[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 90 ก็แค่พูดเพื่อข่มขู่ไปเท่านั้น กู้ฉางเกอถือเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่

    ตอนที่ 90 ก็แค่พูดเพื่อข่มขู่ไปเท่านั้น กู้ฉางเกอถือเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่

            บริเวณโดยรอบตลาดตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น สายลมรอบตัวพลันเย็นยะเยือก

            มิต้องสงสัยเลยว่า…

            เหตุการณ์เบื้องหน้านี้จะต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน!

            จินอวี่ ผู้เป็นน้องชายของศิษย์เอกอีกคนหนึ่งแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เป็นผู้ที่เคยโอหังและป่าเถื่อนในพื้นที่นี้มาโดยตลอด ปกติแล้วมิมีผู้ใดกล้าหาเรื่องเขา

            ทว่าในวันนี้ เขากลับถูกกู้ฉางเกอใช้ฝ่ามือบดขยี้ร่างจนแหลกสลาย เหลือเพียงสมบัติคุ้มครองชีวิตที่พาจิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขาหลบหนีไป

            การที่กู้ฉางเกอเพิ่งกลับมาถึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็สร้างความสะเทือนเลือนลั่นได้ถึงเพียงนี้

            และแน่นอนว่า จินโจ้ว พี่ชายของจินอวี่ย่อมมิยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยง่ายแน่

            ความสัมพันธ์ระหว่างจินโจ้วกับกู้ฉางเกอนั้นมิสู้ดีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่เรื่องในวันนี้เกิดขึ้นยิ่งจะทำให้ปัญหาระหว่างพวกเขาทั้งสองทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่สังเกตเห็นระดับพลังของกู้ฉางเกอ พวกเขาต่างจ้องมองด้วยสายตาเบิกกว้าง และเอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึงว่า

            “เพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งระดับเทวะมายาได้แล้ว หากข้าคาดเดามิผิด กู้ฉางเกอน่าจะทะลวงสู่ขอบเขตจอมราชันแล้ว!”

            “เฮือก! เขาอายุเท่าใดกัน ถึงได้บรรลุพลังระดับนี้ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ หากข้าจำมิผิด ยังมิมีข่าวคราวใดที่บอกว่าเหล่ามหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์คนใดกลับสามารถทะลวงถึงขอบเขตจอมราชันในช่วงที่ผ่านมาได้”

            คำพูดนี้ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ข้างๆ ต่างตกตะลึงหนักยิ่งขึ้น

            “นั่นหมายความว่ากู้ฉางเกอเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์เพียงคนเดียวที่สามารถทะลวงถึงขอบเขตจอมราชันได้อย่างนั้นหรือ”

            แม้ว่าอาจมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้อื่นที่บรรลุพลังระดับนี้แล้ว ทว่ากลับยังมิมีข่าวคราวใดได้รับการเปิดเผยออกมา

            ทว่ามิว่าจะมองจากมุมใด กู้ฉางเกอก็นับว่าโดดเด่นเหนือผู้ใดในยุคเดียวกัน

            เรื่องนี้หากแพร่สะพัดออกไป จะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทุกสารทิศอย่างแน่นอน

            ตูม!

            ในขณะนั้นเอง เส้นแสงหลากหลายสายพลันพุ่งผ่านท้องฟ้าดุจสายรุ้ง พร้อมกับแผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา

            หน่วยพิทักษ์กฎแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์พลันปรากฏตัวขึ้น ในนั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรราวเจ็ดถึงแปดคน   

            ทว่าพวกเขากลับหยุดยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย มิกล้าเข้าใกล้มามากเกินไป

            สิ่งที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้พวกเขาล้วนตระหนักรู้ดีอยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้เอง สีหน้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความลำบากใจและลังเล

            หากพวกเขามิก้าวเข้ามาสอบถาม ก็จะทำให้ชื่อเสียงในความยุติธรรมและอำนาจของหน่วยพิทักษ์กฎลดลง

            ทว่าในทางกลับกัน พวกเขาก็มิกล้ายุ่งเกี่ยวกับกู้ฉางเกอ

            นอกจากนี้ จินอวี่ยังเป็นน้องชายของศิษย์เอกอีกคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาก็มิอาจมิสนใจได้

            หน่วยพิทักษ์กฎจึงอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนมิเข้าคายมิออก

            ในตอนนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ที่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก็พลันได้สติกลับคืนมา

            นางมิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะเอ่ยถ้อยคำที่ไร้ยางอายเช่นนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ เช่นนี้ได้

            โดยเฉพาะสีหน้าของเขา ที่ดูเหมือนกับจะมิได้แยแสสิ่งใดเลย

            ราวกับว่าสิ่งที่เขาเอ่ยขึ้นนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่นับว่าง่ายดายยิ่ง

            อันใดคือที่ว่าเขารังแกนางได้ ทว่าผู้อื่นกลับรังแกนางมิได้เด็ดขาดกัน

            นี่นับว่าหมายความว่าอย่างไร

            เขามองนางว่าเป็นเพียงของเล่นที่เขาสามารถรังแกได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ

            กู้เซียนเอ๋อร์แทบจะเป็นลมล้มพับด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำ ร่างสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างมิยั้งปากว่า

            “กู้ฉางเกอ เจ้ามันน่าชังที่สุด!”

            “น่าชังหรือ พี่ปกป้องน้องสาวตนเอง นี่มิใช่สิ่งที่นับว่าสมควรกระทำหรือ”

            กู้ฉางเกอยังคงรักษาท่าทีเรียบเฉย พร้อมกับเหลือบตามองไปยังทิศทางที่จิตวิญญาณต้นกำเนิดของจินอวี่หลบหนีไป ก่อนจะเมินเฉยไปโดยมิใส่ใจ 

            “ข้ามิต้องการการปกป้องจากเจ้า! เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่” กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            นางมิเชื่อว่ากู้ฉางเกอจะทำดีกับนางโดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ

            เขาจะต้องมีเจตนาแอบแฝงอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ นางยังมิสามารถเข้าใจได้ว่าคือสิ่งใด

            “เจตนาอย่างนั้นหรือ”

            กู้ฉางเกอหัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมิแยแสว่า

            “เจ้าคิดว่าพี่จะมีเจตนาอันใดกับเจ้าได้ บางทีพี่อาจจะรู้สึกผิดและอยากชดเชยให้กับเจ้าก็เป็นได้”

            “หรือบางที...พี่อาจแค่อยากเห็นเจ้าเกลียดพี่ ทว่าก็ทำอันใดพี่มิได้”

            เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับเผยสีหน้าที่แฝงไว้ด้วยความขบขัน

            “รู้สึกผิดอย่างนั้นหรือ คนอย่างเจ้ามิมีทางมีความรู้สึกเช่นนั้นได้หรอก”

            กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก นางจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชัง

            “รอไปเถิด ต่อให้ตอนนี้เจ้าจะมิสังหารข้า ทว่าสักวันหนึ่งข้าจะเอาคืนให้สาสมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งหมดที่เจ้าทำไว้กับข้าให้ได้”

            คำพูดของกู้เซียนเอ๋อร์เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่แทบจะปะทุออกมา ทว่าสุดท้ายนางก็พยายามควบคุมตนเองไว้

            สำหรับกู้ฉางเกอ นางมิมีทางแสดงความปรานีหรือยิ้มแย้มให้เขาเด็ดขาด

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนาง ความเจ็บปวดที่เขาทำกับนาง เขามิมีวันเข้าใจ

            หากคำขอโทษเพียงคำเดียวสามารถลบล้างทุกสิ่งได้ แล้วความแค้นในโลกนี้จะมีที่มาจากที่ใดกัน

            แม้กระทั่งหากกู้ฉางเกอเอ่ยปากขอโทษ นางก็มิมีวันยอมรับ คำพูดที่ไร้ซึ่งความจริงใจเช่นนั้นมิมีความหมายใดสำหรับนาง

            “พี่เองก็อยากจะสังหารเจ้าเสียเดี๋ยวนี้เหมือนกัน…”

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอพลันจางหายไป พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ

            แน่นอนว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นเขาก็แค่พูดเพื่อข่มขู่กู้เซียนเอ๋อร์ไปเท่านั้น

            มิต้องพูดถึงว่าจะทำได้หรือไม่ แม้เขาจะทำได้จริง ทว่าการลงมือสังหารนางในตอนนี้ก็มิใช่เรื่องสมเหตุสมผล

            จากนั้นเขาก็มิสนใจกู้เซียนเอ๋อร์อีกต่อไป และหันกลับเข้าไปในราชรถหยกขาว

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันซีดขาวลงเล็กน้อย นางมิสงสัยในความกระหายเลือดของกู้ฉางเกอ เพราะตัวนางเองก็อยากสังหารเขาเช่นกัน

            ทว่าเหตุใดกู้ฉางเกอจึงมิลงมือกัน

            เขากล้าลงมือแม้กระทั่งศิษย์ในสำนักเดียวกันภายใต้เชิงเขาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ แล้วเหตุใดเขาจึงเลือกจะละเว้นนางกันเล่า

            หรือคำพูดนั้นเป็นเพียงการขู่ให้นางกลัวเท่านั้น

            “กู้ฉางเกอ เจ้าคิดว่าการมิสังหารข้าในตอนนี้จะทำให้เจ้ามิเสียใจในภายหลังหรือ”

            กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะที่มองไปยังร่างของกู้ฉางเกอที่จากไป นางกำหมัดแน่น พลังอักขระที่ล่องลอยรอบฝ่ามือค่อยๆ จางหายไป และลมหายใจของนางก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง

            นางยังต้องเข้าสังกัดตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ หากมิใช่เพราะเหตุผลหลายประการ นางก็มิอยากจะพบเจอกับกู้ฉางเกออีกเลย

            เพียงแค่การยกฝ่ามืออย่างมิใส่ใจของเขาเมื่อครู่ ก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับนาง ราวกับจะทำให้นางหายใจมิออกไปด้วย

            ศิษย์ระดับเทวะมายาเหล่านั้นยังถูกเขาสังหารได้อย่างง่ายดาย

            พลังของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงจะก้าวไปไกลจนมิอาจวัดได้อีกต่อไป คำว่าลึกล้ำยากเกินจะหยั่งถึง คงมิเพียงพอที่จะอธิบายความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้

            "คุณหนู ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่..." ชายชราผู้เป็นบ่าวรับใช้เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            "ท่านลุงฝู ข้ามิเป็นอันใด เพียงแค่โกรธเกรี้ยวมากไปเท่านั้น กู้ฉางเกอเขากลับมิลงมือสังหารข้า ทว่ากลับเลือกที่จะยั่วโมโหข้าแทน"

            กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันพูดอย่างเดือดดาล เพียงแค่เอ่ยชื่อของกู้ฉางเกอ นางก็แทบจะระเบิดอารมณ์ ความแค้นและความกระหายที่จะสังหารเขาออกมา

            ท่านลุงฝูอดมิได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น ก่อนกล่าวขึ้นว่า

            "คุณหนู แค่ท่านยังรอดชีวิตมาได้ก็นับว่าดีแล้ว อย่าลืมว่าเขาตามหาตัวท่านมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะสังหารท่าน"

            "ทว่าวันนี้กลับแปลกนัก เขากลับมิลงมือ หรือว่าจะเป็นเพราะแรงกดดันจากฝ่ายตระกูลของเรากัน"

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ก็ส่ายศีรษะก่อนตอบว่า

            "ถึงเขาจะลงมือ ข้าก็มิได้หวาดเกรงอันใดเขา อย่าลืมว่าข้าก็มีสมบัติล้ำค่ามากมายที่อาจารย์มอบให้ไว้ปกป้องตนเองอยู่มิน้อย"

            ท่านลุงฝูถอนหายใจพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงครุ่นคิดว่า

            "แปลกประหลาดเสียจริง พฤติกรรมของกู้ฉางเกอในวันนี้กลับดูเปลี่ยนไปมิน้อยจากเมื่อก่อน ทว่าความโหดเหี้ยมไร้ปรานีของเขาก็ยังคงเดิม ขนาดเมื่อครู่ตอนที่เขาลงมือสังหารคน ดวงตาก็ยังมิกะพริบ ทำราวกับเหยียบมดตายเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น..."

            ท่านลุงฝูกล่าวขึ้นพลางถอนหายใจลึกอีกครั้ง

            "คุณหนู หลังจากนี้ท่านต้องระวังตัวให้มาก ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้กู้ฉางเกอนับว่าเป็นศิษย์เอก หากเขาจะจัดการท่านขึ้นมา ก็คงจะง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"

            …

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูภูผาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มินานก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับติดปีก บินกระจายข่าวออกไปอย่างรวดเร็ว

            กู้ฉางเกอผู้เป็นศิษย์เอกซึ่งหายตัวไปครึ่งปีได้กลับมาอีกครั้ง

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายต่างตกตะลึงกับข่าวนี้ และรู้สึกเหลือเชื่อ

            บริเวณเชิงเขาหน้าประตูสำนัก เขาใช้ฝ่ามือเดียวบดขยี้ร่างของจินอวี่ น้องชายของศิษย์เอกอีกคนหนึ่งจนแหลกสลาย

            เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นมาจากหญิงสาวในอาภรณ์เขียวผู้หนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็นคนของตระกูลกู้

            ดูเหมือนว่านางจะเป็นน้องสาวของกู้ฉางเกอ แต่เหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง นั่นก็ยังมิมีผู้ใดล่วงรู้ได้แน่ชัด

            น้องชายของจินโจ้วนั้นโชคร้ายที่ไปหาเรื่องหญิงสาวในอาภรณ์เขียว และบังเอิญพบกับกู้ฉางเกอที่เดินทางกลับมาพอดี

            ผลคือจินอวี่ถูกสังหารในทันทีด้วยฝ่ามือเดียว จนสลายกลายเป็นหมอกโลหิต

            เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว ข่าวเรื่องนี้ได้แพร่กระจายออกไปยังทุกพื้นที่

            พลังที่กู้ฉางเกอแสดงออกในตอนนั้นยังถูกบันทึกไว้ด้วยศิลาเงาบันทึกภาพ ซึ่งทำให้ผู้ที่สนใจในพลังของเขาต่างยิ่งให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

            สำหรับหลายคนแล้วนี่นับว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด

            ในยุคแห่งการช่วงชิงความเป็นใหญ่ เหล่าดวงดารายอดอัจฉริยะจากโลกต่างๆ นับมิถ้วนต่างก็เฉิดฉายขึ้นมา

            ทุกคนต่างต้องการเป็นผู้นำเหนือคนรุ่นเดียวกัน สร้างชื่อเสียงในแดนสวรรค์ และแสดงอำนาจให้สะท้านไปทั่วทั้งปฐพี

            ฝ่ามือเดียวพิชิตผู้แข็งแกร่งระดับเทวะมายา

            เพียงผลลัพธ์เดียวนี้ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงความน่าสะพรึงกลัวของกู้ฉางเกอ

            จากสิ่งที่เผยออกมาเล็กน้อย ก็สามารถจินตนาการถึงภาพใหญ่ได้อย่างชัดเจน

            เหตุการณ์นี้ยังคงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมในโลกหล้า

            …

            พื้นที่ศูนย์กลางของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            ภูเขาเซียนและเกาะศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่มากมาย น้ำตกสีเงินไหลลงมาจากฟากฟ้า ท่ามกลางหมอกเซียนที่พวยพุ่ง แสงรุ้งสีสันเจิดจ้าพลันแต่งแต้มท้องนภา ก่อให้เกิดบรรยากาศของพลังโบราณแห่งเซียน

            บนยอดเขาสูงชันอันกว้างใหญ่อันมีนามว่ายอดเขาเดียวดาย ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของจินโจ้ว ศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ 

            บริเวณยอดเขานั้นเต็มไปด้วยพระราชวังและอาคารที่ตั้งเรียงราย ผู้บำเพ็ญเพียรเดินสวนกันไปมาอย่างมิขาดสาย บรรยากาศดูคึกคักและเต็มไปด้วยพลังชีวิต

            ภายในพระราชวังอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ท่ามกลางหมอกสีขาวที่หมุนวนราวกับไอน้ำ

            ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางห้อง

            บนหน้าผากของเขาประดับด้วยเขาสีทองที่แผ่พลังแห่งมหามรรคา ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งที่สามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งออกมา

            รอบกายของเขามีลมปราณหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นเล็กๆ ก่อนถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกาย

            ในทันใด ผิวของเขากลับส่องแสงทอประกายสีทอง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเกลียวคลื่นเล็กๆ สีทองที่หมุนวน

            ภายในเกลียวสีทองแต่ละเกลียวนั้น ปรากฏให้เห็นเงาร่างของเซียนและปีศาจที่ราวกับกำลังสวดบูชา

            พวกมันหมุนเวียนรอบร่างของเขา พร้อมด้วยอักขระที่มิมีที่สิ้นสุด ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความลึกลับและน่าหวาดกลัว

            เห็นได้ชัดว่า นี่คือวิชาโบราณอันทรงพลังและน่าสะพรึงกลัว

            เบื้องหลังของเขามีเงาร่างของอสูรยักษ์สีทองปรากฏขึ้นเลือนลาง เงานั้นเคลื่อนตัวขึ้นลง

            ปากของอสูรยักษ์เปิดออก ราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง มันดูดกลืนแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านพระราชวังเข้าสู่ร่างกายของเขา

            ชายผู้นี้ก็คือจินโจ้ว ศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            เขาเป็นมหาราชันยุทธ์ผู้เยาว์วัย ที่มีพลังเหนือกว่าผู้ใดในรุ่นเดียวกัน

            ในเวลานั้น ท่ามกลางห้วงมิติเบื้องหน้าเขา

            ปรากฏเงาร่างของจิตวิญญาณต้นกำเนิดที่ถูกปกป้องด้วยสมบัติล้ำค่า พร้อมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเกลียดชัง

            “พี่ใหญ่ ท่านต้องล้างแค้นให้ข้านะ! กู้ฉางเกอมันหยิ่งยโสนัก ข้ามิได้ไปหาเรื่องอันใดเขาเลย ทว่าเขากลับใช้ฝ่ามือเดียวบดขยี้ร่างกายของข้าจนแหลกสลาย หากมิได้สมบัติคุ้มครองชีวิตที่เผ่าเราประทานมาให้ ข้าก็คงจะสิ้นชีพอยู่ตรงนั้นไปแล้ว”

            จิตวิญญาณนั้นคือจินอวี่ ซึ่งหนีรอดมาได้จากหน้าประตูสำนัก

            ความแค้นของเขาที่มีต่อกู้ฉางเกอรุนแรงดุจไฟลุกโชน เขาอยากจะฉีกกระชากร่างกายของกู้ฉางเกอให้เป็นชิ้นๆ มิฉะนั้นความคับแค้นในใจของเขาก็คงมิอาจมลายหายไปได้

            การที่ถูกทำให้ขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้น ก็แทบมิต่างจากการถูกสังหาร!

            “เรื่องนี้พูดได้ว่าเป็นความผิดของเจ้าเอง เจ้ามิมีเหตุผลเพียงพออันใดเลยที่จะไปล่วงเกินผู้เป็นน้องสาวของกู้ฉางเกอได้”

            “ข้าได้ยินเรื่องทั้งหมดมาจากข้างนอกแล้ว”

            ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองลืมตาขึ้น เขาเผยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “ทว่ากู้ฉางเกอก็นับว่าเกินไป เขาคิดว่าเพียงมีตระกูลกู้หนุนหลัง แล้วจะรังแกผู้ใดก็ได้อย่างนั้นหรือ ตระกูลมนุษย์เขาทองคำของเราก็มิใช่ที่ที่ใครจะมาเหยียบย่ำได้ง่ายๆ”

            “เรื่องนี้ข้าจะทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าเอง”

            “ทว่ามิใช่ตอนนี้”

            “ดูเหมือนว่ากู้ฉางเกอจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจอมราชันแล้ว ข้าเองก็กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตของการทะลวงขั้น หากข้ายังมิอาจทะลวงผ่านขั้นนี้ไป ข้าก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจินอวี่พลันเปลี่ยนเป็นดีใจ

            “ขอบคุณพี่ใหญ่! ข้าจะรอวันที่ท่านล้างแค้นให้ข้า ให้กู้ฉางเกอมันเสียใจกับสิ่งที่มันได้กระทำลงไปในวันนี้!”

            จินโจ้วพยักหน้าโดยมิได้กล่าวสิ่งใดอีก

            ทว่าในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและระมัดระวัง

            กู้ฉางเกอถือเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ เขามิอาจประมาทได้เลย

            ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้รับโชควาสนามิน้อย เขาสามารถรวบรวมพลังเงาร่างของบรรพบุรุษมาเป็นส่วนหนึ่งในพลังของตนเอง ทำให้ความสามารถของตนพัฒนาขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด

            เขาคิดว่าตนเองแข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะแก้แค้นกู้ฉางเกอที่เคยทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้

            ทว่ามิคาดคิดเลยว่า กู้ฉางเกอจะพัฒนาความแข็งแกร่งได้รวดเร็วยิ่งกว่า จนตอนนี้กลับสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจอมราชันก่อนเขาได้แล้ว

            ในขณะที่เขาเพิ่งจะอยู่เพียง ในระดับเจ้าครองแคว้นขั้นปลายเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม เขายังมั่นใจว่า หากสามารถทะลวงสู่ระดับเจ้าครองแคว้นขั้นสูงสุดได้สำเร็จ ผนวกรวมกับพลังจากวิชาโบราณและไพ่ตายที่เตรียมไว้

            เขาจะสามารถต่อกรกับกู้ฉางเกอได้อย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน