ตูม!!!
เสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย ประตูอันแข็งแกร่งแตกละเอียดลงในพริบตา ฝุ่นควันม้วนตัวหนาทึบบดบังทัศนียภาพจนสิ้น ท่ามกลางม่านหมอกนั้นพลันปรากฏร่างหนึ่งเยื้องกรายออกมาอย่างแช่มช้า เส้นผมดำขลับสะบัดพริ้วตามแรงกดดันแห่งปราณ กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของหยาดน้ำค้างยามราตรีแผ่ซ่านโชยมา
เมื่อม่านหมอกจางลง ความงามอันพิสุทธิ์ก็ปรากฏสู่สายตา นางก็คือพลเรือเอกหญิง ปิ่นหทัย ผู้มีนัยน์ตาคมกล้าดุจมวลดาราในยามค่ำคืน
"พลังระดับเทพครึ่งก้าว… นาง... นางเป็นใครกัน?" อวิ๋นไห่เฟิงพึมพำด้วยความตระหนก นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยไม่เชื่อในสายตาตนเอง
ปิ่นหทัยมิได้เอ่ยวาจา นางเพียงดีดปลายนิ้วเบาๆ พลันบังเกิดดวงธาตุสีนิลขนาดเล็กพุ่งวาบออกไปดุจมีชีวิต มันเข้าปะทะกับผนึกมารที่พันธนาการราชินีมันปนิตาและอวิ๋นไห่เฟิงไว้จนเกิดเสียงดัง แกร็ก! ราวกับแก้วที่กำลังแตกร้าว ก่อนจะสลายเป็นละอองแสงเงินหายไปในอากาศ
"เจ้าเป็นใครกัน!!" เสียงคำรามของ อิ๋งม่อจุน ดังก้องโถงวิหารด้วยโทสะ
ปิ่นหทัยคลี่รอยยิ้มเย็นเยียบ แววตาแฝงความขี้เล่นทว่าเย้ยหยัน "ข้าหรือ?... ก็คือมารดาของเจ้าอย่างไรเล่า"
"เจ้าช่างโอหังยิ่งนัก!"
อิ๋งม่อจุนบันดาลโทสะ ซัดฝ่ามือปราณทมิฬเข้าใส่ทันที อากาศรอบด้านกรีดร้องครวญครางดังจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่าปิ่นหทัยกลับยืนนิ่งสงบ ดวงตาทอประกายสีม่วงลึกลับ นางสะบัดชายอาภรณ์เพียงเบาๆ พลังแห่งรัตติกาลก็ม้วนตัวออกไปปะทะกับพลังมืดนั้นอย่างรุนแรง
บึ้มมม!!!
แรงปะทะสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานแห่งวิหาร พื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว ร่างทั้งสองทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา ฝ่ามือต่อฝ่ามือปะทะกันจนเกิดประกายสะเก็ดไฟของคลื่นพลังกระจายออกมา ราวกับมวลหมู่ดาวที่กำลังร่วงหล่น แสงเงินและแสงดำตัดไขว้ไปมาไม่ขาดสาย ท่วงท่าของปิ่นหทัยนั้นดูราวกับระบำแห่งรัตติกาล นุ่มนวลแต่เฉียบคมยิ่งนัก ในที่สุด เมื่อพลังทั้งสองขั้วมาบรรจบกันอีกครั้ง แสงสีม่วงดำก็ระเบิดออกดุจดาวหางชนกัน
เปรี้ยงงง!!!
แรงกระแทกซัดให้อิ๋งม่อจุนกระเด็นไปไกลจนกระอักโลหิต ทว่าปิ่นหทัยเพียงถอยร่นไปสามก้าว นางกุมหน้าอกแน่น แม้จะมีสีหน้าเจ็บปวดแต่แววตายังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำ
"พลังนี้... เจ้าไม่ใช่คนธรรมดา!" อิ๋งม่อจุนสำลักวาจาด้วยความตื่นตะลึง "นี่มันพลังเทพมาร... หรือว่าเจ้าคือ องค์หญิงปินเสวียนเยว่ ธิดาหนึ่งเดียวของจอมมารอสูรเทวะ!?"
"เจ้ารู้... ก็เมื่อสายไปเสียแล้ว" ปิ่นหทัยกล่าวเสียงเรียบ
ทันใดนั้น เสียง "เปรี๊ยะ" ดังมาจากน้ำเต้าที่ลอยคว้างอยู่ รอยร้าวสีทองขยายตัวออกอย่างรวดเร็วก่อนจะระเบิดเป็นหมอกสีทองสว่างไสว ร่างบุรุษผู้หนึ่งก้าวพ้นจากอาณาเขตนิรันดร์ เส้นผมยาวปลิวสยาย รัศมีกายแผ่ซ่านดุจดังจอมเทพที่มวลหมู่มารยังต้องหมอบกราบ
"เป็นไปไม่ได้...! พลังระดับ... เทพบรรพกาลขั้นกลาง!" อิ๋งม่อจุนอุทานเสียงสั่น พลันรีบกางค่ายกลรูหนอนแล้วอันตรธานหายไปในเงามืดทันที
มันตราก้าวเข้ามาหาปิ่นหทัย ดวงตาคมกริบจ้องมองนางด้วยความหมายลึกซึ้ง "ที่แท้... เจ้าก็คือองค์หญิงปินเสวียนเยว่ ผู้ครองบัลลังก์แห่งรัตติกาล"
ปิ่นหทัยหลุบตาลง นัยน์ตาสั่นไหว "เมื่อทรงรู้ความจริงแล้ว... จะประหารหม่อมฉันเสียตอนนี้เลยหรือไม่?"
มันตราเงยหน้ามองแสงรำไรที่ลอดผ่านยอดวิหาร แล้วตอบด้วยเสียงอันทุ้มอ่อนโยน "พี่จะทำเช่นนั้นกับผู้มีพระคุณได้อย่างไร... สายเลือดมารอาจติดตัวเจ้ามาแต่กำเนิด แต่จิตใจเจ้านั้นหาได้มืดบอดตามไม่"
คำพูดนั้นทำให้น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาของนาง "ในเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว... ต่อจากนี้ไป โปรดเรียกหม่อมฉันว่า เยว่เอ๋อ เถิดเพคะ"
นางเอื้อมมือแตะหน้าผากราชินีมันปนิตา พลังรัตติกาลอ่อนๆ ไหลผ่านดุจสายธารยามราตรี “นางเป็นอะไร ทำไมยังไม่ฟื้น?” อวิ๋นไห่เฟิงถามด้วยน้ำเสียงกังวล "นางเพียงถูกพลังเวทมืดสะกดไว้ในห้วงฝันที่อวิ๋นไห่เฟิงเป็นผู้ควบคุมเท่านั้น... มา! ช่วยกันจับร่างของนางนั่งขัดสมาธิเถิด ข้าจะพานางออกมาจากมิติแห่งความฝันนี้เอง"
เมื่อจัดท่าทางองค์ราชินีให้นั่งขัดสมาธิได้แล้ว ปินเสวียนเยว่ก็ไปนั่งขัดสมาธิด้านหลัง ใช้ฝ่ามือแตะที่ไหล่ทั้งสองขององค์ราชินี แล้วเดินพลังรัตติกาลแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจร พลังรัตติกาลสีม่วงนิลไหลเวียนดุจสายน้ำนิ่งที่ค่อยๆ ชะล้างเขม่าดำแห่งมารร้ายออกไปอย่างอดทน ไอแห่งพลังมืดพวยพุ่งออกจากร่างราชินีดุจควันไฟ ในขณะนั้นเองพลังอันเย็นเยียบทว่าแฝงไว้ซึ่งความอบอุ่นนี้ ได้เข้าไปสะกิดความจำเก่าแก่ในส่วนลึกแห่งจิตวิญญาณของราชินีมันปนิตา
ย้อนกลับไปในอดีต ภาพของกษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ ผู้เป็นมารดา ปรากฏขึ้นในห้วงแห่งฝัน พระนางเคยตรัสถึงเรื่องราวของ ปินอู่เจิน บุรุษลึกลับผู้เข้ามาเป็นพระสนมเอกเพียงชั่วครู่ยาม แม้ไม่มีใครล่วงรู้หัวนอนปลายเท้า หรือระดับพลังที่แท้จริงของเขา เพราะเขาปกปิดมันไว้อย่างมิดชิดภายใต้ท่าทีที่สงบเงียบ ทว่าสิ่งเดียวที่โดดเด่นจนมิอาจซ่อนเร้นคือ “กลิ่นอายรัตติกาล” อันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไหลเวียนอยู่ในกายของเขาและบุตรสาวที่หายตัวไป
"ลูกแม่... เจ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี ในใต้หล้านี้พลังแห่งรัตติกาลอันบริสุทธิ์และลึกลับมิได้มีปรากฏให้เห็นได้โดยง่าย หากวันใดเจ้าได้สัมผัสถึงไอเย็นและความอบอุ่นในคราเดียวกันอันแปลกประหลาดนี้ แล้วหัวใจเจ้ากลับรู้สึกผูกพันจงรู้ไว้เถิดว่านั่นคือร่องรอยเดียวของน้องสาวเจ้าที่หายตัวไปพร้อมกับบิดาของนาง"
ไอพลังที่เยว่เอ๋อกำลังส่งผ่านเข้าสู่ร่างในยามนี้ มิใช่สิ่งแปลกปลอม แต่มันคือ "รสสัมผัสแห่งสายเลือด" ที่กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์กำชับให้บรรดาลูกๆ จดจำไว้เพื่อใช้เป็นเบาะแสเดียวในการตามหาพี่น้องที่พลัดพรากไป
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ลมหายใจขององค์ราชินีมันปนิตาเริ่มสม่ำเสมอ นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นทอประกายแสงแห่งชีวิตอีกครั้ง ทันทีที่สายตาของพระนางสบเข้ากับดวงตาของเยว่เอ๋อ ความรู้สึกโหยหาก็พังทลายลง
“น้องพี่...” พระนางกล่าวเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอ “ไอพลังนี้... กลิ่นอายรัตติกาลนี้ พี่กลับไม่เคยสังเกตเลยแม้เจ้าจะอยู่ข้างกายพี่มานานในฐานะปิ่นหทัย แต่เจ้ากลับซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด พี่ดีใจเหลือเกินที่ได้พบเจ้าในที่สุด... เสด็จแม่ทรงเฝ้ารอเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ และยังคงเก็บห้องบรรทมของท่านอาปินอู่เจินบิดาของเจ้าไว้ในสภาพเดิมเพื่อรอวันที่จะได้พบหน้าพวกเจ้าอีกครั้ง เดี๋ยวเราไปหาเสด็จแม่ที่สำนักเหมันต์ด้วยกันนะ”
เยว่เอ๋อก้มหน้าลง น้ำตาใสไหลอาบแก้ม “เยว่เอ๋อเพียงลำบากใจ... เพราะพลังที่ติดตัวมานี้มันเป็นของเผ่ามารซึ่งแปลกแยกจากผู้อื่น น้องจึงมิกล้าเปิดเผยตัวตนเพราะเกรงจะนำความวุ่นวายมาสู่ราชวงศ์เพคะ”
วูบบบ!
หมอกสีขาวบริสุทธิ์พลันบังเกิดขึ้นตรงหน้าทุกคน กลิ่นหอมของดอกไอริสขจรกระจาย สตรีในชุดขาวสะอาดตาดุจหิมะก้าวออกมาจากม่านหมอก ดวงตาของนางเย็นเยียบดุจดังน้ำแข็ง "อาจารย์!" มันตราอุทานด้วยความยินดี
"อยู่ในความสงบเถิดทุกคน..." เสียงของ เทพีชิงอี้ อ่อนโยนราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูหนาว
"เราได้ยินว่าท่านอาจารย์ได้ถูกเนรเทศไปยัง 'ยอดผาเหมันต์กระซิบ' สถานที่ที่เหน็บหนาวที่สุดในสามภพ... จริงหรือไม่?" มันตราถามด้วยความสงสัย
ชิงอี้ยิ้มละไม "ใช่... ข้าต้องโทษตามกฏแห่งสวรรค์ เพราะหลงรักศิษย์เช่นเจ้า" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ "บัดนี้ถึงเวลาแล้ว เทพต้นกำเนิดสั่งให้ข้ามารวมจิตกับองค์ราชินี เพื่อให้นางบรรลุขั้นเทพบรรพกาล"
มันตรานิ่งอึ้ง ทว่าราชินีมันปนิตากลับยิ้มกว้าง "ท่านพี่มิต้องกังวล... นางกับข้าคือหนึ่งเดียวกันมาตั้งแต่ต้น นางแบ่งวิญญาณครึ่งหนึ่งมาเป็นข้า อีกครึ่งรอคอยท่านอยู่ในรูปอาจารย์ผู้ชี้ทาง เราเชื่อมโยงความรู้สึกนึกคิดกันในทุกลมหายใจ"
แสงสีนวลโอบล้อมร่างของสตรีทั้งสองไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วโถงวิหาร มันตราได้แต่มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ความรัก ความศรัทธา และโชคชะตา บัดนี้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางแสงสว่างแห่งบรรพกาล