Sol xx Mifa 13
“น้องฟาอยู่ไหนลูก”
“อยู่นี่ค่ะแม่” ฉันเดินยิ้มเข้าใกล้คนเป็นแม่ แม่ยังสาวและยังสวยอยู่เหมือนเดิม ร่างสูงโปร่งของแม่ทำให้พ่อตกหลุมรักอยู่บ่อยครั้ง พ่อมักจะเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่าตกหลุมรักแม่ยังไง ทุกวันนี้ยังเล่าอยู่เลยว่าตกหลุมรักแม่ในทุก ๆ เช้า
“แต่งตัวเสร็จหรือยัง พี่ ๆ ลงไปรอข้างล่างแล้วนะ” แม่เอ่ยบอก มือนุ่มยกขึ้นลูบเรือนผมให้อย่างอ่อนโยน แววตาอบอุ่นนั้นถูกส่งมาตั้งแต่ต้น และทำให้ฉันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้รับความอบอุ่นและอ่อนโยนเหล่านี้
“เสร็จแล้วค่ะ วันนี้เราจะไปไหนกันคะ” เอ่ยถามต่อ
“ไปทำบุญกันค่ะ ไปกัน พ่อกับพี่ ๆ รออยู่”
“ค่ะแม่”
วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวเราจะไปทำบุญกันที่วัดแห่งหนึ่งแถบชานเมือง เป็นวัดที่แม่ชอบมาทำบุญอยู่บ่อยครั้ง หากว่างหรือไม่ได้ไปโรงเรียนแม่ก็จะพาเราทั้งสามคนมาด้วย แต่วันนี้พ่อว่างเราทุกคนในครอบครัวเลยตั้งใจจะไปทำบุญด้วยกัน แม่นั่งเบาะด้านหน้าคู่คนขับโดยมีพ่อทำหน้าที่ขับรถ ฉันนั่งเบาะด้านหลังพ่อ พี่มีตังค์นั่งเบาะด้านหลังแม่ ส่วนตรงกลางเป็นพี่มีเงินที่เสียสละนั่งตรงนั้น
“พ่อครับ วันนี้เราจะมีบาร์บีคิวกันไหมครับ” พี่มีตังค์ถามพ่อ โดยที่มือยังถือแก้วเครื่องดื่มอยู่ เป็นป้าแม่บ้านที่มอบให้เราคนละแก้วใหญ่ เป็นแก้วเก็บความเย็นสีเข้มด้านในมีโอวัลตินเย็น ๆ อยู่ในนั้น
“อยากกินเหรอลูก” พ่อถามกลับมาน้ำเสียงเจือแววขบขัน พี่มีตังค์น่ะกินเก่งมาก ๆ เลยนะ แต่กินแล้วก็เตะบอลเล่น เลยทำให้เจ้าตัวไม่มีพุงน้อย ๆ เหมือนกับฉัน ที่ทั้งกินเยอะและไม่ค่อยจะชอบออกกำลังกาย
“ครับ พี่เงินอยากกินไหม”
“พี่กินได้”
“งั้นไหว้พระเสร็จเราแวะห้างกันไหม จะได้ซื้อของกันด้วยเลย แม่ว่าไงครับ”
“ได้ค่ะ ไหว้พระเสร็จค่อยแวะกันนะ”
“ครับแม่” จากนั้นเราสามพี่น้องก็นั่งดูสิ่งรอบข้างที่รถขับเคลื่อนผ่านอย่างสบายใจ มีความสุขจังเลยได้เที่ยวกับครอบครัวแบบนี้ ฉันมีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ
“ที่รักข้างหน้า...” เสียงแม่คุยกับพ่อ
“ครับ พ่อเห็นแล้ว รถน่าจะติด”
“พี่มีเงินครับ เอาผ้าปิดตา ปิดตาน้องให้แม่หน่อยลูก” นี่คงเป็นอีกครั้งที่แม่บอกพี่ชายฉันแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องปิดตาฉันทุกครั้งเวลาที่พ่อบอกว่าข้างหน้ารถอาจจะติด
“ครับแม่” พี่มีเงินรับปาก มือก็ล้วงหาที่ปิดตารูปกระต่ายสีขาว
“หนูนอนไปเลยก็ได้นะ จับมือพี่ไว้” พี่มีเงินหยิบที่ปิดตาขึ้นมาสวมให้ฉันจากนั้นมืออุ่น ๆ ของผู้เป็นพี่ชายก็เลื่อนมาจับมือฉันไว้แน่น
“ทำไมต้องปิดตลอดเลยล่ะคะ” เมื่อทนความสงสัยไม่ไหวจึงเอ่ยถามออกไปทั้งอย่างนั้น
“เผื่อหนูง่วงไงคะลูก”
“แต่หนูไม่ง่วง” ฉันบอกแม่ สิ่งที่ฉันเห็นคือความมืดมิด และสัมผัสอุ่น ๆ ที่มือเท่านั้น ฉันอยากรู้ว่าทุกครั้งที่แม่ให้พี่ปิดตาฉัน โลกภายนอกนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมถึงทำเหมือนปิดกั้นฉันแบบนี้ แต่ถึงแม้จะอยากรู้มากแค่ไหนฉันก็ไม่กล้าถอดผ้าปิดตาออก เหมือนมีความรู้สึกแวบหนึ่งเข้ามาว่าไม่ควรจะถอดผ้าปิดตาออก
เสียงเอะอะภายนอกรถทำให้ฉันจับมือพี่มีเงินแน่นขึ้นด้วยความกลัว เพราะเสียงที่ตะโกนคุยกัน เสียงร้องไห้ เสียงร้องเจ็บปวด ไหนจะเสียงหัวเราะ มันน่ากลัวและน่าหดหู่มากในความรู้สึก
“โอ๊ะ!” ฉันอุทานตกใจเมื่อจู่ ๆ สายรัดที่ปิดตาก็ขาดออกหลุดล่วงลงที่หน้าตัก เพราะปฏิกิริยาที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ เมื่อมีแสงกระทบตาฉันก็เผลอลืมตาขึ้นมองรอบ ๆ กลุ่มคนยืนออกันอยู่บริเวณข้างทาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ยืนตะโกนคุยกัน บนเสื้อผ้าคนเหล่านั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงสดคล้ายกับสีเลือด ถัดไปไม่ไกลนั้นมีรถกระบะสีขาวพลิกคว่ำอยู่ฝั่งคนขับนั้นมีร่างท้วมสวมเสื้อสีขาวห้อยอยู่ติดกับเข็มขัดนิรภัย ดวงตาเบิกโพลงมีเลือดไหลอาบหน้าจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รอบ ๆ รถคนนั้นคล้ายมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังร้องเล่นเต้นอย่างดีใจที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ บ้างก็ขึ้นไปเต้นที่ท้องรถที่หงายขึ้นฟ้า บ้างก็ร้องเล่นปรบมืออย่างสนุก โดยที่รอบๆ มีรถตำรวจและรถกู้ชีพจอดอยู่
ในห้วงความรู้สึกกับสิ่งที่เจอมาความรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีที่ขับรถเคลื่อนผ่านและมองเห็นเหตุการณืนั้น แต่ความจริงเพียงไม่ถึงนาทีที่ผ้าปิดตาหลุดและเราเคลื่อนผ่านจุดนั้นมา สายตาที่กำลังมองกลุ่มคนที่แสดงความดีใจมีอันต้องชะงักด้วยความตกใจเมื่อมีใครคนหนึ่งหันมามองแล้วแสยะยิ้มใส่เพียงชั่วพริบตาร่างนั้นก็พุ่งมาเกาะที่หน้าต่างรถยนต์
“กรี๊ด!!!”
ฉันร้องด้วยความตกใจพร้อมกับฝ่ามือพี่มีเงินยื่นมาปิดตาฉันไว้ทันท่วงที
‘ฮิ๊ ฮิ๊ มาไหม มาอยู่ด้วยกันไหม’
“ช่วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย’
“ฮื่ออออ ไม่เอาไม่ไป ไม่ไป ฮื่อ!!” ฉันร้องไห้อย่างงอแง ไม่รู้ว่าร้องนานแค่ไหนแต่เสียงที่ได้ยินนั้นฟังดูแผ่วไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงแล้ว แต่ความกลัวยังคงเกาะกินในความรู้สึก
“พี่เงินกอดน้องแทนแม่หน่อย กอดน้องไว้”
“ครับแม่”
“ตังค์กอดด้วย” ร่างฉันถูกรั้งให้มานั่งที่ตรงกลางเสียงคลิกคล้ายกับเสียงเข็มขัดนิรภัยถูกรัดเข้าที่เอว ตอนนี้กลายเป็นพี่ชายทั้งสองกอดฉันไว้ตลอดทางจนถึงวัดที่แม่ตั้งใจพาเรามาทำบุญ พี่มีตังค์ยื่นมือมาเช็ดหน้าให้ด้วยความห่วงใย เมื่อเดินลงจากรถพี่ชายทั้งสองก็เข้ามาจับมือฉันพอเดินเข้าไปยังศาลาวัดโดยมีพ่อกับแม่เดินนำอยู่ไม่กี่ก้าว และหันมามองเราอยู่บ่อยครั้ง
“โยมมากันกี่คน” พระที่นั่งอยู่บนอาสนะเอ่ยทักเมื่อเราเดินเข้าเข้ามาข้างใน ที่นี่เงียบสงบ ลมพักเอื้อยๆ แต่เพราะความเอื้อยของลมตอนนี้ทำให้ฉันรู้สึกกลัวจนห้ามตัวเองไม่ให้เบียดพี่ชายไม่ได้
“ห้าคนครับหลวงพ่อ” พ่อเป็นคนตอบคำถามนั้น จากนั้นเราทั้งห้าก็ก้มกราบหลวงพ่อ
“มีอีกสองแต่เข้ามาไม่ได้”
“หลวงพ่อเจ้าคะ ลูกดิฉันเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นแล้วค่ะ” เสียงแม่เอ่ยบอกกับหลวงพ่อที่กำลังนั่งหลับตานิ่ งๆ เสียงอื้ออึงดังขึ้นพร้อมกับลมที่พัดเข้ามาในศาลาราวกับว่ากำลังจะมีพายุเกิดขึ้น
ตึง!!
เราสามพี่น้องสะดุ้งนั่งเบียดกันเมื่อหน้าต่างถูกลมพัดแรง ๆ จนบานหน้าต่างตีไปมากระทบกรอบจนเกิดเสียงดังชวนน่าตกใจ
“หนูกลัว” ฉันเอ่ยบอกผู้เป็นพี่ชายที่นั่งขนาบข้างทั้งสองอย่างต้องการที่พึ่ง พ่อขยับมานั่งข้าง ๆ พี่ตังค์เฉียงลงไปด้านหลังเล็กน้อยส่วนแม่ขยับมานั่งข้าง ๆ พี่เงินโดยมีฉันนั่งอยู่ตรงกลาง ตอนนี้กลายเป็นพ่อกับแม่ที่นั่งปกป้องเราทั้งสามคนไว้อีกชั้นหนึ่ง
“ไม่ต้องกลัว พี่อยู่นี่” พี่มีเงินปลอบ มือที่ยังจับมือฉันอยู่บีบแน่นขึ้น
“โยม ปีนี้ลูกโยมอายุเท่าไหร่”
“สิบขวบเจ้าค่ะหลวงพ่อ”
“อือ เขายังเด็กอย่าทำอะไรแบบนี้เลย” เสียงหลวงพ่อเอ่ยขึ้นเหมือนกำลังคุยกับใครสักคน ไม่นานความโกลาหลก็หายไปราวกับว่าไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้มด้านนอกหายไปเหลือเพียงแสงสว่างที่ส่องทอประกาย
“ไปหนึ่ง แต่ยังเหลืออีกหนึ่งนะโยม”
“หลวงพ่อคะ ลูกควรทำยังไงดี”
“อาตมาแก้ไขอะไรไม่ได้โยม ทำได้แค่แนะนำให้ทำบุญบ่อย ๆ ”
“เขาจะทำอะไรลูกอิฉันไหมคะ?”
“เขาตามเพราะเห็นเขาและคิดว่าช่วยเขาได้”
“ที่ปิดตาลูกดิฉันหลุดตอนขับผ่านบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ” แม่พยายามอธิบายให้หลวงพ่อฟัง
“เขาเข้าใจไปแบบนั้น เขาอยากกลับบ้าน”
“ถ้าเรากลับไปยังตรงนั้นและบอกให้เขากลับ...”
“เขาไม่ยอม”
“ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับหนูด้วยนะลูก” แม่หันมามองฉัน สายตาเต็มไปด้วยความสงสาร
“ให้ใส่ไว้ อย่างน้อยก็ทำให้มองไม่เห็นและเข้าใกล้ไม่ได้” กำไลคล้ายกับลูกปัดสีขาวถูกส่งไปให้พ่อ พร้อมกับพระองค์เล็ก ๆ เหมือนกับจี้อะไรบางอย่าง
“เขาคงไม่ทำอะไรไปมากกว่านี้ อาตมาช่วยได้แค่นี้”
“ค่ะหลวงพ่อ” เมื่อเราทำบุญถวายสังฆทานกรวดน้ำเสร็จแม่ก็ให้ฉันใส่กำไลข้อมือและถอดสร้อยที่แม่สวมอยู่ออกเปลี่ยนเป็นจี้พระให้ฉันในทันที ตลอดเวลาที่อยู่บริเวณวัดเหมือนเราไม่ได้เดินกันแค่ห้าคน ในแวบหนึ่งในความรู้สึกฉันกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตามเราอยู่เพียงแต่ฉันมองไม่เห็น แต่ก็ดีแล้ว ฉันไม่อยากเจอสิ่งที่น่ากลัวแบบนั้นอีกแล้ว ฉันไม่อยากรู้แล้วว่าเหตุการณ์นอกผ้าปิดตาที่แม่ให้พี่สวมให้มีอะไร ฉันจะไม่อยากรู้อีกแล้ว
“สร้อยข้อมือขาดเหรอ?”
“น่าจะใช่ครับ ไปถึงก็ไม่มีแล้ว”
“อือ ให้น้องพักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวมาคุยกันอีกที”
======
ถึงตอนนี้พอจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าที่ตามน้อง ตามมาจากที่ไหน
แล้วก็ ของดอัพสักสองวันนะคะ เค้าปวดไหล่มากๆเลยค่ะ ขอพักสักสองวันนะคะ