กว่าจะกลับจาก
โรงพิมพ์เฮียฮั้วได้ก็เป็นเวลาที่ค่ำมากพอดู
ภานุวัฒน์กับลูกพลับยังได้ข้าวต้มปลาที่เหลือจากการปิดซอยเลี้ยงอาหารเย็นของเฮียฮั้วมากันอีกคนละถุงและขนมอีกสามสี่อย่างเอาไว้ทานตอนดึก ๆ
ยังมีอาหารเหลืออยู่อีกหลายอย่างมากเกินพอจะเททิ้งไตเติ้ลจึงแนะนำให้แม่ค้าแต่ละร้านตักอาหารใส่ถุงแนบช้อนพลาสติกหรือตะเกียบพร้อมทานแล้วให้คนงานของเฮียฮั้วหิ้วไปแจกคนไร้บ้านแถว ๆ ท้องสนามหลวง
ไตเติ้ลจำได้ว่าในยุคปี พ.ศ.2538 นี้สนามหลวงในเวลาที่ไม่ได้มีพระราชพิธีนั้นยังเป็นเขตสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้อยู่
ตอนเด็ก ๆ พ่อยังเคยพาเขาไปเล่นว่าวแถวนั้นด้วยแล้วพอตกดึกก็จะมีพวกคนไร้บ้านไปอาศัยหลับนอนใต้ต้นไม้หรือตามป้ายรถเมล์ถ้าที่บ้านเขามีงานบุญแล้วอาหารเหลือเยอะแม่ของเขาก็จะจัดใส่กล่องอย่างดีแล้วเอามาแจกทานให้กับคนเร่ร่อนแถวๆ นั้น
คนเราเนี่ยนะเวลาที่ไม่มีอันจะกินก็อดอยากจนข้าวสักมื้อจะหามาให้อิ่มท้องก็ยังหาไม่ได้แต่เวลาที่มีกินก็มีมากจนเหลือกินเหลือใช้แบบในตอนนี้
แต่ยังไงก็ตาม มีเหลือดีกว่าอดอยากระหว่างหิวตายกับอิ่มตายเขาขอเลือกอย่างหลังน่าจะดีกว่า
วันนี้ระหว่างทางกลับบ้านภานุวัฒน์ยังแวะซื้อถ่านไฟฉายมาจำนวนหนึ่งด้วยเพราะที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้และเขาก็รู้ว่ามันจะต้องมืดมากจนมองอะไรไม่เห็นดังนั้นจึงติดถ่านไฟฉายสำรองเอาไว้ดีกว่า
คืนนี้เขาแพลนเวลาเอาไว้ว่าระหว่างที่ลูกพลับนอนหลับจะนั่งแยกกระดาษสีออกจากกระดาษขาวด้วยแสงจากไฟฉายนี่แหละดีกว่าทำงานทำการอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
หลังจากที่คนเราอยู่ดี ๆ ก็ตายมาโผล่อยู่ในโลกนิยายได้แบบนี้ไตเติ้ลก็เริ่มเห็นคุณค่าในเวลาของชีวิตมากขึ้นคนเราจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ อย่างน้อยวันนี้ให้ปั่นงานเสร็จบ้างสักงานชีวิตในวันพรุ่งนี้ก็น่าจะมีความสุขมากกว่านี้สักเล็กน้อย
"ลูกพลับยังไม่อยากนอนเลยครับป๊ะป๋าให้ลูกพลับช่วยงานด้วยนะครับ"
เด็กชายพูดเสียงอ้อน ยังมีเอาหน้าเข้ามาซุกไซ้แขนเขาทำเหมือนอย่างกับแมวจนไตเติ้ลรู้สึกขยับตัวไม่ค่อยจะถนัด
"มันดึกแล้วนะครับแสงไฟก็ไม่มีลูกพลับจะมองเห็นเหรอ"
"มองเห็นครับ ลูกพลับสายตาดีมาก ๆ เลยนะครับ"เด็กชายพูดพร้อมกับคลานขึ้นไปนั่งอยู่บนตักของพ่อมีความตั้งใจอยากจะช่วยงานเต็มที่
โอ๊ยยยยยย!ทำไมลูกชายของเขามันถึงได้น่ารักอย่างนี้วะอ้อนขนาดนี้เดี๋ยวก็จับมาฟัดหัวซะให้เข็ดหรอก
ไตเติ้ลคิดในใจแล้วก็เผลอจับหัวลูกชายมาฟัดจริง ๆ อืม…ไอ้หนามจึกๆ ของผมขึ้นใหม่ที่เป็นตอแบบเนี้ย ฟัดมันชะมัดยาดเลย
พอถูกพ่อฟัดลูกพลับก็หัวเราะคิกคักนั่งประจำที่อยู่บนตักของป๊ะป๋าแล้วก็ช่วยแยกกระดาษไปอย่างอารมณ์ดี
ไตเติ้ลสังเกตได้ว่าคืนนี้เจ้าลูกพลับดูเหมือนจะอ้อนพ่อมากเกินปกติถึงจะค่ำมากจนเกินเวลานอนแล้วแต่เจ้าหนูก็ยังไม่ยอมเข้านอนมานั่งช่วยแยกกระดาษสีออกจากกระดาษสีขาวมีความประจบประแจงอยากจะอยู่ใกล้กับพ่อมากขึ้นเป็นพิเศษ
ไม่รู้ไปเจออะไรมารู้แต่ว่าลูกพลับที่เป็นแบบนี้มันน่ารักสุด ๆ ไปเลย
ไตเติ้ลไม่คิดจะห้ามอยู่แล้วเวลาที่เจ้าตัวเล็กอยากจะมาช่วยงานเขานึกถึงตอนที่ตัวเองยังเด็ก ๆ ว่าตอนนั้นเขาก็อยากทำอะไรสักอย่างให้เหมือนกับที่พ่อทำและแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็ทำได้เหมือนอย่างพ่อ
เขาอยากให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเขาเก่งและได้รับคำชมถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แล้วดูเหมือนกับเด็กเล่นซนในสายตาของผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็กแล้ว มันคือเรื่องยิ่งใหญ่เป็นความสำเร็จที่จะทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งภาคภูมิใจไปได้จนถึงชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว
ไตเติ้ลไม่ได้ให้ลูกพลับช่วยงานไปอย่างเสียเวลาเปล่าระหว่างนี้เขายังสอนลูกพลับสะกดคำ สอนอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ อีกด้วย
การฝึกสะกดคำฝึกอ่านหนังสือนั้นมันไม่ได้จำเป็นว่าเราจะต้องมีหนังสืออยู่ตรงหน้าเขาแค่พูดคำง่าย ๆ ออกมาคำหนึ่งแล้วให้ลูกพลับลองสะกดด้วยปากเปล่าเป็นภาษาไทยแล้วต่อด้วยภาษาอังกฤษเพียงเท่านี้เด็กชายก็ได้ฝึกฝนแล้ว
เช่นว่า ถ้าเขาบอกว่า ‘กิน’ลูกพลับก็จะพูดคำสะกดออกมาว่า กอ-อิ-นอ กิน ตามต่อด้วยสะกดภาษาอังกฤษ อี-เอ-ที (eat) อ่านว่า อีท แปลว่า กิน
เรียนด้วยการพูดคุย ถามตอบให้สะกดปากเปล่าแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ดูเหมือนว่าลูกพลับจะสนุกและมีความตั้งอกตั้งใจมากขึ้น
แน่ล่ะ!หลักสูตรการสอนของอดีตติวเตอร์ครูพี่เติ้ลเชียวนะมันก็ต้องสนุกมากกว่าไปนั่งฟังครูสูงวัยอ่านหนังสือแบบถอดวิญญาณให้นักเรียนฟังในห้องเรียนอยู่แล้ว
แถมลูกพลับก็เป็นเด็กหัวไว เรียนรู้ง่ายพอเริ่มสอนภาษาอังกฤษให้ด้วยวิธีแบบนี้เด็กชายก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเป็นพิเศษ
หลายครั้งที่ลูกพลับเป็นฝ่ายชี้หรือหยิบสิ่งของรอบตัวมาถามเขาเองเลยว่า อันนั้นภาษาอังกฤษคืออะไรอันนี้ภาษาอังกฤษคืออะไร
ไตเติ้ลพอถูกถามแล้วเขาก็ยินดีที่จะตอบลูกชายทุกครั้งอย่างไม่แสดงความรำคาญใดๆ ทั้งยังแถมสอนสะกดศัพท์คำนั้นในทุก ๆ ครั้งที่ถูกถามอีกด้วย
เด็กชายพอได้คำตอบจากพ่อก็พยายามท่องแล้วก็จำศัพท์คำนั้นใส่หัวลงไปอย่างว่องไวถ้าลูกพลับจำคำศัพท์ได้เขาก็จะลูบหัวลูกชายเบา ๆ เป็นการชมเชยพอทำอย่างนั้นเจ้าลูกพลับก็จะฉีกยิ้มกว้าง หน้าบานอย่างดีอกดีใจ ดู ๆ แล้วก็น่ารักที่สุดในโลกไปเลย
หึ! เด็กคนอื่นในโลกนี้น่ะไม่ว่าจะดูยังไงก็แค่เด็กเปรตที่ไตเติ้ลไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยนักหรอกแต่ลูกพลับนะ เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย นิสัยดี น่ารักห่างไกลจากคำว่าเด็กเปรตที่สุดในโลกแล้ว
ไอ้โง่เดชานั่นมีลูกชายที่น่ารักขนาดนี้เลยนะแต่กลับไม่ยอมสั่งสอนให้ดี เอาแต่ตบตีลูกทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ลูกพลับออกจะเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายเฉลียวฉลาด เด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ดันเกิดมาเป็นลูกของสวะแบบนั้นเสียได้ โคตรเสียของเลย
คิดแล้วก็โชคดีจริง ๆ ที่เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ทันเวลาก่อนที่เด็กดีขนาดนี้จะถูกจิตมารกลืนกินยิ่งเห็นแบบนี้แล้วไตเติ้ลยิ่งคิดอยากจะเลี้ยงเจ้าว่าที่วิญญาณร้ายคนนี้ให้ดีให้มีความสุขที่สุด จิตใจของเด็กคนนี้จะได้แข็งแกร่งเขาจะไม่ยอมให้อำนาจของจิตมารมาทำอะไรลูกพลับที่น่ารักขนาดนี้ได้เด็ดขาดเลย
ชายหนุ่มคิดชื่นชมเด็กน้อยอยู่ในใจวางแผนไปถึงอนาคตในวันข้างหน้าของลูกชายไปแล้วโดยไม่รู้ตัว…
โดยที่ไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วที่ลูกพลับคอยหยิบสิ่งของต่างๆ มาถามหาศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่เรื่อย ๆ นั้นเป็นเพราะว่าในทุกครั้งที่เด็กชายแสดงออกว่าสนใจและคอยถามศัพท์ต่าง ๆ นั้นป๊ะป๋าของลูกพลับจะมีดวงตาเป็นประกายแสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าชอบที่จะให้เด็กน้อยคอยถามศัพท์โน่นนี่นั่นอยู่ตลอดเวลา
แล้วถ้าลูกพลับจำคำไหนได้ป๊ะป๋าก็จะยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ เป็นรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมาก ๆ
ลูกพลับชอบที่จะเห็นป๊ะป๋ายิ้มแบบนี้ชอบที่จะเห็นป๊ะป๋ามีความสุขทั้งความสุขของป๊ะป๋ายังเกิดขึ้นมาได้เพราะความเก่งของลูกพลับที่จดจำคำศัพท์ที่พ่อสอนให้ได้เยอะมากเด็กชายจึงอดจะดีใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้ว่าเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเขาก็สามารถทำให้พ่อของตัวเองมีความสุขมากๆ ได้เหมือนกัน
ลูกพลับรู้ตัวแล้วว่าพ่อรักเขามากมายขนาดไหนเพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะตอบแทนพ่อด้วยการเป็นเด็กดี จะรักพ่อให้มาก ๆ แล้วก็ทำให้พ่อของลูกพลับเป็นพ่อที่มีความสุขที่สุดในโลกให้มากกว่าพ่อของเด็กคนอื่น ๆ เลยด้วย
สองพ่อลูกต่างใจตรงกันโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ให้ช่วยกันทำงานสอนหนังสือแล้วก็เรียนหนังสือกันไปอย่างนั้นจนดึกได้ที่ลูกพลับก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าในที่สุด
ช่วงกลางดึกของคืนปลายเดือนพฤศจิกายนอย่างนี้อากาศค่อนข้างเย็นกับบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ กันลมหนาวได้ไม่เต็มที่ กับเสื้อกันหนาวมือสองราคาถูก ๆ และกับผ้าห่มผืนเล็กเพียงแค่พอดีตัวสองผืนแต่ในหัวใจของสองพ่อลูกเวลานี้กลับไม่มีใครสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นเลย
กับบ้านโทรม ๆ ในสลัมข้างวัดที่กำแพงสองด้านก่อปูนอีกสองด้านเป็นเพียงสังกะสีมุงบังลมมีเพียงแสงจากไฟฉายที่ถ่านใกล้หมดส่องให้ความสว่างเพียงแค่ริบหรี่ หากเพียงแค่นั้นสองพ่อลูกที่นอนกอดกันตัวกลมก็กลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น…
บ้านที่เป็นบ้านบ้านที่จะทำให้คนในบ้านนั้นมีความสุขได้บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่โตไม่จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันมีเพียงแค่ความรักและความผูกพันให้แก่กันและกันเพียงเท่านั้นก็สามารถสร้างความสุขที่ทำให้จิตใจของเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งจะเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
…..
……..
แต่บ้านหลังนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเลยมากเกินไปหน่อยนะไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้แบบนี้ ต่อให้หัวใจจะอบอุ่นยังไงแต่มันก็ทำงานทำการได้ลำบากสุดๆ
ไอ้ความสุขสงบในบ้านหลังจน ๆ แบบในนิยายเนี่ยมันมีอยู่จริงซะที่ไหนล่ะถึงตอนนี้จะแฮปปี้นอนหลับอบอุ่นหัวใจทนไม่มีไฟฟ้าใช้อยู่ได้ แต่พอถึงปีหน้า 2539ที่น้ำท่วมซ้ำอีกรอบเถอะ ความอบอุ่นทั้งหมดจะหายไปในพริบตาอย่างแน่นอน
ไตเติ้ลวางแผนว่าจะทนอยู่ที่นี่เพียงแค่อีกไม่เกินปีนี้เท่านั้นถ้าเขารับของเก่าจากโรงพิมพ์มาขายมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000บาทต่อวันติดกันได้ทุกวันแบบนี้งานต่อไปของเขาก็คือต้องตามหาบ้านเช่าอย่างเร่งด่วนรายได้ต่อวันขนาดนี้เขาก็น่าจะเช่าบ้านดี ๆ
ที่อยู่สบายสำหรับสองคนพ่อลูกได้สักหลังอยู่แล้วล่ะ.