อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 76 เสียงระเบิดที่นครไร้ราตรี

            คาทาริน่าขมวดคิ้วถามแบรด

            “หมายความว่ายังไงที่ว่าหายไป”

            แบรดโชว์กระจบขนาดเล็กให้เธอเห็นพบว่าบนบานกระจกว่างเปล่ามีเพียงแค่ใบหน้าสวยงามของเธอเท่านั้นที่ฉายอยู่บนกระจก แบรดตอบว่า

            “เมื่อสักครู่มันยังบอกตำแหน่งอยู่ครับแต่หลังจากที่ท่านคาทาริน่าออกไปได้สักพักตำแหน่งของมันก็หายไป”

            แมลงเกาะชะตาเป็นสิ่งที่แบรดเพาะเลี้ยงมันด้วยตนเองโดยเขาจะผูกตำแหน่งของมันกับกระจกที่เขาถือ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนตำแหน่งของมันจะฉายบนกระจกเสมอ ทว่าการที่ตำแหน่งของมันไม่โผล่บนกระจกก็หมายความว่ามันตายแล้วหรือไม่ก็กำลังมีอะไรบางอย่างปิดบังตำแหน่งของมันอยู่

            คาทาริน่ากลับไม่ได้มีสีหน้ากังวลเธอยิ้มบางออกมาชนิดที่ใครเห็นเป็นต้องหลงไหล เธอบอกว่า

            “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกเธอบอกเองนี่ว่าการปิดบังตำแหน่งของแมลงเกาะชะตานั้นเป็นเรื่องยาก และถึงทำได้ก็ปิดบังได้ไม่นานเดี๋ยวเขาก็โผล่มาเองอยู่ดี”

            แบรดยังคงพูดด้วยความเคร่งเครียดว่า

            “ถ้าเขาใช้โอกาสหนีออกจากเมืองไปล่ะครับ?”

            “แมลงเกาะชะตาอยู่กับเขาเขาหนีไม่พ้นพวกเราหรอกที่เราต้องกังวลมีแค่ต้องจับตัวเขาให้ได้ก่อนพวกราตรีแห่งการล้างแค้น ดังนั้นตอนนี้เพ่งความสำคัญที่ว่าตำแหน่งของแมลงเกาะชะตาจะกลับมาเมื่อไร ส่วนฉันกับเจมส์จะผสานกำลังกับทหารในเมืองตามจับตัวเขาให้ได้ก่อนที่จะออกจากเมือง”

            แบรดพยักหน้าเข้าใจก่อนจะรีบกลับไปยังที่พักโดยคอยดูกระจกในมือเป็นระยะ

             

            ย้อนกลับไปเล็กน้อยที่ห้องทำงานของมาร์ควิสราฟาเอล ขณะที่มาร์ควิสกำลังเอนหลังพิงพนักพิงอยู่นั้นแสงสว่างวาบจากทิศทางของโรงตีเหล็ก เขาลืมตาขึ้นก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างสายตามองทอดไกลออกไป จากตำแหน่งนี้เขามองไม่เห็นตำแหน่งที่แสงนั้นพุ่งลงมาแต่ก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “เด็กนั่นโดนเจอตัวแล้ว?” เขาพูดด้วยสีหน้าที่เดาอารมณ์ไม่ถูกก่อนจะยืนนิ่งคล้ายกำลังรออะไรบางอย่าง สักพักประตูก็เปิดออกเป็นนายทหารคนสนิทเดินเข้ามาโดยมีเจมส์เดินตามมาด้วย

            “ท่านมาร์ควิสท่านเจมส์มาแจ้งว่าต้องการความร่วมมือจากพวกเราขอรับ”

            มาร์ควิสราฟาเอลถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

            “จัดการทุกอย่างตามที่ท่านเจมส์ต้องการให้ความร่วมมือกับเขาเต็มที่”

            นายทหารคนนั้นค้อมกายทำความเคารพก่อนจะเดินนำเจมส์ออกไปทิ้งไว้เพียงแค่มาร์ควิสราฟาเอลให้อยู่ในห้องคนเดียว เขานวดขมับของตนพลางบ่นพึมพำว่า

            “มัวทำบ้าอะไรอยู่ฟะเอเดรียนรีบมารับเจ้าชายตัวปัญหาของเจ้ากลับไปเสียทีสิฟะ”

             

            ด้านนอร่าที่ตอนนี้ยกไวน์ขึ้นมาจิบจนเมื่อได้เห็นแสงสว่างวาบจากทางโรงตีเหล็กเธอก็วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะพูดว่า

            “เริ่มแล้วเหรอ?”

            จากนั้นก็มีวงแหวนเวทย์มนต์ขนาดเล็กปรากฏขึ้นในห้องของเธอ วงแหวนเวทย์มนต์นี้กลับต่างต่างจากวงแหวนเวทย์มนต์ทั่วไปตรงที่มันไม่ได้เรืองแสงแต่กลับเป็นสีดำสนิททั้งยังปล่อยไอสีดำออกมา ก่อนที่จะร่างสองร่างโผล่ออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์นั้น ร่างหนึ่งสูงร่างหนึ่งเตี้ยในขณะที่ร่างสูงกอดร่างเตี้ยไว้จนหน้าของร่างเตี้ยจมเข้าไปในร่องอกของคนร่างสูงครึ่งหนึ่ง

            เออร์วินโดนเธอกอดอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งเขากลอกตาไปมาก่อนจะนึกอะไรได้ รีบดีดตัวออกมาพลางร้องด้วยความตกใจ

            “เหวอ!!!” เขาล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นแล้วเผลอโยนของในมือทิ้ง นอร่าที่เห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมา

            “คิกคิก แค่นี้ก็ตกใจไปได้สมกับเป็นพ่อหนุ่มน้อยที่แสนจะไร้เดียงสาเลยนะ”

            เออร์วินหันกลับไปมองพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกดึงดูดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความผสมกันระหว่างความยั่วยวนกับความสง่างามได้อย่างลงตัว จนเมื่อเขาสังเกตชุดที่เธอใส่นั้นก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่นทันที นอร่าที่ยิ้มแล้วพูดว่า

            “พอเห็นท่าทางของเธอแบบนี้แล้วก็อยากจะเก็บไว้แกล้งเล่นเลยนะ”

            เออร์วินลุกขึ้นก่อนจะถามโดยไม่มองเธอว่า

            “ใครคือ?”

            นอร่าเอามือลูบคางพูดว่า

            “อุ้ยเสียงเธอนี่น่ารักกว่าที่ฉันคิดอีกนะ คิกคิก ฉันคือนอร่าเป็นเจ้าของหอห้วงฝันแห่งนี้และเป็นเจ้านายของเด็กนั้น”

            หอห้วงฝันชื่อนี้เออร์วินย่อมเคยได้ยินมาก่อนเพราะว่ามันเป็นซ่องอันดับหนึ่งในนครไร้ราตรีแห่งนี้ แม้ว่าเขาจะไม่เคยไปแต่อย่างน้อยก็ต้องรู้จักอยู่บ้าง

            “ทำไมคุณถึงช่วยผม?”

            “อ้าวเด็กคนนั้นไม่ได้บอกเธอหรอกเหรอที่ฉันช่วยเธอก็เพราะเธอยังเป็นเด็กไงล่ะ” นอร่าพูดพลางลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบอะไรอะไรบางอย่างออกจากลิ้นชักใต้โต๊ะแล้วเดินมาหาเขา เออร์วินพยายามไม่มองเธอจนเมื่อเขาสูดได้กลิ่นกายที่ชวนน่าหลงใหลยิ่งกว่าของซิลวี่จนอดหันไปมองไม่ได้พบว่านอร่ากำลังนั่งยองๆ พร้อมกับของยื่นของชิ้นหนึ่งให้เขาด้วยรอยยิ้ม

            “รับไปสิแล้วก็ช่วยสัญญาได้ไหมว่าจะเลิกทำอะไรแบบนี้”

            เออร์วินก้มมองพบว่ามันเป็นถุงผ้าที่แค่ดูจากเนื้อผ้าแล้วก็รู้ว่าราคามันต้องไม่เบา เช่นนั้นของที่อยู่ในถุงมูลค่าของมันต้องไม่ธรรมดา

            “นี่คือ?” เออร์วินถามขึ้น

            “เหรียญทองคำขาวจำนวนห้าสิบเหรียญเท่านี้มันก็มากพอที่เธอจะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมาทำอะไรที่มันอันตรายแบบนี้อีก คงมีอยู่ใช่มั้ยล่ะคนที่รอคอยการกลับไปของเธอน่ะ”

            คำว่าคนที่รอคอยการกลับไปของนอร่าทำให้เออร์วินอดนึกถึงพี่สาวของเขาขึ้นมาไม่ได้ แม้ว่าเธอคนนี้มักจะแสดงท่าทีเย็นชาและไม่เห็นใครอยู่ในสายตา แต่พี่สาวคนนี้กลับยังคงรักและห่วงใยเขาเสมอหากคืนไหนที่เขาแอบออกไปล่าค่าหัวเมื่อกลับมาก็จะพบพี่สาวของเขานอนรอเขากลับมาอยู่บนเตียงเสมอ และไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอจะถามว่าเขาไปไหนมา

            เขามองถุงใส่เงินจำนวนมหาศาลของนอร่าก่อนจะพูดว่า

            “ขอบคุณครับแต่ผมขอรับมันไว้ด้วยใจก็พอ”

            คำตอบของเออร์วินทำให้นอร่าทำหน้าไม่เข้าใจ เธอคิดว่าที่เด็กตัวแค่นี้มาเป็นนักล่าค่าหัวก็เพราะต้องการ เธอจึงคิดจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่เขาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาทำอะไรที่มันอันตรายแบบนี้อีก เพราะเธอมองว่าเด็กตัวเท่านี้ควรได้ใช้ชีวิตที่สนุกตามประสาเดเกและไม่ควรมาทำอะไรแบบนี้ แต่เธอกลับไม่นึกว่าเขาจะปฎิเสธเธอ

            นอร่ายิ้มพลางถามเชิงติดตลกว่า

            “ศักดิ์ศรีเหรอหรือว่ารังเกียจที่จะรับเงินจากผู้หญิงอย่างฉัน”

            เออร์วินตอบว่า

            “ไม่ใช่ทั้งสองอย่างหรอกครับแค่ว่าผมมีเหตุผลที่ต้องเป็นนักล่าค่าหัวต่อไปก็เท่านั้น”

            นอร่ารู้สึกสนใจขึ้นมาเธออยากรู้ว่าอะไรกันที่ทำให้เด็กอายุเท่านี้ต้องมาเป็นนักล่าค่าหัวหากไม่ใช่เพื่อเงิน

            “เหตุผลงั้นเหรอลองบอกหน่อยสิว่าคืออะไร”

            “ความลับครับ” เออร์วินตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ที่พวกคุณช่วยผมไม่กลัวการเป็นศัตรูกับศาสนจักรเหรอครับ คุณอาจจะยังไม่รู้แต่ว่าในห่อผ้านี่มีของที่ที่ใช้ติดตามผมอยู่”

            นอร่ายืนขึ้นก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ก่อนจะยกไวน์ขึ้นมาจิบ

            “เรื่องเป็นศัตรูกับพวกนั้นเธอไม่ต้องกังวลหรอกเพราะพวกฉันเอาตัวรอดได้ ส่วนเรื่องเครื่องติดตามนั้นในหอห้วงฝันนี้สามารถปิดบังการทำนายหรือหลบซ่อนจากการติดตามทำให้ของพวกนี้ไม่แสดงผลชั่วคราว ดังนั้นคนพวกนั้นไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เธออยู่ที่นี่น่ะ”

            เออร์วินลอบร้องในใจว่าเจ๋งแฮะเพราะในถ้ำของเขายังทำได้แค่เบี่ยงเบนคำทำนายเท่านั้น แต่ที่นี่กลับสามารถปิดซ่อนจากเครื่องมือติดตาม... เออร์วินคิดถึงตรงนี้ก็นิ่งไปทันที

            ‘ไม่ถูกต้องที่นี่เป็นแค่ซ่องจะมีความสามารถระดับนี้ได้ยังไง แล้วยัง...” เออร์วินนึกถึงตอนที่ซิลวี่พาเขาหนีจากอัศวินหญิงผมทองคนนั้น เมื่อเขานึกย้อนดูก็พบเห็นความย้อนแย้งและความเข้ากันทันที หญิงคณิกาที่สามารถพาเขาหลบหนีมาได้อย่างง่ายเดียวกับซ่องที่สามารถปิดบังคำทำนายทั้งยังปิดซ่อนตัวจากการติดตามได้ เออร์วินจ้องมองนอร่าด้วยความสงสัยเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรที่หญิงคณิกาจะมีได้ แล้วยังความสามารถที่ซิลวี่เคยบอกอีกว่าผู้หญิงจากหอห้วงฝันทุกคนล้วนสามารถบ่งบอกระดับช่วงวัยของผู้ชายคร่าวได้จากกลิ่น สิ่งนี้มันคืออะไร ทำไมมีแค่พวกเธอที่ทำได้

            นอร่าเห็นอีกฝ่ายจ้องมองมาก็ยิ้มให้เขาแล้วถามด้วยความสงสัยว่า

            “มีอะไรเหรอพ่อหนุ่มน้อย?”

            เออร์วินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า

            “พวกคุณเป็นใครกันแน่?”

            นอร่าแปลกใจกับคำถามของเออร์วินแต่เธอก็พอเดาได้ว่าเขาสงสัยอะไรจึงตอบไปว่า

            “เธอนี่หัวไวจังเลยนะ” ยกไวน์ขึ้นมาจิบก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่าเรื่องนั้นฉันคงตอบเธอไม่ได้หรอกเพราะเพศหญิงอย่างพวกเรามีความลับเป็นเสน่ห์นะ แถมเธอเองก็ยังปิดบังใบหน้าไม่ยอมให้พวกเราเห็นหน้าจริงเลยนี่”

            พูดจบนอร่าก็หันมายิ้มให้เขาเออร์วินจนคำพูดไปในทันที้ฃเพราะที่เธอพูดนั้นมีเหตุผล เขาตัดสินวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวก่อน เพราะตอนนี้มีบางสิ่งที่ต้องทำเขาเดินไปหยิบห่อผ้าออกมาแล้วเริ่มทำการคุ้ยหาอะไรบางอย่างในนั้น นอร่ากับซิลวี่คล้ายเดาได้ว่าเขาต้องการหาอะไรแต่ไม่ได้พูดเพียงแค่ยืนมองดูเขาเฉยๆ สักพักเขาก็ทำท่าเหมือนเจออะไรบางอย่างพร้อมกับหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากห่อผ้า เออร์วินมองสิ่งนั้นในมือพบว่ามันคล้ายกับเป็นแมลงขนาดเล็กที่มีหลอมมาจากทองคำทั้งตัว ตอนที่นอร่าได้เห็นมันเธอก็หรี่ตาทันทีพร้อมกัยบอกว่า

            “แมลงเกาะชะตา”

            ทั้งเออร์วินกับซิลวี่หันไปมองเธอเป็นตาเดียวเพราะทั้งสองคนต่างไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร นอร่าหลับตาลงก่อนจะอธิบายว่า

            “แมลงเกาะชะตาเป็นเครื่องมือติดตามที่ยุ่งยากสุดของศาสนจักรเริ่มต้นด้วยการนำแมลงชนิดหนึ่งมาเลี้ยงด้วยวิธีการเฉพาะและเมื่อมันโตเต็มวัยแล้วก็จะใช้วิธีการบางอย่างดึงวิญญาณของมันออกมาแล้วกับขังวิญาณนั้นไว้ในกระจก จากนั้นร่างของแมลงตัวนี้ก็จะเหมือนว่าหลอมมาจากทองคำทั้งตัวแบบนี้ ส่วนวิธีใช้ก็ง่ายๆ เพียงแค่เอาร่างของแมลงไปไว้กลับคนที่ต้องการจะตามล่า จากนั้นวิญญาณของแมลงในกระจกก็จะบอกตำแหน่งหรือทิศทางที่มีร่างของมันอยู่ ซึ่งต่อให้อยู่คนละสุดขอบทวีปอาร์เคนัสวิญาณของแมลงก็ยังคงบอกตำแหน่งได้ถูกต้อง”

            เออร์วินเกือบจะพูดออกไปแล้วว่าพี่ไม่ได้ใช้ระบบดาวเทียมใช่ไหมครับแต่ยั้งไว้ทัน ทว่านอร่ายังพูดต่อด้วยนำเสียงที่อยู่ๆ ก็ดูจริงจังขึ้นมาว่า

            “ฉันว่าเธอรีบหาทางกำจัดมันทิ้งดีกว่านะเพราะเจ้าสิ่งนี้แม้แต่หอห้วงฝันแห่งนี้เองก็ปิดซ่อนมันได้ไม่นานนักหรอก การเพรียกหาร่างของวิญญาณแมลงเกาะชะตานั้นไม่ใช่อะไรที่จะดูถูกได้”

            เออร์วินมองแมลงในมือก่อนจะถามว่า

            “คุณหมายความว่าตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ถึงตำแหน่งของผมสินะครับ”

            “ใช่แล้วล่ะแต่คงอีกไม่นานหรอก”

            เออร์วินนิ่งคิดไปพักหนึ่งเดิมทีเขาตั้งใจจะใช้แมลงชนิดนี้ล่อให้พวกศาสนจักรเข้าปะทะกับเจ้าคนมีปีกนั่น แต่จากตอนนี้ที่ไม่ต้องเดาก็ทราบได้ว่าทหารคงตะเวนอยู่ทั่วเมืองเพื่อควานหาตัวเขา ขืนพกเจ้านี่ติดตัวล่ะก็อย่าว่าแต่จะล่อให้สองฝ่ายปะทะกันเลยลำพังแค่ออกจากเมืองยังมีปัญหา เออร์วินตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนของตนเขาลองใช้กำลังบีบมันพบว่ามันแข็งมากจนไม่สะทกสะท้านเขาบีบมันต่อไปอีกพักหนึ่งจนสุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนี้แล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นในการกำจัดแมลงนี้แทน เขาหยิบถุงมิติเทียมออกมาแล้วก็หยิบแท่งระเบิดออกมาแท่งหนึ่ง ทันทีที่เห็นเออร์วินหยิบของที่มีขนาดไม่สัมพันธ์ออกมาจากถุงนอร่ากับซิลวี่ต่างก็มองด้วยความสนใจ นอร่าจึงลองถามขึ้น

            “เธอเป็นคนของสมาคมการค้าไครอส?”

            เออร์วินตอบว่า

            “ผิดถนัดเลยครับผมไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขาเลยสักนิด”

            พูดจบเขาก็เดินไปดับโคมไฟเพื่อให้ทั้งห้องมืดลงก่อนจะเดินไปที่ริมหน้าต่างโดยไม่สนใจท่าทีแปลกใจของทั้งคู่พบว่าตนเองอยู่ชั้นสี่ของหอห้วงฝัน พื้นที่บริเวณนี้ล้วนแต่ทำธรกิจซ่องทั้งสิ้น เออร์วินกวาดตามองเบื้องล่างมองเห็นผู้คนพากันเดินขวักไขว่ไปมาเต็มไปหมด นี่คือผลจากการที่มีการล่านักล่าค่าหัวขึ้นในช่วงนี้ ทำให้พวกอาชญากรที่มักจะซ่อนตัวส่วนใหญ่พากันออกมาจากที่ซ่อนแล้วเริ่มอาละวาด บรรดาพ่อค้าที่เดินทางไปขายของตามเมืองต่างๆ ก็ไม่กล้าออกไปนอกเมืองจึงได้แต่อยู่ในเมืองนี้โดยเฝ้ารอให้เรื่องแบบนี้จบลง วานเชสโก้พ่อของอาบิเกลเองก็เช่นกันเพราะตอนนี้ก็ได้แต่พักอยู่ในบ้านของมาร์ควิสเฟลิกซ์

            เออร์วินกวาดสายตาไปยังตำแหน่งที่ไม่ค่อยมีคนก่อนจะทำการดึงเชือกออกจากแท่งระเบิดแล้วปาไปยังตำแน่งนั้น

             

            แบรดที่ตอนนี้กำลังรีบกลับไปยังที่พักเพราะเมื่อตอนที่ตำแหน่งของแมลงเกาะชะตากลับมาแล้วเขาจะได้ประสานกับทหารในเมืองนี้ในการจับตัวเป้าหมาย แต่ขณะที่เขากำลังจะวิ่งผ่านฝูงชนอยู่นั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากที่ไกล

            “บรึม!!!”

            แบรดตกใจจนเกือบหกล้มหงายหลังเมืองไปยังทิศทางของเสียงด้วยความพรั่นพรึง

            “นั่นมันเวทย์มนต์อะไรกันทำไมถึงมาอานุภาพระดับนี้ได้”

             

            บนหลังของอาคารสี่ชั้นแห่งหนึ่งคาทาริน่ากำลังยืนบนหลังคาพลางกวาดสายตามองหาคนๆ หนึ่งจากกลุ่มคนเบื้องล่าง

            “บรึม!!!”

            คาทาริน่าตกใจกับเสียงนั้นจนสะดุ้งโหยงพลางมองไปยังทิศทางของเสียงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

            “นั่นมันคืออะไรกันน่ะ?”

             

            ที่ลานประลองภายในค่ายทหารตอนนี้เด้กน้อยมอแกนกำลังมีสีหน้าที่ห่อเหี่ยว เมื่อสักครู่เขายังรู้สึกสนุกจากการการประลองของพวกทหาร แต่แล้วกลับมีคำสั่งฉุกเฉินเรียกระดมคนออกไปจนหมดสิ้นจึงเหลือเพียงแค่เขาที่นี่ มอแกนทำหน้าเซ็งบ่นพึมพำว่า

            “กลับไปหาปู่ดีกว่า”

            แต่พึ่งเดินออกจากค่ายทหารกลับต้องสะดุ้งโหยงเพราะมีเสียงดังขึ้น

            “บรึม!!!”

            มอแกนมองไปยังทิศทางของเสียงนั้นด้วยความพรั่นพรึงปนสงสัย

            “นั่นมันอะไรกัน?”

             

            ตอนนี้ภายในนครไร้ราตรีทุกคนต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนไม่เข้าใจว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร มีคนไม่น้อยเริ่มตีโพยตีพายว่าเผ่ามารบุกแล้วก็อาละวาดไปทั่ว ทำให้ทหารที่ต้องให้ความร่วมมือกับพวกศาสนจักรในการตามหาคนต้องแบ่งคนมาระงับเหตุเหล่านี้

            ส่วนภายในห้องของนอร่าตอนนี้ทั้งนอร่ากับซิลวี่เองก็มีสีหน้าไม่ต่างจากคนทั้งเมือง พวกเธอทั้งตกใจและรู้สึกหวาดกลัว

            “นี่เธอคิดจะทำอะไรน่ะ?” นอร่าถามขึ้นแต่เออร์วินกลับยินนิ่งก่อนจะปาแมลงเกาะชะตาออกไปในอากาศ สายตาของเขามองผ่านความมืดพักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบว่า

            “หาทางกำจัดแมลงนี่ทิ้งไงครับ”

            “กำจัด? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เธอต้องสร้างเสียงระเบิดนี่ด้วย” นอร่าถามด้วยความสงสัยเพราะถ้าแค่กำจัดจริงๆ แค่ปาออกไปก็น่าจะพอแล้วนี่ไม่เห็นต้องทำอะไรที่เอิกเกริกขนาดนั้นเลย


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน