“ข้า…ข้าไม่เข้าใจ ความหมายของเจ้าคืออะไร?” น้ำเสียงของราเมซสั่นเล็กน้อย เขาเอ่ยถามอาเธอร์ด้วยความงุนงง หลังจากได้ยินถ้อยคำประโยคนั้น ‘เขาต้องเลือก จะชนะแค่เพียงศึกตรงหน้า หรือจะชนะสงครามทั้งหมด’
อาเธอร์ด้วยแววตาที่จริงจัง เขามองไปราเมซอย่างไม่วอกแวก ริมฝีปากค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าๆ พร้อมน้ำเสียงหนักแน่น “มีนักวิทย์…ไม่สิ…มีนักปราชญ์ในดินแดนของข้าเคยกล่าวเอาไว้ ‘หากต้องการก้าวเดินไปข้างหน้า เจ้าจำเป็นต้องทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง’ ”
คำพูดของอาเธอร์นั้นราวกับหอกที่แทงทะลุความสงบของห้องรับรอง เสียงทุกอย่างเงียบสนิทราวกับถูกกลืนหายไป เหลือเพียงลมหายใจของแต่ละคนที่ดังสะท้อนอยู่ท่ามกลางความเงียบราเมซนิ่งไป สายตาเขาจับจ้องไปที่อาเธอร์ ความหมายโดยนัยนั้นชัดเจนขึ้นทีละน้อย แม้จะยังพร่าเลือนในรายละเอียด แต่หัวใจของเขากลับรับรู้ดีว่ามันหมายถึงสิ่งใด การเสียสละอะไรบ้างอย่าง บางอย่างที่เขากลัวเกินกว่าจะทำ หรืออาจกลัวเกินกว่าจะคิดด้วยซ้ำ!
บรรยากาศเย็นเยียบปกคลุมห้องทั้งห้อง ราวกับกำแพงหินหนาทึบกดทับลงมา บีบคั้นให้ทุกลมหายใจหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ความเงียบที่ทอดยาวนั้นกัดกินหัวใจของราเมซอย่างทรมาน ก่อนที่อาเธอร์จะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำแต่ชัดเจน พูดถึงสิ่งที่ราเมซจะต้องเผชิญ ต้องเลือก และต้องแบกรับ…
ยามเย็นมาถึง แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทิ้งความร้อนระอุไว้ทั่วเมืองทารอน กลิ่นฝุ่นทรายและควันยังลอยในอากาศ วาอินผลักประตูห้องรับรอง “ขออนุญาตขอรับ” เสียงเขาดังชัด พร้อมรอยยิ้มเหนื่อยล้า ถือถุงผ้าสีน้ำตาลที่อัดแน่นด้วยผงกำมะถัน เกลือป่น ถ่านจากไม้สนดำ และวัตถุดิบลึกลับอื่นๆ ที่อาเธอร์สั่ง
ทันทีที่ก้าวเข้า วาอินสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นในห้อง แม้ความร้อนจากทรายนอกหน้าต่างยังอบอวล เขากวาดสายตาไปรอบๆ อาเธอร์นั่งบนเก้าอี้ด้วยใบหน้าเหนื่อยล้าจากการถกเถียง เดวิดนั่งนิ่ง มือหมุนอัญมณีเวทที่เปล่งแสงสีน้ำเงินระยิบ โต๊ะไม้ยาวที่เคยมีอาหารเรียบง่ายตอนเช้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผนที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของมิดเทอราครอบคลุมทารอนและคาร์ทุซ และเอกสารที่กระจัดกระจายราวกับผ่านการโต้แย้งยาวนาน ราเมซนั่งที่หัวโต๊ะ มือกำแน่นบนแผนที่ แววตาว่างเปล่าราวคนไร้วิญญาณ
วาอินกวาดสายตาไปเห็นเจ้านายของเขาราเมซ ที่สภาพตอนนี้นั่งเหม่อลายไปยังแผนที่นั้น แววตาของเขาว่างเปล่าราวกับคนตาย
วาอินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความกังวลตีขึ้นในอก เขารีบก้าวไปข้างหน้า ก้มตัวเล็กน้อยพลางเอ่ยถามเสียงเบา “นายท่าน…เป็นอันใดหรือไม่ขอรับ?”
คำพูดนั้นเหมือนดึงสติราเมซกลับมา เขากระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะขยับตัวนิดหน่อย “หา…อ๋อ ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเท่านั้น” น้ำเสียงแหบพร่าเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย ราเมซหันไปมองอาเธอร์ สายตาสั่นไหว ไม่รู้ว่าคือความนับถือ หรือความหวาดกลัวกันแน่…
วาอินไม่กล้าซักต่อ เขาหันไปทางอาเธอร์แทน “ข้าได้หาสถานที่สำหรับการประชุมลับแล้วขอรับ เป็นตึกร้างในเขตสลัมทางทิศใต้ และได้ส่งคำเชิญไปยังกลุ่มเงาทะเลทรายเรียบร้อยแล้ว”
อาเธอร์ยิ้มบางๆ คลายบรรยากาศตึงเครียดลงเล็กน้อย “ทำดีมาก วาอิน! แล้วของที่ข้าให้ไปหาล่ะ?”
“ขอรับ แม้ว่าบางอย่างอาจไม่ตรงกับที่ท่านอธิบายไว้ แต่ก็ใกล้เคียง” วาอินหยุดนิดหนึ่ง ก่อนถามต่ออย่างไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้ “ท่านอาเธอร์…ท่านจะนำสิ่งเหล่านี้ไปทำสิ่งใดหรือขอรับ?”
“เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ยังไม่สำคัญอะไร” อาเธอร์ลุกขึ้นเดินไปหาวาอิน “แล้วเวลาที่จะประชุมละ?”
“คืนพรุ่งนี้ ยามดึกขอรับ” วาอินตอบทันที
“ดีๆ เอาละ พาข้าไปตรวจของที่เจ้าไปนำมากัน” อาเธอร์ตบไหล่วาอินจากนั้นทั้งสองก็เดินออกไปจากห้องพร้อมกัน
ประตูห้องรับรองปิดลงอย่างช้าๆ ความเงียบโอบล้อมบรรยากาศอีกครั้ง เหลือเพียงราเมซและเดวิด แต่ความตึงเครียดยังลอยอยู่ในอากาศราวหมอกหนา เดวิดหันไปมองราเมซ ซึ่งนั่งจ้องแผนที่ มือกำเหรียญทองตราทารอน “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ราเมซเลิกคิ้ว หันมามอง “หมายความว่าอย่างไร ที่เจ้าพูดว่าข้า ‘ไม่เป็นอะไร’ ?”
“แผนการทั้งหมด… สิ่งที่อาเธอร์พูด” เดวิดเว้นจังหวะเล็กน้อย แววตาหุ่นยนต์ไร้อารมณ์ทว่ากลับกดดัน “ข้าเข้าใจ ถ้าเจ้ารับมันไม่ไหว ข้าจะไปคุยกับอาเธอร์ให้เขาปรับแผนให้เอง”
ราเมซมองไปที่หน้าของเดวิด ที่เขาเห็นเพียงแต่ความเย็นชาของหุ่นยนต์ จากนั้นเขาส่ายหัว หยิบไปป์จากโต๊ะ จุดไฟด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย กลิ่นยาสูบลอยอบอวล “ตอนแรกที่ได้ยิน ‘แผนการยิ่งใหญ่’ ของอาเธอร์ ข้ายอมรับตรงๆ ว่าข้าทั้งกลัว ทั้งโกรธในเวลาเดียวกัน ข้าแทบอยากจะคว้ามีดแล้วตรงเข้าไปปาดคอเขาในทันทีด้วยซ้ำ!” น้ำเสียงเข้มขึ้น แต่ค่อยๆ ผ่อนลงเมื่อสูบไปป์ “แต่ยิ่งอาเธอร์อธิบายถึงต้นตอของปัญหา ถึงสาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ ข้าก็ยิ่งเถียงไม่ออก”
ราเมซเงยหน้ามองเพดาน ร่องรอยควันคลุ้งวนอยู่รอบๆ “มันเหมือนดวงตาถูกบังคับให้เปิดออก ยิ่งเจ้าบ้านั่นพูดมากขึ้นเท่าไหร่ ความจริงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น…ว่าคงไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว” เขาวางไปป์ลง มือยังกำเหรียญทองแน่นจนขอบเหรียญกดรอยลงบนฝ่ามือ
“ถ้างั้นก็ดีแล้ว” เดวิดลุกขึ้น เดินไปที่ประตู เงาของเขาทอดยาว
ราเมซมองตามเขาไป พลันเอ่ยขึ้น “ข้าขอถามเจ้า…สักเรื่องหนึ่งได้ไหม?”
เดวิดหยุดที่หน้าประตู หันกลับมามองราเมซเงียบๆ
“จากที่ที่พวกเจ้าจากมา… เจ้านั้นคงเห็นเรื่องเลวร้ายมามาก ใช่ไหม?” ราเมซหยุดชั่วครู่ “ตอนที่อาเธอร์พูดถึงแผน บางครั้งข้าเห็นความเจ็บปวดและความเศร้าในแววตาของเขา”
เดวิดนิ่งเงียบ ศีรษะเอียงลงเล็กน้อย ใบหน้าหุ่นยนต์ที่เคยไร้อารมณ์แสดงความเศร้าสร้อยเพียงชั่วพริบตา “…มากเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการถึงได้” เขาตอบ น้ำเสียงต่ำลง
ราเมซชะงัก ตกใจเล็กน้อยที่เห็นรอยอารมณ์บนหน้าเดวิด ซึ่งไม่เคยแสดงอะไรเลยตั้งแต่รู้จักกัน เขากำเหรียญแน่นขึ้น แต่ก่อนที่จะพูดอะไร เดวิดหันหลัง เปิดประตู “ข้าไปหาอาเธอร์ก่อน ถ้าข้าไม่อยู่ด้วย ไฟได้ไหม้คฤหาสน์เจ้าแน่”
ราเมซนั่งนิ่ง มองควันจากไปป์ลอยวน มือหมุนเหรียญทองที่มีตราเมืองทารอนอยู่ไปมา ความกดดันจากแผนของอาเธอร์บีบรัดหัวใจ เขาสลัดความคิดออกจากหัว แล้วสูบไปป์ต่อ ราวพยายามกลบความกลัวที่รออยู่ข้างหน้า
วันต่อมา ยามค่ำ ณ เขตสลัมทางทิศใต้ของทารอน ถนนแคบๆ เต็มไปด้วยตึกร้างที่ผุพัง กำแพงแตกร้าวและหลังคาทรุดโทรม บรรยากาศเหมือนเมืองร้างที่ถูกทอดทิ้งมาเนิ่นนาน มีเพียงเสียงสุนัขจรจัดเห่าหอนแว่วไกล กับสายลมหนาวที่พัดเศษฝุ่นและเศษผ้าขาดวิ่นปลิวว่อน มีตึกร้างทรุดโทรมยืนเงียบใต้แสงจันทร์ ผนังแตกร้าวปกคลุมด้วยฝุ่นทราย กลิ่นอับชื้นลอยในอากาศ เสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก แต่ภายในห้องที่ปิดสนิท มีกลุ่มคนยืนล้อมบนโต๊ะกลมที่แสงจากโคมไฟน้ำมันส่องสว่าง บนโต๊ะเต็มไปด้วยแผนที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของมิดเทอราและเอกสารที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ปากกาขนนกและขวดหมึกวางกระจัดกระจาย ราวเพิ่งผ่านการเขียนแผนการอย่างเร่งด่วน
แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ‘ราเมซ’ ผู้ได้รับอำนาจเต็มจากผู้นำของตระกูลอัลดาริส ‘วาอิน’ นายทหารผู้ภักดีของตระกูลอัลดาริส ‘คาย่า’ หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างเงาทะเลทราย ‘วาลาส’ รองหัวหน้ากลุ่มเงาทะเลทราย และ ‘อาเธอร์กับเดวิด’ สองบุคคลลึกลับที่มาจากต่างแดน
“แผนคร่าวๆ ก็จะประมาณนี้” อาเธอร์ปิดการอธิบาย หลังเล่าถึงแผนหลักและเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ มือของเขาวางบนแผนที่ จุดที่ทารอนและคาร์ทุซถูกขีดด้วยหมึก
คาย่ามองอาเธอร์ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าจะทำแบบนั้นจริงๆ หรือ? บ้าไปแล้ว!”
“ต้องทำแบบนี้เท่านั้น” อาเธอร์ส่ายหัว “ข้ามองไม่เห็นหนทางอื่น ทารอนไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าคาร์ทุซเลยสักนิด หรือเจ้าคิดว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้?”
คาย่าหัวเราะแห้ง “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนบ้า แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้ามันยิ่งกว่าบ้าเสียอีก!” เธอหันไปหาวาลาส “เจ้าคิดว่าไง วาลาส?”
วาลาสหลับตา ส่ายหัวช้าๆ “ถ้าพูดตรงๆ แผนนี้มีช่องโหว่เต็มไปหมด” เขาเปิดตา สายตาคมกริบกวาดมองรอบโต๊ะ “แต่ก็อย่างที่อาเธอร์ว่า ทารอนไม่มีทางเลือกมาก ถ้าหัวใจหลักของแผนนี้สำเร็จ มันก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว”
อาเธอร์ตบโต๊ะเบาๆ “ที่พูดมาเป็นเรื่องของแผนหลัก จากนี้ไปข้าพูดถึงหน้าที่หลักของแต่ละคนว่าพวกเจ้าจะต้องทำอะไรบ้าง”
ทุกคนในโต๊ะประชุมกลับมาทำสีหน้าจริงจังกันอีกครั้ง
อาเธอร์หันไปหาคาย่าและวาลาส “คาย่าข้าอยากให้เจ้าไปที่…ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากนั้น….” เขาใช้ปากกาปลายคมขีดวาดลงบนแผนที่
หลังจากพูดจบอาเธอร์หันไปหาวาอิน “วาอินข้าอยากให้เจ้าติดตามข้าและก็….”
“เดวิดเราต้องแยกจากกันสักพัก นายไปรวบรวมข้อมูลรอบๆ เมืองจากนั้นก็ไปที่คุกใต้ดินแล้ว….” อาเธอร์หันไปอธิบายแผนของเดวิด
“ราเมซแผนของเจ้าสำคัญที่สุด ข้าอยากให้เจ้าทำแบบที่พวกเราคุยกันไว้ เริ่มด้วย….” ทั้งโต๊ะตอนนี้สายตาไปจบลงที่ราเมซด้วยความคาดหวัง
ราเมซถอดหายใจยาว “ไว้ใจข้าได้เลย ถ้าข้าทำมันไม่สำเร็จ ข้าก็คงรักษาชีวิตตัวข้าเองไม่ได้เช่นกัน” มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะพูด
อาเธอร์พยักหน้าแล้วหันไปมองที่พวกเขาทุกคนก่อนจะพูดขึ้น “แม้ศึกตรงหน้าจะเป็นศึกที่ยากลำบาก แต่มันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าพวกเราควรค่าพอที่จะอยู่รอดในมหาสงครามที่กำลังจะใกล้เข้ามาหรือไม่!” อาเธอร์ดึงมีดที่อยู่เอวของเขาไปปักไว้บนแผนที่ ตำแหน่งที่ปักลงคือ…ทารอน
รุ่งเช้าวันถัดมา
ผู้คนในทารอนยังคงใช้ชีวิตประจำวันอย่างไม่รู้เลยว่าพายุสงครามกำลังคืบคลานมา ทุกเสียงหัวเราะในตลาด ทุกการซื้อขายแลกเปลี่ยน เหมือนม่านควันบังตาที่ทำให้พลเมืองทั่วไปไม่ตระหนักถึงเงามืดที่กดทับอยู่เหนือศีรษะ
แต่ในอีกฟากหนึ่ง…ผู้ที่เข้าร่วมประชุมเมื่อคืนต่างเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง
คาย่าและวาลาส เรียกประชุมเหัวหน้าและผู้นำของเหล่าทหารรับจ้าง เพื่อแจ้งถึงการเดินทางคุ้มกันขบวณคาราวาน เสียงตะโกนคุยและการถกเถียงดังสะท้อนในค่ายพักของพวกเขา
วาอินเรียกระดมกำลังรบของตระกูลอัลดาริสและตระกูลใต้บังคับบัญชา เพื่อเตรียมพร้อมในด้านกำลังพลและเสบียง คลังอาวุธเต็มไปด้วยเสียงโลหะกระทบกัน
เดวิดออกรวบรวมข้อมูลไปทั่วทารอนอย่างลับๆ เสียงฝีเท้าของเขาเงียบสนิทในย่านการค้าที่พลุกพล่าน
ราเมซแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการประชุม ราเมซก็ยังเดินทางเข้าสภาแทบทุกวัน เขาเข้าพบลุงของเขา เจรจาและวางหมากเพื่อดึงอำนาจทางทหารมาไว้ในมือ
ในแต่ละครั้งที่ออกจากสภา แววตาของเขาดูแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อยทีละวัน คล้ายกับคนที่ยอมทิ้งอะไรบางอย่างไว้ข้างหลังแล้วเดินต่ออย่างไม่หันกลับไปมอง
ส่วนอาเธอร์หน้าที่ของเขาในตอนนี้มีเพียงแค่…ฝึกซ้อมการต่อสู้อยู่ลานบ้านของราเมซ
สามวันผ่านไป
ราเมซกลับจากสภาตอนนี้เขาและอาเธอร์นั่งเล่นกันอยู่ที่สวนของเขา อาเธอร์ที่ตอนนี้สภาพที่มีเหงื่อไหลอยู่เต็มตัวหลังจากที่ตัวเขาพึ่งซ้อมการต่อสู้เสร็จ ภายใต้แสงแดดยามบ่าย
“เจ้าเป็นไงบ้าง?” ราเมซถามขึ้นขณะที่เขาหยิบผลองุ่นมากินจากชามไม้บนโต๊ะ พูดพลางมองเหงื่อที่ชโลมกายอาเธอร์
“ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ข้าว่าคงต้องพยายามมากกว่านี้” อาเธอร์ตอบพร้อมกับหยิบแก้วน้ำดื่ม “แล้วเจ้าล่ะ?”
ราเมซเป่าเมล็ดองุ่นออกจากปาก ‘ฟุ!’ “ก็ยังแย่อยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นไปตามแผนคงต้องรอเวลามากกว่านี้ถึงจะเห็นเป็นดอกเป็นผล”
อาเธอร์พยักหน้า “แล้วคนอื่นละ?”
ราเมซยัดลูกองุ่นอีกอันเข้าปาก “เท่าที่รู้มา ทุกอย่างไปได้ดี โดยเฉพาะเดวิด เจ้านั่นทำงานเร็วกว่าเกวียนของพ่อค้าซะอีก ส่วนที่เหลือ… คงต้องรอเวลา”
“มีแต่ต้องรอเวลามากกว่านี้สินะ” อาเธอร์ลุกขึ้นวอมอัพอีกครั้ง “ถ้าเป็นไปตามนี้ อีกสองถึงสามสัปดาห์ แผนคงสมบูรณ์”
“ใช่ๆ แบบนั้นแผนก็จะสมบูรณ์แบบเลย” ราเมซยัดองุ่นสามสี่ลูกเข้าปากพร้อมกัน เคี้ยวเสียงดังจนแก้มตุ่ย
…ในขณะนั้นเอง มีทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งจนสุดแรงและล้มลงที่หน้าของพวกเขา ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย
ทหารคนนี้รีบลุกขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงที่เหนื่อยหอบ “แย่แล้ว..ขอรับ..พวกคาร์ทุซ..บุกแล้วขอรับ”
“ห๊ะ!” อาเธอร์และราเมซตะโกนขึ้นพร้อมกัน ราเมซองุ่นแทบจะติดคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