นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 27 ความหวัง

             

            ตอนที่ 27 ความหวัง

             

             

            คำแห่งพลัง 3 คำปรากฏขึ้นในดวงจิตของนิทาน นิทานสังเกตคำแห่งพลังทั้ง 3 ที่ล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย

             

            เขาจดจ่อความสนใจไปที่ คำแห่งพลัง อาณาเขต

             

            อาณาเขต จากที่นิทานสังเกต คีตาจะใช้พลังนี้แทบจะตลอดเวลา ทำให้คีตาสามารถรับรู้ถึงพื้นที่รอบตัวได้อย่างชัดเจน ยามอยู่ในป่า ตัวคีตาจะเน้นที่พลังนี้เป็นพิเศษ การตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จึงกลายเป็นเหมือนสิ่งที่คีตาทำเป็นปกติ

             

            นิทานกระตุ้นคำแห่งพลัง เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่หลั่งไหลเข้ามาราวกับเป็นพลังของตัวเอง

             

            นิทานแผ่พลังออกรอบตัว เกิดเป็นพื้นที่หลายร้อยเมตรที่ครอบคลุมตัว พลังนี้มีจุดบอดอยู่ทางด้านล่างใต้ฝ่าเท้า เป็นเหมือนโดมที่ปกคลุมฟากฟ้าจนถึงฝ่าเท้า

             

            นิทานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่าคีตาสามารถหาข้อมูลในพื้นที่ได้เกือบ 1กิโลเมตรและนั่นยังเป็นตอนที่คีตายังอยู่ระดับแรกเกิด ในเมื่อปัจจุบันคีตาเป็นผู้เรียนรู้แล้ว ระยะการตรวจจับสมควรไกลกว่านี้มาก

             

            หากให้นิทานลองเดาดูแล้ว เป็นไปได้ว่าเกิดจากความเข้ากันได้ส่วนหนึ่ง

             

            อย่างตัวคีตาเองก็แทบจะใช้การเพิ่มน้ำหนักไม่ได้เลย แต่การลดน้ำหนักและจางหายนั้นทำได้แทบจะไม่ต่างจากตัวนิทานเอง

             

            อีกความเป็นไปได้คือ พลังที่ส่งผ่านมานั้นจะด้อยกว่าต้นฉบับระดับหนึ่ง จึงทำให้เขาใช้งานได้ไม่สมบูรณ์

             

            การที่คีตาสามารถตรวจจับได้ไกลเกือบ 1กิโลเมตรตั้งแต่ระดับแรกเกิดไม่ใช่เป็นเพราะคำแห่งพลังอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นอย่างเช่น ประสบการณ์การตรวจจับ การวิเคราะห์ร่องรอย การดมกลิ่นที่สุดอาณาเขตเพื่อคาดการณ์ภูมิประเทศ

             

            แน่นอนว่านิทานทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงทำได้เพียงตรวจจับโดยปกติในระยะไม่กี่ร้อยเมตรที่ถูกลดทอนลงมา

             

            จริง ๆ อาจจะถูกทั้ง 2แนวคิดก็ได้ ฉันไม่เหมาะสมกับคำแห่งพลังรูปแบบนี้ จึงทำได้เพียงเท่านี้ ส่วนคีตาเหมาะกับจางหายและแรงดึงดูดมาก จึงใช้พลังหลายอย่างได้เกือบเท่ากับฉันเอง

             

            เมื่อแผ่พลังออกไป นิทานพลันเห็นภาพแผนที่ขนาดใหญ่แผนหนึ่งที่กางขึ้นในหัวของตนเอง เขาไม่จำเป็นต้องเพ่งมองแผนที่นี้แต่อย่างใด เพียงรู้สึกถึงมันก็สามารถพบทุกรายละเอียดในแผนที่นี้ได้

             

            หากเขาเพ่งความสนใจไปที่จุดใด นิทานรู้สึกราวกับร่างของตนไปปรากฏที่จุดนั้น สามารถมอง รู้สึก ดมกลิ่น สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นได้อย่างชัดเจน แต่ไม่อาจสัมผัสหรือแตะต้องใด ๆ ได้

             

            แม้แต่สายลม อุณหภูมิ แรงกดดัน นิทานก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน

             

            นิทานรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยกับข้อมูลมหาศาลและประสาทสัมผัสใหม่ที่เขาไม่เคยมี เขารู้สึกเหมือนจู่ ๆ เขาก็ต้องคอยประมวลผลหลายสิ่งหลายอย่างสูงขึ้นนับสิบ ๆ เท่า

             

            คีตามันทนได้ยังไงก่อน มันเปิดใช้แทบจะตลอดเวลาเลยไม่ใช่เหรอ ถึงว่าล่ะประสาทสัมผัสมันเฉียบคมนัก นิทานบ่น

             

            ฉันคงจะไม่เหมาะกับคำแห่งพลังคำนี้จริง ๆ ความเข้ากันได้สมควรต่ำพอตัว แต่ก็ยังเป็นคำแห่งพลังที่มีประสิทธิภาพมาก บางเวลาลองเอามาฝึกใช้หน่อยก็ดี

             

            นิทานหลับตาลงอีกครั้ง เขาปิดพลังอาณาเขตทิ้งไปก่อนสรุปเล็กน้อยในใจ

             

            มีประโยชน์มาก ถ้าใช้งานจนคล่องอาจจะสามารถช่วยในการต่อสู้ระยะใกล้ได้ด้วย แต่ข้อมูลปริมาณมหาศาลอาจจะทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่า

             

            ไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่ระหว่างสู้ประชิด ถ้าไม่ได้ต่อสู้โดยตรงก็ให้คีตาใช้ไปดีกว่า แต่ถ้าลอบโจมตีฉันอาจยืมมาใช้ได้ การรับรู้สภาพแวดล้อมย่อมดีกว่าไม่รู้ล่ะนะ

             

            นิทานค้นลงในดวงจิตอีกครั้ง คราวนี้เขาส่งพลังลงไปที่คำแห่งพลัง ปราการ

             

            เมื่อเขาลืมตาขึ้น ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งราวกับเหล็ก ผิวสีคล้ำเล็กน้อยของเขาเป็นเงาประกายราวกับเหล็กชั้นดี นิทานลองขยับแขนขากระโดดไปมา

             

            ไม่ได้ขยับยากอย่างที่คิดแฮะ แถวข้อต่อก็แข็งตัวขึ้นก็จริง แต่ขยับได้ตามปกติ ไม่ได้รู้สึกเหมือนข้อต่อโดนขัดเลย

             

            คำแห่งพลัง ปราการ ของคีตานั้นส่งผลแตกต่างกับชุดเกราะหรือคำแห่งพลังประเภทเกราะหรือเกล็ด

             

            จากที่นิทานสังเกตดู ความแข็งของ ปราการ นั้นด้อยกว่าคำแห่งพลัง เกราะ เกล็ด หรือโล่ อยู่พอสมควร แต่มีข้อดีตรงที่ไม่จำกัดการเคลื่อนไหวใด ๆ เลย

             

            เกราะหรือเกล็ดนั้นส่วนมากจะทำงานโดยการเกิดเกราะอันแข็งแกร่งห่อหุ้มตัว ด้วยน้ำหนักและเกราะที่มิดชิดทำให้เคลื่อนไหวลำบาก หากระดับสูงขึ้นไปหน่อยก็อาจมีรอยต่อตรงข้อพับแต่ก็ยังเป็นช่องโหว่ ส่วนเกล็ดนั้นจะเกิดเกล็ดแข็งคลุมทั่วร่างกาย แม้พลังป้องกันจะสูงแต่ก็เป็นภาระต่อการเคลื่อนไหว

             

            ปราการ ของคีตาไม่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับพอใช้ ไม่สามารถลดแรงปะทะหรือกระจายแรงกระแทกเช่นเดียวกับเกราะ สมควรไม่สามารถป้องกันการโจมตีแปลก ๆ อย่างกรดหรือพิษได้อย่างเกล็ด

             

            ข้อดีหลักจึงเป็นการไร้ซึ่งช่องโหว่ ปราการนั้นทำให้ผิวหนังแข็งแกร่งขึ้นโดยที่ไม่สูญเสียความยืดหยุ่นไปเลย ทำให้สามารถเปิดใช้ได้ตลอดเวลาผสานกับความเร็วของคีตา การโจมตีประเภทฟัน แทง เจาะ สมควรป้องกันได้เป็นอย่างดี แต่การโจมตีพิเศษเช่น ความร้อน ความเย็น กรด พิษ สมควรเป็นดาวข่ม

             

            นิทานวิเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญถึงจุดดีจุดด้อยของคำแห่งพลัง ปราการ

             

            แต่ความสามารถในการป้องกันก็สูงพอตัว ถึงกับทนการโจมตีธรรมดาของหมีขนมรกตได้ทั้งที่ยังเป็นแรกเกิด ดูไม่เข้ากับสิ่งที่ฉันวิเคราะห์เลย

             

            จากที่สังเกต แทบไม่รู้สึกถึงความยากลำบากในการใช้งานใด ๆ แสดงว่าความเข้ากันได้ระหว่างฉันกับคำแห่งพลังคำนี้สมควรสูงพอตัว ถ้างั้นที่ปราการของฉันอ่อนแอกว่าสมควรเกิดจากการที่คีตาเสริมพลังตนขึ้นไปด้วย ไล่ตาม มากกว่า

             

            นิทานลองถือก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง เขาใส่พลังลงไปในก้อนหินก่อนกำมืออย่างแรง หินก้อนนั้นแหลกสลายลงกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างง่ายดาย

             

            ทำให้วัตถุอื่นแข็งตัวไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นพลังพื้นฐานแท้ ๆ ปราการหมายถึงการปกป้อง สมควรใช้กับวัตถุได้สิ บางที..คีตาอาจจะตีความปราการหมายถึงตัวมันเอง ตัวมันเท่านั้นที่จะเป็นปราการปกป้องสิ่งที่มันต้องการจะปกป้อง

             

            นิทานคราวนี้คว้าหอกออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังข้างเอว

             

            "คีตา ลองฟาดมาหน่อย" นิทานโยนหอกให้คีตา คีตากระโดดรับอย่างคล่องแคล่ว

             

            "โฮ่ง!"

            เจ็บๆ เลยมั้ย

             

            "จัดมา"

             

            คีตาเกร็งร่างกาย กล้ามเนื้อบนตัวขยายขนาดขึ้น เส้นเลือดปูดโปน ขนสีดำสนิทเกิดเงาประกาย คีตาที่ผ่านพิธีสลักคำเป็นผู้เรียนรู้แล้ว วินาทีนี้เสริมพลังตนอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไล่ตาม ปราการ และลดน้ำหนักขณะเหวี่ยง

             

            เล่นดันพลังสุดเลยเหรอ นิทานเหงื่อตก

             

            "ไม่ต้องสุดตัวขนาดนั้นก็…" นิทานพูดยังไม่ทันจบก็ต้องไขว้แขนทั้งสองไว้ระดับอกเพื่อรับด้ามหอกที่ฟาดเข้ามาอย่างแรง

             

            ตูม!

             

            เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว เสียงปะทะที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนก้องเหมือนค้อนที่ทุบอย่างแรงเข้าใส่เหล็กแท่ง ไม่เหมือนกับการฟาดไม้ใส่คนอย่างที่ควรจะเป็นสักนิด

             

            นิทานร่างปลิวกระเด็นออกไปหลายเมตร นอนแผ่กับพื้น ผ่านไปสักพันจึงเด้งตัวขึ้นมา เลือดไหลลงจากมุมปากน้อย ๆ

             

            นิทานปัดฝุ่นปัดดินบนตัว เอียงคอเสียงดังกร่อกแกร่ก

             

            "ใส่สุดแรงเลยนะคีตา" นิทานกัดฟันพูด

             

            "โฮ่ง!"

            ยังไม่สุดซะหน่อย นี่ออมไว้แล้วนะ!

             

            นิทานพูดไม่ออก เขามั่นใจว่าท่าฟาดเมื่อครู่ใกล้เคียงกับการโจมตีรวมพลังของหมีขนมรกตเลย แม้เขาจะสามารถรับไว้ได้โดยไม่มี ปราการ แต่ก็มากพอจะให้เขาช้ำเลือดช้ำหนอง

             

            เขาลืมไปสนิทเลยว่าคีตาผ่านพิธีสลักคำมาแล้ว เพราะงั้นพลังโดยรวมของคีตาในเวลานี้นั้นสูงขึ้นมาก ต่างกับก่อนหน้าที่ใช้พลัง ไล่ตาม เพื่อฝืนสู้กับหมีขนมรกตอย่างเต็มฝืนเท่านั้น

             

            คีตาในตอนนี้สมควรสู้โดยตรงกับหมีขนมรกตโดยไม่เพลี่ยงพล้ำได้แล้ว

             

            พอขึ้นเป็นผู้เรียนรู้แล้วพลังกายสูงขึ้นจมเลยแฮะ นั่นสินะ ขนาดตอนเป็นแรกเกิดก็ใช้ปราการรับการโจมตีแบบไม่เสริมพลังของหมีขนมรกตได้ พอกลายเป็นผู้เรียนรู้ คราวนี้ใช้ไล่ตาม ปราการ กับควบคุมน้ำหนัก พลังเลยขึ้นมาขนาดนี้

             

            จริง ๆ ต้องบอกว่ายังไม่ถึงขีดจำกัดด้วย ถ้าคีตารับพลังกายจากฉันไปและให้ฉันเพิ่มน้ำหนักขณะโจมตี การโจมตีนั้นน่าจะเหนือกว่าหมีขนมรกตได้ไม่ยากเลย

             

            คราวนี้นิทานกลับมาประเมินสภาพตัวเอง แม้เลือดจะไหลออกจากปากและรู้สึกปวดตัวเล็กน้อย แต่ผิวกายของเขาไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ อวัยวะภายในก็ไม่ได้รับผลกระทบมากมายอะไร เพียงช้ำเล็กน้อย สามารถเข้าต่อสู้ได้ในสภาพสมบูรณ์

             

            พลังป้องกันขนาดนี้ ถ้าเป็นคีตาใช้เองที่สมบูรณ์แบบกว่า น่าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกนิดหน่อย แปลว่าฉันวิเคราะห์ถูก คีตาตีความพลังนี้กับตัวเองเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้กับสิ่งอื่นได้ แต่ก็แลกกับพลังป้องกันที่สูงกว่าปกติ

             

            นิทานประเมินคีตาใหม่อีกครั้ง การคาดคะเนพลังต่อสู้ของพวกเขาในตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวายมาก เนื่องจากพวกเขาสามารถยืมพลังกันไปมาได้ พลังที่เกิดขึ้นจึงแปรผันไปตามสภาวะของพวกเขาในขณะนั้นด้วย แต่ที่แน่ ๆ เมื่อผู้ฝึกสัตว์ต่อสู้ร่วมกับสัตว์คู่หู พลังจะเพิ่มขึ้นไปสองเท่า แต่เขากับคีตาสมควรสูงยิ่งกว่านั้นอีก

             

            ในเมื่อสัตว์คู่หูของพวกเขามีเพียงพวกเขาเท่านั้น

             

            ตัวฉันเองก็ได้รับผลจากพลังด้วย ถ้าใช้พลังได้ของคีตาได้คล่องด้วย ฉันก็น่าจะพอเข้าสู้ตรง ๆ กับหมีขนมรกตได้เหมือนกัน

             

            นิทานยิ้มออกมา คำแห่งพลัง ปราการ นี้ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดของเขาสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หากเขาฝึกจนชำนาญและใช้ร่วมกับแรงดึงดูด หมีขนมรกตก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องเดิมพันชีวิตอีกต่อไป

             

            เอาล่ะ คำสุดท้าย นิทานส่งพลังลงไปที่ไล่ตาม ข้อมูลพลันไหลเข้าสู่หัวของนิทาน

             

            เลือกหนึ่งเป้าหมาย สามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของเป้าหมายได้จากระยะห่างไกล ดันพลังกาย ความเร็ว ความทนทาน พลังจิต สภาวะกายให้ขึ้นไปใกล้กับเป้าหมาย

             

            หากยิ่งรู้จักเป้าหมายดี ความสามารถที่ถูกเสริมขึ้นมาก็ยิ่งใกล้เคียงมากเท่านั้น

             

            ตอนนั้นคีตาคงเลือกเป้าหมายเป็นหมีขนมรกตสำหรับการเสริมพลัง คีตารู้จักหมีขนมรกตตัวนี้ดีเพราะพวกเราตามมันมาตั้งหลายปี จะเสริมพลังขึ้นไปได้ขนาดนั้นจึงไม่แปลกอะไร นิทานคิด

             

            นิทานลองเลือกเป้าหมายเป็นหมีขนมรกตบ้าง นิทานรับรู้ได้ว่ากล้ามเนื้อของเขาขยายตัวใหญ่ขึ้น เส้นเลือดปูดโปน ม่านตาหดเกร็ง

             

            เขาลองกำและแบมือดู ร่างกายของเขาสัมผัสได้ถึงการยกระดับเล็กน้อย แม้ไม่มากจนโดดเด่นเหมือนการเสริมพลัง เป็นเหมือนการยกระดับพลังเชิงคุณภาพ ไม่เหมือนการเสริมพลังที่เพิ่มด้านปริมาณ

             

            ในตอนนี้เขาสมควรมีพลังกายใกล้เคียงกับสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ขั้นต้น

             

            เรื่องนี้ทำให้นิทานเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของหมีขนมรกตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขนาดคีตาที่เสริมพลังขึ้นไปและตัวเขาเองที่เป็นผู้เรียนรู้ระดับ 3คำพร้อมทั้งวางแผนมาอย่างดียังเกือบเอาตัวไม่รอด

             

            สมแล้วล่ะน่ะ หมีขนมรกตแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันส่วนใหญ่อยู่แล้ว

             

            นิทานเป่าปากเล็กน้อย สถานะนี้กินพลังของเขามาก เขาสมควรใช้ได้เพียงไม่กี่นาที เขาพลันนึกถึงคีตายามต่อสู้กับหมีขนมรกตขึ้นมา คีตามีสภาพเหนื่อยอ่อนระดับหนึ่งเช่นกัน แต่ไม่มากที่เขารู้สึกในตอนนี้

             

            ความเข้ากันได้ถือว่ากลาง ๆ สินะ พอใช้คำแห่งพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่มากเท่าคีตาที่คงสภาวะนี้ได้ยาวนาน

             

            ในเมื่อปัจจุบันคีตาเป็นผู้เรียนรู้แล้ว มันสมควรยกระดับคำแห่งพลัง ไล่ตาม ขึ้นไปอีกระดับ ถ้าไม่ติดเรื่องระยะเวลากับการผลาญพลังงาน คีตาก็สมควรใกล้เคียงกับหมีขนมรกตมากแล้ว มนุษย์ทั่วไปในระดับเดียวกันไม่มีทางรับมือไหว

             

            กะระดับพลังยากจริงแฮะ เสริมพลังทับไปทับมาวุ่นวายไปหมด เอาเป็นว่าคร่าว ๆ คีตาตอนนี้น่าจะแข็งแกร่งพอ ๆ กันกับหมีขนมรกตไม่ก็แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย ส่วนตัวฉันด้อยกว่าหมีขนมรกตระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นสู้ไม่ได้เลย นิทานบ่นงึมงำ

             

            เพียงแต่ว่าฉันและคีตาแบ่งพลังให้กันได้ เพราะงั้นจะบอกว่าขีดจำกัดสูงสุดของฉันและคีตานั้นพอ ๆ กันก็ไม่ผิดนัก

             

            เขาคาดระดับพลังใหม่มาหลายครั้งแล้ว ก็มันช่วยไม่ได้ที่ระดับพลังต้นของพวกเขานั้นไม่สูงนัก แต่รูปแบบการเสริมพลังของพวกเขากลับมากมายหลากหลาย

             

            นิทานพลันนึกถึงอนาคตที่คีตาสามารถเรียนรู้คำว่าไล่ตามและปราการได้อย่างถ่องแท้ เสริมร่างกายมหาศาลในทุก ๆ ด้าน ร่างกายแข็งแกร่งรับการโจมตีได้เป็นจำนวนมาก

             

            ไม่ใช่หมาแล้วละมั้ง รถศึกชัด ๆ นิทานเบ้ปาก

             

            เอาเถอะ คีตาแข็งแกร่งขึ้นก็เท่ากับพวกเราแข็งแกร่งขึ้น ฉันสามารถแบ่งพลังจากคีตามาใช้ได้ด้วย เพราะงั้นตัวฉันเองก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันนัก นิทานยิ้มออก เขาพอมองเห็นหนทางที่เขาจะชนะการประลองปีหน้าได้แล้ว

             

            หากพวกเขาสองคนร่วมมือกัน การต่อสู้ข้ามระดับชั้นก็สมควรทำได้ อย่างในปัจจุบัน นิทานคิดว่าถ้าให้พวกเขาไปสู้กับโจรป่าระดับนักสลักเอก 1 ใน 2คนนั้น พวกเขาสามารถต่อสู้ได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ ไม่จำเป็นต้องลอบโจมตีเพียงอย่างเดียว

             

            นักสลักเอกอาจมีลูกเล่นแปลกพิสดาร แต่พวกเขาสองคนก็สมควรใช้จำนวนและการเสริมพลังเข้าต้านได้

             

            "นักสลักโท ถ้าถึงนักสลักโทได้พวกเราสองคนชนะงานประลองได้แน่" นิทานมั่นใจ

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน