Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 92 พิธีล้างบาป ภัยคุกคามจากภายนอก

            เมื่อค่อยๆก้มมองลงไป

            สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือแววตาอันเร่าร้อนไม่เว้นแม้แต่จระเข้จักรพรรดิผู้เย็นชาอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะพรรณนา

            “เจ้าตัวน้อยพวกนี้...”

            อวี๋จื่ออวี๋ทอดถอนใจในใจก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า

            “ยามนี้พวกเจ้าแต่ละตัวต่างก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้ากันหมดแล้วข้าไม่สามารถเป็นร่มไม้คุ้มภัยให้พวกเจ้าได้ตลอดไป”

            ถ้อยคำนั้นแผ่วเบาทว่ากลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของเหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์จนทำให้พวกมันถึงกับใจสั่นสะท้าน

            “นายท่าน...”

            ปีศาจกระทิงที่ดูเหมือนจะรับรู้ความนัยบางอย่างค่อยๆ พยุงร่างขึ้นและเอ่ยเสียงหนัก

            กิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋สั่นไหวเล็กน้อยเขามองไปยังปีศาจกระทิงด้วยสายตาล้ำลึก ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

            “พลังวิญญาณฟื้นคืน สรรพสิ่งตื่นจากการหลับใหลโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างงดงามในทุกชั่วขณะ”

            “และพวกเจ้าในฐานะผู้นำแห่งยุคสมัยไม่ควรถูกกักขังอยู่ในสถานที่เพียงแห่งเดียว”

            “ดังนั้น ข้าจะมอบทางเลือกให้แก่พวกเจ้า พร้อมทั้งประทานพรให้ด้วย”

            สิ้นเสียงกิ่งก้านนับไม่ถ้วนของอวี๋จื่ออวี๋ก็ไหวระริกก่อนจะโปรยปรายละอองสีเขียวมรกตลงมาดุจสายฝน

            “ครืน!”

            ในชั่วพริบตารูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้างเหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ต่างพากันคำรามต่ำด้วยความตื่นเต้น

            ส่วนมนุษย์ทั้งสามที่นำโดยชิงกังต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

            เพราะในวินาทีนี้พวกเขารู้สึกได้ว่าพันธนาการแห่งขีดจำกัดเริ่มปริแตกพลังชีวิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู

            “ให้ตายเถอะ วิธีการของท่านเทพต้นไม้ช่างเหนือชั้นเกินจินตนาการจริงๆ”

            เมื่อมองดูละอองแสงสีเขียวที่พรั่งพรูลงมาชิงกังก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด

            พิธีล้างบาปอันยิ่งใหญ่เช่นนี้เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ทั่วไปมากนัก

            “เห็นด้วย...”

            เหลิ่งเฟิงพยักหน้าเห็นพ้องพลางสำรวจความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตน

            ทันทีที่ละอองแสงเหล่านั้นสัมผัสผิวหนังมันก็หลอมรวมเข้าสู่ภายในร่างกายทันที แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ซึมลึกถึงจิตวิญญาณ

            ในขณะเดียวกันพลังวิญญาณก็เริ่มเดือดพล่านอย่างช้าๆและทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            ทว่าสิ่งนี้กลับไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

            ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้สึกว่าร่างกายกำลังส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ราวกับได้รับการเกิดใหม่มันเป็นความรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

             [ความสามารถ: สายฝนแห่งชีวิต -การนำน้ำบำรุงชีวิตมาประยุกต์ใช้ในอีกรูปแบบหนึ่งสามารถเร่งกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตพร้อมทั้งกระตุ้นพลังชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของร่างกาย]

            อวี๋จื่ออวี๋มองดูสัตว์อสูรกลายพันธุ์แต่ละตัวที่แสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มภายใต้สายฝนเขาก็ลอบยิ้มอยู่ในใจ

            แม้ว่าวิธีการนี้จะมีพื้นฐานมาจากน้ำบำรุงชีวิตทว่าสัมผัสที่ได้รับกลับนุ่มนวลและอ่อนโยนกว่ามาก

            และในยามนี้เมื่อผสานเข้ากับพลังแห่งการสร้างภาพหลอนมันจะก่อให้เกิดความสุขสำราญทั้งทางกายและใจในระยะเวลาสั้นๆ

            จนถึงขั้นที่อาจก่อให้เกิดความผูกพันทางจิตวิญญาณขึ้นได้

            ดุจน้ำศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของศาสนจักร...นำพาพรของพระเจ้ามาสถิตเพื่อชำระล้างดวงวิญญาณ

            ทว่าหากมีคนจากศาสนจักรตะวันตกมาเห็นวิธีการของอวี๋จื่ออวี๋เข้าพวกเขาคงอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง

            และในแง่นี้อวี๋จื่ออวี๋เองก็ตั้งใจจะหยิบยืมวิธีการ ‘กล่อมเกลา’ของศาสนจักรตะวันตกมาใช้

            แม้เขาจะตั้งใจปล่อยสัตว์อสูรกลายพันธุ์บางส่วนออกไปสู่โลกภายนอก

            แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไร้ซึ่งวิธีการควบคุม

            หากจะกล่าวว่าน้ำบำรุงชีวิตในอดีตเป็นเพียงโอสถทิพย์ที่ช่วยเร่งการวิวัฒนาการ

            ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ตั้งใจจะทำให้เหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์เกิดความ‘เสพติด’ และต้องพึ่งพิงน้ำบำรุงชีวิตนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

            ด้วยกลยุทธ์เหล่านั้นสายฝนแห่งชีวิตก็คือผลึกความคิดที่อวี๋จื่ออวี๋กลั่นกรองออกมา

            “ข้าไม่ชอบคำว่า ‘ทาส’ แต่คำว่า‘ความยึดติด’ นั้น ข้าว่ามันเข้าท่าดี”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มบางๆพลางรำพึงในใจ

            แน่นอนว่าการที่เขาเรียกสัตว์อสูรจำนวนมากมารวมตัวกันในครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปล่อยพวกมันออกไปทั้งหมด

            แต่เป้าหมายหลักคือการโปรยสายฝนแห่งชีวิตลงไปเพื่อฝังรากลึกในจิตใจของพวกมัน

            เขาคาดการณ์ไว้ว่าประมาณเดือนละครั้งการกระทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ความจงรักภักดีของสัตว์อสูรเหล่านี้ที่มีต่อเขาทวีความรุนแรงขึ้น

            และในที่นี้มีจุดที่น่าสังเกตคือขุนพลอสูรทั้งสี่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการเข้มงวดเช่นนี้

            เมื่อพิจารณาถึงทรัพยากรที่อวี๋จื่ออวี๋ทุ่มเทให้กับพวกมันแล้วนับได้ว่ามหาศาลที่สุด

            โดยเฉพาะจิ้งจอกเก้าหางและปีศาจกระทิงทั้งคู่ต่างมีความผูกพันอันลึกซึ้งต่อเขาที่สุด

            สำหรับเจ้าสี่จระเข้จักรพรรดินั้น ด้วยเหตุผลบางประการ มันกลับมีความรู้สึกพิเศษต่อเขาซึ่งอวี๋จื่ออวี๋คาดว่าน่าจะเป็นความกตัญญู

            เพราะอวี๋จื่ออวี๋ได้ใช้น้ำบำรุงชีวิตปลุกพรสวรรค์ติดตัวของมันนั่นคือ‘การย้อนสายเลือดบรรพกาล’ ซึ่งพระคุณระดับนี้ในยุคสมัยแห่งพลังวิญญาณไม่ต่างอะไรกับการมอบชีวิตใหม่ให้เลย

            แม้จระเข้จักรพรรดิจะดูดุร้ายและอำมหิตทว่าเนื้อแท้ของมันกลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับบุญคุณความแค้นอย่างยิ่ง

            ‘เจ้าสี่นั้นรักพวกพ้อง แม้จะดุร้ายแต่ก็พูดน้อยต่อยหนัก’

            คำนิยามนี้ไม่ได้มาจากปากของอวี๋จื่ออวี๋

            ทว่ามันเป็นข้อสรุปที่ชิงกังได้มอบไว้หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับจระเข้จักรพรรดิในช่วงที่ผ่านมา

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มในใจพลางวางแผนจัดการทุกอย่างเรียบร้อย

            เก้าหางปีศาจกระทิง และจระเข้จักรพรรดิ สามารถออกไปเผชิญโลกภายนอกได้

            ส่วนเจ้าสามเสือขาวนั้น ไม่จำเป็นต้องออกไป

            เดิมทีมันก็เป็นเจ้าป่าในขุนเขาแห่งหมอกแห่งนี้อยู่แล้วและผ่านการกรำศึกนองเลือดมามากเกินพอ

            นอกจากนี้เจ้าตัวนี้ยังนิสัยต่างจากพี่น้องตัวอื่นๆ หากจะพูดแบบรักษาน้ำใจคือมันซื่อบื้อแต่ถ้าพูดตามตรงคือมันโง่เขลานัก

            อวี๋จื่ออวี๋กังวลจริงๆว่าหากปล่อยเจ้าหมอนี่ออกไป มันจะไปก่อเรื่องวุ่นวายจนยากจะตามล้างตามเช็ด

            แน่นอนว่ามีเรื่องหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือพละกำลังของเจ้าตัวนี้ยอดเยี่ยมหาใครเปรียบ

            ทว่าปัญหาที่มันจะก่อขึ้นย่อมต้องเป็นเรื่องวุ่นวายระดับวินาศสันตะโรแน่นอน

            เมื่อนึกถึงตรงนี้สายตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็ทอดมองไปยังเหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์อีกครั้งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำว่า

            “ทว่าเพื่อความปลอดภัยของพวกเจ้า ในภายภาคหน้าเฉพาะผู้ที่บรรลุระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ออกไปภายนอกได้อย่างอิสระ”

            “ส่วนจะมุ่งหน้าไปทิศทางใดนั้น...”

            เมื่อเงยหน้ามองทัศนียภาพของขุนเขาแห่งหมอกอวี๋จื่ออวี๋ที่มีแผนการในใจอยู่แล้วจึงกล่าวเสริมว่า

            “ยกเว้นทางทิศใต้ของขุนเขาแห่งหมอกซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมนุษย์ที่ห้ามรุกล้ำทิศทางที่เหลือพวกเจ้าสามารถเหยียบย่างไปได้ตามใจปรารถนา”

            กล่าวมาถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจให้กับชัยภูมิอันยอดเยี่ยมของขุนเขาแห่งหมอก

            ต้องยอมรับว่าตำแหน่งที่ตั้งของป่าแห่งนี้วิเศษสุดๆ

            ขุนเขาแห่งหมอกทอดยาวจากตะวันตกไปตะวันออกกว่าร้อยกิโลเมตรเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติที่กั้นกลางระหว่างมนุษย์และเทือกเขาลึก

            ทางทิศตะวันตกของขุนเขาแห่งหมอกคือดินแดนทุรกันดารเมื่อสิ้นสุดเขตแดนจะพบกับทะเลทรายอันกว้างใหญ่ที่มนุษย์ยากจะก้าวล่วง

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดที่นั่นย่อมเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าอสูรกลายพันธุ์และน่าจะมีสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์ธาตุไฟโดดเด่นอาศัยอยู่ไม่น้อย

            ส่วนทางทิศตะวันออกนั้นคือลำน้ำสายใหญ่ที่ไหลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

            ไม่รู้ว่าเป็นผลจากการตื่นขึ้นของพลังวิญญาณหรือไม่ทว่าอวี๋จื่ออวี๋สามารถสัมผัสได้ถึงความน่าพรั่นพรึงของลำน้ำสายนั้นได้อย่างชัดแจ้ง

            กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นลอยล่องมาตามลมแม้จะพัดมาไกลถึงขุนเขาแห่งหมอก ทว่ากลิ่นนั้นกลับยังคงอบอวลอยู่เนิ่นนาน

            “จิ๊จิ๊...”

            อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆเขาตระหนักได้ว่าลำน้ำสายนั้นเชื่อมต่อตรงสู่มหาสมุทร

            และมหาสมุทรคือสถานที่แรกที่พลังวิญญาณถือกำเนิดขึ้นมา

            หากจะบอกว่าในลำน้ำสายนั้นไร้ซึ่งอสุรกายใต้น้ำที่น่าหวาดกลัวอวี๋จื่ออวี๋ย่อมไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด

            ยิ่งไปกว่านั้นลำน้ำสายนี้มักจะอัดแน่นไปด้วยมวลพลังวิญญาณซึ่งเพียงพอที่จะดึงดูดเหล่าสัตว์ร้ายเดินดินและนกนักล่าที่ดุร้ายให้มารวมตัวกัน

            ตามการคาดเดาของอวี๋จื่ออวี๋ความน่าสะพรึงกลัวของลำน้ำสายนั้นน่าจะติดหนึ่งในสามอันดับแรกของแผ่นดินใหญ่แดนตะวันออกเลยทีเดียว

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน