ด้านสองพ่อลูกตระกูลเหยาพวกเขาได้เดินทางมาถึงตำหนักเจ้าเมืองเพชฆฆาตอสูรแล้วและด้วยบารมีของเจ้าสำนักเหยา ทำให้ซุนจือหลินแม้จะไม่ชอบใจแต่นางก็จำต้องยอมให้เจ้าสำนักเหยาได้พบกับเทียนคง
ส่วนหนึ่งก็มาจากความเกรงใจเจ้าสำนักเหยาแต่อีกส่วนที่สำคัญก็คือ สี่วันตลอดการสอบสวนนางไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมากไปกว่าคำบอกเล่าจากผู้ร้องเรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆเลย หลักฐานที่จะเอาผิดเทียนคงแบบชัดเจนให้ดิ้นไม่หลุดนั้น ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวซึ่งหากสุดท้ายแล้วเป็นแบบนี้ การพิจารณาตัดสินคดีในอีกสามวัน ก็คงไม่พ้นที่ต้องตัดสินให้เทียนคงไม่มีความผิดและนั่นจะทำให้นางเสียชื่อเสียงที่รับเรื่องนี้เป็นคดีความ
ซุนจือหลินพาสองพ่อลูกตระกูลเหยาไปที่ห้องคุมขังเทียนคงด้วยตัวเอง ซึ่งระหว่างทางคุณหนูเหยาที่สังเกตได้ว่า ซุนจือหลิน กำลังพานางไปที่ใดนางก็รู้สึกโกรธจนหน้าสั่น เพราะสถานที่ที่ซุนจือหลินกำลังไปนั้นคือเรือนจำกลางที่ทั้งสกปรกและเหม็นสาบ ตลอดชีวิตนี้อย่าว่าแต่สถานที่แบบนี้เลยแม้แต่ห้องน้ำสาธารณะ นางยังไม่คิดจะเหยียบเข้าไปด้วยซ้ำแต่ตอนนี้นางกลับต้องมาในสถานที่แบบนี้ และสิ่งที่ทำให้นางโกรธมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่นางต้องมาที่นี่แต่เป็นการที่เทียนคงถูกขังไว้ที่แบบนี้ตลอดสี่วันที่ผ่านมาต่างหาก
เมื่อมาถึงที่ห้องขังซุนจือหลินก็สั่งให้ผู้คุมได้กันตัวนักโทษคนอื่น ๆไปที่บริเวณอื่นก่อนเพื่อให้สองพ่อลูกตระกูลเหยาได้สนทนากับเทียนคงเป็นการส่วนตัว
“ท่านผู้ว่าการ...” เจ้าสำนักเหยา เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อเห็นว่าซุนจือหลินยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“ข้าจะต้องทราบว่าพวกท่านสนทนาอะไรกันบ้างเพื่อไม่ให้ท่านและผู้ต้องสงสัยได้ตระเตรียมสิ่งใดเพื่อหวังผลในการตัดสินคดี ...”
“นี่เจ้าจะมากไปแล้วนะ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ...” คุณหนูเหยาหมดความอดทนในที่สุดเมื่อเห็นว่าซุนจือหลินโต้เถียงบิดา ก็ระเบิดความโมโหออกมาในทันใด
“หนิ๋งเอ๋ออย่าเสียมารยาท .... ข้าเข้าใจแล้ว เชิญท่านอยู่ดูและรับฟังตามสบายข้าไม่ได้มีเจตนาจะสนทนาอะไรกับศิษย์ข้ามากมายอยู่แล้ว ข้าเพียงต้องการมาเห็น ว่าเขาเป็นอยู่อย่างไรก็เท่านั้นและตอนนี้ข้าก็ทราบแล้ว และข้าหวังว่าท่านจะจดจำสิ่งที่ได้ทำลงไปไว้ให้ดีเพราะนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่”เจ้าสำนักเหยากล่าวเตือนบุตรสาวทันทีที่นางเริ่มระเบิดอารมณ์ก่อนจะหันไปพูดกับซุนจือหลินด้วยสาตาเย็นชาและไอสังหารที่แผ่ออกมาด้วย
แม้ซุนจือหลินจะมีพลังระดับปรมาจารย์แต่ก็เพียงขั้นสามเท่านั้น ห่างจากเจ้าสำนักเหยาถึงหกขั้นย่อย จึงทำให้นางถึงกับเหงื่อซึมออกมาจากไอสังหารและแรงกดดันผ่านคำพูดเหล่านี้ แต่นางก็ไม่แยแส และไม่โต้เถียงอันใดแล้วยืนนิ่งอยู่แบบนั้น เพื่อรอดูว่าสองพ่อลูกจะสนทนาอะไรกับเทียนคง
“ศิษย์น้องเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม พวกเขาทำอะไรเจ้าหรือเปล่า หิวหรือไม่พวกเขามีอะไรให้เจ้าดื่มกินหรือเปล่า แล้วเจ้า .....” เมื่อพบหน้าคุณหนูเหยาก็รัวคำถามใส่เทียนคงไม่ยั้ง จนเทียนคงหาช่องว่างเพื่อตอบไม่ได้เลย
“ศิษย์พี่ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมากที่เป็นห่วง ....” เทียนคงลืมตาขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนรอเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างซุนจือหลินและเจ้าสำนักเหยา หลังจากที่ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อประมวลผลข้อมูลและวางแผนการรับมือในเวลาเดียวกัน ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำกลาง
เมื่อทักทายคุณหนูเหยาเรียบร้อยเทียนคงจึงหันไปโค้งและคารวะเจ้าสำนักเหยาตามธรรมเนียมปฏิบัติของศิษย์สำนักแน่นอนว่าเจ้าสำนักเหยาก็แสดงบทบาทอาจารย์ได้เป็นอย่างดี แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยก็ตาม
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ทำให้ท่านลำบากแล้ว”เทียนคงสวมบทบาท
“ลำบากอันใดเจ้าคือศิษย์สายตรงคนแรกของข้า ข้าย่อมไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าแน่หากเจ้าไม่ได้กระทำผิด ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงเพียงแค่นี้แน่นอน”เจ้าสำนักเหยาเล่นไปตามบทที่ถูกวางไว้ให้
ภายนอกดูเหมือนทั้งสามคนเพียงถามไถ่และพูดคุยกันทั่วไปแต่ระหว่างนี้ เทียนคงก็ได้ส่งกระแสจิตหาเจ้าสำนักเหยาด้วยเช่นกันเป็นการไหว้วานให้เจ้าสำนักเหยา ส่งกำลังคนบางส่วน ไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่เพื่อเป็นกำลังหลักในการช่วยเหลือประชาชน จากการที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่กำลังจะถูกโจมตีเป็นเมืองต่อไป
ซึ่งเจ้าสำนักเหยาก็รับคำเพราะเดิมทีเขาก็ต้องการส่งคนไปช่วยอยู่แล้วเพียงแต่กำลังรอสารขอความช่วยเหลือจากตระกูลกัวอยู่ต่างหากอย่างไรตระกูลเหยาและตระกูลกัวก็มีศักดิ์ฐานะเท่าเทียมกัน ดังนั้นแล้วเมื่อเมืองภายใต้การปกครองของตระกูลกัวต้องการความช่วยเหลือ ทางการของตระกูลกัวย่อมต้องส่งสารขอความช่วยเหลือมาก่อนถึงจะถูกต้องนั่นคือความคิดของเจ้าสำนักเหยา
แต่ในเมื่อตอนนี้เทียนคงเอ่ยปากแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอสิ่งใดอีก หลังจากพูดคุยกันเรียบร้อย เขาก็สั่งการในทันทีคณาจารย์และศิษย์สำนักระดับสูงจำนวนกว่าหนึ่งพันคน ได้เตรียมตัวเดินทางไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่แล้ว
ซึ่งจำนวนหนึ่งพันคนนี้อย่ามองว่าเป็นจำนวนที่น้อย เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ใช้พลังระดับเชี่ยวชาญขึ้นไปทั้งหมดแม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่นักรบในสายอาชีพ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีฝีมือด้อยกว่าอาชีพนักรบแต่อย่างใดดังนั้นกองพันนี้ย่อมแข็งแกร่งกว่ากองกำลังทหารธรรมดาหลายเท่าตัว
