บทที่ 46 แตกต่างจากพระเอกคนอื่น ๆ
สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของพ่อสวี่เจิง เจียงหนานเองก็ไม่ได้รู้แน่ชัด แต่สิ่งที่เธอแน่ใจคือไม่ได้ตายเพียงเพราะช่วยลู่เซิ่งหมินอย่างเดียว
เธอหวังว่าหลังจากฟังคำเตือนของเธอ สวี่เจิงจะไปตรวจสอบให้กระจ่างด้วยตัวเอง
ถ้าเจ้าหมอนี่ไม่ตาสว่างสักที วันทั้งวันคงมืดมน เอาแต่จะแทงคนจากข้างหลัง
ชาติก่อน สวี่เจิงมักลอบวางอุบายขัดขาลู่ฮ่าวอย่างลับ ๆ
คิด ๆ แล้วเจียงหนานก็เผ็ดจนแสบปาก เลยวิ่งรีบกลับบ้านหาน้ำดื่ม
ผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้นตื่นแล้ว กำลังจุดเตาอีกครั้งเพื่อเตรียมต้มยา เจียงหนานให้เขาใช้ถ่านหิน จะได้ไม่ต้องรมควันทุกวัน แต่ชายชรากลัวจะเปลืองถ่านหิน พอต้มยาเสร็จเขาก็ดับไฟทันที
แม้ถ่านหินจะช่วยประหยัดเวลาในการต้มมากกว่า แต่อย่างไรเสียคนชนบทมีไม้ฟืนให้ใช้จำนวนมาก
เจียงหนานเข้ามาในห้อง เห็นลู่ฮ่าวกำลังพินิจมองกล่องข้าวอลูมิเนียมบนโต๊ะ เธอถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “ทำอะไรของคุณน่ะ?”
“อาหารหมดแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่ฮ่าวหยิบกล่องข้าวขึ้นมาแล้วเขย่าต่อหน้าเธอ “อาหารในกล่องข้าวไม่เหลือแล้ว”
“คุณปู่กินแล้วหรือ?” เจียงหนานเหลือบมองกล่องข้าวอันว่างเปล่าด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ลู่ฮ่าวส่ายหัว “ไม่รู้”
“ฉันจะไปถามเอง” พูดจบเจียงหนานก็รีบบึ่งออกไป เธอเห็นชายชรากำลังตักน้ำใส่หม้อเลยถามออกไปว่า “คุณปู่ อาหารในกล่องข้าวล่ะคะ?”
ชายชราชะงักการเคลื่อนไหวชั่วขณะ แววตาสั่นไหว น้ำเสียงเผยความเย่อหยิ่งให้ได้ยิน “ให้เป็นอาหารไก่หมดแล้ว”
“อ้อ คุณปู่ตัดใจทิ้งลงแล้วสินะคะ” เจียงหนานหันหลังกลับเข้าห้อง พูดกับลู่ฮ่าวเสียงเบา “คุณปู่บอกว่าให้เป็นอาหารไก่แล้ว”
ตัดใจให้เป็นอาหารไก่ได้ลงสิแปลก
เจียงหนานกลั้นยิ้ม เอ่ยเสียงต่ำว่า “คุณปู่ปากไม่ตรงกับใจ คุณว่าถ้าให้อาหญิงมารับผิดต่อเขาตอนนี้ เขาจะยกโทษให้ได้ไหม?”
ลู่ฮ่าวแสดงท่าทีมองโลกในแง่ร้าย “ยาก จะเป็นการเติมเชื้อไฟอีกน่ะสิ”
ตอนเจียงหนานทำอาหาร ผู้เฒ่าลู่ก็เข้ามาในครัวหมายจะช่วยงาน ชายชราบอกว่าวันนี้ตัวเองไม่ค่อยอยากอาหาร เลยจะกินน้อยหน่อย
นัยน์ตาของเจียงหนานขยับไหวเล็กน้อย เธอถามด้วยรอยยิ้มว่า “คุณปู่ไม่ค่อยอยากอาหารหรือคะ? หรือเพราะกินยาจีนระหว่างมื้ออาหาร? กินยาซานจา*[1] สักเม็ดไหมคะ?”
ผู้เฒ่าลู่รีบโบกมือปัด “ไม่ต้องหรอกไม่ต้อง ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นแหละ คงเพราะตอนบ่ายกินเยอะไป ตอนเย็นกินให้น้อยลงจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะย่อยยาก”
พอชายชรากล่าวเช่นนี้ เจียงหนานก็ยิ่งแน่ใจว่าอาหารในกล่องข้าวถูกเขากินเข้าไป ช่างเป็นชายชราที่ปากไม่ตรงกับใจเสียจริง ๆ
ผ่านมาตั้งหลายปีดีดัก เขาต้องคิดถึงอาหารฝีมือลูกสาวแน่ ๆ
ตอนเย็น เจียงหนานต้มโจ๊กลูกเดือย ขุดต้นผูกงอิงนอกบ้าน จากนั้นก็เข้ามาต้มน้ำให้เดือดแล้วเริ่มลวกผัก ซอยต้นหอม ทำเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย
บนโต๊ะอาหาร ผู้เฒ่าลู่ชิมอาหารผักเขียวแล้วขมวดคิ้ว “นี่ไม่ใช่ผูกงอิงหรือ? หนานหน่าน ทำไมถึงเอามาทำอาหารล่ะ?”
เจียงหนานบรรยายสรรพคุณให้ฟัง “คุณปู่ ผูกงอิงมีฤทธิ์ขจัดร้อน ล้างพิษ และต้านการอักเสบ สามารถใช้เป็นทั้งยาและอาหารได้ค่ะ ดีต่อร่างกาย เป็นที่ชื่นชอบของคนในเมืองด้วยนะคะ”
ผู้เฒ่าลู่ชิมเข้าไปหนึ่งคำ “หนานหน่าน เธอทำอร่อยมาก ไม่มีกลิ่นฉุนเลยสักนิด เมื่อก่อนฉันกินจนทรมานน่ะ พวกเธอรู้ไหม สมัยอดอยาก เปลือกไม้ในหมู่บ้านฉันยังแทะมาแล้วเลย”
อยู่บนโต๊ะอาหาร เขาอายเกินกว่าที่จะบอกว่าอุจจาระถ่ายออกมาล้วนเป็นเป็นสีเขียว
ผู้เฒ่าลู่ปากพร่ำพูดพลางเอาคีบอาหารเข้าปาก “อร่อย”
เจียงหนาน “...”
เธอมองไปยังลู่ฮ่าว “รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เลว”
ลู่ฮ่าวชิมไปหนึ่งคำ ก่อนมองไปทางเจียงหนาน ถามอย่างจริงจังว่า “ยัยหมูน้อย เธออยากทำธุรกิจหาเงินจากใจจริงหรือเปล่า?”
เธอหัวเราะเบา ๆ “แน่นอนสิ การหาเงินยังมีปลอมด้วยหรือไง?”
ลู่ฮ่าวกินผูกงอิงในจานอย่างช้า ๆ ออกความเห็นว่า “เธอไปขายผักป่าก็ได้”
“ขายผักป่าหรือ?” เจียงหนานทำหน้าประหลาดใจ
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “ใช่ เธอก็เพิ่งพูดไปเมื่อกี้ว่าคนในเมืองชอบกิน”
ชายหนุ่มเห็นยัยหมูน้อยกระตือรือร้นมาแต่ไหนแต่ไร รีบร้อนอยากร่ำรวย เขาเลยช่วยชี้ช่องทางให้
“จริงด้วย” เจียงหนานตบมือราวกับตื่นขึ้นจากฝัน “ทำไมฉันคิดไม่ถึงกันนะ?”
ลู่ฮ่าวออกความเห็นอีกว่า “ถ้าเธอทำคนเดียวไม่ได้ก็พาอาหญิงไปด้วย”
เจียงหนานพยักหน้าหงึกหงัก “ไม่มีปัญหา ฉันจะไปกับอาหญิงสองคน”
ผู้เฒ่าลู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่แทรกบทสนทนาเป็นเวลานานเริ่มร้อนใจ “พาหล่อนไปด้วยทำไม? หนานน่าน ถ้าเธออยากขายผักป่าหาเงิน เราไปกันสองคนเถอะ”
เจียงหนานเหล่มองชายชรา โน้มน้าวอย่างอดทน “คุณปู่ ที่บ้านต้องเก็บรวบรวมสมุนไพร คุณปู่เฝ้าอยู่ที่บ้านเถอะค่ะ อีกอย่างคุณปู่สุขภาพไม่ดี จะวิ่งวุ่นไม่ได้นะคะ”
โดนหลานสะใภ้ปฏิเสธ ผู้เฒ่าลู่จึงถือชามไปห้องครัวด้วยความไม่พอใจ
ลู่ฮ่าวเหลือบมองชายชราที่เดินออกไปด้วยท่าทีฮึดฮัด นัยน์ตาลุ่มลึกฉายแววเจ้าเล่ห์ “เธอพูดเกลี้ยกล่อมคุณปู่ได้นะ บอกว่าในบ้านต้องเก็บสมุนไพร ให้อาเขยมาช่วยทำบัญชีให้เธอ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยเป็นสมุห์บัญชี”
ลู่ฮ่าวทำอะไรชายชราไม่ได้ จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับยัยหมูน้อย
เขาอยากให้ปู่ยกโทษให้อาหญิงจริง ๆ
“ตายจริง ดีเลยแบบนี้ เอาไว้ฉันจะเกลี้ยกล่อมคุณปู่เอง”
เจียงหนานมองชายผู้ให้คำแนะนำอย่างจริงจังแล้วแย้มยิ้ม “สหายลู่ฮ่าว ทำไมคุณถึงแตกต่างจากพระเอกคนอื่น ๆ กันนะ?”
ลู่ฮ่าวกำลังกินอยู่ ช้อนตาขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ “พระเอกอะไร?”
“เปล่าหรอก แค่คิดไม่ถึงว่าคุณจะมีน้ำใจขนาดนี้ เหนือความคาดหมายน่ะ”
เหมือนลู่ฮ่าวกลัวว่าเธอจะคิดมากเกินไป จึงกระแอมเบา ๆ แล้วอธิบายว่า “ฉันทำเพื่ออาหญิงของฉัน เห็นว่าพวกเธอถูกชะตากันหรอก”
เจียงหนานแก้ว่า “ไม่ใช่ถูกชะตา เรียกว่ารักบ้านรวมถึงอีกา*[2] ต่างหาก”
“หืม?” นัยน์ตาล้ำลึกของลู่ฮ่าวเหลือบมองมา
เจียงหนานยิ้มแหย “พูดผิดน่ะ เพราะฉันรักเงินต่างหาก”
ผู้เฒ่าลู่กำลังล้างหม้ออยู่ เมื่อเห็นเจียงหนานเข้ามาก็อึดอัดใจ ไม่กล้าทำอารมณ์เสียต่อหน้าหลานสะใภ้
“คุณปู่ หนูคิดว่าคำแนะนำของลู่ฮ่าวไม่เลวเลยนะคะ เราจะเอาแต่หาเงินไม่ได้ ต้องพาญาติมิตรสหายร่ำรวยไปด้วยกัน ถ้าชีวิตของอาหญิงราบรื่น คุณปู่ก็มีความสุขไม่ใช่หรือคะ?”
“หนานหน่าน อย่าฟังความคิดไม่เข้าท่าของเสี่ยฮ่าวเลย เจ้าห้าแซ่ฟางขนาดจะยืนยังยืนไม่นิ่ง แค่เห็นฉันก็อารมณ์เสียแล้ว”
“พรุ่งนี้หนูจะไปดูเองค่ะว่าเขาทำงานได้ไหม ถ้าทำบัญชีไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องใช้เขา”
ตกเย็น ลู่ฮ่าวเริ่มอ่านหนังสืออีกครั้ง
กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจของผู้ชายคนนี้คือการอ่านหนังสือ
เวลานี้ เขากำลังถือหนังสือทางการแพทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนหัวกระดูกสะโพก คงกำลังศึกษาวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บของฟางกั๋วผิง
เจียงหนานวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะอย่างเอาใจใส่ “คุณดื่มน้ำสักแก้วสิ”
“ขอบคุณ แต่ฉันไม่กระหายน้ำ” ลู่ฮ่าวกำลังจดจ่อกับการอ่านหนังสือ “วางไว้ตรงนั้นแล้วกัน”
“คุณทานยาแล้วหรือยัง?” เจียงหนานถามเสียงเบา
“เรียบร้อยแล้ว”
ลู่ฮ่าวไม่ละสายตาจากหนังสือเลย เจียงหนานรอเป็นเวลานาน แต่เขาก็ไม่ดื่มน้ำเสียที เจียงหนานร้อนใจจนย่ำเท้า
ลู่ฮ่าวหันศีรษะไป เห็นหญิงสาวเดินเตร่อยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มจึงปรายตามองเธออย่างเย็นเยียบ “เธอมาอยู่ข้างหลังฉันทำไม? ไม่ไปออกกำลังกายล่ะ?”
“ออกกำลังกายน่ะออกแน่”
เจียงหนานเหยียดแขนขา “ฉันแค่อยากรู้ว่าวันนี้คุณอ่านหนังสืออะไรอยู่?”
“อยากคุยเรื่องทางการแพทย์กับฉันอีกหรือ?”
“ได้ใช่ไหม?” เจียงหนานมองเขาด้วยตาเป็นประกายระยับ
สายตาของลู่ฮ่าวจับจ้องหนังสือ พูดออกมาว่า “ไม่ได้”
เจียงหนานกลอกตา เดินหนีออกไปออกกำลังกายข้างนอก
ผู้เฒ่าลู่เองก็ยังอยู่ข้างนอก พอเห็นเจียงหนานออกมา ทั้งสองก็ดูเหมือนจะเข้าใจตรงกัน เมื่อเดินถึงบริเวณที่ปลอดภัยข้างสวนผัก ผู้เฒ่าลู่ถึงถามว่า “ดื่มน้ำแล้วหรือยัง?”
เจียงหนานส่ายหัว “ไม่เลยค่ะ วันนี้ทำโจ๊กลูกเดือย เขาเลยไม่กระหายน้ำ”
ถ้ารู้แต่แรกน่าจะใส่เกลือให้มากหน่อย
ฟ้ายังสว่างอยู่ ยังไม่ถึงเวลาเข้านอน เจียงหนานยังคงคิดถึงภารกิจลดน้ำหนักของตัวเอง “คุณปู่อย่าสนเขาเลยค่ะ มาเถอะ เรามาออกกำลังกายต่อดีกว่า”
เจียงหนานเริ่มนับจังหวะโดยมีผู้เฒ่าลู่ยืนข้างกาย “หนึ่งสองสามสี่ ห้าหกเจ็ดแปด สองสองสามสี่ ห้าหกเจ็ดแปด…”
หลังจากทำครบหนึ่งชุด เจียงหนานก็ถอนหายใจ “ถ้ามีดนตรีก็ดีสิ เราจะได้เต้นแอโรบิกก็ได้”
หญิงสาวเพิ่งพูดจบไปหยก ๆ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแว่วมาจากกำแพงข้าง ๆ “ภรรยาลู่ฮ่าว แอโรบิกคืออะไรหรือ?”
เจียงหนานตกใจจนสะดุ้งโหยงกับเสียงนั้น เหลียวหน้ามองก็เห็นป้าหวังข้างบ้านที่โผล่ศีรษะออกมาผ่านรอยร้าวในกำแพง
*[1] ซานจา เป็นไม้ผลขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Crataegus pinnatifida ผลซานจามีขนาดเล็กทรงกลม สีแดงสด รสชาติเปรี้ยวหวาน มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเลือด รวมถึงช่วยในการย่อยอาหาร ปรับสมดุลของกะเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดลมไหลเวียน ลดความดันโลหิต
*[2] รักบ้านรวมถึงอีกา หมายถึง เวลารักใครก็ต้องรักทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาด้วย