หลังจากทานอาหารฝีมือกุ้ยเหมยจนพุงกางแล้ว โจวซิ่นเฉิงก็ติดอกติดใจในรสชาติอาหารมื้อนี้ยิ่งนัก เสียอาการของคุณชายใหญ่ ถึงกับกล่าวเสียงอ้อนวอนขอร้อง ฝากเนื้อฝากตัว ขอผูกปิ่นโตมากินข้าวเที่ยงที่นี่บางวัน อันที่จริงเขาก็อยากจะมาทุกวัน แต่เห็นสายตาของสหายรักแล้วจึงรู้ตัวว่าไม่ควรโลภมากเกินไป ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่มื้อเดียวเลย สักมื้อเขาก็อาจจะไม่ได้ ใครใช้ให้เมียเพื่อน ทำอาหารอร่อยจนเขาคิดว่าที่เขาดื่มกินมาทั้งชีวิตนี่ ไม่ได้สักเสี้ยวหนึ่งของฝีมือของนาง
"กุ้ยเหมยหากเ้าเปลี่ยนใจเปิดเหลาอาหารเมื่อไหร่ บอกข้าด้วยนะ ข้าจะลงทุนเปิดร้านให้เ้าเอง แลกกับที่เ้ามาทำอาหาร ข้าให้ผลกำไรเจ็ดส่วนเลย ตกลงไหม"
"ข้ายังไม่คิดจะทำอะไรตอนนี้เ้าค่ะ ตอนนี้ข้าอยากดูแลท่านพี่ให้แข็งแรงหายดีก่อน กับหลันเอ๋อร์นางก็ยังเล็กมากเกินไป ข้าไม่ไว้ใจให้ใครมาดูแลพวกเขา แต่หากท่านพี่เดินได้เมื่อไหร่ มันก็ไม่แน่เหมือนกันเ้าค่ะ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที"
จ้าวหนานกงอมยิ้ม ส่งสายตาเชื่อมมาให้ภรรยา เขาดีใจที่นางทำอะไรมักคิดถึงเขาก่อนเสมอ แต่หากเขาหายดีเมื่อไหร่ เขาก็ไม่มีทางให้นางเปิดร้าน เื่อะไรจะให้ฮูหยินตัวเองไปทำอาหารให้ใครต่อใครกิน เขาหายดีแล้วเขาจะเป็คนดูแลนางไม่ให้เหน็ดเหนื่อย ต้องทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว เขานี่แหละจะเป็คนทำงานแทนนางทุกอย่างเอง
กุ้ยเหมยที่พาลูกสาวขี่ม้าโยกที่สั่งจากร้านโจวซิ่นเฉิงอยู่ พยายามไม่มองสายตาของสามีที่มองมา เพราะมันรู้สึกแปลกๆอย่างไรไม่รู้ ทั้งดีทั้งไม่ดี ใจมันเต้นแรงเกินไป ภายในใจมันวุ่นวายไปหมดแล้วตอนนี้
"เลิกมองเมียได้แล้วหนานกง ข้ามีเื่จะคุยกับเ้าด้วย"
สีหน้ายั่วเย้าของโจวซิ่นเฉิงเปลี่ยนมาจริงจังทันที วันนี้ไม่ใช่เพราะต้องมาส่งของให้จ้าวหนานกงเท่านั้น เขามีเื่ที่เขารู้มาเมื่อวานมาบอกจ้าวหนานกง เพื่อจะได้หาทางจัดการ
"เื่อะไร?" ถึงจะถูกพูดประชด สายตาของเขาก็มองลูกกับภรรยาอยู่เหมือนเดิม คล้ายกับว่าการมองเห็นทั้งสองคนแม่ลูก ที่หัวเราะอย่างมีความสุขมันทำให้เขามองเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ
"เื่ท่านป้าเหลียนที่เ้าให้ข้าไปสืบให้ คนของข้าพึ่งมาบอกข่าวเมื่อวานนี้ หลังจากที่ท่านลุงจ้าวไล่เ้าออกมา สองเดือนต่อมาท่านป้าเหลียนก็ถูกท่านลุงจ้าวสั่งปลด ตอนนี้ท่านป้าไม่ใช่ฮูหยินใหญ่แล้ว ท่านลุงให้ฮูหยินรองแม่ของน้องชายเ้า ขึ้นเป็ฮูหยินเอกแทน ว่ากันว่าท่านป้าเหลียนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่ยอมออกจากจวนเพื่อเก็บเงินส่งเสียเ้า ทำงานรับใช้ราวกับบ่าวในเพื่อจวนแลกกับเงินเดือน ข้าจึงรีบมาบอกเ้าก่อนว่าเ้าอยากให้ข้าช่วยยังไง"
ใบหน้าของจ้าวหนานกงซีดขาว มารดาของเขายอมลำบาก เพื่อส่งเงินมาให้เขา แต่กุ้ยเหมยคนก่อนนอกจากจะไม่ดูแล ยังคิดจะปล่อยให้เขากับลูกต้องตายด้วยซ้ำ หากไม่ได้เหมยเอ๋อร์ชีวิตของเขาก็คงไม่มีความหวัง
เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ป่านนี้มารดาจะเป็อย่างไรบ้าง เขาเป็ลูกชายที่ไม่เอาไหนจริง ๆ แค่ตัวของเขากับลูกก็เป็ภาระของนางมาก็พอแล้ว ไหนเลยจะกล้าพูดขอให้นางต้องมาดูแลมารดาของเขาอีก เขาพูดไม่ออกจริง ๆ
กุ้ยเหมยอุ้มหลินหลันเข้าไปหาเขาเพราะเห็นเขาตาแดงๆ นางได้ยินอย่างนี้ก็เข้าใจ ว่าเขาคงอยากจะช่วยเหลือมารดามากแค่ไหน คงจะกลุ้มใจมากทีเดียว
"คุณชายซิ่นเฉิง ฮูหยินไม่ได้เป็ภรรยาของนายท่านแล้วใช่ไหมเ้าคะ"
"ใช่ ทำไมหรือ?"
"ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านช่วยรับฮูหยินมาที่นี่ได้ไหมเ้าคะ หากมีท่านย่าอยู่หลินเอ๋อร์ก็จะได้มีคนดูตอนที่ข้าต้องช่วยท่านพี่ฝึกเดิน ข้ากำลังไม่สบายใจอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี"
"เหมยเอ๋อร์... ขอบคุณมาก"
จ้าวหนานกงมองภรรยาด้วยความซาบซึ้งใจ เขารู้ดีว่าคำพูดของนางเมื่อสักครู่มันคือข้ออ้างไม่ให้เขารู้สึกไม่ดี เพราะ่ออกกำลังกายทุกวันของเขา นางจะทำ่ที่ลูกสาวหลับตอนบ่ายทุกวัน ยิ่งได้รู้จัก ยิ่งเห็นว่านางช่างเป็คนดีมากจริง ๆ
"ขอบคุณทำไมเ้าคะ ข้าเป็สะใภ้นะ ที่จริงก็มีหน้าที่ดูแลแม่สามีเหมือนแม่ตัวเองอยู่แล้ว ดีซะอีกที่มีท่านแม่มาอยู่เป็เพื่อน ว่าอย่างไรเ้าคะ ท่านพอจะช่วยได้ไหม" นางยิ้มให้กับสามี แต่ประโยคสุดท้ายหันไปถามกับโจวซิ่นเฉิง
"ได้แน่นอน ท่านป้าเหลียนก็เหมือนมารดาของข้า ว่าแต่ว่าทำไมท่านป้าถึงไม่ยอมส่งข่าวให้ตระกูลหานรู้ หากท่านลุงของเ้ารู้ บิดาของเ้าคงไม่ทำแบบนั้นกับท่านป้าแน่"
พอโจวซิ่นเฉิงพูดมา จ้าวหนานกงก็เริ่มจะจำได้ ตอนเด็กเขาจำได้ว่า ท่านแม่หานหรงเหลียนเป็ถึงน้องสาวคนสุดท้องของแม่ทัพหานหรงเซียว เขายังเคยเห็นแม่ทัพคนนั้นตอนที่เขากำลังโตอายุได้ 12 หนาว จำได้ว่าผู้เป็บิดาหวาดกลัวลุงของเขามากแค่ไหน ตอนที่จ้าวเต๋อบิดาของเขา รับเอาสาวชาวบ้านที่แอบดูแลกันนอกจวน เข้ามาเป็ฮูหยินรอง เพียงเพราะนางมีบุตรชายให้บิดาของเขาถึงสองคน แถมทั้งคู่ที่มีอายุไล่เรี่ยกันกับเขาไม่กี่ปี คนโตอ่อนกว่าไม่กี่เดือน และคนเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี
ทำให้ผู้เป็ลุงที่แวะมาเยือน ก่อนจะไปเขตชายแดน จัดการท่านพ่อที่ไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้เอาไว้ หากเขากับมารดาไม่ขอร้องเอาไว้ ป่านนี้บิดาคงอาจจะกลายเป็คนพิการไปแล้วก็ได้
"ซิ่นเฉิงรบกวนเ้าช่วยส่งข่าวให้ท่านแม่ข้าด้วย ว่าข้าสบายดี ไม่ได้ลำบากเหมือนเดิมแล้ว ท่านแม่จะได้วางใจ ยอมมาอยู่ที่นี่กับข้า ไม่อย่างนั้น นางคงจะคิดทำงานหาเงินมาช่วยดูแลข้า จนต้องทำให้ตัวเองต้องลำบากอีก เื่นี้ข้าคงต้องรบกวนเ้าแล้วซิ่นเฉิง"
"ไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าเ้าจะไม่ขอ ข้าก็ต้องช่วยเหลือท่านป้าเหลียนอยู่แล้ว แต่ก่อนข้าไปค้างที่เรือนของเ้าบ่อยๆ ท่านป้าเหลียนก็ดูแลข้าเป็อย่างดี สำหรับข้า ท่านป้าก็เหมือนกับเป็ท่านแม่ของข้าคนนึงเช่นเดียวกัน"
"ถ้าอย่างนั้นข้าไม่ขอเกรงใจแล้ว ข้าฝากคนของเ้า ที่อยู่ชายแดนแคว้นม่อเป่ย ไปแจ้งข่าวให้ท่านลุงของข้า แม่ทัพหานทราบก็แล้วกัน ว่าข้ากับท่านแม่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านถงซาน ต่อไปนี้ข้ากับท่านแม่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวอีก หากท่านลุงไม่รังเกียจ ข้าจะขอใช้แซ่เดียวกับท่านลุงด้วยจะได้หรือไม่"
"ตกลง ข้าจะให้คนไปบอกให้ ตระกูลใจดำไล่เ้าที่เป็ลูกชายแท้ๆ ออกมาในขณะที่กำลังป่วยหนักอย่างนี้ และยังขับไล่เมียเอก ยกย่องอนุภรรยา ข้าเองก็เข้าใจหากเ้าจะแค้นเคือง เพราะถ้าเป็ข้า คงจะหาทางทำอะไรพวกนั้นไปแล้ว"
สายตาของจ้าวหนานกง มองรอยยิ้มของบุตรสาว แววตาที่ปวดร้าวเริ่มอ่อนแสงลง ตอนนั้นเขาเองก็โกรธ ทั้งโกรธทั้งเกลียดทุกคน ทุกอย่างที่ทำให้เขาต้องกลายมาเป็แบบนี้
แต่พอเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับกุ้ยเหมยได้เกือบเดือน ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละคือคำว่าครอบครัวจริงๆ ไม่ใช่สถานที่แห่งนั้นที่เขาอยู่มา อย่างตระกูลจ้าว ที่ทุกวันเขาต้องใช้ชีวิตเพื่อเอาชนะคนอื่น ไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับบุตรชายของท่านพ่อ
ให้ท่านพ่อรับรู้ว่าเขาที่เป็บุตรชายของฮูหยินใหญ่มีความสามารถมากแค่ไหน ั้แ่อายุ 12 ตอนที่พวกนั้นเข้ามา เขาก็เริ่มเปลี่ยนไปตอนนั้น เพราะเห็นมารดาต้องร้องไห้ทุกข์ใจ จึงต้องพยายามเรียนรู้ทุกอย่าง เพื่อจะให้ผู้เป็พ่อชื่นชมมาถึงมารดาผู้ให้กำเนิด
พอถึงตอนนี้ ออกมาแล้ว เขาถึงเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น บิดาของเขามอบความรู้สึกจอมปลอมให้เขากับมารดานานแล้ว ทุกอย่างที่มีประโยชน์ ท่านพ่อก็เก็บเอาไว้ แต่ถ้าไร้ซึ่งประโยชน์เมื่อไหร่ เขาก็พร้อมที่จะทอดทิ้งได้อย่างไม่ลังเล เขาจึงไม่นึกเสียดายแซ่จ้าวนี้เลยแม้แต่น้อย
"ท่านพี่ทำใจให้สบายเถอะ ท่านยังไม่สบายอยู่นะ ข้าเชื่อว่าท่านแม่คงจะได้มาอยู่กับเราที่นี่แน่นอน ดีที่บ้านเสร็จแล้ว เหลือแค่ทำความสะอาด พรุ่งนี้ข้าจะรีบไปทำความสะอาดและจัดของ เพื่อรอรับฮูหยินดีไหมเ้าคะ"
"ทำไมไม่เรียกท่านแม่ เ้าเป็สะใภ้จะเรียกฮูหยินได้อย่างไร"
กุ้ยเหมยยิ้มแห้ง ถึงนางจะไม่ใช่กุ้ยเหมยตัวจริง แต่ความทรงจำทุกอย่างนางจำได้หมด นางเป็เพียงอนุของเขา ไม่ใช่สตรีที่ถูกเกี้ยวแปดคนหาม ตกแต่งมาเป็ฮูหยินเอก เป็อนุก็ไม่ต่างอะไรกับบ่าวในเรือนเลย เพียงแต่มีหน้าที่ปรนนิบัติผู้เป็นายบนเตียงด้วยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคำเรียกขานของนางถูกต้องแล้ว แต่เหมือนกับว่า เขาป่วยจนจำข้อนี้ไม่ได้แล้วกระมัง
"มันก็แค่คำเรียก การกระทำสำคัญที่สุด เอาไว้ให้ฮูหยินมาก่อนแล้วกันเ้าค่ะ หากว่าฮูหยิน้าให้ข้าเรียกอย่างไร ก็เป็ไปตามนั้นก็แล้วกัน"
ชายหนุ่มในรถเข็นเม้มปากอย่างไม่ยินยอม ไม่ใช่เขาจำอะไรไม่ได้ แต่เขาอยากจะผูกมัดนางมาเป็ของตัวเอง
เมื่อรู้แบบนี้ ความตั้งใจของจ้าวหนานกงที่มีมาเพิ่มก็คือการแต่งงานกับกุ้ยเหมย ตกแต่งนางให้เป็ภรรยาเพียงคนเดียวของเขาทันทีที่เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ยิ่งนางมีร่างกายเป็ภรรยาของเขา แต่จิติญญาข้างในยังไม่ใช่ของเขาทั้งหมด เขาจึงไม่วางใจ เพราะความดีของนาง ใครๆ ที่ได้รู้จักก็สามารถััได้ เขาจึงต้องทำให้นางมาเป็ของเขาโดยเร็วเขาถึงจะวางใจ
"ถ้าท่านพี่อยากให้ข้าเรียกอย่างไร ข้าก็จะเรียกอย่างนั้นก็แล้วกันเ้าค่ะ อย่าทำหน้าเครียดแบบนี้เลย เดี๋ยวหน้าย่นหมด แล้วท่านแม่ชอบห้องแบบไหนเ้าค่ะ เอาเป็ห้องฝั่งตะวันออกดีไหมเ้าค่ะ ตรงนั้นลมเย็นสบายและกว้างกว่าด้วย"
กุ้ยเหมยยอมเอาใจเด็กน้อยตัวโตที่เอาแต่เม้มปากทำหน้าขัดอกขัดใจอยู่นี้ เพื่อให้เขาไม่ต้องคิดมาก ไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลกับสุขภาพจิตของเขา เดี๋ยวจะพาลทำให้อาการแย่ลงไปอีก ยิ่งเขาพึ่งได้รับข่าวร้ายมา มารดาเพียงคนเดียวลำบากมาเป็ปี จิตใจก็คงย่ำแย่พอแล้ว นางไม่อยากให้เื่เล็กน้อยนี้ มากระตุ้นให้เขาอ่อนไหวอีกเื่นึง
ซึ่งก็จริง พอได้ยินกุ้ยเหมยเรียกมารดาของเขาว่าท่านแม่เขาก็ดีใจ ยิ้มกว้างออกมาทันที พูดคุยเกี่ยวกับความชอบของมารดาให้กุ้ยเหมยฟังหลายเื่ เขาแน่ใจว่า หากมารดารู้จักเหมยเอ๋อาร์ของเขา นางจะต้องเอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้แน่นอน
โจวซิ่นเฉิงขอตัวกลับก่อน เพราะเริ่มเย็นมากแล้ว อีกทั้งยังมีเื่ที่ต้องจัดการหลายอย่าง แต่ก่อนไป เขายังมีน้ำใจ บอกว่าจะให้คนมาช่วยกุ้ยเหมยทำความสะอาด และจัดของย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ เขาจะมาถึงก่อนเที่ยงให้นางทำกับข้าวรอได้เลย พอเขาเอ่ยคำนี้ออกมากุ้ยเหมยถึงกับมุมปากกระตุก พึ่งรู้ว่าคุณชายในยุคโบราณก็เห็นแก่กินด้วยเหมือนกัน