวดใจ
“หรือแม้แต่สวรรค์ก็ทอดทิ้งตัวข้า…จริงสิ แม้แต่บิดายังไม่ต้องการ ไฉนสวรรค์ยังจะต้องการ ข้ามันไร้ตัวตนอย่างแท้จริง"