เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตอนที่ 144 เซียนเฒ่าประหลาด 2

    ตอนที่ 144


    เซียนเฒ่าประหลาด 2


                   


                    อาศรมภูติเร้นตั้งอยู่ระหว่างเขตปกครองของสำนักมังกรเทวะและเขตปกครองด้านทิศเหนือของสำนักหงส์อัคคี ซึ่งเซียนเฒ่าประหลาดใช้ช่องว่างรอยต่อในการเร้นกายจับผู้คนในบริเวณรอบ ๆ มาเพื่อทดลองปรุงกลั่นโอสถด้วยวิชาพิสดารที่มันได้รับตกทอดมาจากอาจารย์ผู้ล่วงลับ


     


                    คำเรียกอาศรมภูติเร้นนั้นหาใช่ชื่อของที่อยู่อาศัยจริง ๆ แต่เป็นชื่อของวิเศษที่กางกั้นเขตแดนพรางตาและปิดซ่อนพลังได้อย่างแนบเนียน ชนิดที่ว่าหากไม่ใช่ผู้ที่เข้าถึงพลังในระดับเซียนวิเศษแล้วคงมิอาจหาพบ


     


                    ภายในเขตแดนของอาศรมภูติเร้นมีกระท่อมไม้ตั้งเรียงรายกันอยู่นับสิบหลัง แต่กลับมีผู้เป็นเจ้าของและอาศัยอยู่เพียงคนเดียวคือ...เซียนเฒ่าประหลาดชิงฟง กระท่อมไม้แต่ละหลังนั้นมีขนาดแตกต่าง โดยกระท่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นเป็นกระท่อมไม้ที่เอาไว้ปรุงโอสถของเซียนเฒ่าประหลาด ซึ่งในตอนนี้ปรากฏเตาหลอมขนาดมหึมาตั้งอยู่ที่ใจกลาง


     


                    เตาหลอมดารา...สมบัติวิเศษตกทอดอีกชิ้นที่เซียนเฒ่าประหลาดชิงฟงได้รับมาจากผู้เป็นอาจารย์ตั้งเอาไว้อยู่ที่ตรงกลาง ใต้ขาทั้งสามที่ของเตาหลอมวิเศษรูปร่างคล้ายกระถางธูปใบนี้ปรากฏเพลิงไฟหลากสีซึ่งพวยพุ่งออกจาก เตาหลอมวิเศษอีกอันที่เซียนเฒ่าประหลาดใช้เป็นอาวุธคู่กายนาม...กระถางกลั่นวิญญาณ ซึ่งเป็นของวิเศษระดับปฐพีขั้นต้น ของวิเศษที่ไว้ใช้ควบคู่ไปกับเคล็ดวิชาลับที่ตกทอดมาอีกเช่นกัน...วิชาหลอมกลั่นมนุษย์


     


                    เพลิงหลากสีที่ปรากฏเป็นเชื้อเพลิงส่งเข้าสู่เตาหลอมดารา ก็คือเพลิงชีวิตที่กระถางกลั่นวิญญาณรวบเอาไว้จากชีวิตของผู้คนที่ถูกมันกลั่นสกัดจนเกิดเป็นเพลิงไฟหลากสีนั่นเองนั่นเอง


     


                    เพลิงไฟที่ได้จากการกลั่นวิญญาณของกระถางกลั่นวิญญาณนั้นไม่ได้มีเพียงความร้อนเท่านั้น แต่ยังมีพลังความชั่วร้ายที่ผสมปนออกมาเพื่อให้สามารถสกัดกลั่นเลือดเนื้อของมนุษย์คนต่อ ๆ ไปให้หลอมละลายกลายเป็นเชื้อเพลิงและเก็บพลังเพลิงวิญญาณแค้นเคืองกลับเข้ามาไว้ในกระถางก่อนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงวิญญาณหยินหลากสีอยู่ภายใน ซึ่งปริมาณของเชื้อเพลิงก็ดูได้จากสีภายนอกของกระถางหากสีของมันยังแดงฉานอยู่นั่นก็หมายความว่าพลังเพลิงยังคงเต็มเปี่ยม แต่หากใช้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้หลอมกลืนเลือดเนื้อและวิญญาณของมนุษย์ กระถางกลั่นวิญญาณก็จะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นมืดคล้ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสีของมันดำสนิทก็จะหมายถึงไร้ซึ่งพลังเพลิงหลงเหลืออยู่ภายใน


     


                    แต่ที่อธิบายข้างต้นนั้นเป็นเพียงการใช้กระถางกลั่นวิญญาณต่างอาวุธวิเศษ แต่ที่เซียนเฒ่าประหลาดกำลังใช้ออกนั้นกลับแตกต่าง เพราะว่าสิ่งที่มันกำลังทำอยู่นั้นเป็นวิชาลับขั้นสูงสุดที่มันได้รับถ่ายทอดมา...วิชากลั่นโลหิตเที่ยงแท้ วิชาลับที่สามารถสกัดกลั้นพลังวิเศษของสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือโลหิตเที่ยงแท้ที่สกัดออกมาได้นั้นถือเป็นวัตถุดิบวิเศษที่แม้ไม่ต้องนำไปปรุงแต่งเพิ่มเติมใด ๆ ก็สามารถใช้เพิ่มพลังลมปราณได้โดยตรง แต่สิ่งที่เซียนเฒ่าประหลาดต้องการหาใช่เพียงแค่การกลืนกินโลหิตศักดิ์สิทธิ์โดยตรง แม้ว่าเซียนเฒ่าประหลาดจะมีนิสัยเจ้าเล่ห์ โหดเหี้ยมและชอบหลอกลวงผู้คนแต่ความสามารถในการปรุงโอสถของมันนั้นถือว่าเป็นของจริงและสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่มันต้องการจากโลหิตเที่ยงแท้ก็คือการปรุงกลั่นโอสถวิเศษที่ชื่อว่า...โอสถศักดิ์สิทธิ์เที่ยงแท้ ซึ่งเป็นโอสถโบราณที่สาบสูญไปจากพื้นพิภพเบื้องบนพร้อมกับการพังทลายลงของอารามเซนพิสุทธิ์ในอดีต


     


                    การสกัดโลหิตเที่ยงแท้ในครั้งนี้นั้นไม่ใช่ครั้งแรกของเซียนเฒ่าประหลาด เพราะเมื่อสามปีก่อนมันได้จับตัวผู้อาวุโสคนหนึ่งของสำนักหงส์อัคคีมาทำการสกัดกลั้นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งผู้อาวุโสคนนี้ของสำนักหงส์อัคคีพอดีเป็นผู้ถือตำราเคล็ดวิชาพลังลมปราณของสำนักฉบับคัดลอกที่สามารถฝึกฝนพลังเพลิงหงส์อัคคีได้ถึงพลังในระดับกลางติดตัวเอาไว้พอดี ทำให้หลังจากการสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่ได้มีรายงานติดต่อกลับไปยังสำนักหงส์อัคคี ทำให้เกิดข้อกังขาต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย


     


                    แม้เซียนเฒ่าประหลาดชิงฟงจะได้รับวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่การปรุงโอสถยิ่งมีระดับสูงมากเท่าไหร่โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อโอสถศักดิ์สิทธิ์เที่ยงแท้มีความสามารถในการช่วยทะลวงระดับจากผู้ฝึกตนระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นปลายไปสู่ระดับของลมปราณเที่ยงแท้ ความยากในการปรุงโอสถยิ่งต้องสูงล้ำ มีโอกาสที่โอสถซึ่งปรุงออกมานั้นจะใช้ไม่ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นปริมาณโลหิตเที่ยงแท้ที่มีอยู่จึงหมดลงไปหลังจากที่เซียนเฒ่าประหลาดพยายามปรุงโอสถเที่ยงแท้เม็ดที่ 5 ตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อน


     


                    แต่แล้วเหมือนฟ้าเป็นใจให้เซียนเฒ่าประหลาด เพราะหลังจากที่โลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่สกัดเอาไว้หมดลงมันก็พยายามออกตามหาสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ซึ่งสำนักที่อยู่ใกล้อาศรมภูติเร้นของมันและเข้าเงื่อนไขถือครองสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็หนีไม่พ้นสำนักหงส์อัคคี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าสำนักหงส์อัคคีคนปัจจุบัน...มี่เจิน ส่งให้ผู้อาวุโสของสำนักมี่จวงนำศิษย์เอกออกฝึกปรือหาประสบการณ์ พร้อมรับมอบภารกิจลับออกตามล่าตัวผู้คุมกฎของสำนักนาม...ลี่หลินที่หายสาบสูญไปพร้อมกับตำราฝีมือของสำนักบริเวณใกล้ ๆ เขตแดนของสำนักมังกรเทวะเมื่อสองปีก่อน


     


                    ซึ่งทันทีที่เซียนเฒ่าประหลาดพบหงส์อัคคีตัวงามบินโฉบผ่านน่านฟ้าของตนเองไปมันก็ลอบติดตามไปเป็นระยะทางหนึ่งจนมั่นใจว่าผู้ที่โดยสารอยู่บนหงส์เพลิงตัวนั้นมีสายโลหิตเที่ยงแท้อยู่ในตัว แต่เพราะหงส์อัคคีนั้นรวดเร็วเกินไปทำให้มันไม่อาจติดตามได้ทันตั้งแต่ในคราแรก จึงทำได้เพียงคลี่กางตาข่ายฟ้าดินเอาไว้รองรับการหวนกลับคืนสู่สำนักหงส์อัคคีอีกครั้งของมี่จวง


     


                    จนกระทั่งเกิดเรื่องราวของเสวี่ยหมิงทำให้มี่จวงจำเป็นต้องเดินทางกลับสำนักหงส์อัคคีอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นการโดยสารหงส์อัคคีกลับไปก็อาจจะทำให้ทั้งสามรอดพ้นจากเงื้อมมือของเซียนเฒ่าประหลาดไปได้ แต่เพราะมี่จวงจำเป็นต้องแจ้งข่าวกลับไปยังสำนักหงส์อัคคีก่อน จึงจำเป็นต้องแวะส่งข่าวสารที่โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ นอกเขตปกครองของทุกฝ่าย เพื่อให้สายลับนั้นแจ้งข่าวต่อไปยังสำนักหงส์อัคคีว่าจะนำตัวผู้ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับลี่หลินและตำราพลังลมปราณหงส์อัคคีที่สูญหายไปกลับไปยังสำนักหงส์อัคคีเพื่อทำการสอบสวนต่อไป แต่เพราะร่างกายของเสวี่ยหมิงนั้นยิ่งมายิ่งประหลาด แม้ยังหมดสติอยู่แต่ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของเสวี่ยหมิงกลับส่งผลหงส์อัคคีจนทำให้หงส์อัคคีไม่สามารถบินต่อเนื่องได้และต้องหยุดพักเป็นระยะ ทำให้มี่จวงตัดสินใจลงเดินเท้าจนเข้าสู่เขตพื้นที่ซึ่งเซียนเฒ่าประหลาดกางกั้นของวิเศษตรวจจับเอาไว้ จนมันสามารถตามติดมาถึงผู้คนทั้งสามจนนำมาสู่การจับตัวผู้คนทั้งหมดกลับไปสู่อาศรมภูติเร้นของตนเอง


     


                    แม้ในตอนแรกนั้นมันไม่ได้สนใจเสวี่ยหมิงที่มีระดับพลังเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ห้า แถมเมื่อสำรวจดูก็ไม่พบว่าในร่างปรากฏโลหิตเที่ยงแท้ เพียงแต่หลังจากที่ใช้พลังของกระถางกลั่นวิญญาณในการต่อสู้กับมี่จวง ก็ทำให้ตอนนี้ตัวกระถางมีสีแดงเลือดหมูหมองคล้ำลงไปจากเดิมมาก ทำให้เซียนเฒ่าประหลาดคิดใช้พลังชีวิตและวิญญาณของเสวี่ยหมิงเป็นเชื้อเพลิงเติมใส่ในกระถางกลั่นวิญญาณจึงได้นำตัวเสวี่ยหมิงที่ยังคงหมดสติอยู่กลับไปด้วย


    .


    .


                    ทันทีที่เปลวไฟสีรุ้งพวยพุ่งจุดติดอยู่ที่ข้างใต้เตาหลมอดารา ตัวกระถางกลั่นวิญญาณก็กลับกลายจนเกือบจะดำสนิท เซียนเฒ่าประหลาดหยี่ตามองดูขนาดของเปลวเพลิงสีรุ้ง มันทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะชั่งน้ำหนักของเพลิงไฟที่ปรากฏ ก่อนจะตัดสินว่าขนาดของเปลวเพลิงในตอนนี้น่าจะลุกไหม้อยู่ได้นานราวครึ่งเดือน ซึ่งหากมันต้องเดินทางไปจับตัวชาวบ้านนับร้อยนับพันเพื่อมาสกัดใส่กระถางกลั่นวิญญาณในตอนนี้ก็คงจะไม่ทันการณ์ ทำให้มันละจากเตาหลอมดาราที่กำลังปรากฏส่งเสียงครวญครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของมี่จวงซึ่งถูกขังให้หลอมละลายอยู่ภายในเตาหลอมดาราทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เดินนำกระถางกลั่นวิญญาณไปยังกระท่อมอีกหลัง...กระท่อมซึ่งตอนนี้เสวี่ยหมิงยังคงนอนหมดสติโดยที่ร่างกายภายนอกยังคงถูกเชือกสกัดปราณของมี่จวงรัดแน่นอยู่


     


                    "หวังว่าพลังชีวิตและวิญญาณเจ้าเด็กผู้ฝึกตนหน้าขาวที่ถูกมัดอยู่นั้นจะพอต่อเชื้อไฟในกระถางกลั่นวิญญาณไปได้สักห้าวันสิบวันนะ" เซียนเฒ่าประหลาดบ่นงึมงำกับตัวเองตลอดทางที่ถือกระถางกลั่นวิญญาณตรงไปหาเสวี่ยหมิง


    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน