“ฮัลโหล...ฮัลโหล พี่เต้ยได้ยินเสียงผมไหมครับ ?”
ปลายสายจากทางบ้านเอ่ยถามมายังสถานีวิทยุชื่อดัง เสียงฝนดังซ่าๆจากอีกฝั่งทำให้การสื่อสารค่อนข้างกระท่อนกระแท่นพอสมควร ‘ดีเจเต้ย’ ทำมือสื่อสารกับผู้คุมเครื่องเสียงทางด้านนอกห้องส่งให้ลองโทรติดต่อกลับไปใหม่เพราะการสื่อสารไม่ราบรื่น
“เดี๋ยวเราติดต่อคุณกั้งไปใหม่นะครับ สักครู่ อ่า...ได้แล้วครับ สวัสดีอีกครั้งครับคุณกั้ง” ดีเจเต้ยกล่าวทักทายเสียงใส ไม่เข้ากับซาวน์เอฟเฟคท์เสียงร้องโหยหวนของผีสาวที่ผู้ช่วยเปิดเลยแม้แต่น้อย
“ครับพี่เต้ย...พี่เต้ยได้ยินผมไหมครับ” เสียงที่ปลายสายเอ่ยกลับมานั้นดังก้องจนเกิดการสะท้อนของเสียงกังวาน
“ได้ยินครับคุณกั้ง รบกวนปิดวิทยุก่อนนะครับ ไม่งั้นเสียงมันจะสะท้อน” ดีเจร่างผอมบอก เขาส่ายหน้าเอือมระอา เกือบทุกวันที่จัดรายการต้องเจอคนจำพวกนี้ จำพวกที่ว่าคือแม้จะพูดกรอกวิทยุเป็ร้อยๆครั้งว่า “อย่าเปิดวิทยุตอนโทรเข้ามาที่สถานีนะครับ” ก็ยังดึงดันที่จะเปิด ด้วยเหตุผลที่ว่าในชีวิตคงไม่โอกาสไม่กี่ครั้งที่จะได้ยินเสียงตัวเองออกวิทยุ
น่าเห็นใจ...แต่ยังไงก็ต้องปิด!
“เรียบร้อยแล้วครับพี่เต้ย”
“โอเคครับคุณกั้ง คุณกั้งโทรมาจากที่ไหนครับ”เป็คำถามตามธรรมเนียมเพื่อที่จะได้รู้กลุ่มของผู้ฟังว่ามาจากส่วนไหนของประเทศ
“เอ่อ...ขอไม่บอกจังหวัดได้ไหมครับ บอกแค่ว่าเป็เมืองติดชายทะเลแห่งหนึ่งริมฝั่งอันดามัน” กั้งเลี่ยงที่จะบอกที่อยู่ของตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าคนที่ฟังนั้นจะเป็คนที่รู้จักเขาหรือไม่ เขาค่อนข้างเขินถ้ามีคนรู้ว่าแอบโทรมาเล่าเื่ผีตอนดึกๆเพียงเพื่อแลกกับเสื้อยืดของรายการที่จะสมนาคุณให้แก่ผู้เล่าทุกท่าน
“ได้ครับคุณกั้ง แล้วเื่ที่คุณกั้งจะมาเล่าวันนี้คือเื่อะไรครับ ?”
“ผมขอตั้งชื่อเื่ว่า ‘เกาะอาฆาต…หาดอาถรรพ์’ ’แล้วกันนะครับพี่เต้ย” ปลายสายเสียงสั่น ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะความตื่นเต้นที่ได้ออกหน้าไมค์หรือกลัวอะไรบางอย่างรอบตัวกันแน่
“โอ้โห...ชื่อน่ากลัวมากครับคุณกั้ง เื่ราวเป็ยังไงครับ” ดีเจเต้ยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ตั้งใจฟังเื่ที่อีกฝ่ายจะเล่า จะหมู่หรือจ่าหนอ...่นี้เจอแต่เื่แป้กๆที่เหมือนแต่งเองซะเป็ส่วนมาก จนบ่อยครั้งที่เขาต้องตัดบทสนทนาบ่อยๆ เพราะกลัวคนฟังทางบ้านด่ามาทางsms. และเฟซบุ๊คของทางรายการ
“เื่นี้มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณปีที่แล้วครับ โรงแรมแห่งนี้เป็โรงแรมระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวทางทะเลฝั่งอันดามันครับ แขกที่เข้าพักที่นี่ส่วนใหญ่เป็ผู้ดีมีเงินทั้งนั้น เนื่องจากการที่จะเข้าไปพักที่นี่ได้ต้องมีเงินมากพอ ผมบอกได้แค่ว่าเรตราคาต่ำสุดอยู่ที่หลักหมื่นบาทต่อคืนจนถึงหลักแสนบาทของห้องเอ็กซ์คูลซีฟสวีท การเดินทางไปที่โรงแรมแห่งนี้ต้องเดินทางโดยเรือของทางโรงแรมเท่านั้นครับ จึงค่อนข้างไพรเวทเป็ส่วนตัวมาก เื่ราวไม่น่าจะมีอะไรจนเมื่อวันหนึ่งแขกที่เข้าพักกำลังจะเดินทางกลับไปยังฝั่งเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯนั้น เรือของทางโรงแรมเกิดขัดข้อง ชนเข้ากับชะง่อนหินโสโครกจนทำให้เรือล่ม ผู้โดยสารกว่ายี่สิบชีวิตจมหายไปยังท้องทะเล น่าแปลกมากครับ...แม้ทางเ้าหน้าที่ของจังหวัดจะเกณฑ์นักประดาน้ำจากหน่วยกู้ภัยมาค้นหาศพของคนทั้งยี่สิบคนนั้นเท่าไหร่ แต่กลับหาไม่เจอ ไม่มีร่องรอยเลยสักนิด คนเก่าคนแก่ของจังหวัดเชื่อว่ามันเป็การเซ่นแก่ดวงิญญาที่สิงสถิตอยู่ที่เกาะเกาะนั้น เพราะก่อนที่นายฝรั่งจะซื้อเกาะนั้นไปสร้างโรงแรม มันเคยเป็สุสานเก่ามาก่อน ด้วยความที่นับถือกันคนละศาสนาจึงไม่มีการทำพิธีอะไรทั้งนั้น มิหนำซ้ำยังขุดเอาซากกระดูกของคนตายโยนทิ้งทะเลอีก...” กั้งกลืนน้ำลายยดังเอื๊อก กำลังจะเล่าต่อแต่ดีเจเต้ยเอ่ยถามแทรกขึ้นมา
“ขอโทษนะครับคุณกั้ง...แล้วคุณกั้งทำอะไรอยู่ที่โรงแรมนั้นครับ”
“อ๋อ...ผมเป็Bellboy1 ครับ”
“โอเคครับ แล้วเื่ราวต่อมาเป็ยังไงครับ” ดีเจเต้ยเริ่มให้ความสนใจกับเื่ที่อีกฝ่ายเล่า รู้สึกขนลุกวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ทีนี้พอหาศพไม่เจอ ทางผู้ใหญ่ของจังหวัดก็ได้เชิญคนทรงเข้ามาทำพิธีขอขอมาดวงิญญาเ่าั้ให้นำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาบำเพ็ญบุญกุศล น่าแปลกมากเลยพี่....เช้าวันต่อมาศพทั้งยี่สิบศพลอยมาเกยที่ชายหาดหน้าโรงแรม เื่นี้เป็ที่เลื่องลือกันมากในตอนนั้น แขกที่พักอยู่ต่างพากันเช็คเอ้าท์ออกจนเกือบหมดโรงแรมเพราะกลัว จะไม่ให้กลัวได้ยังไงล่ะพี่...วันดีคืนดีก็มีคนเห็นพวกคนตายเ่าั้เดินวนไปวนมาที่ชายหาด บางคืนเฮี้ยนจัดโผล่ไปในลิฟต์จนแเื่กรีดร้องช็อคไปหลายราย บางวันแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดห้องพักก็ได้ยินเสียงคนอาบน้ำอยู่ทั้งๆที่ไม่มีใคร เสียงโทรทัศน์ปิดเปิดเองได้ โอย...อีกหลายเื่เลยครับพี่เต้ย เอาเป็ว่าโรงแรมแห่งนั้นแทบจะเป็โรงแรมร้างไปเลย ไม่มีแขกมาพักจนผู้จัดการต้องสั่งปลดพนักงานลงเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อขาดทุนย่อยยับจึงปิดกิจการทิ้งให้เป็โรงแรมร้างอยู่บนเกาะแห่งนั้น พี่เชื่อไหม...เกาะนั้นนะ...มืดสนิท จะเห็นแต่เงาตะคุ่มๆของโรงแรมหกชั้นที่สร้างเป็รูปเกือกม้าเพื่อให้ทุกห้องได้เห็นวิวทะเลด้วยกันหมด พวกนักตกหมึก พวกชาวประมง ถ้าแล่นเรือผ่านบริเวณเกาะนั้นจะรีบเร่งเครื่องหนีให้ผ่านไปอย่างรวดเร็วที่สุดเพราะมีคนเคยเห็นพวกคนที่ตายมายืนโบกมือที่ชายหาดบอกให้รับไปบ้างล่ะ ว่ายน้ำมาเกาะเรือบ้างล่ะ โอ๊ย...เล่าแล้วผมยังขนลุก จ้างสักหมื่นให้กลับไปที่นั่นอีกก็ไม่เอา หลอนสุดๆ”คนเล่าขนลุกซู่ไม่ต่างจากคนฟัง
“อูย...แค่ฟังผมก็กลัวแล้วครับคุณกั้ง แล้วตอนนี้เกาะนั้นก็กลายเป็เกาะร้าง เ้าของไม่กลับมาทำอะไรต่อเหรอครับ”
“ไม่ครับไม่ ได้ข่าวว่านายฝรั่งเ้าของเกาะก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตนะพี่เต้ย พวกลูกๆของเขาก็ไม่มีใครกล้ามาสืบทอดกิจการต่อ เลยปล่อยทิ้งร้างไว้แบบนั้น”
“น่าสนใจมากเลยะครับที่นี่...ถ้าทางทีมงานจะจัดไปเดินสายนี่ต้องติดต่อไปที่ไหนครับ” ดีเจเต้ยสนใจอย่างเป็ที่สุด เขาทำมือบอกกับทีมงานว่าอย่าเพิ่งวางสายนี้ เขาจะขอคุยหลังไมค์ต่อหลังจากจบจากหน้าไมค์
“ไม่ต้องขอใครหรอกพี่ ไม่มีใครให้ขอ พวกเด็กในตัวฝั่งไปลองดีกันเยอะแยะ กลับมาสติแตกเป็บ้าไปหลายคน พวกนี้ไม่เจอกับตัวถึงรู้ ว่าแต่พี่จะไปจริงๆ เหรอ...มันน่ากลัวมากนะพี่” กั้งเอ่ยเตือน
ดีเจเต้ยยิ้มมุมปาก...นั่นแหละที่้า ถ้าไม่น่ากลัวจะไปทำไม!
“พี่ก็ถามเผื่อๆ ไว้น่ะครับ ยังไงขอบคุณคุณกั้งมากๆ นะครับ เื่น่ากลัวมาก ยังไงเดี๋ยวรบกวนคุณกั้งถือสายรอสักครู่นะครับ”
“ได้ครับพี่เต้ย”
แล้วสายก็ถูกโอนไปทางหลังไมค์ ดีเจเต้ยตัดเข้าสปอตโฆษณา ตั้งหน้าตั้งตามองไปที่ผู้ช่วยที่กำลังจดที่อยู่ของเกาะร้างอันเป็ที่ตั้งของโรงแรมผีสิงแห่งนั้นอย่างใจจดใจจ่อ เพียงอึดใจผู้ช่วยก็วางสายแล้วทำมือส่งสัญญาณว่าโอเคให้กับดีเจเต้ย เขายิ้มกว้าง...พรุ่งนี้จะไปเสนอที่ห้องประชุม
ทันใดนั้น ไฟในห้องส่งก็ดับวูบ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันแหกปากร้องอย่างคนเสียขวัญ แต่แค่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น...ไฟก็ติดเช่นเดิม ดีเจเต้ยหน้าซีด ขาสั่นพับๆ ไอ้ไฟบ้า! มาดับถูกจังหวะจริงๆ เลยนะมึง!
หารู้ไม่ว่า...มันอาจเป็ลางร้ายบางอย่าง
บางอย่าง...ที่พวกเขากำลังจะต้องเจอ!
ภายในห้องประชุมของคลื่นวิทยุสยองขวัญอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่ชื่อว่า‘111.5 Dark Devil radio’ ถูกตกแต่งให้เข้ากับชื่อสถานีเสียจนคนที่จะต้องเข้าร่วมประชุมขวัญผวา ฝาผนังสีดำนั้นถูกสาดด้วยสีแดงสดให้ไหลเยิ้มลงมาทาง้าไม่ต่างจากคราบเืของมนุษย์ ตัวหนังสือตัวใหญ่ที่เป็ชื่อของคลื่นถูกแปะไว้ทางด้านหน้าของห้องประชุม หุ่นผีปีศาจที่เ้าของคลื่นลงทุนสั่งมาจากเว็บไซต์อะเมซอนดอทคอมถูกแขวนให้ห้อยโตงเตงอยู่กลางโต๊ะประชุม ในห้องไม่มีแสงไฟสีขาว มีแต่แสงไฟสีส้มซึ่งเวลาผู้ร่วมประชุมจะอ่านเอกสารแต่ละทีแทบจะต้องเอากระดาษแนบกับลูกตาเนื่องจากแสงไฟไม่พอ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ‘ดีเจเต้ย’ เ้าของคลื่นวิทยุคิดจะเปลี่ยนแปลง
คอนเราต้องมีคอนเซ็ปท์ และต้องคงคอนเซ็ปท์ไม่ว่าจะออกอากาศหรือไม่ออกอากาศก็ตาม!
ลูกน้องทั้งสี่คนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วเมื่อดีเจเต้ยเดินถือเอกสารยิ้มแฉ่งเข้ามาที่หัวโต๊ะ เขาเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง แสงไฟสีส้มที่ส่องหน้าดีเจเต้ยนั้นทำให้เขาดูหลอนว่าหุ่นผีที่ห้อยอยู่บนเพดานยิ่งนัก เนื่องด้วยเพราะชายหนุ่มวัยเพียงสามสิบห้าผอมแห้งไม่ต่างจากกระดูกเดินได้เนื่องจากการไม่ค่อยได้หลับผักผ่อนเพราะต้องจัดรายการดึกๆ ทุกคืน แม้จะมีหลายๆ คนเอ่ยเตือนและบอกให้ดีเจเต้ยวางมือได้แล้วแต่เขาไม่ยอม กว่าจะปลุกปั้นคลื่นนี้มาได้เขาต้องอดทนและฝ่าฝันอะไรมากมายมาย เคยไม่มีเงินแม้แต่กระทั่งซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ความลำบากสอนให้เขารู้จักความไม่ประมาท วันเวลาสอนให้เขาเลิกไว้ใจคนอื่น ประสบการณ์เพื่อนรักยักยอกเงินร่วมล้านหนีไปยังจำฝังใจ เพราะฉะนั้นดีเจเต้ยจึงไม่คิดจะปล่อยคลื่นของเขาให้ละจากสายตา เขาจะมีส่วนรู้เห็นในทุกอย่างของคลื่นวิทยุที่เขารัก
“เอาล่ะ...วันนี้พี่มีข่าวดีมาบอก” ดีเจเต้ยกระแอมเล็กๆ แล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะชูป้ายโลโก้ของผลิตภัณฑ์ผงชูรสตรานางพรายพญายมขึ้นมา ผู้ร่วมประชุมทั้งสี่มองหน้ากันด้วยความงุนงง นี่หรือข่าวดี...จะเอาผงชูรสมาแจกให้กินจนผมร่วงกันหมดทั้งคลื่นหรือยังไงนะ!
“ยังไงเหรอพี่ ?” ผู้ร่วมงานที่ชื่อ ‘หนุ่ม’เป็ฝ่ายเอ่ยถาม
“จำโปรเจคท์ที่เราไปเสนอหาเงินมาทำเรียลลิตี้โชว์ได้ไหม วันนี้พี่ได้ข่าวดีจากบริษัทผงชูรสตรานางพรายพญายมแล้วว่าเขาจะให้เงินสนับสนุนโปรเจคท์ของเรา” ดีเจเต้ยหยุดกระแอมนิดหนึ่งแล้วลุกขึ้นพูดต่อ “หนึ่งล้านบาทถ้วน!”
“หนึ่งล้าน!” ทุกคนในที่ประชุมร้องขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะลุกขึ้นะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ทำราวกับเป็เงินของตัวเองอย่าไรอย่างนั้น
“ใช่...เรามีเงินหนึ่งล้าน เงินนี้เราจะมอบให้กับผู้ชนะในการแข่งขันเรียลลิตี้ของเรา เราแค่เอาป้ายโลโก้ผงชูรสตรานางพรายพญายมไปแปะไว้ตามสถานที่ที่เราจะใช้ทำการแข่งขัน พอเราออกสื่อเื่จะมีการจัดการแข่งขัน รับรองว่าโฆษณาต้องเข้ามาที่คลื่นวิทยุของเราอื้อซ่า เงินก็จะไหลมาเทมา ที่สำคัญ...เราจะถ่ายทอดสดออกเสียงผ่านทางวิทยุ ยังไม่หมด...ยังมีช่องทางทำเงินยังมีมากกว่านั้น พอการแข่งขันจบ เราก็เอาภาพวิดีโอมาตัดต่อทำดีวีดีขายมันเลย ใส่ซาวนด์เจ๋งๆ มีตัดสลับกับภาพผี รับรองเปรี้ยง! เชื่อสิ...ขยันโปรโมท คนฟังคงอยากเห็นภาพเ่าั้ เงิน...เงิน...เงิน โอ๊ย...พูดแล้วเครียด”
“เครียดอะไรพี่เต้ย ?” ชายหนุ่มร่างอ้วนนามว่า ‘ตูน’ หนึ่งในทีมงานมองหน้าคนเครียดอย่างไม่เข้าใจ
“เครียด...ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนน่ะสิ ฮ่าๆๆๆ”
ดีเจเต้ยปล่อยมุก ตูนได้แต่ยิ้มแหยๆ ขำมากครับพี่!
“เอาล่ะ...ตอนนี้เราต้องมาคิดหาสถานที่ที่จะไปก่อน” ดีเจเต้ยหันมองไปทางทีมงานหญิงคนเดียวของออฟฟิศ เธอกำลังขยับแว่นกรอบสีขาวทันสมัยให้เข้าที่หลังจากเลื่อนลงมาที่ปลายจมูกจนแทบหลุดไม่หลุดแหล่ “เบญ...มีที่ไหนเสนอไหม ที่ที่เราเคยไปลองของกันน่ะ”
“อืม...ตอนนี้ที่ติดอันดับความน่ากลัวสุดๆ ก็ต้องสุสานโสเภณีไงพี่ ไม่ก็หมู่บ้านในซอยวัชรพล หรือถ้าจะเอาแบบหลอนสุดๆก็ต้องบ้านร้างสามหลังที่โคราช” หญิงสาวบอก ทีมงานที่เหลือพยักหน้ารับเห็นด้วย ต่างคนต่างเคยไปัับรรยากาศสยองขวัญของที่เ่าั้มาแล้ว
“ไม่เอา...มันธรรมดาไป แบบนั้นใครๆก็ไปได้ ขืนไปถ่ายทำขี้คร้านจะเจอแต่คนไม่เจอผี พวกวัยรุ่นมันไปลองดีกันทุกวันจนผีเผอเผ่นกระเจิงไปกันหมดแล้ว มันต้องเป็ที่ใหม่ๆ เฟรชๆ แบบเปิดซิงน่ะ เข้าใจไหม ?”เ้าของคลื่นขมวดคิ้ว พยายามนึกสถานที่ที่น่าสนใจ อยู่ๆ ‘บุ๊ง’ ทีมงานอีกคนก็ตาโตขึ้นแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนคนถูกเหยียบเท้า ทำเอาคนในห้องประชุมสะดุ้งโหยง
“เฮ้ย...นึกออกแล้วพี่!”
“ไอ้เหี้ยบุ๊งกุ้งไก่! มึงค่อยๆ พูดก็ได้ กูใหมด” ดีเจเต้ยเอามือทาบอก รู้สึกเหมือนหัวใจจะทะลุออกมาจากอกอันแห้งเหี่ยวเสียให้ได้ เขากำลังนึกถึงบ้านร้างแปดศพอยู่พอดี ลูกน้องดันมาร้องเสียงดัง...ไอ้เวร! “นึกอะไรออกไอ้บุ๊ง”
“นึกถึงที่ที่เราจะไปถ่ายทำไง รับรองที่นี้สด ใหม่ สยอง และรับรองว่าน่ากลัวสุดๆ” คำพูดของบุ๊งทำเอาคนในที่ประชุมอีกสี่คนหูผึ่ง รอฟังว่าที่แห่งนั้นคือที่ไหน “ที่โรงแรมร้างบนเกาะริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่เคยมีคนโทรมาเล่าให้ฟังเมื่อสองสามวันก่อนไงพี่เต้ย พี่จำไม่ได้เหรอ พี่ยังให้ผมจดที่อยู่ไว้เลย นั่นแหละน่าสนใจ”
“เออ...ใช่” ดีเจเต้ยตีเข่าตัวเองเสียงดังป้าบ รู้สึกเจ็บแปลบแต่ยังคงอาการปกติไว้...ไม่น่าฟาดเลยกู!
“อ๋อ...เบญก็จำได้นะพี่เต้ย น่าสนใจเหมือนกัน ว่าแต่เราจะเชื่อได้ยังไงว่ามันมีอยู่จริงและน่ากลัวพอสำหรับการถ่ายทำ พี่ก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้มีพวกชอบโม้โทรมาเล่าเื่เรื่อยเปื่อย” เบญเสนอความคิดเห็น ทุกคนพยักหน้ารับเห็นด้วย เนื่องจากเป็สถานที่ใหม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันน่ากลัวสมคำเล่าลือหรือไม่
“จะไปยากอะไรวะ ไปเซอร์เวย์สิ เอาอย่างงี้...พรุ่งนี้ให้ไอ้ตูนกับไอ้หนึ่งขึ้นเครื่องไปเลย ไปถ่ายวิดีโอ ภาพนิ่ง ไปสืบประวัติมาให้พี่ดู เราจะได้นำเสนอทำสื่อโปรโมทมันเลย ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้เงินเร็วเท่านั้น” ดีเจเต้ยยิ้มกว้าง อีกสองคนตาเหลือกเมื่อได้รับมอบหมายในตำแหน่งที่ไม่อยากได้รับ
“ไหงต้องเป็ผมกับไอ้หนึ่งด้วยล่ะพี่” ตูนโอดครวญ
“นั่นสิพี่...ทำไมไม่ให้ไอ้เบญกับไอ้บุ๊งไปล่ะ” หนึ่งหน้าเง้า ดีเจเต้ยยิ้มหวาน...ซึ่งเป็รอยยิ้มที่แฝงความหมายน่ากลัวเอาไว้
“พวกมึงอยากทำงานต่อไหมล่ะ ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องไป ไอ้เบญมันต้องคอยดูช่วยทำนั่นทำนี่จิปาถะ ไหนจะติดต่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ที่สำคัญมันเป็ผู้หญิงคนเดียว มึงนี่เอาเปรียบจริงๆ แล้ววันที่มึงไป กูก็ต้องจัดรายการ มึงคิดว่ากูจะพูดหน้าไมค์กับหลังไมค์พร้อมกันได้ไหม กูก็ต้องให้ไอ้บุ๊งมันอยู่ช่วย เหตุผลแค่นี้มึงพอใจไหม...ไม่พอใจก็ออกไป ไอ้พวกกุ้งไก่เอ้ย!” เ้าของคลื่นเสียงเขียวทำเอาอีกสองคนเ้าเื่รีบแก้สถานการณ์ทันที
“แหม...ผมก็พูดเล่นน่าพี่ เดี๋ยวจะรีบไปจองตั๋วเลย”
“ใช่ๆ จะรีบไปเก็บกระเป๋าด้วย รับรองได้ของดีมาเพียบแน่พี่เต้ย ที่อยู่อยู่ที่เบญใช่ไหม” ตูนหันไปถามเบญที่กำลังหัวเราะคิกๆ หญิงสาวพยักหน้ารับ ยังสะกดกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้
“งั้นตกลงตามนี้ แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง มาประชุมอีกทีหลังจากมีงานมาเสนอ เลิกประชุม” ดีเจเต้ยบอก พยายามทำเสียงเข้มเลียนแบบหัวหน้าในละครไทยก่อนจะทำท่าเดินออกไปจากห้อง ด้วยความไม่ระวังทำให้เขาชนประตูกระจกดังโครม พนักงานทั้งสี่มองหน้ากันแล้วหัวเราะ
“มุกโว้ยมุก!” ดีเจหนุ่มพูดแก้เก้อก่อนจะเดินออกไป
บรรยากาศในออฟฟิศ‘สำนักพิมพ์อักษรเริงร่า’ผิดปกติจน ‘ชะพลู’ รู้สึกได้...
หญิงสาวร่างสมส่วนเดินถือกระเป๋าใส่เอกสารนิยายเล่มใหม่ที่เอากลับไปปรู๊ฟ2 ที่ห้องพักเข้ามายังออฟฟิศ ห้องทำงานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นมีพนักงานนั่งอยู่หกชีวิต ทุกคนมองหน้าชะพลูทำราวกับว่าไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ทั้งๆที่เธอทำหน้าที่พิสูจน์อักษรให้ทางสำนักพิมพ์มาร่วมสองปีแล้วหลังจากจบคณะอักษรศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง
เธอนั่งลงที่โต๊ะด้วยหัวใจที่รู้สึกหวิวไหวอย่างบอกไม่ถูก จนเมื่อเก็บข้าวของเข้าที่เสร็จแล้วจึงนำแฟ้มงานที่ปรู๊ฟเรียบร้อยไปส่งให้กับบรรณาธิการหน้าหวานที่ยิ้มเจื่อนๆให้
“พี่ตาหวานคะ ชะพลูปรู๊ฟเื่เคหาสน์สาปสยองเสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่ตาหวานเช็คดูอีกทีนะคะ ไม่น่ามีคำผิดแล้ว” ชะพลูบอก พี่ตาหวานพยักหน้ารับแล้วรับแฟ้มไป หญิงสาวยังรู้สึกได้ว่าทุกคนยังจ้องมองมาที่เธออยู่อย่างไม่วางตา ชะพลูเข้านั่งประจำที่ ก้มลงกดเปิดซีพียูของคอมพิวเตอร์ เตรียมตัวเช็คเมล์และออนเอ็มเอสเอ็นตามปกติ แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นซองกระดาษสีขาววางไว้อยู่ตรงหน้า
น่าแปลก...แม้มันจะกองอยู่กับจดหมายมากมายที่เธอจะต้องเป็คนเปิดดู แต่ซองสีขาวที่ไม่จ่าหน้าซองนี้ดูโดดเด่นกว่าซองอื่น หญิงสาวค่อยๆ เปิดออกด้วยหัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆและเมื่อได้อ่านข้อความในจดหมายแล้วชะพลูจึงเข้าใจสายตาของผู้ร่วมงานทุกคน
มันคือจดหมายเชิญออก!
“ชะพลู...คืออย่างงี้นะ พี่ย้ง...บรรณาธิการบริหารเขา้าลดจำนวนพนักงานลง แล้วเขาเห็นว่าตำแหน่งของน้องชะพลูเนี่ยยังไม่มีความจำเป็มากนัก พี่ก็ต้องพูดตรงๆ นะ งานปรู๊ฟเนี่ย...เดี๋ยวพี่กะผู้ช่วยบ.ก.ช่วยกันดูก็ได้ อย่างที่ชะพลูก็รู้ๆว่า่นี้เศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายของสำนักพิมพ์ก็แค่พอขายได้เรื่อยๆ เราจึงจำเป็ต้องประหยัดในทุกๆ อย่าง พวกพี่ๆ เองก็โดนลดเงินเดือนสิบเปอร์เซ็นต์” พี่ตาหวานบอกพลางหยิบซองกระดาษอีกซองส่งให้กับชะพลูที่นั่งนิ่งเหมือนโดนสะกดอยู่ที่โต๊ะทำงาน “นี่เป็เงินเดือนเดือนสุดท้ายกับเงินชดเชยอีกสามเดือนที่พี่ย้งฝากไว้ให้...พี่เสียใจด้วยจริงๆนะ”
พี่ตาหวานเดินมาวางซองลงบนโต๊ะทำงานของรุ่นน้องก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง ชะพลูตั้งสติ พยายามคิดว่าตัวเองอยู่ในความจริงหรือความฝันกันแน่ แม้จะอยากให้มันเป็เพียงฝันร้ายในยามค่ำคืนที่กินอิ่มมากไป แต่ทว่าความจริงก็คือความจริงวันยันค่ำ
ชะพลูเก็บข้าวของของตัวเองลงลังกระดาษ นึกถึงเื่ในนิยายที่เคยปรู๊ฟยามที่นางเอกโกรธพระเอกแล้วจะลาออกจากงานจนต้องเก็บข้าวของใส่ลังกระดาษ ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เธอพยายามคิดว่าเธอเป็นางเอกที่อีกสักครู่พระเอกก็จะทำหน้าเหี้ยมเปิดประตูออกมาจากห้องทำงานใหญ่เพื่อที่จะมาบอกว่า“ห้ามลาออก...คุณต้องอยู่ที่นี่!” แต่นี่ไม่ใช่ละคร! พี่ย้งบินไปดูงานที่ไต้หวัน ห้องทำงานใหญ่ของบรรณาธิการบริหารปิดมืด ไม่มีทางที่จะมีใครออกมาห้ามเธอ...นอกจากผีกุมารทอง3 ที่พี่ย้งเลี้ยงไว้!
เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ รู้ทันทีว่าทุกคนรีบหลบสายตาจากเธอหลังจากแอบจ้องมองมาตลอดสามสิบนาทีที่ชะพลูเก็บข้าวของ ทุกคนคงแสดงความรู้สึกไม่ถูกที่เห็นเพื่อนร่วมงานโดนเชิญออกในขณะที่ตัวเองได้ทำงานต่อ แต่ก็จริงอย่างที่พี่ตาหวานว่านั่นแหละ ตำแหน่งของเธอ...นอกจากปรู๊ฟงาน แกะจดหมาย ถ่ายเอกสาร รับโทรศัพท์ ก็ไม่มีอะไรสลักสำคัญกับสำนักพิมพ์มากนัก หน้าที่แบบนี้ให้คนอื่นช่วยกันทำก็ได้ จะมาเสียเงินเดือนเก้าพันแปดทุกเดือนเพื่อเธอทำไม
เธอไม่โกรธหรอก...โลกมันก็โหดร้ายแบบนี้นี่แหละ...ต้องทำใจ!
“หนูไปแล้วนะคะทุกคน...โชคดีค่ะ” ชะพลูยกมือไหว้เพื่อนร่วมงานที่ต่างก็มีอายุมากกว่าเธอกันทั้งนั้น หญิงสาวไม่กล้ามองหน้าใคร ได้แต่ยกลังกระดาษที่อัดไปด้วยข้าวของที่เธอเก็บไว้ขึ้นแล้วเดินออกมาจากออฟฟิศ ได้ยินเสียงกล่าวลาของรุ่นพี่ดังขึ้นไล่หลังมาแต่ทว่าจับใจความไม่ได้ รู้สึกเพียงหูอื้อ น้ำตาจะไหล บ้าจริง...จะร้องไห้ทำไมกัน เดี๋ยวก็หางานได้ ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง
หญิงสาวเดินมาหน้าปากซอย เรียกวินมอเตอร์ไซค์มาดกวนที่นั่งรอลูกค้าอยู่ให้มารับ เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์จึงลงแล้วล้วงเงินจ่าย ยืนหอบลังตาลอยรอรถเมล์กลับหอพัก
วันนี้เธอได้รู้อะไรหลายอย่าง...
หนึ่งคือโลกโหดร้ายกับคนที่อ่อนแอเสมอ
สอง...ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ต้องยอมรับมัน
สาม...ลังกระดาษไม่ได้ยกสบายเหมือนที่นางเอกในนิยายชอบถือ!
รถสองแถวสภาพจะพังแหล่ไม่พังแหล่แล่นเข้ามาจอดที่ชายหาดอันเงียบสงบแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้ของสยามประเทศ ตูนกับหนึ่งยืนเก้ๆ กังๆ มองซ้ายขวาเพื่อหาคนที่พอจะสอบถามที่อยู่ตามที่ได้มาจากเบญ พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายแก่นั่งถักแหอยู่ที่แคร่ริมหาด กลิ่นยาสูบลอยฟุ้งมาตามสายลมทะเลประกอบกับเสียงเพลงลูกทุ่งที่ดังมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเก่าที่วางไว้ข้างๆ ตูนสะกิดหนึ่งให้ลองเข้าไปถามลุงคนนั้น หนึ่งเองก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ลุงครับลุง...สวัสดีครับ” หนึ่งยกมือไหว้ ลุงคนนั้นเหลือบตามอง มือที่กำลังถักแหหยุดลงทันที
“มีอะไร” น้ำเสียงห้วนๆ และดุดันแบบคนใต้เอ่ยถามกลับ ตูนจึงใช้ความนอมน้อมเข้าสู้
“คือผมมาตามหาสถานที่น่ะครับ...ตามนี้น่ะครับ” ตูนกางกระดาษออกให้ดู แต่ชายชราส่ายหน้า
“อ่านไม่ออก...ที่ไหนล่ะ”
“เอ่อ...เขาเขียนว่าเกาะร้างโรงแรมศิตามันอันตราน่ะครับ ลุงรู้จักไหมครับ” สิ้นเสียงคำถาม ชายชราตาโตทันทีด้วยความใ
“เกาะผีสิง!”
“ใช่ครับๆ เกาะที่เขาว่าผีดุๆ” หนึ่งรีบเสริม รู้สึกดีใจที่มาถูกทาง
“จะไปทำไม ผีมันดุ…ผีมันเฮี้ยน ไปแล้วอาจไม่ได้กลับมานะ” อีกฝ่ายมองหน้าคนถามด้วยความไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
“คือ...ผมอยากจะไปทำธุระอะไรนิดหน่อยน่ะครับ อยากทราบว่าพอจะเดินทางไปที่เกาะเกาะนั้นได้ยังไงบ้าง ลุงช่วยผมหน่อยนะครับ” ไม่พูดเปล่า...ตูนล้วงแบงค์ร้อยยัดใส่มือชายชราหนึ่งใบ “ลุงเอาไว้ซื้อยาสูบมาสูบนะครับ” จะเรียกว่าเป็การติดสินบนก็ได้ แต่ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายดูไม่อยากจะบอกแบบนี้ การลองซื้อด้วยทรัพย์สินนอกกายอาจจะช่วยได้
“ลองไปติดต่อที่ท่าเรือตรงโน้นดูสิ อาจมีคนไป” ชายชราบอกแค่นั้น แล้วเอาเงินที่ตูนส่งให้เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ ตูนกับหนึ่งยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะพากันเดินไปท่าเรือที่ไม่ไกลจากบริเวณตรงนั้นนัก
บริเวณท่าเรือค่อนข้างมีคนพลุกพล่าน มีบังกะโลหลายหลังตั้งอยู่ที่ริมชายหาด ร้านสะดวกซื้อและของที่ระลึกตั้งกันเรียงรายอยู่ตามสองข้างถนน ดูราวกับเป็เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเลยทีเดียว ทั้งคู่เดินกวาดตามองหาเรือจ้างที่จะพาพวกเขาไปยังเกาะที่ว่าได้ ทันใดนั้นก็มีชายร่างกำยำตัวดำปี๋เดินยิ้มฟันขาวเข้ามาทักด้วยสำเนียงทองแดง
“สวัสดีพ่อหนุ่ม สนใจเช่าเรือไปโรงแรมไหม เช่าไว้ที่เกาะไหนล่ะ เหมาไปได้นะ ราคากันเอง” เ้าของเรือเช่ากล่าวอย่างมีอัธยาศัย แถวนี้มีเกาะแก่งมากมายที่เป็ที่ตั้งของบังกะโลและโรงแรมชื่อดัง นักท่องเที่ยวที่ี้เีรอเรือจากทางโรงแรมมารับเป็เวลานั้นก็เหมาเรือไปกันเอง
“ผมจะไปที่นี่น่ะครับ” ตูนเลี่ยงที่จะพูดชื่อเกาะออกมา แต่แบกระดาษที่จดชื่อโรงแรมออก เมื่ออีกฝ่ายอ่านดูก็ตาโตรีบปฏิเสธทันควัน
“ไม่ไปๆ จะบ้าเหรอ ใครเขาจะไป ไม่รู้หรือไงว่ามันร้าง...มันมีผี”
“เพราะรู้นั่นแหละครับถึงจะไป” หนึ่งเสริม ตูนได้ยินอย่างนั้นก็ใช้ศอกกระทุ้งท้องอีกฝ่ายทันทีด้วยกลัวว่าจะเสียเื่ ของอย่างนี้ต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
“ไม่ไปๆ ไปหาลำอื่น”
“ไปเถอะครับพี่ พวกผมจะขอไปหาข้อมูลที่นั่น คือพวกผมกำลังทำรายงานส่งหัวหน้าน่ะครับ เกี่ยวกับพิษเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวของไทย จำเป็ต้องไปสถานที่ที่ปิดเพื่อถ่ายรูปไปทำการวิจัยว่าเราจะฟื้นฟูได้อย่างไรน่ะครับ” ตูนโม้เป็เื่เป็ราว หนึ่งเกือบหัวเราะก๊าก ดีที่หันหลังหนีทัน เื่ปั้นน้ำเป็ตัวขอให้บอกไอ้ตูนเถอะ...สุดยอด!
“ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่มันกลัว ไปแล้วเดี๋ยวผีหลอกหัวโกร๋น เจอกันมาเยอะแล้ว”
“ไปแป๊บเดียวเองพี่ นี่เพิ่งสิบโมงเช้า ผีไม่โผล่มากลางวันหรอก ไปแค่ไม่ถึงสามสิบนาที...ผมรับรอง” พูดจบตูนก็ล้วงเงินสดห้าพันบาทขึ้นชูไปมา “พี่ว่าเงินเท่านี้พอจะพาพวกผมสองคนไปได้ไหมครับ”
อีกฝ่ายพอเห็นเงินก็ตาโต ปกติเดินเรือทั้งวันยังได้แค่พันห้า นี่ไปแค่สามสิบนาทีได้ห้าพัน!
“ก็ได้ แต่ต้องรีบไปรีบกลับนะ นี่เห็นแก่น้องต้องทำวิจัยนะเนี่ย ไปๆ เรือพี่อยู่ตรงนั้น” เ้าของเรือรวบเงินเข้ากระเป๋าทันทีอย่างไม่ต้องคิดมาก ก่อนจะเดินนำสองหนุ่มไปที่เรือของตัวเอง
ตูนกับหนึ่งมองหน้ากัน...
เงินอาจซื้อทุกอย่างไม่ได้...แต่บางอย่างซื้อได้จริงๆนะ!
เชิงอรรถ
(1) Bellboy คือ เด็กยกกระเป๋า
(2) ปรู๊ฟ (Proof) ในที่นี้หมายถึงการพิสูจน์อักษร หรือตรวจคำผิดนั่นเอง
(3) กุมารทอง กุมารทองนั้นเป็ของขลังที่มีมาั้แ่โบราณกาล เป็ที่นับถือคุ้นเคยของคนรุ่นปู่ย่า แม้กระทั่งในทุกวันนี้...ความเชื่อในเื่กุมารทองนั้นก็ยังคงเป็ที่นิยมกันอยู่ โดยจะเห็นได้จากการที่ร้านค้าหรือผู้ประกอบกิจการต่างๆมักจะมีหุ่นกุมารทองตั้งไว้บูชาไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่ากุมารทองนั้นจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน หรือให้โชคลาภแก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย