อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    ทะยานขึ้นฟ้า

    หลินอวิ๋นที่มาสายอย่างมาก แต่กับต่อสู้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
    สามหมัด เพียงแค่สามหมัดเท่านั้น ก็เอาชนะเหลียงเหวินปั๋วได้อย่างราบคาบ
    เหล่าศิษย์ที่คอยดูอยู่ด้านล่าง เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
    หลินอวิ๋นที่ไม่แม้จะชักกระบี่ออกมา ก็ทำให้เหลียงเหวินปั๋วที่มีพลังแข็งแกร่งพ่ายแพ้ลงไปในสามกระบวนท่า
    พลังของเขา ตกลงแล้วแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่?
    สายตาของผู้ตัดสินบนแท่นประลองมีร่องรอยของความตกตะลึงพาดผ่านมามองไปยังหลินอวิ๋นแล้วเอ่ยออกมา “หลินอวิ๋น? ทำไมข้าถึงได้ไม่มีภาพจำใดเกี่ยวกับเจ้าเลย”
    เห็นได้ชัดว่าจากความหมายที่ผู้ตัดสินเอ่ยออกมานั้น ด้วยพลังของหลินอวิ๋นแล้วก็ควรที่จะมีชื่อในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกมานานแล้วถึงจะถูก
    แต่ว่าในภาพจำของเขา ในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกกลับไม่มีคนผู้นี้จริง ๆ
    “ข้าเพิ่งจะได้ป็นศิษย์ฝ่ายนอกเมื่อสองเดือนก่อนนี้เอง ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงแค่ทาสกระบี่อยู่ที่โรงชะล้างกระบี่มาโดยตลอด”
    หลินอวิ๋นเอ่ยออกมาตามตรงโดยไม่ได้รู้สึกอับอายในภูมิหลังของเขา
    ผู้ตัดสินไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร จ้องมองไปยังไปยังลินอวิ๋นอยู่หลายครั้ง หัวเราะแล้วเอ่ยออกมา “เช่นนั้นก็แปลกแล้ว พยายามต่อไป กลุ่มที่หกนี้เจ้าอาจจะไม่ชนะแต่การต่อสู้ครั้งนี้ หลินอวิ๋นชนะ ได้รับหนึ่งคะแนน”
    “ขอบคุณมากขอรับ”
    หลังจากที่ผู้ตัดสินประกาศออกมาว่าหลินอวิ๋นเป็นผู้ชนะ เขาก็กระโดดลงมาจากแท่นประลองแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
    ในตอนที่หลอมรวมยาอสูรนั้น เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเล็กน้อย
    ใช้เวลาไปถึงสองวันเต็ม ๆ จึงได้หลอมรวมและดูดซับจนสำเร็จ ทำให้เขาก้าวขึ้นสู่พลังยุทธ์ขั้นหกได้ในที่สุด
    ขณะเดียวกันเมื่อรวมกับไอชั่วร้ายของเสือเขี้ยวดาบแล้ว ทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นมา คนทั่วไปยากนักที่จะมีความเฉียบขาดและมีพลังกดข่มเช่นนี้
    รอจนเมื่อเขาเข้าใจกฎเกณฑ์และรีบร้อนมาถึงแล้ว ก็ไม่ง่ายเลยที่จะตามหาแท่นประลองของตนพบ
    อีกเพียงนิดเดียว ก็คงจะต้องการสละสิทธิ์ในรอบนี้ไปแล้ว
    กฎเกฑณ์ของการทดสอบกลางปีนั้นง่ายดายอย่างยิ่ง แบ่งออกเป็นสองรอบคือรอบแบ่งกลุ่มและรอบตัดสิน
    ศิษย์ฝ่ายนอกมากกว่าสองพันคน ถูกแบ่งอยู่ในสิบกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มย่อยมีสองร้อยคน คัดเลือกเอาเพียงแปดคนเข้าสู่รอบถัดไป
    มีเพียงแค่แปดสิบคนเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติแย่งชิงสิทธิ์ตำแหน่งศิษย์ฝ่ายในสิบที่นั่ง
    หลังจากที่หลินอวิ๋นตรวจสอบดูแล้ว พบว่าพลังความแข็งแกร่งของแต่ละกลุ่มนั้นดูธรรมดา ศิษย์ฝ่ายนอกชั้นยอดเหล่านั้น ถูกแบ่งไปในแต่ละกลุ่มเท่า ๆ กัน
    และไม่พบเหตุการณ์ที่ว่าหัวกะทิทั้งหมดมารวมตัวอยู่ด้วยกัน
    คาดว่าผู้อาวุโสของสำนักคงจะต้องการเช่นนี้ พยายามไม่ให้ผู้มีฝีมือสูงเหล่านี้ปะทะกันเร็วเกินไป แล้วถูกกำจัดออกไปก่อน
    อาศัยช่วงที่การประลองในครั้งต่อไปยังไม่เริ่มขึ้น หลินอวิ๋นเริ่มที่สังเกตพลังความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ภายในกลุ่มของตน
    ในกลุ่มหก หากเทียบพลังความแข็งแกร่งกันแล้ว ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คงจะเป็นจางหาน
    จางหานเป็นสิบอันดับแรกของศิษย์ฝ่ายนอกที่มีพลังพุ่งโจมตี ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าโจวอวิ๋นสักเท่าไหร่ มีพลังพลังยุทธ์ขั้นหกขั้นสุดยอด
    นอกจากนี้แล้ว หลินอวิ๋นก็รู้จักไม่มากแล้ว
    แต่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลไปนัก เขาเพียงแต่ต้องเข้ารอบแปดคนสุดท้ายให้ได้เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือก หากว่าโชคดีคงไม่จับสลากไปเจอจางหาน
    “กลุ่มที่เจ็ด หลินอวิ๋นปะทะกับหูเฟิง!”
    เมื่อได้ยินผู้ตัดสินเอ่ยเรียกชื่อของตนเอง หลินอวิ๋นก็รีบไปยังทิศทางของแท่นประลองแห่งนั้น เขาไม่อยากต้องออมมือให้คู่ต่อสู้อีกสามกระบวนท่าแล้ว
    เขาร่ายเคล็ดวิชายอดห่านป่าออกมาและกระโดดขึ้นเบา ๆ ก่อนทะยานลงมาบนแท่นประลอง
    หูเฟิงนั้นมีเพียงพลังยุทธ์ขั้นห้า อ่อนแอเสียยิ่งกว่าเหลียงเหวินปั๋วเมื่อครู่นัก
    ในตอนที่เขาเห็นหลินอวิ๋นขึ้นมาบนสนามประลองนั้น ความกลัวก็วาบผ่านเข้ามาในดวงตาของเขา
    หลินอวิ๋นในเขตนอกสำนักในตอนนี้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง ศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่รู้จักเขานั้นมีเพียงแค่น้อยนิด
    เริ่มตั้งแต่เป็นทาสกระบี่ชั้นต่ำ จนถึงหมัดเดียวซัดเฉินเซียวจนหมอบ เรื่องราวของเขานับได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์
    รอจนเมื่อผู้ตัดสินประกาศว่าเริ่มได้ หูเฟิงก็กัดฟัน รวบรวมพลังภายในทั่วทั้งกายของเขาแล้วพุ่งเข้ามา
    ฝ่ามือของเขาเป็นราวใบมีด เมื่อพลังถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือก็ดูเหมือนว่ามีแสงเย็นเยียบพาดผ่านมา
    ดูเหมือนว่าวิชาฝ่ามือที่ดูคุ้นตานี้อีกฝ่ายจะฝึกฝนจนชำนาญแล้ว
    หมัดพยัคฆ์ร้าย!
    หลินอวิ๋นยืนนิ่งแล้วงอเข่ากระโดดขึ้นไป รวบรวมพลังเข้าด้วยกันในจังหวะนั้นแล้วเหวี่ยงหมัดออกไปในทันที
    ปัง!
    ทั้งสองคนปะทะกันอยู่กลางอากาศ
    หูเฟิงส่งเสียงคำรามดังออกมา แล้วถูกหลินอวิ๋นกระแทกกลางอากาศจนตกจากแท่นประลอง
    “หลินอวิ๋นชนะ!”
    ผู้ตัดสินตะลึงออกมาเล็กน้อย ประกาศผลการประลองออกมา
    “เป็นหมัดพยัคฆ์ร้ายอีกแล้ว!”
    “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ หลินอวิ๋นไม่คิดที่จะใช้ดาบแล้วหรือ?”
    “ข้าอยากจะเห็นทักษะกระบี่วายุเชี่ยวนั่นจริง ๆ!”
    เหล่าศิษย์ด้านล่างสนามประลอง เมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นใช้เพียงหมัดเดียวก็จบการประลองลงได้ ก็พากันผิดหวัง
    เมื่อพักครู่หนึ่ ก็วนมาถึงตาหลิวอวิ๋นต้องลงสนามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้คนที่สามแล้ว
    ชื่อของคู่ต่อสู้นั้นไม่ชัดเจนนัก พลังยุทธ์ยังไม่ถึงพลังยุทธ์ขั้นหกเช่นกัน
    หากว่าเป็นตอนก่อนหน้าที่จะใช้ยาอสูรนั้น พลังของคู่ต่อสู้เช่นนี้คงจะสร้างความยุ่งยากให้แก่หลินอวิ๋นอยู่บ้าง
    แต่ตอนนี้ที่เขาหลอมรวมยาอสูรสำเร็จแล้วขึ้นสู่พลังยุทธ์ขั้นหกจนได้เปรียบทางพลังยุทธ์แล้ว การรับมือกับพลังยุทธ์ขั้นนี้ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างยิ่ง
    และเมื่อเผชิญหน้ากันแล้ว ก็สะกดข่มฝ่ายตรงข้ามได้โดยง่าย
    “หลินอวิ๋นชนะ!”
    “หลินอวิ๋นชนะ!”
    ......
    “หลินอวิ๋นชนะ!”
    ชนะสามครั้งติดต่อกัน ชนะสี่ครั้งติดต่อกัน ชนะห้าครั้งติดต่อกัน ชนะหกครั้งติดต่อกัน… หลินอวิ๋นก็มาถึงผู้ที่ชนะติดต่อกันถึงสิบครั้งอย่างน่าตกตะลึงได้อย่างรวดเร็ว
    บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกนั้น พลังยุทธ์ที่เกินกว่าพลังยุทธ์ขั้นหกนั้นมีน้อยนิด
    นอกจากเหลียงเหวินปั๋วคู่ต่อสู้คนแรก ที่หลินอวิ๋นปะทะกันในคราวแรกอย่างอันตรายแล้วก็ชนะมาตลอดทาง น้อยสุดก็ใช้เพียงแค่หมัดเดียว มากสุดก็เป็นสี่ถึงห้าหมัด
    ที่สำคัญก็คือ เขาชนะกันติดต่อถึงสิบสนามแล้ว ล้วนแต่ใช้เพียงแค่หมัดพยัคฆ์ร้ายเท่านั้น จึงอดทำให้ผู้คนพากันตกตะลึงไม่ได้
    และในตอนที่การประลองครั้งที่สิบสามของหลินอวิ๋นเริ่มขึ้น ในที่สุดหลินอวิ๋นก็ได้พบกับคู่ต่อสู้มือฉกาจ
    หม่าขุย!
    พลังยุทธ์ขั้นหก เชี่ยวชาญวิชาหมัดเมฆาม่วง ฝึกฝนวิชาผาเหล็กแกร่ง ฝึกทักษะร่างกายด้วยเคล็ดวิชาหนังทองแดงกระดูกเหล็ก
    ในกลุ่มเจ็ดนี้ แม้แต่จางหานที่เป็นที่รู้กันว่าเป็นอันดับหนึ่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ก็คงจะอดที่จะปวดหัวไม่ได้
    ตลอดทางของหม่าขุยนี้ก็ชนะติดต่อกันอย่างไร้พ่ายกวาดล้างคู่ต่อสู้ทิ้งไปหมดด้วยเช่นกัน
    วิชาหมัดของเขาดูดุดันและเหนือชั้น ร่างกายเมื่อฝึกเคล็ดวิชาหนังทองแดงกระดูกเหล็กก็สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน และเหมือนกับว่าจะไม่มีผู้ใดอยากประลองกับเขา
    “คราวนี้น่าสนใจเข้าแล้วสิ ข้าว่าหลินอวิ๋นจำต้องใช้กระบี่แล้ว!”
    “เผชิญหน้ากับหม่าขุย ยังกล้าไม่ใช้กระบี่ ไม่ใช่รนหาที่ตายหรือ”
    “ทั้งสองคนล้วนแต่ชนะติดต่อกัน การประลองครั้งนี้ไม่ว่าผู้ใดจะชนะ ก็จะมีผู้เดียวที่ชนะอย่างไร้พ่าย”
    “ข้าได้ยินมาว่าถ้าชนะติดต่อกันคะแนนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่งผลกระทบอยู่เยอะเช่นกัน”
    ชนะติดต่อกันถึงสิบสามสนาม หลินอวิ๋นยังไม่ได้ใช้กระบี่สักครั้ง ทำให้เหล่าลูกศิษย์ที่คอยดูการประลองต้องผิดหวังแล้ว
    หลินอวิ๋นเองก็มีวิจารณญาณของตนเอง ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นสูงสุด เป็นเกราะกำบังสุดท้ายของเขา
    หากสามารซ่อนเอาไว้จากรอบแบ่งกลุ่มนี้ได้ เมื่อถึงรอบตัดสินแล้วจะส่งผลน่าตกใจให้แก่คู่ต่อสู้
    ระหว่างการประลองรอบแบ่งกลุ่ม หากไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ใช้เสีย!
    อีกอย่างหนึ่ง ด้วยหมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสุดยอด รวมกับวิชาตะวันบริสุทธิ์ระดับสามก็เพียงพอให้ต่อกรกับคู่ต่อสู้แล้ว
    เมื่อฝูงชนเห็นว่าในมือของหลินอวิ๋นว่างเปล่าเดินขึ้นไปบนแท่นประลองนั้นต่างก็พากันตะลึงงัน!
    “บ้าไปแล้ว นี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นการดูถูกหม่าขุยเกินไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”
    “เพียงแค่ทาสกระบี่ตัวเล็ก ๆ เมื่อมีพลังเข้า ก็โอหังถึงเพียงนี้ พวกเรามาให้กำลังใจศิษย์พี่หม่ากันเถอะ!”
    “ศิษย์พี่หม่า สู้ ๆ ทำให้เขารู้เสียบ้างว่าหมัดเมฆาม่วงของท่านร้ายกาจเพียงไร!”
    หม่าขุยบนแท่นประลองค่อย ๆ ขมวดคิ้วมีสีหน้าไม่น่ามองเป็นอย่างยิ่ง จางหานยังไม่กล้าที่จะดูแคลนเขา
    เพียงแค่ทาสกระบี่ต่ำต้อยผู้หนึ่งที่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาหน่อยเดียวถึงกับโอหังได้เพียงนี้
    “เจ้าทาสกระบี่ชั้นต่ำ ถึงกับดูแคลนข้าผู้แซ่หม่าอย่างนั้นหรือ?”
    แววตาของหม่าขุยมีร่องรอยของความกรุ่นโกรธแวบผ่าน เอ่ยออกมาอย่างแคร่งขรึม “ชักกระบี่ของเจ้าออกมา วันนี้ต่อให้ข้าจะพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า แต่แพ้เพราะทักษะกระบี่วายุเชี่ยว ข้าเองก็ยอมรับได้”
    “ขออภัยด้วย การประลองครั้งนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้กระบี่”
    หลินอวิ๋นยังมีใจที่จะอธิบาย ไม่ใช่ว่าจะดูแคลนอีกฝ่าย แต่เมื่อคิดแล้วเรื่องก็ยังไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนนัก
    “โอหังนัก!”
    คำพูดของหลินอวิ๋น ทำเอาหม่าขุยกรุ่นโกรธเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การเคลื่อนไหวของวิชาผาเหล็กแกร่ง
    แต่เดิมเขาก็มีร่างกายที่สูงใหญ่อยู่แล้ว ก็ขยายร่างขึ้นไปอีก ดูแล้วแข็งแกร่งขึ้นด้วยร่างกายส่วนบนของเขาที่เผยกล้ามเนื้อเงางามเมื่อต้องกับแสงแดด
    ฟุ่บฟุ่บฟุ่บ!
    หม่าขุยพุ่งไปยังด้านหน้า ทุกย่างก้าวของเขา ทิ้งรอยฝีเท้าลึกไว้บนแท่นประลอง
    พื้นดินดูเหมือนว่าจะสั่นไหวขึ้นมา เหล่าลูกศิษย์ที่ล้อมรอบแท่นประลองอยู่นั้น สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
    “ศิษย์พี่หม่าโกรธเข้าแล้ว!”
    “ไม่คิดเลยว่าพลังของศิษย์พี่หม่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านั้นคงมีกลวิธีใดแอบซ่อนเอาไว้แน่”
    “ดีสิ ข้าจะดูว่าเจ้าทาสกระบี่นี้จะลงจากแท่นประลองยังไง ในเมื่อพูดออกมาเองว่าจะไม่ใช้กระบี่!”
    เมื่อคนคอยดูการประลองนี้เห็นว่าพลังของหม่าขุยแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเป็นพิเศษ
    ท่าทางของหลินอวิ๋นไม่ได้เปลี่ยนไป รอตั้งรับฝ่ายตรงข้ามที่กำหมัดพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
    ปัง!
