Secret of Justice รัฐคลั่ง คนอำมหิต

    II ตอนที่ 19 คลื่นกระเพื่อม

    เมื่อสื่อเริ่มเคลื่อนไหว  ข่าวก็เล่นราวกับเป็นไฟลามทุ่ง  ทุกสื่อรายงานและตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการทหารตัวนี้พร้อมกัน  แยมและนักวิชาการ  เริ่มตั้งคำถามและยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการจักซื้ออุปกรณ์ชิ้นนี้กับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยหน่วยงานที่จัดซื้ออุปกรณ์ชิ้นนี้ จัดซื้อในชื่อ GT2  เป็นอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด  รูปร่างคล้ายกระบอกที่มีเสาอากาศ  เริ่มมีการใช้งานในพื้นที่ทางใต้ของประเทศ  เมืองทางใต้ของประเทศมีการใช้ทหารควบคุมอย่างเข้มข้น  เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบทางใต้ของประเทศ นั้นเป็นเหตุผลในการซื้ออุปกรณ์ชิ้นนี้  แต่เมื่อมีข้อมูลหลุดออกมาทำให้มีการตรวจสอบอุปกรณ์ชิ้นนี้ใหม่อีกครั้ง

    เมื่อผบช.เดินทางกลับมาที่บ้าน  ก็มีแขกมารอเขาแล้ว  เมื่อเขาเข้าไปก็เจอกับทหารยศพลตรีคนหนึ่งกำลังนั่งรอเขาอยู่  โวยมีภรรยาของเขาคอยดูแลนำอาหารว่างและเครื่องดื่มมารับรอง  ผบช.เดินเข้าไปทักทายพลตรีมาเขาจะสุภาพกับพลตรีคนนี้แต่ไม่ได้มีท่าทีรู้สึกด้อยกว่าอีกฝ่าย  เมื่อพลตรีเห็นผบช.เขาก็เข้าเรื่องทันที  

    " ผบช.คุณรู้เรื่องอุปกรณ์ตรวจระเบิดรึยัง   " พลตรีพูด

    " พลตรีอเนก  ถ้าพวกตอบว่าไม่คุณก็คงไม่เชื่อผมอยู่แล้ว คุณต้องการอะไรพูดมาเลย ผมไม่อยากกินอาหารตอนเย็นช้า " ผบช.พูด

    " เรามีปฎิบัติการเก็บกู้ข้อมูลแต่ล้มเหลว  แล้วตอนนี้เรื่องมาก็บานปลายมากกว่าที่จะควบคุมได้ " พลตรีพูด  แต่ผบช.ดื่มนํ้าขิงอย่างสบายใจ

    " แล้วคุณอยากให้ผมช่วยอะไร  เรื่องมันใหญ่เกินกว่าจะปิดได้ว่า " ผบช.

    " ท่านอยากรู้ว่าทำไมเรื่องมันถึงบานปลาย " พลตรีพูด

    " งั้นคุณก็คงยุ่งมากแน่ๆ  น่าเสียดายกำลังจะชวนคุณทานอาหารเย็นด้วยกันซะหน่อย " ผบช.พูด

    " ...เอาล่ะ  ท่านฟากผมมาบอกว่าในอีก3-4ปี ข้างหน้าอาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีก  ถ้าคุณไม่อยากตกรถก็ควรจะรู้ว่าควรทำอะไร  " พลตรีอเนกพูดก่อนจะจากไป

    เมื่อผบช.เห็นพลตรีอเนกออกจากบ้านของตน  เขาก็รู้สึกอดโล่งใจไม่ได้  นี้ไม่ใช่่เรื่องง่ายเลยสำหรับเขา  สำหรับเขาที่ก้าวเข้ามาในเกมของอำนาจนี้  เขารู้ดีวาถ้าตัวเขาหมดประโยชน์ก็จะถูกเขี่ยทิ้งทันที  แล้วเรื่องอุปกรณ์การทหารนี้ก็เสี่ยงดวงกับเขาเหมือนกัน เพราะมันอาจทำให้เขามีปัญหากับฝั่งทหารบกได้  โชคยังดีที่ปฎิบัติเก็บกู้ทหารไม่ได้ขอความร่วมมือกับเขา  แม้ตอนนี้คดีฆ่ากลุ่มผู้ประท้วงก็เป็นประเด็นที่ถูกจับต้อง  การมีเรื่องอื่นมาดึงความสนใจออกจากคดีฆ่าผู้ประท้วงบ้างมันก็พอทำให้เขาพอหายใจหายคอได้บ้าง  

    แสงและหมอกที่รู้ข่าวอุปกรณ์ตรวจระเบิดเขารู้ทันที ว่านี้คือเรื่องที่เจ้าหน้ากากเตือนพวกเขาว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  ตัวแสงจะติดต่อไปหานักวิชาการคนที่ได้ข้อมูลอุปกรณ์ตัวนี้ส่วนหมอก  แสงให้เขาไปติดต่อหาสส.กร  บางทีสส.กรอาจจะพอรู้เรื่องอะไรพวกนี้บ้างก็ได้  แสงติดต่อไปหาชาติอีกครั้ง  เขาอยากรู้ว่าพอจะติดตามนักวิชาการคนนี้ไปทางไหนบ้าง  เนื่องจากในปัจจุบันข่าวที่ออกยังไม่ได้เปิดเผยชื่อของนักวิชาการคนนี้  หมอกติดต่อไปทางคุณหงส์ ภรรยาของสส.กร  เนื่องจากแสงและหมอกเป็นคนที่ช่วยเธอออกมาจากโรงงานร้าง ทำให้พวกเขาทั้งสองสามีภรรยาค่อนข้างต้อนรับ 2 ลุงหลานคู่นี้อยู่แล้ว  เมื่อหมอกมาถึงบ้านสส.กร  หมอกก็เข้าเรื่องทันที  เขาบอกถึงเรื่องที่เจ้าหน้ากากว่าเขาได้คำเตือนจากเจ้าหน้ากากว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น  แล้วเขากับลุงคิดว่าเรื่องอุปกรณ์ตรวจระเบิดที่กำลังเป็นประเด็นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าหน้ากากเตือน  สส.กรและภรรยาพวกเขาค่อนข้างอ่อนไหวต่อเรื่องโรงงานร้าง  พวกเขาเลยให้ความสำคัญต่อข่าวนี้มาก  เพียงแต่หลังจากที่สส.กรเห็นด้วยต่อการตั้งกรรมกรตรวจสอบการสังหารกลุ่มผู้ประท้วงเขาก็ถูกกันออกจากงานในพรรค   แม้แต่เรื่องของเครื่องตรวจระเบิดเขาก็ไม่มีข้อมูลมากนัก  สส.กรบอกว่าเขาจะลองหาทางหาข้อมูลมาให้  หมอกขอบคุณทั้ง2สามีภรรยาก่อนจะขอตัวกลับ  ส่วนแสงในที่สุดเขาก็ได้ข้อมูลจากชาติ  นักวิชาคนนี้คือ นาย วินัย จรรย์อมล เขาเป็นคนรู้จักของบก. สำนักพิมพ์ ฐานิฏฐ์  ปัจจุบันโสดอาศัยอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย  เขาเป็นนักวิชาการวิทยาศาสตร์ สาขา ชีวโมเลกุล บางทีตอนนี้คนจากหน่วยงานรัฐอาจเข้าถึงตัวเขาแล้วก็ได้

    วันรุ่งขึ้นแสงไปที่มหาวิทยาลัยที่ อาจารย์วินัยสอนด้วยตัวคนเดียว  จากข้อมูลของชาติไม่ได้มีรายละเอียดจนรู้ตารางสอนของนักวิชาการคนนี้  เอาเถอะถ้ารู้ขนาดนั้นแม้แต่แสงคงต้องกลัวชาติไว้บ้างแล้ว  แสงใช้เวลาอยู่นานในการตามหาอาจารย์วินัย  บางครั้งก็ถามนักศึกษา  บางครั้งก็ถามหาจากอาจารย์หรือรปภ. ไม่ก็แม่บ้าน จากการถามทำให้แสงรู้ว่าวันนี้มีคนมาถาหาอาจารย์  วินัยคนอื่นอีกนอกจากเขา  จากการเดินรอบๆมหาลัยทำให้เขารู้ว่ามีกลุ่มนักข่าวที่พยายามตามหาอาจารย์วินัยด้วยเหมือนกัน  แสงเลยเข้าไปร่วมกลุ่มกับนักข่าวด้วย  แสงและนักข่าวคนอื่นๆใช่เวลากว่าครึ่งวัน  กว่าจะหาตัวอาจารย์วินัยได้  กลุ่มนักข่าวและรอบอาจารย์วินัยสอนจนเสร็จ  เขาก็เริ่มให้สัมภาษณ์กับนักข่าว  รวมถึงเปิดเผยข้อมูลที่เขามีอยู่ด้วย  อาจารย์วินัยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า  เขาได้ทำเรื่องขอหน่วยงานให้ส่งตัวอุปกรณ์เพื่อนำมาตรวจสอบ  และเขาจะได้รับอุปกรณ์ในสัปดาห์หน้า  เมื่อเขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเสร็จ  แสงก็ใช้จังหวะเวลาที่เหลืออยู่เข้าไปคุยกับอาจารย์ วินัย แสงไม่ได้อธิบายอะไรทั้งหมดให้อาจารย์วินัยฟังทั้งหมด  แต่เขาบอกกับอีกฝ่ายว่าเขาเป็นคนของสส.กร  เนื่องจากสส.กรสนใจในเรื่องที่เกิดขึ้น  ของให้เบอร์ติดต่อแก่อาจารย์วินัย  ร่วมถึงให้เบอร์ติดต่อของสส.กรให้แก่อาจารย์วินัยไว้ด้วย  เขาให้เหตุผลกับอาจารย์วินัยว่า  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทหารซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคง  ไม่ช้าก็เร็วหน่วยงานทหารอาจส่งคนมาเพื่อเจรจาหรือคุกคาม  หากมีปัญหาก็ให้ติดต่อเขาได้  และแสงก็บอกแก่อาจารย์วินัยว่าหากได้ตัวอย่างตัวอุปกรณ์  เขาอยากมาดูอุปกรณ์ชิ้นนี้ด้วยคน  แม้อาจารย์วินัยจะรับเบอร์ติดต่อไว้  แต่แสงก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะเชื่อใจเขามากแค่ไหน  แถมเขาใช่เชื่อของสส.ในการเข้าหาซะด้วย  สำหรับคนธรรมดาแล้วการที่ถูกคนของนักการเมืองเข้าหาในช่วงปกติที่ไม่ใช่ช่วงเลือกตั้งนั้นไม่ใช้สัญญาณที่ดี  แต่มันก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดแล้วเท่าที่แสงจะคิดออก  แสงจากลาอาจารย์วินัยด้วยดี  เขายังดีมองหาจุดร่วมระหว่างเขากับเหตุการณ์นี้ไม่ออก  เขาไม่รู้ว่าเจ้าหน้ากากต้องการอะไรจากพวกเขา  แต่ดูจากการกระทำครั้งก่อนของเจ้าหน้ากาก  อุปกรณ์ตัวนี้คงมีปัญหาบางอย่าง อาจจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกว่า  จริงอยู่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง  แต่เรื่องแบบนี้มีตั้งหลายหน่วยงานของรัฐที่ทำ  ทำไมต้องมาจับตาดูโครงการจัดซื้อโครงการนี้  แสงนั้นอยากนั่งดื่มเบียร์สักแก้ว  หลังจากเหตุการณ์สังหารกลุ่มผู้ประท้วง  ก็มีเหตุการณ์วุ่นวายต่อมาเกิดขึ้นเรื่อยๆ  ให้ตายเถอะพักหลังนี้เขาไม่ได้้เปิดร้านอาหารติดต่อกันเลย  แบบนี้ลูกค้าจะเพิ่มได้ยังไง เฮ้อ  แสงได้แต่ถอนหายใจ


    มุมมองนักเขียน

    เอาละครับ  นี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่ถ้าคุณรู้  คุณแถมจะพูดเป็นเสีงเดียวกันว่ามีหนึ่งในเหตุการณ์ที่เราเสียค่าโอกาส(โง่)มากที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้  และดูเหมือนยังมีผลทางคดีที่ยังไม่จบมาถึงปัจจุบัน  อย่างไรก็ตามในสมัยตอนก่อเหตุนั้นนักเขียนยังเป็นเด็กแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย  ในตอนแรกที่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวอุปกรณ์หรือวิธีการใช้  นักเขียนยังคิดว่ามันใช้ได้จริงซะอีก  พึ่งมารูตอนโตขึ้นมาอีกหน่อยหลังจากนั้น  หวังว่าผู้อ่านจะได้นึกถึงวันวานในความวุ่นวายในตอนนั้นกันอีกครั้ง  ขอให้สนุกนะครับ  หากมีการเจอคำเขียนผิดจะมีการทยอยแก้ไขให้  สามารถพิมพ์บอกแก้คำผิดนักเขียนได้นะครับ