ใกล้ตกเย็นต้าเจี่ยนกับชงหยวน หวนกลับมาอีกครั้ง พวกเขาก็หอบเอาไม้ไผ่มากองเรียงรายเต็มหน้าบ้าน ตอนนี้นางตัดสินใจทำบ้านใหม่ตรงพื้นที่ใกล้หน้าลำธารเลย เพราะว่าระหว่างที่ขยายห้องต้องย้ายออกจากพื้นที่ จำเป็ต้องรื้อกำแพงบางส่วนภายในบ้าน ต้าเจี่ยนก็เสนอให้ไปพักห้องว่างที่บ้านของเขา เพราะนางจ่ายค่าเช่าเอาไว้แล้ว แต่นางคิดว่ามันไม่ค่อยสะดวกสำหรับจ้าวหนานกงหากต้องย้าย จึงตัดสินใจสร้างบ้านใหม่ไปเลย
ทั้งสองคนจึงให้คำแนะนำให้จ้างช่างมืออาชีพมาทำบ้านให้เลย ถึงคราวนี้นางไม่มีความกังวล เพราะตอนนี้เื่เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางอีกต่อไปแล้ว
วันต่อมาต้าเจี่ยนก็พาช่างมา 3 คน เมื่อได้รับคำตอบว่านางไม่มีปัญหาเื่ค่าใช้จ่าย จึงได้ติดต่อช่างที่รู้จักกันมาคุยกับนางว่าจะสร้างบ้านประมาณไหน
นางเล่าลักษณะคร่าวๆให้กับช่างฟัง โดยพื้นที่หลักต้องเป็พื้นที่เรียบทุกมุม เพื่อสะดวกในการเข็นรถเข็น ทำห้องนอนที่มีห้องน้ำภายในตัว 4 ห้องนอน มีห้องโถงรับรองแขก มีห้องครัวเปิดกว้างๆ เพราะส่วนนี้เป็พื้นที่ของนาง
กุ้ยเหมยบอกรายละเอียดที่้าทุกอย่าง พร้อมกับขอให้เขาปรับลานหน้าบ้านให้เรียบด้วย แล้วก็ทำรั้วรอบขอบเขตให้แข็งแรงทั่วบ้าน แล้วทำรั้วเปิดปิดตรงลำธารเพราะมันอันตราย นางกลัวว่าลูกสาวของนางจะวิ่งมาแถวนี้ หากนางโตขึ้นแล้วตกน้ำไป นางจึงป้องกันเอาไว้ก่อน
จึงได้ข้อสรุปว่า เหมาทำบ้านตามที่นาง้าราคารวมค่าแรงและค่าวัสดุคุณภาพตามที่นางขอ รวมถึงค่าปรับพื้นที่หน้าบ้าน ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 420 ตำลึงเงิน หรือ 42 ตำลึงทอง ทำสัญญาจ่ายก่อนครึ่งหนึ่ง 21ตำลึงทอง ซึ่งนางก็ใช้วิธีปั๊มเงินแบบเดิม แต่คราวนี้ต้องขอแลกเป็เงินตำลึงทองกับหัวหน้าช่าง เพราะคนอื่นไม่มีเงินมากขนาดนั้นให้นางแลกแล้ว
กุ้ยเหมยเอาสัญญาให้จ้าวหนานกงอ่านก่อนชำระเงิน เพราะนางอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ ในความทรงจำกุ้ยเหมยไม่รู้หนังสือ เพื่อความแน่ใจนางจึงต้องละเอียดรอบคอบในการจ่ายเงิน พอเขาบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรนางก็จ่ายเงินทันที
ต้าเจี่ยนกันชงหยวนทำอุปกรณ์ ที่จะใช้ในการทำกายภาพบำบัด แทนการเป็คนงานสร้างบ้าน มีรถเข็นสองคันของจ้าวหนานกงเผื่อว่ามีคันไหนชำรุดจะได้มีใช้ มีราวหัดเดินที่เป็ราวคู่ มีร้อยเชือกที่โยงบนคานบ้าน ตรงปลายทำเป็ตะขอตัวใหญ่เอาไว้ตรงกลางระหว่างราว ส่วนเสื้อที่สวมตัวเขา นางให้ป้าหนิงช่วยเย็บให้เป็เหมือนเสื้อกั๊ก ด้านหลังมีที่เกี่ยวตะขอ ส่วนนี้นางย้ำว่าให้เย็บให้แข็งแรงที่สุด และลองกระชากแรงๆดู เพื่อความมั่นใจว่า มันจะช่วยพยุงร่างกายของเขาได้ดี ไม่ทำให้จ้าวหนานกงาเ็ล้มลงระหว่างฝึกเดิน
ทั้งสองคนช่วยกันทำงานภายในวันเดียว รถเข็นก็เสร็จมาให้ได้ใช้หนึ่งคัน
วันต่อมารถเข็นอีกคันก็ตามมา รวมถึงคอกกั้นเด็กของลูกสาวตัวน้อยของนาง พอเอาที่นอนปิคนิคและเอาของเล่นใส่เข้าไปในคอกกั้น ลูกสาวตัวน้อยก็เล่นอยู่ภายในนั้นโดยไม่งอแงอีกเลย ทำให้นางได้มีเวลาทำอาหารเลี้ยงคนงานที่มาทำงานโดยที่ไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยของบุตรสาว
เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวัน บ้านทั้งหลังก็ตั้งตระหง่านสวยงามใกล้ริมธาร เหลือเพียงเก็บรายละเอียดงานอีกเล็กหน่อย ไม่เกินสองวันก็เข้าอยู่ได้แล้ว เหลือรั้วรอบบ้านติดกับตรงลำธาร และปรับดินตรงลานหน้าบ้านไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะเสร็จงานหมด นางจึงอยากจะไปดูสถานที่จริง เพราะภายในบ้านยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลย นางคงไม่สามารถเข้าเมืองไปซื้อของเ่าั้ได้
ที่จริงแล้วตู้เสื้อผ้า กับเตียงนอนของนางก็มีแต่ว่ารูปแบบมันไม่เข้ากับคนในยุคนี้ที่ใช้อยู่ นางจึงไม่กล้าออกมาใช้ มีเพียงที่นอนคราวก่อน เพราะในตอนนั้นมันไม่มีอะไรที่สามารถใช้รองนอนได้เลยจริงๆ
"ท่านพี่ออกไปดูช่างกับข้าไหมเ้าค่ะ ข้าเห็นว่างานคืบหน้าไปเยอะมากแล้ว ข้าจะได้ลองใช้รถเข็นอันนี้ด้วยว่ามันสามารถเคลื่อนที่บนพื้นไม่สม่ำเสมอได้หรือเปล่า หากมีอะไรต้องแก้จะได้ให้เขาแก้ไขให้เลย"
จ้าวหนานกงรู้สึกชอบรถเข็นของนางมาก ได้ลองหมุนล้อไปมาอยู่หลายรอบ การเก็บรายละเอียดรถเข็นทำได้เป็อย่างดี ส่วนที่ต้องใช้จับเป็วงนอกที่เล็กกว่าล้อ ทำให้เวลาหมุนมือของเขาจึงไม่เลอะดิน ไม่ต้องจับไปตรงล้อ
เบาะรองนั่งก็นั่งสบาย แถมมีที่พิงหลังเอนกำลังดีเลย หากทำขายให้คนอื่นคงได้ราคาดีไม่น้อย
กุ้ยเหมยบอกกับต้าเจี่ยนและชงหยวน ว่าหากคิดจะทำขายนางก็ไม่ว่าอะไร แต่ทั้งสองคนไม่มีหัวการค้า ไม่รู้ว่าจะทำขายให้ใครดี จ้าวหนานกงซึ่งเคยเป็พ่อค้ามาก่อน จึงให้คำปรึกษา ไม่นานช่างหนุ่มทั้งสองก็เดินฉีกยิ้มหน้าบานออกจากบ้านไป
กุ้ยเหมยเมื่อเสร็จจากงาน ถามฝ่ายสามี “สิ่งใดทำให้ชายหนุ่มทั้งสองเดินยิ้มแสดงความพึงพอใจออกไปล่ะ ท่านพี่” ฝ่ายสามีจึงเล่าให้ฟังว่า เขามีสหายเปิดร้านค้าในเมืองหลายร้าน ข้าแนะนำให้เอาตัวอย่างรถเข็นไปให้ร้านค้าดู หากเขาสนใจ ก็ให้เขียนสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรไว้ให้ชัดเจนว่า ยอดผลิตรถเข็นทุกคัน กุ้ยเหมยจะได้ส่วนแบ่ง 2 ในสิบส่วน คนที่ทำการผลิตรถเข็นจะมีแค่ต้าเจี่ยนกับชงหยวนเท่านั้น จะตั้งขายราคาเท่าไหร่ก็แล้วแต่เลย เมื่อขายส่งให้สหายของเขา ร้านค้าจะนำรถไปขายต่อและหักส่วนแบ่งกลับมาให้ทุกฝ่ายตามที่ตกลงกัน
"เอาสิ พี่รู้สึกว่าพอพี่ใช้แรงหมุนล้อทุกวัน เรี่ยวแรงของพี่มันเพิ่มขึ้น จากที่หมุนไม่นานก็เหนื่อย ตอนนี้พี่คิดว่าพี่ทำได้นานขึ้นอีกนะเหมยเอ๋อร์"
น้ำเสียงดีอกดีใจเหมือนกับเด็กๆ เรียกรอยยิ้มของกุ้ยเหมยได้เป็อย่างดี
"ดีแล้วเ้าค่ะ แต่อย่าหักโหมมากเกินไปนะเ้าคะ ไม่อย่างนั้นจากที่จะหายกลายเป็แย่กว่าเดิมเอา พอออกไปข้างนอกข้าจะเป็คนเข็นเอง เดี๋ยวข้าไปอุ้มลูกมาก่อนนะเ้าคะ"
กุ้ยเหมยหันไปอุ้มลูกสาวที่อยู่ในคอกกั้น ่หลายวันนี้ นางต้องอยู่แต่ภายในคอกกั้นนี้ตลอด เพราะข้างนอกมีเศษไม้และอุปกรณ์ของช่างวางกองเต็มพื้นที่หน้าบ้าน แต่ตอนนี้บ้านใกล้จะเสร็จแล้ว เมื่อเช้าคนงานมาช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่หน้าบ้านเพื่อปรับดินให้เสมอกัน นางจึงอยากให้ทั้งสองพ่อลูก ไปดูบ้านหลังใหม่กับนางด้วย
"ไปเที่ยวข้างนอกบ้านกันนะ เราจะมีบ้านใหม่แล้วนะ ดีใจไหมหลันเอ๋อร์"
"ดีใจ ดีใจ" หนูน้อยยังไม่เข้าใจว่าบ้านใหม่คืออะไร แต่รู้ว่าได้ออกไปข้างนอกนางก็ดีใจแล้ว ส่งยิ้มหวานกอดคอมารดา ใบหน้าเล็กๆ ซบลงอกของกุ้ยเหมยแล้วถูไปมา ออดอ้อนอย่างน่ารักในแบบของนาง
"หลันเอ๋อร์นั่งตักท่านพ่อนะ ห้ามดิ้นไปมาเดี๋ยวตกลงไป แล้วจะาเ็เืไหลเอานะ"
กุ้ยเหมยอุ้มหลินหลันมาวางบนตักของจ้าวหนานกง แล้วเอาผ้าพันคอผืนยาวที่นางซื้อมาจากเชียงราย มาแผ่ออกประมาณ 1 ฟุต ผูกร่างของลูกสาวเลยร่างของสามี และผูกเอาไว้กับพนักพิงของรถเข็นตรงด้านหลัง เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้นางดิ้นจนอาจจะตกรถเข็นระหว่างที่กำลังเข็นออกไปได้
"เสร็จแล้ว ไปกันเลย!"
กุ้ยเหมยเข็นรถเข็นออกไปหน้าบ้าน ลูกสาวตัวน้อยก็ตบมือหัวเราะร่า ชอบอก ชอบใจ ยิ่งหัวเราะเสียงดัง เมื่อกุ้ยเหมยแกล้งหยุดรถเข็นกะทันหัน ในขณะที่กำลังเข็นรถเร็วๆ ตอนนี้ บางครั้งนางก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสามี จึงใช้เวลาเล่นอยู่สักพัก ก่อนพาไปดูบ้านหลังใหม่
"อ้าว ฮูหยินพานายท่านมาดูบ้านหรือขอรับ"
"ใช่เ้าค่ะ แต่ข้าอยากปรึกษาเื่อื่นด้วยเ้าค่ะ"
"เื่อะไรหรือขอรับ"
ตลอดเวลาที่มารับงาน ฮูหยินทำอาหารมาให้กินโดยไม่เรียกร้องอะไรเลย ทุกวันพวกเขาจะเข้าไปรับอาหารตามที่นางสั่งอย่างเต็มใจที่สุด เพราะอาหารของฮูหยินล้วนแต่ไม่ธรรมดา รสชาติดีกว่าเหลาอาหารราคาแพงที่เขาเคยกินมาทั้งชีวิต วัตถุดิบมาทำอาหารก็ไม่ธรรมดา มีเนื้อมาให้ทุกหม้อ บ่งบอกถึงว่านางทำอาหารด้วยความใส่ใจ และมีน้ำใจมากมายนัก เขาจึงอยากจะตอบแทนน้ำใจของนางบ้าง ขอเพียงนางเอ่ยมาหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเขาก็ยินดีทำให้
"ข้าอยากให้ท่านทำตู้กับเตียงใส่ในห้องนอนเพิ่มด้วยเ้าค่ะ เพราะข้าไม่สะดวกเข้าเมืองไปสั่งซื้อจริงๆ ท่านพอจะทำให้ได้หรือเปล่าเ้าคะ"
"เื่ทำไม่มีปัญหาหรอกฮูหยิน แต่ข้าเกรงว่างานจะช้ามากกว่า เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะให้คนพาพวกท่านเข้าไปสั่งของในเมือง ระยะทางจากหมู่บ้านเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานนัก นายท่านคงพอไปได้กระมัง ข้ามีรถม้าอยู่เดี๋ยวให้คนไปขับให้ ถือว่าเป็การตอบแทนอาหารอร่อยๆของฮูหยินแล้วกันขอรับ"
กุ้ยเหมยมองหน้าสามี นางก็อยากไปซื้อของที่จำเป็ใส่บ้าน เพราะในช่องว่างของบางอย่างมันเอาออกมาให้คนอื่นเห็นไม่ได้ เผื่อใครมาบ้าน นางไม่อยากให้มีใครสงสัย แต่ก็กังวลว่าจ้าวหนานกงจะรู้สึกไม่ดีเพราะเขาอาจจะเจอคนที่เขารู้จักข้างนอกในสภาพนี้ เขาคงจะรู้สึกแย่มากหากคนนั้นพูดจาไม่ดี
"ดีเหมือนกัน พี่อยากจะเปิดหูเปิดตาด้วย เรามีรถเข็น จะได้เป็การแนะนำสินค้าไปในตัว"
"ท่านพี่แน่ใจหรือเ้าคะ" นางสังเกตปฏิกิริยาของเขาก็ไม่พบความผิดปกติ เขาคงจะไม่คิดมากอย่างที่นางกังวลไปเองกระมัง
"แน่ใจสิ เ้าไม่ต้องคิดมากไปหรอก ตอนนี้พี่ไม่ใช่คุณชายใหญ่แล้ว พี่เป็สามีของเ้า สามีไปซื้อของกับภรรยาแปลกตรงไหนกัน มีแต่เ้าจะอายหรือเปล่าที่ต้องให้คนอื่นรู้ว่าเป็ภรรยาคนพิการเช่นพี่"
"พิการอะไรกัน แค่กล้ามเนื้ออ่อนแรง กินอาหารบำรุง ทำกายภาพบำบัดไม่นานก็หายแล้ว เรากลับไปเปลี่ยนชุดก่อนนะเ้าคะ ลุงหม่ารถมาถึงเมื่อไหร่ รบกวนท่านช่วยให้คนไปตามข้าด้วยนะเ้าคะ"
"ได้ขอรับ อาเหลียงไปเอารถม้ามา แล้วเอาเกวียนมาด้วย เผื่อฮูหยินซื้อของจะได้มีที่ใส่ของกลับมา"
"ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านลุงหม่า"
กุ้ยเหมยกลับเข้าบ้าน พาจ้าวหนานกงไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แต่ปกติเขาจะปวดหนักแค่ตอนเช้าครั้งเดียว คงเหลือแต่เ้าตัวเล็กที่ยังไม่อึเลย นางจึงต้องรอให้หลินหลันอึให้เสร็จก่อน ไม่อย่างนั้นไปอึตรงตลาด สถานที่ที่นางไม่คุ้นเคย ไม่มีห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมในห้าง ไม่มีแพมเพิสที่แม้ว่าจะอึจะฉี่สักแค่ไหน ก็ไม่ทะลุออกมาเลอะเสื้อผ้า แต่ที่นี่หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริงๆ นางคงบันเทิงแน่นอน เพียงแค่คิดนางก็เหนื่อยแล้ว
"แม่อึ แม่จ๋าอึ"กุ้ยเหมยช่วยจ้าวหนานกงเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ เสียงเล็ก ๆจากเ้าตัวน้อยก็ดังขึ้นมา นางจับลูกสาวนั่งกระโถนแทบไม่ทัน
"เกือบไปแล้ว คราวหลังอย่าพึ่งเบ่งสิลูกให้นั่งกระโถนก่อน หนูค่อยเบ่งอึ ออกมา ดีนะที่แม่ไหวตัวทันเอากระโถนมาวางข้างๆ ไม่อย่างนั้นเละแน่"
หนูน้อยยิ้มให้มารดา อย่างไร้เดียงสาไม่รู้ว่าตัวเองเกือบทำให้ที่นอนเลอะแล้ว จนคนบ่นต้องถอนหายใจ เหมือนกลับไปตอนเลี้ยงหลานสาวใหม่ๆเลย ตอนนั้นยากกว่าตอนนี้เยอะ เพราะนางมีประสบการณ์แล้ว ไม่เหมือนตอนนั้น จำได้ว่าร้องไห้ไปซักผ้าไป เพราะความเหนื่อยล้า อิจฉาเพื่อนวัยเดียวกัน พวกเขาไม่ต้องมาลำบากเลี้ยงหลาน แล้วยังต้องทำงานหาเงินเหมือนกันกับนาง ปากก็พร่ำบ่นไปเรื่อย กว่าจะรู้ว่าต้องสอนให้หลานสาวบอกเข้าห้องน้ำได้ เ้าขาก็เกือบ 5 ขวบแล้ว ก่อนหน้านั้นหลานสาวอึใส่แพมเพิสตลอด คราวนี้นางจึงเริ่มสอนหลินหลัน ฝึกนั่งกระโถนตอนเช้าทุกวัน แต่ยังไม่ได้ผลนักเพราะนางเอาแต่เล่น แต่มาวันนี้อย่าน้อยนางก็สามารถบอกได้แล้ว ถือว่าใช้ได้สำหรับเด็กไม่ถึงสามขวบ
กว่าจะได้ออกจากบ้าน กุ้ยเหมยก็แทบจะหมดแรงแล้ว หลังแต่งตัวเสร็จนางก็พาสามีกับลูกสาวมารออยู่หน้าบ้าน ไม่นานรถม้าก็เข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน อาเหลียงช่วยอุ้มจ้าวหนานกงขึ้นรถม้า พอนั่งเรียบร้อย นางก็ส่งหลินหลันให้เขา แล้วตัวเองก็ขึ้นตามไป จากนั้นก็แอบเอาเงินออกมาใส่ถุงเงินที่เริ่มเก่าแล้ว ไม่เหมาะสมกับเงินหลายตำลึงของนางเลย สงสัยสิ่งนี้ก็ต้องรวมอยู่ในรายการที่ต้องซื้อเพิ่มด้วยกระมัง