    หมัดทั้งสองปะทะกัน ระเบิดเสียงกัมปนาทออกมา ชั่วขณะนั้นหลินอวิ๋นรู้สึกได้ว่านิ้วมือทั้งห้าชาไปหมดเจ็บปวดไม่หาย
    “นี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น!”
    เมื่อสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลินอวิ๋นเปลี่ยนไปเล็กน้อย หม่าขุยก็ยิ้มออกมาจาง ๆ หมัดของเขาเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น
    หมัดทั้งคู่กำแน่นลอยออกไปเหมือนดั่งสายลม กระแทกออกไปไม่หยุดหย่อน
    ปัง ปัง ปัง!
    หลินอวิ๋นใช้หมัดพยัคฆ์ ต่อสู้กันอย่างเด็ดขาด แต่ละหมัดต่างก็รับเอาไว้ได้ทั้งหมด
    รอจนเมื่อหมัดของอีกฝ่ายกลายเป็นสีม่วงไปแล้ว เขาพ่นลมหายใจออกมาแล้วกระแทกลงไปอย่างแรง
    เหลืออีกเพียงนิดเดียว ก็จะตกลงจากแท่นประลองไปแบ้ว
    “หมัดเมฆาม่วง!”
    “หมัดเมฆาม่วงของศิษย์พี่หม่าขุย บรรลุแล้ว!”
    ศิษย์ด้านล่างแท่นประลอง เมื่อเห็นว่าหมัดของหม่าขุยได้เปลี่ยนไปเป็นสีม่วงแล้ว ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกตะลึง
    “วิชาหมัดที่ดุร้ายยิ่งนัก!”
    ในใจของหลินอวิ๋นแอบตกตะลึง รีบเปลี่ยนกลวิธีในทันที ใช้เพียงนิ้วเท้าแล้วกระโดดข้ามไป
    เขาใช้เคล็ดวิชายอดห่านป่า กระโดดสูงหลบออกมา โดยที่ไม่ปะทะกับฝ่ายตรงข้ามอย่างมุทะลุ
    เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
    ในทันใดนั้น หลินอวิ๋นที่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว กำหมัดที่มองเห็นไม่ชัดเจนมากมายตกลงบนกายของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกิดเป็นราวกับโลหะกระทบดังขึ้น หลินอวิ๋นกระแทกออกไปจนแขนเกือบจะชาไปแล้ว ฝ่ายตรงข้ามกลับดูไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
    “ไม่มีประโยชน์อะไร เจ้าทำลายปราการป้องกันกายของข้าไม่ได้หรอก ต่อให้เจ้าจะทำลายลงมาอีกสักกี่ครั้งก็ไม่มีทางเป็นอะไร ส่วนข้าเพียงกระแทกลงไปที่เจ้าแค่หมัดเดียว ก็เอาชนะเจ้าได้แล้ว อย่างเช่นในตอนนี้!”
    ฟู่ว!
    น้ำเสียงเพิ่งจะจบลง กำหมัดของหม่าขุยกระแทกออกไปเร็วราวกับสายฟ้า
    หมัดนี้วางแผนเอาไว้นานแล้ว รวดเร็วและวิถีมุมเฉียบขาด หลินอวิ๋นไม่อาจจะหลบหนีได้
    ทำได้เพียงแค่กางแขนทั้งสองข้างป้องกันเอาไว้ ถูกอีกฝ่ายกระแทกอย่างแรงจนกระเด็นออกไป
    ฟึ่บ!
    หลินอวิ๋นรู้สึกหวานในลำคอ เลือดไหลออกมาจากมุมปาก เป็นเพราะถูกทำร้ายจากหมัดเมฆาม่วงของฝ่ายตรงข้าม
    “เจ้าทาสกระบี่ นี้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะว่าเจ้าไม่ยอมชักกระบี่ออกมาเอาชนะข้า!”
    เมื่อหมัดนั้นทำร้ายหลินอวิ๋นได้ หม่าขุยส่งเสียงร้องตะโกนกรุ่นโกรธ อาศัยโอกาสที่หลินอวิ๋นยังไม่ทันตกลงสู่พื้น แล้วพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ดูทรงพลัง ทั่วทั้งกายเขาเป็นเหมือนกับกำแพงเหล็ก เหมือนราวกับกระทิงที่พุ่งกระแทกเข้ามา
    “จะชนะแล้ว!”
    เมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นดูสิ้นหวังน่าอดสู เหล่าลูกศิษย์ที่คอยดูอยู่เบื้องล่าง ก็ส่งเสียงตะโกนออกมา
    หลินอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น ไมคิดว่าหม่าขุยผู้นี้ ยังมีอุบายเช่นนี้อีกด้วย
    เมื่อรู้ว่าทักษะร่างกายของเขาไม่ได้เกินไปกว่าตน รอจนเมื่อเขาตกลงสู่พื้นดินแล้วค่อยกระแทกหมัดเมฆาม่วงขั้นสุดยอดโจมตีออกไป
    แต่ว่าคิดจะให้เขาชักกระบี่ออกมา อาศัยเพียงแค่ความสามารถเท่านี้ คงจะไม่เพียงพอ
    ปัง ปัง ปัง!
    เสียงกระดูกของหลินอวิ๋นระเบิดออกมา เสียงดังราวกับสายฟ้า รอจนเมื่อนาทีที่เขาตกลงบนพื้นดินแล้วนั้น ก็ปล่อยพลังทั้งหมดไปยังหมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสุดยอดออกมา
    วินาทีนี้ หมัดพยัคฆ์ขั้นสุดยอด ปล่อยพลังออกมาจนหมดโดยไม่หลงเหลือเอาไว้
    ทั่วทั้งกายเขาระเบิดพลังน่าหวาดกลัวเหนือกว่าพลังยุทธ์ขั้นหกออกมา ในตอนที่นิ้วมือทั้งห้าของเขากำแน่น หมัดหนึ่งก็กระแทกออกมาในนาทีนั้นเอง
    ด้านหลังกายเขาราวกับว่ามีพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาส่งเสียงคำรามกรุ่นโกรธออกมา
    และด้วยหมัดของเขาที่กระแทกออกไป พยัคฆ์ร้ายตัวนั้นราวกับว่ากระโดดออกมาจากภูเขาลึกไปยังแท่นประลอง พร้อมกับลมที่กรรโชกแรง
    พยัคฆ์ร้ายกลับสู่ป่า ร้อยสัตว์เข้าเฝ้า
    โฮกก!
    สองหมัดปะทะกัน และราวกับว่าเกิดเสียงของอะไรสักอย่างแตกดังขึ้น
    หม่าขุยที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเผยความหวาดกลัวอย่างสุดขีดออกมา เพียงแค่เสี้ยววินาที ก็ถูกกระแทกจนลอยออกไป
    รอจนเมื่อเขาตกลงสู้พื้น ร่างกายก็ฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ แต่กระเด็นกระดอนไปไม่หยุด จนสุดขอบของแท่นประลอง
    โฮกก!
    ส่งเสียงคำรามดังออกมาบนแท่นประลองว่างเปล่าที่ลมกรรโชกยังคงพัดกระจัดกระจายอยู่
    เป่าลงบนเสื้อผ้าของหลินอวิ๋น เหตุการณ์ในวันนั้นที่เผชิญหน้ากับกระทิงทองก็ปรากฏออกมาบนใบหน้าหล่อเหลาของเขาอีกครั้ง
    “นี้เป็นหมัดพยัคฆ์ขั้นสุดยอด!”
    “สวรรค์ ถึงกับมีคนที่ฝึกฝนจนหมัดพยัคฆ์นี้ไปจนถึงขั้นสุดยอด”
    “ข้าต้องใช้ความพยายามมากถึงเพียงไหนและทำความเข้าใจเท่าไหร่ถึงจะทำมันได้”
    “เอาชนะหม่าขุยที่ชนะติดต่อกันถึงสิบสามครั้ง… ก็ต้านทานเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เจ้าทาสกระบี่ผู้นี้เหมือนว่าจะทะยานขึ้นฟ้าแล้ว”
    เหล่าลูกศิษย์ที่คอยมองดูด้านล่าง ใบหน้าซีดเผือด เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่พลิกผันเช่นนี้ ก็รู้สึกรับไม่ได้
    ขาดอีกเพียงแค่นิดเดียว ขาดอีกเพียงแค่นิดเดียว หลินอวิ๋นก็จะพ่ายแพ้แล้ว
    แต่ที่น่าขบขันในท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังคงเป็นหลินอวิ๋นที่กำชัยชนะเอาไว้ได้
    และเป็นดั่งคำที่คนเอ่ยเอาไว้ หลินอวิ๋นที่ชนะติดต่อกันถึงสิบสามครั้ง ก็ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ยากที่จะต้านทานได้
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-