เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 หนานซาน

            “เหรินเหยาสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อท่านจนวันตายได้โปรดเจ้านายประทานนามให้ด้วยเจ้าค่ะ”

            เหรินเหยายิ้มบางนัยน์ตาของนางราวกับมีเปลวไฟลุกโหมเต้นระริกอยู่ภายใน

            เยี่ยนเจาเจาหลุดหัวเราะนางก้มลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเหรินเหยา ก่อนจะจัดเส้นผมของเหรินเหยาที่หลุดรุ่ยจากมวยไปทัดไว้ข้างหลังใบหูให้ด้วยปลายนิ้วเย็น

            “แข็งกร้าวเกินไปย่อมลำบากฉลาดเกินไปย่อมแพ้ภัยตน ในเมื่อเจ้าเป็นคนของข้าแล้ว ข้าจะตั้งนามใหม่ให้แก่เจ้าว่าอาอวี๋แล้วกัน”

            “คนฉลาดมักซ่อนคมชื่อไพเราะมากเจ้าค่ะ”

            เหรินเหยาไม่ต่อต้านนามใหม่ของตนเองนางยอมรับระดับการตั้งชื่อของเยี่ยนเจาเจา และเอ่ยผลการประเมินที่ตนมีต่อเยี่ยนเจาเจาครั้งแรกอย่างรวดเร็ว

            “ท่านคือคนเหนือความคาดหมายคนที่สองที่ข้าพบในเมืองเซียงเฉิงดูจากท่านแล้ว ข้าก็พอจะมองออกว่าฮองเฮาและองค์หญิงฉงหยางเป็นคนเช่นไร”

            สงครามยืดเยื้อในปีนั้นต้องสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้แน่นอน

            และความยุติธรรมที่นางต้องการก็จะผงาดขึ้นสักวันหนึ่ง

            “เป็นเกียรติของข้าว่าแต่ขอถามสักอย่างได้หรือไม่ คนแรกที่เหนือความคาดหมายของเจ้าเป็นใคร?”

            เยี่ยนเจาเจายิ้มบาง

            “ข้าคิดก่อน คนผู้นั้นคือนายน้อยสกุลกู้เจ้าค่ะ”

            “ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันหากไม่พบท่าน เกรงว่าข้าคงจะเลือกเขาไปแล้ว”

            นายน้อยสกุลกู้?

            เป็นบุคคลที่เยี่ยนเจาเจาไม่เคยได้ยินมาก่อนนางได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับสกุลกู้มาน้อยมากไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้

            สกุลกู้ปักหลักในซั่งจิงซึ่งใกล้กับสถานที่สำคัญทางชายแดนตอนเหนือมีเชื้อสายใกล้ชิดกับอ๋องชิงเหอผู้เป็นความหนักใจของราชวงศ์ต้าซีและยังเป็นตระกูลเก่าแก่เกือบห้าร้อยปีหนึ่งเดียวแห่งราชวงศ์ต้าซีด้วย

            ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลกู้กับเมืองหลวงถูกเก็บเป็นความลับมิดชิดจึงมิใช่สิ่งที่เยี่ยนเจาเจาในตอนนี้ควรคิดใคร่ครวญ

            กู้เจี้ยน ผู้เป็นสามีในอนาคตของเฉินเซียงอี๋ก็เป็นทายาทสายตรงของสกุลกู้ เขาจะใช่นายน้อยสกุลกู้คนนั้นหรือเปล่า?

            “คุณชายกู้เจี้ยนหรือ?” เยี่ยนเจาเจาหรี่ตาถาม

            “ไม่ใช่ เป็นอีกคนหนึ่งข้าไม่เห็นใบหน้าแท้จริงของเขา แต่ฟังออกว่าเป็นชายหนุ่มเจ้าค่ะ”

            อาอวี๋คิดครู่หนึ่งค่อยเอ่ยเช่นนี้

            ในเมื่อนางเป็นข้ารับใช้ของเยี่ยนเจาเจาแล้วย่อมไม่ปิดบังเรื่องใดอีก

            สกุลกู้...

            จุดยืนของสกุลกู้คลุมเครืออย่างยิ่งแม้แต่ชาติก่อน เยี่ยนเจาเจาก็ยังมองท่าทีของสกุลกู้ไม่ขาด

            บางคนบอกว่าสกุลกู้คือผู้พิทักษ์ราชวงศ์ต้าซีเยี่ยนเจาเจาไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก แต่สิ่งเดียวที่นางรู้คือสกุลกู้จะไม่กระทำเรื่องที่ส่งผลเสียต่อราชวงศ์ต้าซี

            สกุลกู้ไม่มีวันเป็นศัตรูกับราชวงศ์ต้าซีนี่คือความลับที่คนสกุลเหลียงต่างรู้กันทั่ว ดังนั้นตอนนี้เยี่ยนเจาเจายังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของสกุลกู้

            คิดได้เช่นนั้นนางจึงไม่ถามเกี่ยวกับสกุลกู้ต่อแต่กลับถามเรื่องอื่นแทน “ถ้าอย่างนั้นไยเจ้าเลือกข้า ไม่เลือกสกุลกู้เล่า?”

            “เพราะในร่างของเจ้านายมีสายเลือดสกุลเหลียงอยู่ข้าเอื้อมไม่ถึงฝ่าบาทกับองค์หญิง ดังนั้นเจ้านายจึงเป็นคนสกุลเหลียงที่ใกล้ชิดข้าที่สุดเจ้าค่ะ”

            เมื่ออาอวี๋เอ่ยถึงตรงนี้นางก็ขมวดคิ้วก่อนเอ่ยต่อ “เทียบกับเชื้อพระวงศ์แล้ว สกุลกู้จะนับเป็นอะไรได้เจ้าคะ?”

            คำพูดนี้ไม่ถือว่าผิด

            เยี่ยนเจาเจานึกได้ว่าอาอวี๋มาที่นี่เพื่อแก้แค้นฝ่ายตรงข้ามคือใครกันแน่ ถึงกับต้องยืมกำลังสกุลเหลียงต่อกร?

            หรือว่าชาติก่อนที่อาอวี๋ไปสอบเคอจวี่เป็นทั่นฮวาก็เพียงเพื่อพบพระพักตร์ธิดาสวรรค์ขอร้องท่านป้าคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวของนาง?

            เจาเจาจึงถามเรื่องของอาอวี๋อีกครั้ง“ในเมื่อตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้ามิสู้เล่าให้ข้าฟังเล่าว่าเจ้าแบกบัญชีแค้นอะไรไว้บนบ่า?”

            นัยน์ตาของอาอวี๋สาดความเกลียดชังออกมาร้อนแรงจนแทบแผดเผาคนได้“ครอบครัวข้าประมาณห้าสิบหกชีวิต โดนคนสังหารทั้งหมดจนตระกูลดับสิ้น”

            “เหตุใด?” เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้ว

            กฎหมายอาญาของราชวงศ์ต้าซีมีโทษรุนแรงเรื่องราวฆ่าล้างตระกูลไร้ที่มาที่ไปจะต้องโดนโทษหนักแน่นอนทว่าในความทรงจำของเยี่ยนเจาเจา นางจำไม่ได้เลยว่าเคยเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นที่ไหน

            “เพื่อความโลภของใครบางคนอยู่แล้ว”

            อาอวี๋หัวเราะเย็นชาไม่เอ่ยอันใดมาก แต่กลับพูดขึ้นมาว่า “ความจริงเมื่อครู่ข้าเพียงพูดไปอย่างนั้นหากทำให้เจ้านายลำบากใจเพราะเรื่องเล็กน้อยของข้า ข้าผิดเองเจ้าค่ะ

            มันคงจะดีที่สุดถ้าได้ล้างแค้นเพื่อครอบครัวทว่าท่านพ่อท่านแม่ของข้าไม่ปรารถนาให้ข้าจมอยู่กับความแค้นชิงชังทุกวี่ทุกวันเพราะฉะนั้นหากมีชีวิตใหม่ ก็สามารถมุ่งหน้าสู่อนาคตได้โดยไม่ลังเลเจ้าค่ะ”

            เยี่ยนเจาเจาอึ้งกับคำพูดนั้นนางกะพริบตาปริบๆ และสังเกตร่างซูบผอมของอาอวี๋เบื้องหน้าใหม่อีกรอบ

            สถานการณ์ของอาอวี๋คล้ายคลึงกับบางสถานการณ์ของเยี่ยนเจาเจาก่อนหน้านี้มากทั้งสองล้วนเกิดมาพร้อมความเกลียดชังเหมือนกัน

            แต่ต่อมาเยี่ยนเจาเจาก็ตระหนักความหมายของการมีชีวิตใหม่เลยต้องการค้นพบสิ่งน่าสนใจอื่นนอกเหนือจากความเคียดแค้นชิงชังเพื่อที่ชีวิตตนจะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความมืดมิดอ้างว้างไปจนตาย

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่าการพาอาอวี๋มาจากหอถงเชวี่ยตอนนั้น เป็นทางเลือกที่มีเหตุผลที่สุดเท่าที่จะมีได้แล้ว

            “ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากทำอะไร?”

            เยี่ยนเจาเจาถาม

            “ข้าอยากทำงานเป็นขุนนางเหมือนบุรุษเป็นขุนนางใหญ่โตยิ่งดีเข้าไปใหญ่ พวกคนที่เคยเหยียดหยามและทำร้ายข้าต้องชดใช้กรรมให้หมด...มองกันใหม่มันเสแสร้งเกินไปและข้าไม่ชอบพูดประจบด้วย”

            อาอวี๋ยิ้มบิดเบี้ยว

            นางไม่ได้พูดโป้ปดกลับกัน ความจริงมักจะทำให้คนเห็นอกเห็นใจง่ายขึ้น...เยี่ยนเจาเจาพยายามขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อให้คนที่เคยทำร้ายตนจ่ายหนี้คืนหรอกหรือ?

            เยี่ยนเจาเจาจึงยกยิ้มมุมปาก“เป็นความคิดที่ดี”

            ดูเหมือนว่านางควรจะเป่าหูท่านป้าสักหน่อยอย่างไรในอนาคตก็ต้องมีการเปิดสอบเคอจวี่สตรีอยู่แล้ว แค่เลื่อนให้เร็วขึ้นมาหน่อยคงไม่ใช่ปัญหาหรอก

            “เจ้าพักฟื้นในลานเปี๋ยย่วนแห่งนี้ไปก่อนวันหลังข้าจะให้คนจัดการตัวตนของเจ้าใหม่ แล้วเมื่อจังหวะมาถึง เจ้าจะมีสถานที่แสดงความสามารถเอง”

            เยี่ยนเจาเจาไม่พูดมากกับอาอวี๋อีกยามนี้บนร่างอาอวี๋ยังมีแผลอยู่ควรต้องรักษาร่างกายให้ดี

            พอเอ่ยจบเยี่ยนเจาเจาก็ลุกขึ้นจากไปทันที

            นางออกมาหาอาอวี๋โดยใช้ข้ออ้างว่าจะมาซื้อขนมกับเครื่องประดับจึงไม่อาจอยู่ข้างนอกนานเกินไป อีกประการหนึ่งคือช่วงเช้าวันนี้ได้ยินท่านแม่บอกว่าผู้อาวุโสหนานซานจะมาถึงในอีกสองวันนางอยากรู้ผลการรักษาของหนานหมิงเหอแทบไม่ไหวแล้ว

            คนโดดเด่นสูงส่งอย่างพี่ชายรองจะเป็นใบ้ตลอดชีวิตได้อย่างไร?

            เขาควรมีเป้าหมายระยะยาวของตนเองและมีคุณสมบัติในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความฝันของตนเช่นเดียวกับอาอวี๋

            เยี่ยนเจาเจาสวมหมวกเหวยเม่า[1] เปลี่ยนรถม้าสองคันแล้วรีบตรงกลับสวนมวลบุปผาหอม

            ระหว่างทางกลับ เยี่ยนเจาเจาแวะร้านอู่ฟางไจตามข้ออ้างแล้วซื้อขนมหวานที่ตนเองชอบทานประจำมานิดหน่อย รวมถึงของโปรดท่านพ่อท่านแม่และขนมอบที่หนานหมิงเหอชอบติดมาด้วย

            ส่วนข้าวของจำพวกเครื่องประดับเยี่ยนเจาเจาไม่สันทัดสักเท่าไหร่ จึงบอกเพียงว่าออกไปเดินเล่นแล้วไม่เจออันที่ชอบก็พอ

            ณ ห้องโถงหลักเรือนนภาคราม

            ตอนเยี่ยนเจาเจาเดินเข้ามาก็เห็นว่าหนานหมิงเหอกำลังนั่งเงียบๆราวกับรูปปั้นอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งเป็นผู้อาวุโสหนานซานท่านนั้นที่กำลังวางมือบนลำคอของเขาและใช้เข็มเงินตรวจเบาๆ

            ลูกกระเดือกของเด็กหนุ่มเริ่มปรากฏขึ้นมาแล้วท่าทีไร้การป้องกันของเขาดูเหมือนเด็กเล็กเปราะบาง...ในใจเยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

            หนานหมิงเหอคงจะได้ยินเสียงฝีเท้าจึงลืมตามองมาทางเยี่ยนเจาเจานางเห็นเงาร่างของตนสะท้อนชัดเจนอยู่ในแววตาที่เคยไร้สีสันของเขาตามด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาว่ายวน

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าหัวใจของตนถูกกระแทกอย่างหนักความรู้สึกแปลกประหลาดทำให้นางยากจะควบคุมตนเองจนไม่รู้ว่าควรตอบสนองเช่นไร

            ผู้อาวุโสหนานซานดึงเข็มเงินออกจากลำคอของหนานหมิงเหอแล้วหันมาพูดกับองค์หญิงที่สีพระพักตร์คาดเดาไม่ออก “ปัญหาที่ลำคอของคุณชายไม่ร้ายแรงหลังฝังเข็มค่อยทานยาควบคู่กันทุกวัน ก่อนคิมหันตฤดูปีนี้ก็เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            เยี่ยนเจาเจาแทบไม่สนใจอารมณ์สับสนวุ่นวายล้นอกของตนเองอีกนางรีบพุ่งเข้ามาถามทันที “ท่าน ต่อไปพี่ชายรองของข้าจะพูดได้ปกติไหมเจ้าคะ?”

            ผู้อาวุโสหนานซานเบี่ยงตัวมามองเยี่ยนเจาเจาก่อนจะยิ้มและเอ่ยว่า “ได้แน่นอน แต่เขาไม่เคยพูดมานาน พวกท่านจำเป็นต้องค่อยๆสอนเขา”

            สีหน้าของหนานหมิงเหอแข็งค้างจนผู้อาวุโสหนานซานรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาฉับพลันแต่ยังกล่าวด้วยรอยยิ้มตาหยี “เพราะว่าเขาไม่เคยพูดมาตั้งแต่เด็ก จึงต้องหาคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาที่สุดแล้วจัดสรรเวลาหนึ่งชั่วยามมาสอนวิธีการพูดแก่เขาทุกวัน”

            เยี่ยนเจาเจามองผู้อาวุโสหนานซานแล้วรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาราวกับเคยพบที่ไหนมาก่อนผู้อาวุโสมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญตนพเนจรที่แผ่รัศมีผู้บรรลุธรรมแบบในความทรงจำ

            “ในจวนข้ามีเพียงนางมารน้อยผู้นี้ที่เกาะติดข้างกายคุณชายหมิงเหอทุกวันเจาเจา ต่อไปเจ้าก็สอนพี่ชายรองของเจ้าพูดเถอะ”

            เยี่ยนเจาเจาดีใจที่ผลลัพธ์ออกมาเกินคาดนางรีบตอบรับซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนเอ่ยถามต่อ“ถ้าอย่างนั้นท่านเตรียมจะพักอยู่ในสวนมวลบุปผาหอมหรือลานเปี๋ยย่วนข้างๆ ดีเจ้าคะ?”

            “ข้าสมถะเร่ร่อนจนชินเกรงว่าจะรับความโอ่อ่ารุ่งเรืองไม่ไหว พ้นวันนี้ก็จากไปแล้ว

            ทักษะการฝังเข็มไม่ยากข้าสอนวิธีฝังเข็มที่สอดคล้องกับการรักษาชุดหนึ่งให้คุณชายแล้ว คุณชายสามารถฝังเองได้”ผู้อาวุโสหนานซานเอ่ยอย่างไม่ถือตัว

            เยี่ยนเจาเจาพยักหน้ารัวเร็วสายตาประหลาดใจปนดีใจมองไปที่หนานหมิงเหอครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาก้มหน้างุดอย่างทนไม่ไหวและเผยใบหูแดงก่ำออกมา

            “ดูท่าคุณหนูห้ากับคุณชายคงมีความสัมพันธ์พี่น้องลึกซึ้งดีนะขอรับ”

            ผู้อาวุโสหนานซานเอ่ยรำพัน

            หนานหมิงเหอกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นประสานมือคารวะแล้วออกไปนอกห้องด้วยความอึดอัด

            “ยังไม่ขอบคุณท่านอีก”

            องค์หญิงเม้มพระโอษฐ์กลั้นรอยสรวลบางเบาไว้ไม่อยู่

            เยี่ยนเจาเจาหยิบของขวัญขอบคุณที่เตรียมไว้เนิ่นนานออกมาแล้วเลื่อนไปตรงหน้าผู้อาวุโสหนานซาน “ขอบคุณท่านที่ตรวจและรักษาพี่ชายรองของข้าเจ้าค่ะ”

            ผู้อาวุโสหนานซานรับของขวัญมาแล้วจู่ๆ ก็จามติดต่อกันหลายครั้งอย่างกะทันหัน จึงถอยห่างจากเยี่ยนเจาเจาพลางเอ่ยว่า “ข้าเสียกิริยาแล้ว”

            เยี่ยนเจาเจาปัดมือไม่สนใจก่อนจะเอ่ยขึ้นราวกับนึกบางอย่างออก “ข้าได้กลิ่นหอมของไม้จันทน์มาจากท่าน ท่านชอบไม้จันทน์หรือเจ้าคะ? หลายปีก่อนข้าได้รับไม้จันทน์แดงชั้นดีมาชิ้นหนึ่งปกติไม่ค่อยได้ใช้ ยืมดอกไม้ถวายพระ[2] ให้ท่านนำมาบดขึ้นรูปกำยานได้พอดีเจ้าค่ะ”

            ผู้อาวุโสหนานซานชะงักไปพักหนึ่งก่อนม้วนเครายาวของตนเองแล้วร้องว่าดี ด้วยรอยยิ้มระรื่น

     

            เชิงอรรถ

            [1] หมวกเหวยเม่า หมายถึง เครื่องแต่งกายของชาวหูแรกเริ่มทำจากผ้ามัสลินสีดำ ขอบห้อยม่านตาข่ายจนถึงคอเพื่อปิดบังบริเวณใบหน้าไว้ในสมัยสุยและถังจะร่นตาข่ายให้สั้นลง เรียกว่า "เฉียนลู่"ซึ่งเริ่มใช้กันในหมู่ชนกลุ่มน้อยแถบทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อกันพายุทรายตีหน้า

            [2] ยืมดอกไม้ถวายพระ หมายถึงใช้ดอกไม้ของผู้อื่นนำมาถวายพระโพธิสัตว์เป็นการเปรียบเปรยว่านำของที่ผู้อื่นให้มามอบให้กับอีกคนหนึ่งเป็นน้ำใจ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185