มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 138 ต่างมุ่งสู่อิ๋งซาน

    บทที่138ต่างมุ่งสู่อิ๋งซาน


            การเคลื่อนทัพใหญ่ภายใต้สภาวะที่ไร้สงครามหากจะมีคนไม่สนใจ เห็นทีจะมีแต่คนตาบอดแล้ว ฮุ่ยจวินมันมิใช่คนตาบอด เช่นนั้นมันจึงบังเกิดความสนใจอย่างยิ่งยวดแรกกลับแคว้นเว่ยชายหนุ่มคิดจะเดินทางไปยังสำนักกระบี่ไร้เงาเพื่อจัดการเรื่องราวภายในสำนักแต่กองกำลังที่เคลื่อนไปราวกับคลื่นมหาสมุทรตรงหน้าได้ทำให้มันเปลี่ยนความตั้งใจในทันที

             

            กองทัพอันเกรียงไกรของราชวงศ์แคว้นเว่ยเคลื่อนไปที่ใดมันก็จะไปที่นั่น

             

            เช่นนั้นทุกเป้าหมายของทุกผู้จึงล้วนอยู่ที่เมืองอิ๋งซาน!

             

            กองทัพนำหน้า ฮุ่ยจวินตามหลังตลอดรายทางที่ชายหนุ่มได้เห็นคือไร่นาพืชสวนของชาวบ้านล้วนถูกเหยียบย่ำจนแหลกเละเสียหายมิอาจเก็บเกี่ยวได้อีกรอยกรีบเท้าม้าที่ตะกรุยพืชผลเหล่านี้ราวกับได้เหยียบย่ำลงยังหัวใจของชาวบ้านทุกคนไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเหล่าทหารนอกคอกที่ประพฤติชั่ว อาศัยช่วงเวลาเคลื่อนทัพกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบชาวบ้านปล้นสะดมราวกับโจรละโมบ ลูกสาวชาวบ้านบางผู้ได้ถูกพวกมันย่ำยีเสมือนตกนรกทั้งเป็น ฮุ่ยจวินเห็นเหตุการณ์แล้วฮุ่ยจวินก็ลงมือแล้ว เพียงแต่นี่คือบางส่วนที่ตาของมันมองเห็นเท่านั้น กองกำลังที่มากมายเดินทางโอบล้อมตั้งแต่เหนือจรดใต้มันย่อมมองไม่เห็นทั้งหมดจึงไม่รู้ว่าที่อื่นจะประสบชะตากรรมเช่นไร และการปล่อยให้กองทัพกระทำชั่วได้ตามอำเภอใจเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความหละหลวมของกฎทหารและรวมถึงจิตใจของผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดในกฎนี้ด้วย

             

            หัวเป็นเช่นไรหางเป็นเช่นนั้น นี่คือสัจธรรมความเป็นจริงที่ยากลบเลือน หากหัวเอาจริงเอาจัง จะกล้ามีหางที่ออกนอกลู่นอกทางได้อย่างไรเว้นเสียแต่หัวเป็นผู้ถือหาง และเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ

             

            “นี่มันอะไรกัน!”

            หมัดของฮุ่ยจวินกำแน่นคนที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตาเช่นมันเมื่อเห็นภาพเหล่านี้ก็อดที่จะมีโทสะมิได้ นี่น่ะหรือลักษณะพลังอำนาจที่จักรพรรดิพระองค์ใหม่ต้องการนี่น่ะหรือคือสิ่งที่มันใช้ปกครองคน ใช้กำลังกดขี่คนอ่อนแอ ใช้ความกลัวสยบความกล้าใช้ความทุกข์ระกำเพื่อลดทอนความเข้มแข็ง เหล่านี้ในระยะยาวล้วนเกิดผลดีต่อตัวพวกมันทั้งสิ้นแต่อาณาประชาราษฎร์ในแคว้นเว่ยจะมิต่างจากการตกนรกทั้งเป็น!

             

            เสมอมาเรื่องราวทางการปกครองเหล่าผู้ท่องยุทธ์จะไม่ยุ่งเกี่ยว ทว่าคำที่ดูไร้ปัญญานี้ไม่มีในหัวของฮุ่ยจวินมาแต่ไหนแต่ไรแล้วมันเพียงยึดถือขนบธรรมเนียมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เว่ยซวงเฟยประพฤติชั่วต่ออาณาประชาราษฎร์เช่นนี้จักรพรรดิผู้นี้มันจะยังได้ดีได้อย่างไร

             

            “หากแม้นท่านปกครองแผ่นดินด้วยความผาสุขใยจะต้องกริ่งเกรงผู้ที่คิดชิงอำนาจ หรือท่านคิดว่าขุมพลังที่เกรียงไกรคือพลังแห่งทหารเท่านั้น…”

            ฮุ่ยจวินหยุดเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินผ่านทหารชุดเกราะนับสิบที่ล้มระเนระนาดเนื่องจากถูกเหล่าชาวบ้านดักซุ่มเล่นงานชาวบ้านเหล่านี้เป็นเพียงคนธรรมดาไร้ซึ่งพลังยุทธ์ ไร้ซึ่งระเบียบแบบแผนการรบ พวกมันเพียงอาศัยความโกรธที่ถูกเหล่าทหารชั่วบางผู้กระทำแล้วเปลี่ยนความโกรธเป็นความกล้ามุ่งเข้าเล่นงานเหล่าทหารกลุ่มนี้ ฮุ่ยจวินละสายตาจากภาพนั้นแล้วมองไปทางเบื้องหน้าที่กองทัพใหญ่เคลื่อนไปก่อนกล่าวต่อ

            “แล้วท่านจะได้รู้ว่าตนนั้นคิดผิด"

             

            ฮุ่ยจวินยังคงตัดสินใจติดตามขบวนกองทัพอย่างไม่ลดละมันเองก็อยากรู้ว่าคลื่นมหานทีอันโหดร้ายนี้จะไปจบลงที่ใด หรือหากว่าไม่มีจุดจบ บางทีมันอาจจะต้องลองว่ายทวนกระแสคลื่นอันถาโถมดูซักครา

             

            ฮุ่ยจวินติดตามจนมาถึงเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่งมันเห็นกองทัพใหญ่ได้เคลื่อนผ่านไปก่อนแล้ว ทว่ากลับมีทหารหลายสิบผู้ยังรั้งอยู่ และก็เป็นเช่นเดิมพวกมันหากไม่ขู่เข็ญขูดรีดเอาเสบียงจากชาวบ้าน พวกมันก็ล้วนชิงของมีค่าของชาวบ้านไปสิ้นซึ่งทหารชั่วเหล่านี้จึงมิรอดพ้นจากหนึ่งดรรชนีที่ราวกับกระบี่

             

            หนึ่งกระบี่ร่องธาราได้ผุดขึ้นในเมืองทหารชั่วก็ต้องทิ้งชีวิต นี่นับเป็นเหตุการณ์น้อยครั้งที่ฮุ่ยจวินจะสังหารคนอย่างไร้ปราณี!

             

            ทัพใหญ่ผ่านเมืองใดจะมีกำลังทหารรั้งท้ายที่ถูกทิ้งไว้เมืองนั้น และทหารเหล่านั้นก็ล้วนเงียบหายไปหมดสิ้นจึงเริ่มเกิดเป็นความสงสัยแก่เว่ยซวงเฟย มันเคลื่อนขบวนใหญ่มา จุดประสงค์หลักเพื่อกำจัดคนแลสำแดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์แต่จุดประสงค์แอบแฝงมิใช่ว่าจะไม่มี ภาษีราษฎรแม้จัดเก็บได้มหาศาลแต่ก็อยู่ภายใต้กรอบเวลาและจำนวนการจัดเก็บตามกฎแห่งแผ่นดินจึงมิอาจที่จะเรียกเก็บตามอำเภอใจหรือเวลาใดอย่างเปิดเผยได้ แต่หากเป็นวิธีการนี้ย่อมไม่มีใครสืบสาวเอาความมันได้และตอนนี้คนของมันที่สมรู้ร่วมคิดกันสมควรจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาแล้ว เหตุไฉนทหารของมันเหล่านั้นจึงไม่มาเสียที

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้น?"

             

            แม่ทัพใหญ่ที่ควบอาชาอยู่มิห่างก็กล่าวตอบ

            “กระหม่อมเองก็ไม่ทราบพะยะค่ะแต่เวลานี้ทหารพวกนั้นสมควรจะกลับมาแล้ว"

             

            “พวกเจ้าไปดู"

             

            พอเว่ยซวงเฟยตรัสออกมาสายลมแผ่วเบาสามสายก็พัดผ่านด้านข้างประทุนรถม้าทองคำอันโอ่อ่าไป สายลมสามสายก่อเกิดการพัดหวนจนม่านสีทองอันหรูหราบนหน้าต่างเลิกขึ้นเล็กน้อยแสดงถึงกำลังภายในอันสูงล้ำที่มิอาจมองข้าม

             

            ซึ่งเจ้าของสายลมสามสายที่พัดไปนี้ก็คือสามองครักษ์ฝีมือดีประจำกายเว่ยซวงเฟยนั่นเอง!

             

            เว่ยซวงเฟยได้รับการหนุนหลังจากคนของวิหารยุทธ์เช่นนั้นยอดฝีมือหลายผู้ที่ทำงานในวังหลวงของมันจึงมาจากวิหารยุทธ์แห่งนิกายเทวะวจนะไม่เว้นแม้แต่องครักษ์ทั้งสามนี้

             

            ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะยุทธ์ระดับใดแต่เมื่อดำรงตำแหน่งสำคัญข้างพระวรกายขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นได้ พวกมันย่อมไม่ธรรมดา!

             

            สายลมสามสายวูบไหวย้อนคืนเป้าหมายคือเมืองด้านหลังที่พวกมันพึ่งเคลื่อนขบวนผ่าน ใช้เวลาไม่นานก็บรรลุถึงเส้นทางที่เชื่อมสู่ประตูเมืองแต่พวกมันแทนที่จะเร่งรีบเข้าไป เป็นต้องหยุดยั้งฝีเท้าจ้องมองรถม้าที่ดูเรียบง่ายไม่หรูหราคันหนึ่งวิ่งสวนมา

             

            รถม้าคันนี้มีม้าสีขาวตัวพวงพีคู่หนึ่งลากจูงลักษณะม้าดูโดดเด่นแลรูปลักษณ์ตรงตามลักษณะม้าดี ทว่าตัวเทียมเกวียนที่ลากจูงดูธรรมดาขัดแย้งกับตัวม้ามากนักแต่ไม่ว่าตัวม้าหรือเทียมเกวียนจะขัดแย้งกันเพียงไหน ก็หาได้น่าสนใจเท่าผู้ที่นั่งอยู่ภายในรถม้าได้เพียงมองผ่านม่านมู่ลี่ที่ทำจากผ้าผืนบางของช่องหน้าต่าง เห็นเงาร่างของสตรีนางหนึ่งที่นั่งหลังตรงโดยมิจำเป็นต้องเข้าไปนั่งพินิจมองที่ด้านใน ทั้งสามก็สัมผัสได้ถึงรัศมีความงามที่มิอาจปิดมิด

             

            สามองครักษ์นับแต่อาศัยอยู่ที่นี่พวกมันอยากได้อะไรก็สมมาตรปรารถนาทุกใจหวัง ทรัพย์สินเงินทอง สตรีงาม พลังอำนาจ จักรพรรดิแห่งแคว้นเว่ยล้วนให้พวกมันได้ทั้งสิ้นเช่นนั้นพวกมันจึงบังเกิดความเหิมเกริมและมีจิตใจที่ละโมบชั่วช้า เห็นสตรีสะคราญโฉมมาคนเดียวเช่นนี้พวกมันจะปล่อยผ่านได้เช่นไรหลังจากสมมาตรปรารถนา พวกมันค่อยไปปฏิบัติภารกิจที่รับมอบก็ยังได้

             

            “เมืองชนบทเช่นนี้กลับมีธิดาเซียนมาจุติช่างไม่เหมาะสมยิ่งนัก"

             

            “แม่นางเมืองเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมกับคุณหนูเช่นท่าน หากท่านอยากมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้มีเทียมเกวียนที่สมม้า มีสามีที่สมตน ท่านก็ติดตามข้าไปเถิด”

             

            “ติดตามข้าท่านจะได้ทุกอย่าง หรือหากเลือกไม่ได้ว่าจะติดตามใคร จะติดตามพวกข้าทั้งสามคน พวกข้าก็ไม่ขัด"

             

            “ฮ่าฮ่าฮ่ากล่าวได้ดี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นี่จึงนับเป็นสหายที่แท้จริง.. ว่าอย่างไรล่ะแม่นาง ท่านจะติดตามพวกข้าไปหรือไม่"

             

            สตรีภายในรถม้ายังคงนิ่งเงียบสามองครักษ์คิดว่านางคงกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นพร่าทำอะไรไม่ถูก พวกมันก็ยิ่งได้ใจ

            “หากยังคงอ้ำอึ้งเห็นทีพวกข้าทั้งสามจะต้องขึ้นไปเอาคำตอบจากท่านภายในรถม้าแล้ว”

             

            วาจาเพียงกล่าวจบสายลมสามสายก็พริ้วแผ่วไปถึงหน้าเทียมเกวียน พอผลักเปิดประตูเข้าสู่ภายใน เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดามาจุติทั้งสามก็ต่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างพร้อมเพรียง ตลอดเวลาที่อยู่วังหลวงแคว้นเว่ย ได้เชยชมสตรีมามากมายนับมิถ้วนแต่พวกมันก็ยังมิเคยเจอสตรีที่งามล่มเมืองเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อได้เห็นยิ่งยากจะอดใจไหว

             

            “ให้ข้าก่อน"

             

            “ข้าเป็นคนเห็นก่อน"

             

            “ข้าเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด"

             

            ขณะที่สามองครักษ์กำลังเกิดการถกเถียงน้ำเสียงอันเย็นชาภายใต้ใบหน้าที่เย็นเยียบราวกับหยกสลักก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

            “พวกเจ้าไม่ต้องแย่งกันดินแดนแห่งปรโลกนั้นมิเคยเว้นเวลาให้ใคร”

             

            เพียงน้ำเสียงที่เปล่งออกสามองครักษ์ที่ทะนงตนว่าฝีมือดีไม่เป็นสองในแคว้นเว่ยถึงกับชะงักแข็งค้าง ถึงตรงนี้พวกมันค่อยสัมผัสได้ถึงพลังที่ครุคลั่งภายในรถม้าคันนี้แรกเริ่มพวกมันมิอาจรับรู้ถึงพลัง พวกมันจึงมองว่านางคงเป็นเพียงคุณหนูบุตรีของพ่อค้าภายในเมืองชนบทแห่งนี้มาถึงตรงนี้พวกมันค่อยรู้ตนว่าคิดผิด ที่พวกมันสัมผัสพลังของสตรีนางนี้ไม่ได้มิใช่เพราะนางไม่มีพลังแต่นั่นเป็นเพราะนางมีพลังเหนือกว่าพวกมันอย่างมากต่างหาก!

             

            สตรีที่ดูอายุเยาว์เช่นนี้จะมีพลังขนาดนั้นได้อย่างไร!

             

            พวกมันเสวยสุขอยู่ในวังหลวงแคว้นเว่ยมานานจึงไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตาของผู้คนแต่ทว่าเรื่องราวของผู้คนบนผืนปฐพีมิใช่ว่าพวกมันจะไม่รับรู้ โดยเฉพาะข่าวคราวที่โด่งดังในช่วงห้าปีผ่านของนิกายเทวะวจนะ

             

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แผ่นหลังก็บังเกิดเหงื่อเย็นเยียบยังมิทันให้พวกมันได้ทิ้งตัวขอประทานโทษ แสงสว่างเจิดจ้าที่ราวกับทอดมาจากฟากฟ้าก็ปรากฏแสงนี้เหมือนกับแสงแห่งแดนสุขาวดี มีกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์กำจาย ทว่าพวกมันทั้งสามหาได้รู้สึกถึงแดนสุขาวดีไม่ตรงหน้าของพวกมันมีเพียงประตูสู่แดนปรโลกที่รออยู่

             

            มุทราเทพสำแดงอานุภาพแสงสังหารแห่งวจนะยังคงไร้ปราณี!

             

            หรือจะกล่าวให้ถูกคนชั่วช้าต่ำทรามเช่นนี้ ไม่สมควรจะได้รับความเมตตาแลปราณีจากใคร พวกมันคงทำเลวมามากผู้คนมิอาจมองเห็น แต่นั่นมิได้หมายว่าฟ้าจะมองไม่เห็น พวกมันจึงได้รับผลกรรมอย่างทันตา

             

            ประตูรถม้าถูกปิดลงมือขาวผ่องเพียงโบกสะบัดเล็กน้อย อาชาคู่ชั้นดีสองตัวก็เยื้อย่างออกโดยไร้ผู้ควบคุมบังเหียนพวกมันวิ่งไปตามเส้นทางที่มีรอยกรีบเท้าม้าตะกรุยกระจุยกระจาย ติดตามขบวนกองทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านสามสายที่ปลิวหายไปพร้อมกับสายลม

             

            รถม้ายังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆไม่มีหยุด นางรู้สึกว่าหากติดตามกองทัพทหารนี้ไป นางอาจพบคนผู้นั้น

     

            หลายผู้มีจุดหมายที่เมืองอิ๋งซานแม้แต่แสงสังหารแห่งวจนะก็ยังไปที่เมืองอิ๋งซาน!