บทที่ ห้าสิบห้า
ลู่อิงหมิงพาเด็กน้อยเดินออกมาตามเส้นทางเดิมที่นางพึ่งเดินกลับมาพร้อมคาดหวังว่าจะไม่เจอเจ้าตัวปัญหาตัวก่อน
“ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว ไม่มีกลางคืนแบบนี้ดูเวลายากนัก”นางบ่นรำพึงรำพัน “อีกอย่างท่านสังเกตไหมว่าไม่มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเลยขนาดแมลงยังไม่มี ไม่รู้ว่าเจ้ายักษ์นั้นกินอะไรเป็นอาหารถึงตัวใหญ่ขนาดนั้น”
สิ่งที่ลู่อิงหมิงพูดบางอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบแต่นึกอยากพูดก็พูด เดินอยู่ด้วยกันเงียบๆบางทีเลยอยากจะหาเรื่องชวนคุยก็คนมันตื่นเต้นที่ได้กลับมามีชีวิตแต่นางยังไม่ลืมว่าบริเวณนี้ไม่ปลอดภัยจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
“อาจจะกินกันเอง”เป็นจอมมารที่เอ่ยตอบมาหลังจากที่ฟังอยู่ฝ่ายเดียวเป็นเวลานาน
“...”ขนาดตัวนางเองยังไม่ทันได้คิด “น่าสนใจถ้ากินกันเองแสดงว่าต้องมีหลายตัว” แค่คิดก็ขนลุกแล้วว่าหากเจอเป็นฝูงจะทำอย่างไร
“แค่สันนิษฐานเท่านั้น มันไม่ใช่สัตว์ปกติอาจจะไม่ได้กินอาหารปกติ”งั้นถ้าไม่กินเนื้อพวกมันจะมาไล่ล่านางทำไม หรือทำไปแก้เบื่อเท่านั้นถ้าแค่นั้นออกจะเอาจริงเอาจังเกินไป หรือมันอาจจะเฝ้าอะไรบางอย่าง หรือง่ายๆก็แค่เฝ้าสถานที่ต้องห้ามแห่งนี้
เมื่อเดินกันมาถึงใกล้ลำธารสีชาดที่มองเห็นจากสุดสายตาลู่อิงหมิงก็ชี้บอกผู้ร่วมทาง“ตอนที่ข้าหนีมาทางนี้ พอข้ามแม่น้ำไปมันก็หยุดตาม บางทีมันอาจจะข้ามไปไม่ได้”
ทั้งสองเดินมาถึงริมน้ำก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะรีบเร่งทำให้ไม่ได้มีเวลาสังเกตมากนักพอได้กลับมาอีกครั้งลู่อิงหมิงมองไปยังลำธารสีชาด แม้จะเรียกว่าลำธารสีชาดแต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้แดงเหมือนสีของเลือดอะไรแบบนั้นแต่เป็นเพราะในน้ำมีเศษของตะไคร่บ้างชนิดทำให้เวลากระทบกับแสงจะสะท้อนเป็นสีแดงระยิบระยับ
“ลำธารสีชาดสินะ”
ลู่อิงหมิงมองลึกไปในลำธารสีชาดสะท้อนภาพเงาตนเองบนผิวน้ำ“เราจะข้ามไปหรือเดินเลียบแม่น้ำไปดี”
“เดินขึ้นต้นน้ำ พรายน้ำบอกว่าลำธารสามสายแยกมาจากแม่น้ำสายหลักเดินใกล้แม่นำเอาไว้ก่อนจะดีกว่า”
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยไม่รู้ว่าเดินนานเท่าไรแล้วก็ยังไม่ถึงต้นแม่น้ำอีกร่างกายของสวีจ้าวหรงตอนนี้ไม่ได้เป็นจอมมารแกร่งกล้าคนเดิม แค่หันไปมองก็รู้แล้วว่าเขาฝืนตัวเองขนาดไหน
“พักเถอะ” ในที่สุดลู่อิงหมิงก็ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน“เราไม่รู้เวลาด้านนอก ตอนนี้อาจจะกลางคืนก็ได้ อย่าฝืนนักเลย นอนพักบ้าง”
“ก็ได้”
ทั้งสองย้ายกลับมานั่งในร่มไม้“ท่านพักก่อน ข้าได้พักไปบ้างแล้ว เดี๋ยวจะเฝ้ายามให้” ลู่อิงหมิงนั่งลงข้างๆเด็กน้อยแล้วดึงเขาเข้ามาพร้อมดันศีรษะสวีจ้าวหรงให้มาพิงที่ไหล่ตนเองเสร็จสรรพ
“แข็ง” เด็กน้อยก็เอ่ยพึมพำเบาๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะลุกหนีแต่อย่างใด
“ทนหน่อยเจ้าค่ะ ไว้ครั้งหน้าหากตกระกำลำบากข้าจะไม่ลืมหยิบหมอนมา”นางเอ่ยหยอกล้ออีกฝ่ายเล่นพลางขำไปด้วย ไหล่ของนางโยกเล็กน้อยจนศีรษะที่พิงอยู่เลื่อนจะตกมือบางยกขึ้นรับเอาไว้ก่อนจะหล่น จึงรู้ว่าเขาหลับไปแล้วนี่หลับแทบจะทันทีเลยก็ว่าคงเหนื่อยมากๆ จากที่จะยกกลับไปที่ไหล่นางเปลี่ยนให้เด็กน้อยนอนลงที่ตักแทนจะได้ไม่แข็งเกินไป
น่าจะผ่านไปหลายชั่วยามแม้จะไม่รู้เวลาแต่ก็คิดว่าคงนานพอควรต้นขาของลู่อิงหมิงชาหนึบจากการที่มีศีรษะหนุนทับเป็นเวลานานในที่สุดเด็กน้อยก็ตื่นขึ้น แค่ลืมตาก็เห็นใบหน้าของลู่อิงหมิงยิ้มรออยู่แล้ว
“สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลย” ไม่ว่าเปล่ายังยกมือขึ้นลูบผมนุ่มของเด็กน้อยอีกถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหน เวลาที่เกราะป้องกันของจอมมารเบาบางที่สุดหากเป็นร่างผู้ใหญ่ใครจะไปกล้าทำ “ถ้ามีหวงอวิ๋นอยู่ด้วยคงเหมือนอยู่ที่สวนสระเลย”กล่าวพลางมองออกไปที่พื้นน้ำของลำธารสีชาด เพียงแต่ตอนนั้นสวีจ้าวหรงอยู่ในร่างงู
จอมมารตัวน้อยทำเป็นไม่ใส่ใจดันตัวลุกขึ้นยืน ลู่อิงหมิงจึงได้ยืดขาแล้วทุบเบาๆ แก้อาการชาเคล็ด
“เจ้าจะพัก..”
“ไม่เป็นไรๆ เมื่อครู่ข้าทำสมาธิไปบ้างแล้ว แค่นี้สบายมาก”นางเอ่ยตัดบทแล้วยืนขึ้นบ้าง “ไปกันต่อเถอะ”
ลู่อิงหมิงกับเด็กน้อยเริ่มออกเดินขึ้นไปที่ต้นน้ำนางสังเกตลำธารตลอดเวลาจากที่เห็นตอนแรกกับตอนนี้สีของลำธารเปลี่ยนไปไม่น้อยมันไม่ได้มีสีแดงระยิบระยับอีกแล้ว คล้ายว่าตะไคร่สีแดงจะไม่ขึ้นบริเวณนี้
“อาจจะใกล้ขึ้นต้นน้ำแล้ว”หลังจากนางกล่าวจบเพียงไม่นานเสียงเหยียบใบไม้ดังกรอบก็เกิดขึ้นอีกครั้งเสียงลงเท้าหนักขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ แน่นอนดูเหมือนว่าสัตว์ตัวนั้นจะกลับมาแล้วทั้งสองหันมองหน้ากันเร่งฝีเท้าหนีพยายามให้เบาที่สุดแต่คงไม่ได้ผลเสียงคำรามดังขึ้นก่อน
โฮก
“อีกแล้วหรอ” ขอให้ได้บ่นเสียก่อนที่นางจะต้องหนีจากการไล่ล่า“เราข้ามลำธารกัน ไม่แน่มันอาจจะไม่ตาม”
ไม่รอให้เด็กน้อยอนุญาตลู่อิงหมิงคว้าตัวเขามาอุ้มไว้อีกครั้งแล้ววิ่งกระโดดข้ามลำธารในทีเดียวส่วนเจ้าตัวขนรุงรังที่ตามมาครั้งนี้ไม่ได้มีท่าทางชะงักแม้แต่น้อยมันกระโดดตามมาแล้ว
“อะไรเนี่ย! หรือนี่ไม่ใช่ลำธารสีชาด” พูดเองก็ฉงนไปเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมครั้งนี้สัตว์ร้ายตัวนี้ถึงยังตามมาอีกตอนแรกคิดว่ามันจะกลัวน้ำหรือไม่ก็อีกฝั่งของแม่น้ำไม่ใช่อาณาเขตมันเสียอีกแสดงว่าตรงนี้ต้องมีอะไรต่างจากที่ก่อนลู่อิงหมิงทบทวนความจำเป็นเล่นจับผิดภาพจนนึกขึ้นมาได้‘สีไง’ นางคิดขึ้นได้ว่าลำธารสีมันต่างกัน
ลู่อิงหมิงหันกลับไปมองสัตว์ร้ายที่เร่งฝีเท้าตามมาทั้งตัวใหญ่ดุร้าย ขนรุงรัง ไม่ชอบสีแดง
“เหนียน?” เจ้าสัตว์ตัวนี้คือเหนียนหรอ จริงๆในนิยายไม่เคยมีกล่าวถึงเหนียน แต่เหนียนเป็นสัตว์ในตำนานอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะรู้จัก
“เจ้าว่าอะไร” ร่างเด็กน้อยที่นางอุ้มอยู่ตะโกนถามไม่แน่ใจสิ่งที่หญิงสาวพูดซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเขาก็คงไม่รู้จัก
“เราต้องหาสีแดง ไม่ก็ทำเสียงดังๆ”
“เพื่ออะไร?”
“เชื่อข้าเถอะ!”
“งั้นก็ปล่อยข้า” สองคนตะโกนสู้กันไปมาลู่อิงหมิงหันมองด้านหลังทีมองร่างที่อุ้มอยู่อีกทีถ้าปล่อยตอนนี้วิ่งหนีไม่ทันแน่ “บอกให้ปล่อย!”
ลู่อิงหมิงจนใจในที่สุดปล่อยเด็กน้อยลงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงสวีจ้าวหรงกระตุกกริชที่ห้อยไว้ที่เอวแล้วหมุนมันอย่างคล่องมือกริชในมือกลายเป็นค้อนอันใหญ่แบบใหญ่มากๆ มากจนดูขนาดเกินตัวเด็กวัยเท่านี้
สวีจ้าวหรงยกค้อนอันนั้นขึ้นสูงเหนือหัวแล้วฟาดลงที่พื้นเกิดเสียงดังสนั่นลั่นป่าสัตว์ร้ายที่วิ่งตามมาชะงัก เด็กน้อยไม่รอช้ายกค้อนอันนั้นฟาดอีกทีจากที่ชะงักกลายเป็นหันหลังกลับวิ่งหนีหายไป ค้อนในมือจึงกลับมาอยู่ในรูปร่างเดิม
“หลี่จื้อเจี้ยน?”
“ใช่”
“ไหนว่าจิตของกระบี่หายไปแล้ว” ตอนนั้นเฉินหยวนพูดเองว่ากริชนั้นไร้จิตของกระบี่แล้วไม่ต่างอะไรจากกริชทั่วไปไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะตัวนางเองหรือเฉินหยวนคงไม่สามารถจับได้
“ได้คืนมาแล้ว ในถ้ำ”
เข้าใจแล้วไม่ต้องอธิบายอะไร มิน่านางถึงฝันอะไรแบบนั้นจิตของกระบี่มาเข้าฝันนางให้นางพาสวีจ้าวหรงเข้าไปในถ้ำ เป็นแบบนี้นี่เอง “แต่ว่า..จิตของกระบี่มาอยู่ที่นี่ได้ไง”
“เพราะกิเลนห้าสีคงอยู่ที่นี่เช่นกัน”
ให้ตายเถอะมีเหนียนไม่พอ ยังมีกิเลนห้าสีด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอย่างอื่นอีกที่ว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งไม่เกินจริงเลย
“ว่าแต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่าทำอย่างไรมันถึงจะหนีไป”
“ข้า..อ่านตำราเยอะ” แล้วนางก็หัวเราะเป็นการกลบเกลื่อน “ไปเถอะอย่างน้อยหลี่จื้อเจี้ยนก็กลับมาแล้ว คงไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วมั้ง”ถ้าจิตของกระบี่ยังอยู่ ถึงจะเป็นร่างเด็กแต่คงไม่ลำบากเท่าไรหลี่จื้อเจี้ยนก็มีพลังในตัวของมันเองมากพอควร
“ไหนๆ เจ้าก็อ่านตำราเยอะ กิเลนห้าสีปราบอย่างไร?” ขนาดนางเอ่ยไปเรื่องอื่นแล้วเขายังกลับมาเรื่องเดิมอีกแล้วนางจะไปรู้ได้อย่างไรว่ากิเลนห้าสีกลัวอะไรกันเหล่า!
“ไม่รู้ ตำราเล่มนี้ไม่เคยอ่าน”
หลังหลบหนีจากเหนียนมาได้ทั้งสองก็กลับไปที่เส้นทางเดิมลำธารที่เคยเป็นสีแดงก็หายไป ขนาดก็คอยๆ กว้างขึ้นเป็นไปได้ว่าอาจจะถึงแม่น้ำสายหลักไม่นานจากนี้
เป็นอย่างที่คิดตอนนี้เบื้องหน้าของทั้งสองเป็นแม่น้ำสายหลักมีทางแยกคือให้เดินตามน้ำที่ไหลลงอีกทางหรือเดินย้อนขึ้นไป
“ท่านว่าเราควรไปทางไหน”ถ้าตามที่พรายน้ำบอกเล่านับลำธารสีชาดเป็นสายที่หนึ่งก็ต้องเดินตามน้ำแต่ถ้าไม่เรียงตามนั้นขึ้นมาก็ต้องเสียเวลามากกว่าเดิม
“เดินลงก่อน อย่างไรเราก็ต้องย้อนขึ้นไปอยู่แล้วตอนจะออกจากที่นี่”เด็กวัยสิบปีพูดจาได้จริงจังเกินวัยเสียจริงลู่อิงหมิงนึกในใจหากเป็นโลกปัจจุบันสิบขวบนับว่าเด็กมาก โลกนี้บังคับให้เด็กคนนี้เติบโตอย่างโหดร้าย
ขณะที่นางทอดมองเด็กชายสายตาว่างเปล่าสวีจ้าวหรงคิดว่านางไม่เข้าใจสิ่งที่เอ่ยจึงเริ่มอธิบาย “เราต้องออกทางต้นแม่น้ำไม่สามารถลอบออกทางที่เข้ามาได้”
“ทำไมละ?”
“อย่างแรกเราสองไม่ใช่พรายน้ำ ข้าไม่ชำนาญเส้นทางใต้น้ำสองคือตอนที่ข้าเข้ามาก่อนได้ลองย้อนดูแล้วประตูจะปิดทันทีหากไม่มีคนถ้าเจ้าหันกลับไปมองก่อนจะรีบว่ายขึ้นน้ำก็จะเห็น” ดูเอาเถอะยังจะย้อนมาแขวะนางได้อีก เวลานั้นคนกำลังจะขาดอากาศหายใจใครจะสนกันเล่ารู้แค่ต้องรีบว่ายขึ้นผิวน้ำเท่านั้น
“งั้นเราก็ต้องออกไปทางยมโลกกันน่ะสิ”
“ใช่ กลัวรึ?”
ลู่อิงหมิงส่ายหน้าถ้าตอนนั้นสวีจ้าวหรงคืนร่างแล้วมีอะไรต้องกลัวยมโลกก็แค่สถานที่แห่งหนึ่งไม่ต่างจากสวนหน้าบ้านหรอก“ข้าก็อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร”
“ดี”
ยมโลกไม่น่ากลัวหรอกถ้าจอมมารคืนร่างเดิมได้แต่ก่อนคืนร่างเดิมต่างหาก ไม่ว่าอะไรก็น่ากลัวไปหมด ทุกเสียงที่แม้แต่ลมพัดก็ทำสั่นประสาทไม่รู้นอกจากเหนียนและกิเลนจะมีตัวอะไรอีก
“ท่านจอมมาร”ลู่อิงหมิงผู้สังเกตรอบกายเสมอเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างยิ่งเดินลึกเข้าไปยิ่งมีบางสิ่งไม่เหมือนเดิม
หลังจากที่ลู่อิงหมิงเรียกอีกฝ่ายแล้วนางก็เงียบไปจนเด็กน้อยต้องเอ่ยปาก“อะไร?”
“ท่านว่ามันกำลังจะมืดหรือเปล่า?” หากมีพระอาทิตย์ก็พอจะบอกได้แต่นี่ไม่มีนางเลยไม่แน่ใจว่าคิดไปเองคนเดียวหรือไม่
“ใช่ ยิ่งเดินเข้าไปยิ่งมืด หลุมอนธการคงดูดกลืนแสง”
“ท่านจอมมารช่างรอบรู้” ถ้าหลุมอนธการนี่กลืนกินแม้กระทั่งแสงถ้ายุคสมัยนางก็ต้องคือหลุมดำละมั้งแต่หลุมดำแม้ไม่ต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากมายก็ต้องรู้ว่าห่างเอาไว้เป็นดี“หวังว่าเราคงไม่ต้องเข้าไปจนถึงหลุมอนธการนะ”
“สถานที่แห่งนี้ใช้ว่าจะมาก็มาได้ เจ้าไม่อยากไปดูสักครั้งหรือ?”
“ไม่ละ ข้านะชอบชีวิตสบายๆ ที่สุด แค่ได้กินอิ่ม แต่ต้องเป็นอาหารที่อร่อยๆนะ แล้วก็มีที่นอนนุ่มๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่สนใจเรื่องเสี่ยงตายหรอกหากท่านจอมมารจะไปข้าขอรอที่นี่”
เด็กน้อยได้ฟังก็หัวเราะในลำคอสองสามที“แต่เจ้าพึ่งกระโดดเข้ามาอาณาเขตแม่น้ำสู่หลุมอนธการด้วยตัวเอง”
“โถ ก็ข้า..” ข้าไม่รู้หน้ามืดตามัวอะไรเหมือนกัน หรือเพราะเป็นสวีจ้าวหรงก็ไม่รู้ตัวนางถึงทำอะไรบ้าบอขนาดนี้อยากจะเตือนตัวเองว่าเขาเป็นพระเอกของเรื่องไม่มีนางเขาก็คงไม่ตาย..หรอกมั้งไม่ต้องเสนอตัวช่วยก็ได้แต่คงไม่ทันแล้ว ความรู้สึกนางถลำลึกเกินไป
“เจ้าทำไม?”
“ไม่พูดแล้ว” ลู่อิงหมิงสะบัดหน้าหนี ไม่มองคนเด็กกว่าที่กำลังมองอย่างคาดคั้น
“ปัจจุบันเจ้ากับข้าเราเป็นอะไรกัน เจ้าถึงต้องดูแลข้าแบบนี้?” แต่เขาก็อย่างซักไซ้ไม่เลิกอีกทั้งที่นางหลบหลีกตัดจบประโยคก็แล้ว
“เป็น..เจ้านายลูกน้อง”นางเป็นจิ้งจอกที่เขาเลี้ยงก็ไม่ต่างจากเจ้านายลูกน้อง
“ใช่หรือ?” น้ำเสียงของสวีจ้าวหรงเปี่ยมไปด้วยความสงสัย“เจ้าเป็นลูกน้อง?”
ลู่อิงหมิงประหลาดใจคำถามอีกฝ่ายถึงกับหันหน้ากลับไปมองผู้เป็นจอมมารคนสุดท้าย“แล้วใครจะกล้าเป็นเจ้านายท่านจอมมารได้”
“อือ”เขาพยักหน้าเหมือนคนจำยอมก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นแข็งกร้าวจ้องมองแนวแน่ ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในใจ“จากนี้หยุดเรียกท่านจอมมารได้แล้ว ข้าแสลงหู”
“แล้วให้เรียกอะไร? เสี่ยวหรง? ..อะ” นางเผลอหลุดปากไปเสียแล้ว แต่ก่อนเขาให้นางเรียกแบบนั้นแต่ตอนเป็นปีศาจจิ้งจอกเขาไม่เคยบอกนางเลยว่าชื่อเขาคืออะไรแม้แต่ตัวอักษรเดียว
“เจ้าว่าอะไรนะ?” สวีจ้าวหรงหันตัวก้าวเท้าเร็วรี่มาประชิดตัวลู่อิงหมิงมือเล็กๆ ของเขากำรอบข้อมือของนางพยายามทวงความจริงจากส่งที่ได้ยินไป
“มะเมื่อครู่ข้าว่าเสี่ยวหลี่ ก็ตอนนี้ข้าอยากกินลูกหลี่ ทำไมหรือ?”อีกฝ่ายมีสีหน้าฉงน ไม่เชื่อที่นางกล่าวแน่ๆแต่ถ้านางไม่ยอมรับสักอย่างเขาจะว่าอะไรได้
“หึ ช่างเถอะ เช่นนั้นก็เรียกตามที่เจ้าว่าก็ได้”
“เสี่ยวหลี่?”
“ไม่ใช่!” คิดว่าจะหลอกให้นางพูดได้งั้นหรือ เด็กน้อยเสียจริงวิธีนี้ไปใช้ชีวิตอีกร้อยปีก่อนก็เอาชนะนางไม่ได้หรอกลู่อิงหมิงแอบอมยิ้ม
“แล้วให้เรียกอะไร? ที่ท่านยังเรียกข้าว่าเจ้าอย่างนู้นเจ้าอย่างนี้เลย”
เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะมองร่างหญิงสาวโดยหางตาพลางทำสีหน้าอย่างครุ่นคิด “อิงอิง”
ครั้งนี้จึงเป็นนางที่ชะงักไปบ้างคำเรียกแบบนี้มันออกจะ..มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากไปหน่อยแต่พอคิดว่าทั้งสองได้ใกล้ชิดถึงขั้นไหนแล้วก็พลันหน้าแดงอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้าหน้าแดง” สวีจ้าวหรงเอ่ย
“เปล่า!”
อีกฝ่ายหรี่ตาลงสังเกตหญิงสาวที่อยู่ๆก็เกิดอาการหน้าแดง ก่อนจะลองทดสอบอีกครั้ง “อิงอิง”
“เงียบไปเลยเสี่ยวหลี่!”
“เจ้า!”
“ถ้าท่านเรียกข้าว่าอิงอิงข้าจะเรียกท่านว่าเสี่ยวหลี่”ลู่อิงหมิงย้อนอีกฝ่าย อิงอิงออกจะเป็นคำเรียกที่นางจะให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเรียกคนที่เรียกชื่อนางแบบนี้ล้วนเป็นครอบครัวแต่ถ้าเป็นชายอื่นเรียกก็เป็นไปได้สูงว่าเป็นคู่รักกัน
มันจะพาลคิดว่าสวีจ้าวหรงมีใจให้ก็เขินอายอยู่หรอกจนนำไปคิดถึงว่าครั้งหนึ่งจอมมารเคยป้อนปราณให้อิงหมิงในฐานะปีศาจจิ้งจอกก็พลันโมโหขึ้นมาแม้สุดท้ายแล้วนางจิ้งจอกนั่นก็คือลู่อิงหมิงก็เถอะแต่นางดื่มน้ำส้มเพราะหึงหวงแม้กระทั่งตัวเองไปแล้ว นางเลยเกิดอาการไม่สบอารมณ์
“ข้าไม่ได้ชื่อเสี่ยวหลี่ แต่เจ้าชื่อว่าอิงหมิง ทำไมข้าจะเรียกไม่ได้?”
“รอท่านกลับเป็นคนเดิมก่อนเถอะข้าจะบอกว่าทำไม!”