สองวันก่อนการตัดสินคดี ณ เมืองด่านทางทิศตะวันตก ตำแหน่งประตูด่านซึ่งเชื่อมออกไปยังเส้นทางหลักมุ่งเข้าสู่หัวเมืองหลักกองทหารที่รั้งท้ายอยู่ที่เมือง ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีทางให้หนีอีกแล้วเพราะตอนนี้พวกเขาถูกโอบล้อมจากสัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ทยอยเข้าพื้นที่กันมาเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน
“พวกเราเหลือกันเท่าไหร่”
“เรียนท่านแม่ทัพเราเหลือกันเพียงสามร้อยกว่านายขอรับ เป็นผู้ที่ยังสู้ได้ราวสองร้อยส่วนที่เหลือบาดเจ็บหนัก และคงจะสิ้นใจในอีกไม่ช้าขอรับ”
“... อืมมเข้าใจแล้ว สั่งเรียกรวมพล เท่าที่ทำได้ ข้าจะออกคำสั่งสุดท้าย”
“รับคำสั่งขอรับ”
ทหารทั้งหมดต่างเดินมาที่จุดรวมพลแม้บางคนจะบาดเจ็บหนักจนเดินเองไม่ไหว แต่พวกเขาล้วนขอให้พี่น้องทหารช่วยกันพยุงมาที่จุดรวมพล และรอว่าคำสั่งสุดท้ายของพวกเขาจะเป็นเช่นไรซึ่งพวกเขาที่อยู่ที่นี่ ต่างก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าคงไม่รอดไปจากที่นี่และนี่คงจะเป็นคำพูดสุดท้ายจากแม่ทัพของพวกเขาที่จะได้ยิน
“พี่น้องข้าประชาชนของเรา ยังอยู่ระหว่างเดินทางไปที่หัวเมืองหลัก และจะต้องใช้เวลาอีกราวครึ่งค่อนวันกว่าจะเดินทางเข้าเมืองกันได้ทั้งหมด ดังนั้นแล้ว ในช่วงเวลานี้จะให้มีอสูรตนใดหลุดรอดพวกเราออกไปไม่ได้เด็ดขาด ชีวิตของประชาชน อยู่ในมือพวกเราแล้ว... ข้าภูมิใจยิ่งนัก ที่มีพวกท่านสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จนถึงวาระสุดท้ายนี้ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งวันใด พวกเราจะได้สู้ไปด้วยกันเช่นนี้อีก .... ไป ออกไปกับข้าและสังหารพวกมันให้มากที่สุด ... ฆ่ามันนนนนน ....”
“ฆ่า ..... ฆ่า...... ฆ่า ......”
เสียงตะโกนปลุกใจดังกึกก้องไปทั่วบริเวณจากนั้นแม่ทัพก็กระโจนออกจากที่กำบังสุดท้ายนี้ แล้วเข้าปะทะกับสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาในทันทีที่เห็นมนุษย์เมื่อแม่ทัพออกไปแล้ว ทหารทั้งหมดต่างโห่ร้องแล้วทยอยพุ่งออกไปตามแม่ทัพ
เสียงกระทบของของอาวุธเสียงร้องโหยหวยทั้งของมนุษย์และสัตว์อสูรดังขึ้นอีกครั้งสัตว์อสูรที่กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่าง ๆภายในเมืองที่กำลังแก่งแย่งชิ้นเนื้อของศพมนุษย์ ก็เริ่มกรูกันเข้ามาที่ตำแหน่งรบสัตว์อสูรยิ่งมายิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นทุกทีตรงกันข้ามกับมนุษย์ที่เวลายิ่งผ่านไปจำนวนผู้เหลือรอดก็น้อยลง มิหนำซ้ำผู้คนที่เหลือก็อ่อนแรงเต็มที จนในที่สุด พวกเขาก็เหลือรอดอยู่ไม่ถึงร้อยคน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะตายกันหมดเสียงหวีดของสายลมก็ดังพัดผ่านสนามรบ ตามมาด้วยวัตถุบางอย่างตกลงกระแทกพื้นบริเวณใกล้เคียงเป็นระยะจนเกิดการระเบิดขึ้นทั่วบริเวณ ห่างจากกลุ่มทหารเพียงไม่กี่ช่วงตัวทำให้สัตว์อสูรที่กำลังปะทะอยู่ในแนวหน้าล้มตายกันถ้วนหน้าจากแรงกระแทกฝุ่นควันลอยขึ้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โดยกลุ่มทหารที่เหลือไม่ทราบว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่รู้แต่เพียงว่า สัตว์อสูรที่กำลังสู้รบกับพวกเขานั้นได้หยุดชะงักไป
และในความเงียบงันของสนามรบหลังจากแรงระเบิดที่มาพร้อมกับฝุ่นควันที่ยังฟุ้งกระจาย กลุ่มทหารก็ได้ยินเสียงสั่งการของมนุษย์จากด้านหลังซึ่งก็หมายความว่ากำลังเสริมมาถึงแล้ว และเมื่อเห็นว่าผู้ที่มานั้นเป็นใคร พวกเขาต่างโห่ร้องยินดีทันทีเพราะคงไม่มีใครไม่ทราบว่าผู้ที่มานี้เป็นใครเพราะนางคือหนึ่งในสามหญิงงามแห่งดวงดาวนั่นเอง และพลันคิดไปว่ากลุ่มคนสวมใส่ชุดคลุมสีดำที่เห็นตรงหน้าเมื่อฝุ่นควันได้จางลงไปแล้วนั้นคือทหารแนวหน้าของนางนั่นเอง
องครักษ์โจวแบกค้อนศึกขนาดใหญ่จากหนึ่งในห้าเบญจสังหารไว้ที่บ่ากำลังชี้นิ้วสั่งการทหารใต้บังคับบัญชาให้เข้าช่วยเหลือทหารเมืองด่านที่ยังเหลือรอด
“หน่วยที่หนึ่งตั้งแนวรบด้านหน้า ... หน่วยที่สอง ตั้งขบวนรบทางซ้ายและขวา ... หน่วยที่สามช่วยเหลือผู้รอดชีวิต”
“รับคำสั่ง”
กำลังเสริมที่มาถึงกระจายออกตามคำสั่งในทันทีส่วนคุณหนูโจวก็ตรงไปพูดคุยกับแม่ทัพ ที่ตอนนี้เขาเหลือแขนขวาเพียงข้างเดียวกับสภาพร่างกายที่ร่อแร่เต็มที
นางมองสภาพแม่ทัพด้วยความชื่นชมอย่างที่สุดจากนั้นจึงโค้งคารวะให้พร้อมกับพูดว่า “ท่านแม่ทัพ ลำบากท่านแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง คนของข้าจะพาท่านไปที่เมืองหลักในทันที”
แม่ทัพที่เห็นคุณหนูโจวโค้งให้ก็รู้สึกตื้นตันใจเช่นกันเพราะหากนับที่ศักดิ์ฐานะ คุณหนูโจวที่เป็นองครักษ์ส่วนตัวองค์หญิงองค์ชายย่อมมีศักดิ์ที่สูงกว่าหลายขั้น การที่คนระดับนี้คารวะให้จึงไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน แต่ความรู้สึกตื้นตันก็เกิดขึ้นไม่นาน เขารีบแย้งขึ้นในทันที“องครักษ์โจว ท่านนำกองหนุนมากี่คนหรือ”
“ท่านไม่จำเป็นต้องทราบหน้าที่ของท่านในตอนนี้ คือ รักษาชีวิต และพาคนของท่านไปที่เมืองหลักให้ได้อย่ามัวเสียเวลา ไปได้แล้ว”
คุณหนูโจวไม่ให้แม่ทัพได้มีโอกาสได้สอบถามอะไรอีกแล้วเดินกลับไปที่สนามรบ เพื่อปะทะกับสัตว์อสูร ร่วมกับกองกำลังปริศนาที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวในแนวหน้า
กองหนุนหน่วยที่สามรับหน้าที่ดูแลคนเจ็บส่วนหน่วยที่สองรับหน้าที่ป้องกันตลอดการเดินทางกลับเมืองหลักส่วนหน่วยที่หนึ่งทำหน้าที่รั้งท้ายพร้อมกับกองกำลังปริศนาเช่นเดียวกับที่แม่ทัพได้ทำไว้ในการช่วยเหลือประชาชนให้อพยพ
“ท่านนายกองแล้วองครักษ์โจวล่ะ จะทิ้งนางไว้เช่นนี้หรือ หรือว่าจะมีทัพเสริมมาอีก ...”แม่ทัพเอ่ยถามหัวหน้าหน่วยที่สองด้วยความกังวล
“ทำตามคำสั่งนั่นคือหน้าที่ข้า ... ส่วนเรื่องอื่นนั้นข้าไม่ทราบ” นายกองตอบเพียงแค่นี้ เพราะเขาทราบดีว่ากำลังรบจากกลุ่มปริศนานั้นเป็นอย่างไร และไม่มีอะไรให้ต้องเป็นกังวล
แม่ทัพได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งกังวลหนักแต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อตัวเขาเองยังเอาตัวไม่รอดและการทำอะไรนอกเหนือคำสั่งของคุณหนูโจวในตอนนี้ยิ่งจะเป็นการทำให้เรื่องวุ่นวายมากขึ้น
ก่อนหน้านี้หนึ่งวันคุณหนูโจวและไหเจินที่ตระเวนประกาศรับสมัครผู้ใช้พลังเพื่อเข้าช่วยเหลือทหารที่เมืองด่านรู้สึกท้อแท้ใจยิ่งนัก เพราะไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่สมัครอาสาจึงมีเพียงทหารใต้บังคับบัญชาของคุณหนูโจวสามกองร้อยที่ติดตามนางมาที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่
เมื่อนางได้พบกับซินเหยียนก็ได้แจ้งสถานการณ์ให้ทราบ ซินเหยียนเดือดดาลเป็นอย่างมาก ที่ทางการตั้งใจละทิ้งทหารผู้เสียสละเหล่านั้นและในระหว่างที่นางกำลังหมดหนทาง แสงสีเขียวก็สว่างขึ้นที่อุปกรณ์ซินเหยียนจึงพาคุณหนูโจวและไหเจินไปที่มุมหนึ่งลับตาคนของเมือง
“หากท่านคิดช่วยเหลือทหารเหล่านั้นแล้วล่ะก็ท่านจำเป็นต้องให้ข้าช่วย” เป็นเทียนคงนั่นเองเขารับรู้ข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวซินเหยียนและคุณหนูโจวจากอุปกรณ์ที่มอบให้นั่นเองทำให้เขารู้ว่าตอนนี้ทางการยังไม่ได้มอบกำลังหนุนไปที่เมืองด่าน
“แน่นอนหากเจ้ายินดีช่วย ... แต่ว่าเจ้าจะทำอย่างไรในเมื่อตัวเจ้าก็ยังถูกขังอยู่ที่เมืองเพชฌฆาตอสูร อีกอย่าง แม้จะออกมาได้แต่เจ้าคนเดียวจะทำเช่นไร ...” ซินเหยียนยินดีได้แค่เสี้ยววินาทีจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่ต้องห่วงข้าได้ส่งคนของข้าไปที่เมืองด่านแล้ว ... แต่ข้ามีข้อแม้เพียงหนึ่งข้อหวังว่าท่านจะยอมรับมัน”
“คนของเจ้า ??... เมื่อไหร่กัน ?? ... ได้อย่างไร ??” นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของนางแต่สิ่งที่ตอบออกไปมีเพียง “ได้ เจ้าว่ามาได้เลย”
“คนของข้าจะเป็นแนวหน้าในการสู้รับกับสัตว์อสูรเพียงกลุ่มเดียวส่วนคนของคุณหนูโจว จะทำหน้าที่ช่วยเหลือทหารที่รอดและพากลับเมืองหลักเพียงเท่านี้ ท่านยอมรับหรือไม่”
“.....มันก็ไม่ได้มีปัญหา แต่ว่า ... คนของเจ้าล่ะ ....” ซินเหยียนเอ่ยถามด้วยความกังวลเพราะนี่มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนให้คนที่ต้องตายที่เมืองด่านเป็นคนของเทียนคงแทนทหารเมืองด่านไม่ใช่หรือ
“ไม่ต้องห่วงข้ามีแผนการรองรับ เวลาไม่คอยท่า ท่านรีบตัดสินใจ”
“... ก็ได้เอาตามนี้ เจ้าบอกแผนมาได้เลย” ....
เทียนคงอธิบายแผนอย่างละเอียดให้ซินเหยียนคุณหนูโจวและไหเจินฟัง ทั้งสามคนต่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ไม่โต้เถียงหรือสักถามอะไรในตอนนี้แม้จะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแค่ไหน เพราะหากเป็นเทียนคงแล้วล่ะก็พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อ ...