ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    แย่งชิงไผ่อสนีบรรจบ

            พริบตาที่มั่วซูพุ่งออกไปกระทิงอสนีเองก็เคลื่อนใหวเช่นกัน ทั่วร่างของกระทิงอสนีระเบิดพลังสายฟ้าที่รุนแรงและพุ่งออกไป มั่วซูตื่นตระหนกและฟาดขวานใหญ่ไปข้างหน้าทันที

            “ตูม!!!!!!!!”

            ขวานใหญ่และเขาของกระทิงอสนีเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงแต่พริบตานั้นร่างของมั่วซูก็กระเด็นออกไปเข้าปะทะกับต้นไม้อย่างจัง ต้นไม้ถึงกับหักลงถึงสามต้นกว่าร่างของมั่วซูจะหยุดลง

            “อัก!!!!!!!!!”

            มั่วซูกระอักเลือดออกมาเป็นสายทันที การโจมตีเมื่อครู่นั้นรุนแรงอย่างมากจนแม้แต่ร่างกายที่แข็งแกร่งของเผ่าอสูรกระทิงยังไม่สามารถต้านรับเอาไว้ได้

            “การโจมตีนั่นถ้าข้าโดนจบไม่จบแค่ได้รับบาดเจ็บแน่” เหล่ยเฟิงและจั่วหยานถึงกับหลั่งเหงื่อ ถ้าร่างกายของเผ่าครึ่งอสูรไม่แข็งแกร่งมั่วซูคงไม่รอดอย่างแน่นอน

            “ร่วมมือกันสังหารมัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะต้านทานการโจมตีของพวกเราทั้งหมดได้” หยางเซิ่นคำรามออกมา

            “โจมตีมันเร็วเข้า”

            หลายคนระเบิดพลังโจมตีสูงสุดของตนออกมาและโจมตีออกไปทันที กระอสนีคำรามออกมาด้วยความโกรธ ถ้าเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวหรือสามต่อหนึ่งมันยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถสังหารศัตรูได้แต่ว่าเมื่ออีกฝ่ายรวมพลังกันโจมตีต่อให้เป็นมันก็ยังไม่สามารถต่อสู้ใหว

            “เปรี้ยง!!!!!!!!!!!”

            ในตอนนั้นเองสายฟ้าที่รุนแรงผ่าลงมาทันทีกระทิงอสนีไม่รอช้าใช้ความสามารถของมันเหนียวทำสายฟ้าพุ่งตรงไปยังพวกเหล่ยเฟิงทันที

            “โม่หยูสร้างรอยแยกมิติเร็วเข้า!!!!!!!” เหล่ยเฟิงคำรามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            โม่หยูไม่รอช้าปลดปล่อยพลังเวทย์ทั้งหมดสร้างรอยแยกมิติทันที ถึงแม้โม่หยูจะเป็นอัจฉริยะในด้านพลังมิติแต่ด้วยระดับพลังเพียงแค่ขุนพลจึงไม่สามารถสำแดงพลังมิติได้มากนักและทุกครั้งที่สร้างรอยแยกมิติก็จำเป็นต้องใช้พลังเวทย์ที่มหาศาลอย่างมาก

            “ตูม!!!!!!!!!!”

            สายฟ้าที่รุนแรงพุ่งเข้าสู่รอยแยกมิติทันที แต่ถึงอย่างงั้นรอยแยกมิติของโม่หยูก็ไม่สามารถคงเอาไว้ได้นานเพราะพลังการโจมตีนี้รุนแรงเกินไป

            “ตูม!!!!!!!!!!!”

            รอยแยกมิติปิดสนิทพร้อมกับร่างของโม่หยูกระเด็นออกไปทันที ทั้งร่างของโม่หยูปรากฎแผลขนาดใหญ่ที่ถูกสายฟ้าโจมตี

            “บัดซบทำไมมันถึงทรงพลังขนาดนี้ แบบนี้มีหวังพวกเราได้ตายกันหมดแน่” กู่หลางกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            “เจ้ากระทิงนั่นมันฉลาดอย่างมากมันกลับไปอยู่ใกล้ๆไผ่อสนีและคอยเหนี่ยวนำการโจมตีของสายฟ้ามาทางพวกเรา” หมิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “แล้วเราจะเอายังไงต่อจะถอยงั้นเหรอ” หยางเซิ่นกล่าว

            “ผสานกลังกัน ปลดปล่อยการโจมตีพร้อมกันทันที ถ้าไม่ได้ผลข้าก็ขอถอนตัวแล้วละ” หมิงเย่กล่าว

            “ดีถ้างั้นมาเริ่มกันเลย” เหล่ยเฟิงคำราม

            พริบตาคนที่เหลือต่างก็ระเบิดพลังสูงสุดออกมาและโจมตีออกไปพร้อมๆกัน พายุพลังเวทย์ที่รุนแรงทำให้กระทิงอสนีร้องโหยหวนทันที การโจมตีนี้เทียบได้กับระดับจอมพลเลยก็ว่าได้ ด้วยพลังของอัจฉริยะทั้งหมดทำให้กระทิงอสนีหมดสภาพในที่สุด

            “ยอดเยี่ยมในที่สุดมันก็ตายสักที” หยางเซิ่นกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            “หึ หึ ขอบคุณทุกคนมากที่ช่วยเหลือพวกเขาในวันนี้” ในตอนนั้นเองร่างของเหล่ยเฟิงก็เคลื่อนใหวพร้อมกับตรงไปยังต้นไผ่อสนีทันที

            “เจ้ากล้า!!!!!!!!!!” พวกจั่วหยานนำธนูออกมาและปลดปล่อยศรวายุออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “รีบคุ้มกันเหล่ยเฟิงเร็วเข้า” โม่หยูคำรามออกมา

            “คิดจะใช้ประโยชน์ในสถานการณ์ที่วุ่นวายงั้นเหรอน่าขัน” ในตอนนั้นเองเหม่ยเหลียนก็ยิ้มออกมาเสียงของนางนั้นดังก้องกังวานทำให้สติของเหล่ยเฟิงถึงกับสั่นใหว นี่คือความต่างของมายาลวงตา เหม่ยเหลียนนั้นฝึกฝนในด้านการสร้างภาพลวงตาเพื่อให้ผู้คนตกลงไปในภาพลวงตา เหล่ยเฟิงในตอนนี้จิตใจถูกภาพลวงตาโจมตีทันทีทำให้หยุดชะงัก

            “คิดว่าแค่นี้จะหยุดข้าได้” เหล่ยเฟิงคำรามออกมาด้วยความบ้าคลั่งพลังอสนีระเบิดออกมาอย่างรุนแรงทำให้สามารถทำลายภาพลวงตาลงได้

            “ตายซะ” ในพริบตานั้นเองกู่หลางและหยางเซิ่นก็ปรากฎอยู่ที่ด้านหลังของเหล่ยเฟิงพร้อมกับปลดปล่อยการโจมตีออกไปทันที

            “บัดซบ!!!!!!!!!”

            เหล่ยเฟิงระเบิดพลังโจมตีสวนกลับไปทันที ร่างของทั้งสามแยกออกจากกันแต่พวกหยางเซิ่นกลับไม่เป็นอะไรแต่เหล่ยเฟิงกลับได้รับบาดเจ็บทันที

            “เหม่ยเหลียนเจ้าจำเรื่องในวันนี้เอาไว้เลย” เหล่ยเฟิงคำรามก่อนจะถอยออกไปและไม่ได้เข้าไปยุ่งกับต้นไผ่อสนีอีก ด้วยการที่จะเก็บต้นไผ่อสนีต่อหน้าคนพวกนี้มันไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว

            “ถ้าไม่มีเหม่ยเหลียนเข้ามาขัดละก็แผนของข้าคงสำเร็จไปแล้ว” เหล่ยเฟิงคำรามด้วยความโกรธ

            “เอาละต่อไปก็เหลือแค่พวกเราแล้ว” หยางเซิ่นมองไปยังพวกหมิงเย่

            “ดูท่าสุดท้ายก็เหลือแค่พวกเราจริงๆ” หมิงเย่กล่าวพร้อมกับดวงตาเปล่งประกาย

            พริบตานั้นเองร่างของหมิงเย่ก็ปรากฏพลังเวทย์วายุและอสนีพร้อมๆกัน เห็นได้ชัดว่าหมิงเย่เองก็เป็นจอมเวทย์ที่มีพลังเวทย์คู่

            “วายุอสนีงั้นเหรอ” เหล่ยตงถึงกับตื่นตระหนก

            การผสานธาตุของวายุอสนีนั้นมีจุดเด่นคือเคลื่อนใหวได้รวดเร็วอย่างมากและทุกการโจมตียังรุนแรงอย่างถึงที่สุดเรียกได้ว่าถ้าระดับพลังเท่ากันผู้ใช้พลังอสนีอย่างเหล่ยเฟิงกับหมิงเย่ปะทะกันผลที่ออกมาหมิงเย่ย่อมชนะ

            “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเก็บความลับนี้เอาไว้ตลอด” กู่หลางกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน

            แม้แต่จั่วหยานและฉื่อเล่อยังแสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาเห็นได้ชัดว่าทั้งสองก็พึ่งรู้ความลับนี้

            “เอาละตอนนี้มั่วซูก็หมดสติไปแล้วจึงเหลือแค่พวกเจ้าเพราะงั้นพวกเราเผ่าภูติย่อมไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอีกต่อไป” หมิงเย่กล่าว

            “ดี ถ้างั้นก็เข้ามา” หยางเซิ่นคำรามออกมาด้วยความโกรธ

            ต้าหมิงที่ยืนอยู่ใกลๆและมองผ่านสายตาของลวี่น้อยปักษาสี่ปีกก็ยกยิ้มออกมา ต้าหมิงมองไปยังพวกเหล่ยเฟิงเห็นได้ชัดว่าพวกนั้นยังไม่ยอมแพ้และรอโอกาสอยู่แต่ต้าหมิงจะปล่อยให้พวกนั้นมีโอกาสได้อย่างไร

            “เอาละสายฟ้าคลั่งถึงเวลาของเจ้าแล้ว” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับยกยิ้มออกมา

            อสูรสายฟ้าคลั่งย่อขนาดลงก่อนจะมีรูปร่างเหมือนลูกราชสีห์ตัวน้อย อสูรสายฟ้าคลั่งพุ่งออกไปด้วยความเร็วทันที

            “เอาละพวกเราก็เตรียมพร้อมได้แล้ว ในตอนที่พวกเหล่ยเฟิงใช้กลยุทธ์ส่งการโจมตีข้ามมิติทำให้ข้าประทับใจไม่น้อยถ้าไม่ใช่เพราะโม่หยูอ่อนแอเกินไปการแผนนั่นคงจะสำเร็จไปแล้ว” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับเรียกอสูรกลืนกินมิติออกมา

            “หรือว่าเจ้าคิดจะทำแบบพวกนั้นจริงๆ” จ้าวหลานกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

            “แน่นอนแต่ว่าการควบคุมพลังมิติของสัตว์เวทของข้าดีกว่าโม่หยูหลายขุม” ต้าหมิงกล่าว

            เมื่อได้เห็นความมั่นใจของต้าหมิงพวกนางก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นและเตรียมตัวปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดทันที

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน