ในยามเช้าที่บรรยากาศสดใส หลังจากที่หยางลี่เจินตามเหวินเจาเหยียนลงมาที่ห้องอาหารของโรงเตี๊ยม บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของข้าวต้มร้อนๆ และเสียงพูดคุยของผู้คนที่เข้ามาพัก
เหวินเจาเหยียนเลือกโต๊ะที่มุมหนึ่งของห้อง เขานั่งลงเงียบๆ ขณะที่หยางลี่เจินเดินตามมานั่งตรงข้ามกัน
“คุณดูเหมือนจะคุ้นเคยกับโรงเตี๊ยมพวกนี้ดีนะคะ”
เธอเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
เขาเงยหน้าขึ้นจากถ้วยข้าวต้ม มองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง “ข้าเดินทางมาตลอด ที่แบบนี้กลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตข้า”
“แต่สำหรับฉัน มันยังแปลกใหม่อยู่” เธอยิ้ม พลางมองรอบๆ ห้องอาหาร “ฉันไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ”
เขาไม่ได้ตอบ แต่กลับมองเธอด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะสงสัย
“ทำไมเ้ามักพูดอะไรที่ฟังดูแปลกๆ เสมอ?” เขาถาม
น้ำเสียงนิ่ง
หยางลี่เจินชะงักไป ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “อาจจะเพราะฉันเป็คนแปลกๆ ล่ะมั้ง”
“เ้ารู้ตัวก็ดี” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปสนใจกับข้าวต้มในถ้วย
เธอยิ้มเล็กๆ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง เธอเปลี่ยนเื่พูดทันที “แล้วเราจะเดินทางต่อเมื่อไหร่คะ?”
“อีกไม่นาน” เขาตอบ “ข้าต้องให้คนของข้าตรวจสอบเส้นทางก่อน”
“เพราะกลัวว่าจะมีคนตามมาอีกเหรอ?”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ให้พวกนั้นมารบกวนเ้าอีก”
คำพูดนั้นทำให้เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ขอบคุณนะคะ”
เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่แววตาที่แฝงไปด้วยความจริงจังของเขาทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ลูกน้องของเขาจะเข้ามารายงาน
“นายท่าน เส้นทางข้างหน้าปลอดภัย ไม่มีร่องรอยของพวกคนที่ตามเรามาก่อนหน้านี้”
เหวินเจาเหยียนพยักหน้า “ดี เตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางในอีกครึ่งชั่วยาม”
หยางลี่เจินมองเขาอย่างเงียบๆ เธอเริ่มเข้าใจว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงความอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็โอกาสที่ทำให้เธอเรียนรู้เกี่ยวกับเขามากขึ้นอีกด้วย
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด เหวินเจาเหยียนก็ลุกขึ้น พร้อมเอ่ยเรียกเธอ “เ้าอยากรู้เื่การเดินทางต่อหรือไม่?”
“ค่ะ” เธอตอบ รีบลุกขึ้นตามเขาออกไปข้างนอก
หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เหวินเจาเหยียนและหยางลี่เจินออกมาที่ลานด้านหน้าของโรงเตี๊ยม แสงแดดยามเช้าส่องกระทบใบไม้ที่พริ้วไหวเบาๆ เสียงม้าร้องและเสียงพูดคุยของลูกน้องทำให้บรรยากาศดูคึกคัก
หยางลี่เจินยืนมองลูกน้องของเขาที่กำลังจัดเตรียมรถม้า เธออดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “พวกคุณต้องจัดการทุกอย่างแบบนี้ตลอดทุกครั้งที่เดินทางเหรอคะ?”
เหวินเจาเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามองเธอ “มันเป็เื่ปกติสำหรับข้า ข้าต้องแน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมก่อนออกเดินทาง”
“แต่คุณเองก็ยังไม่แข็งแรงดี…” เธอพูดพลางมองเขาด้วยสายตาเป็ห่วง “คุณควรพักอีกหน่อยก็ได้นะ”
เขาหันมามองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง “ข้าบอกเ้าแล้วว่า ข้าไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ ได้”
“ดื้อจริงๆ” เธอพึมพำเบาๆ แต่เขาก็ได้ยิน
“ข้าได้ยิน” เขาตอบทันที
เธอหลุดหัวเราะเบาๆ “ฉันพูดจริงค่ะ คุณดื้อเกินไป”
เขาไม่ตอบ แต่หันไปสั่งลูกน้องที่กำลังจัดการม้าและสัมภาระ
“ทุกอย่างพร้อมหรือยัง?” เขาถาม
ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน “พร้อมแล้วครับ นายท่าน รถม้ารออยู่ที่ลานด้านหลัง เราสามารถออกเดินทางได้ทันที”
เหวินเจาเหยียนพยักหน้า ก่อนจะหันมามองหยางลี่เจิน “เ้าอยากพักอีกสักหน่อย หรือพร้อมจะออกเดินทางตอนนี้?”
เธอส่ายหน้า “ฉันพร้อมแล้วค่ะ”
เขามองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเดินนำไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ ลูกน้องช่วยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย
เมื่อขึ้นมาบนรถม้า หยางลี่เจินนั่งมองเหวินเจาเหยียนที่เอนตัวพิงผนังรถม้าอย่างเหนื่อยล้า เธอรู้ว่าเขาพยายามเก็บความอ่อนล้าและความเ็ปจากาแไว้ไม่ให้ใครเห็น
“คุณไม่ต้องพยายามแสดงให้ฉันเห็นว่าคุณแข็งแรงตลอดเวลาก็ได้นะ” เธอพูดเบาๆ
เขาลืมตามองเธอเล็กน้อย “ข้าไม่ได้พยายาม ข้าแค่เป็แบบนี้”
“แล้วฉันจะเชื่อดีไหมล่ะ?” เธอยิ้มบางๆ
เขาไม่ได้ตอบ แต่หลับตาลงอีกครั้งเหมือน้าตัดบทสนทนา
เธอถอนหายใจเบาๆ และนั่งมองเขาอย่างเงียบๆ ภายในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่เธอก็รู้ดีว่าบางคำถามยังไม่ถึงเวลาที่จะถามรถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากโรงเตี๊ยม เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินดังก้องไปตามเส้นทาง ทั้งสองคนยังคงนั่งอยู่ในความเงียบ แต่ในความเงียบนั้นกลับแฝงไปด้วยความเข้าใจกันมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ระหว่างการเดินทาง รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางในป่า เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินและเสียงม้าที่เดินอย่างเป็จังหวะช่วยกล่อมให้หยางลี่เจินที่นั่งอยู่เริ่มรู้สึกง่วง เธอพยายามฝืนตัวเองให้นั่งตัวตรง แต่วิวทิวทัศน์ที่ค่อยๆ ผ่านไปช้าๆ และความเหนื่อยล้าจากหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เธอเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เหวินเจาเหยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหลือบมองเธอ เห็นศีรษะของเธอโยกไปมาอย่างไร้จุดหมาย ขณะที่รถม้ากระตุกเล็กน้อยเมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ เขาขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวหัวก็ชนกับผนังรถม้าหรอก” เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง
เมื่อรถม้าโยกอีกครั้ง ศีรษะของหยางลี่เจินก็เอนไปด้านหนึ่งเกือบจะชนกับขอบหน้าต่าง เหวินเจาเหยียนถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งฝั่งตรงข้ามและย้ายมานั่งข้างเธอ
เขามองเธอที่ยังคงหลับสนิท ใบหน้าของเธอในยามนี้ดูไร้เดียงสาและผ่อนคลาย ต่างจากความดื้อดึงที่เขามักจะเห็นในยามปกติ เขาส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือดึงเธอให้เอนพิงไหล่ของเขาอย่างเบามือ
“นั่งหลับแบบนี้ เ้าคงไม่ได้นอนจริงๆ มาหลายวันแล้วสินะ” เขาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงแฝงความอ่อนโยนที่ไม่ค่อยได้
เผยออกมา
หยางลี่เจินขยับเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเอนศีรษะเข้าหาไหล่ของเขามากขึ้น ราวกับว่าความอบอุ่นจากตัวเขาทำให้เธอรู้สึกสบาย
เหวินเจาเหยียนมองเธอเงียบๆ ใบหน้าของเขาแม้จะยังคงนิ่งขรึม แต่แววตากลับดูอ่อนโยนขึ้น เขาเอนตัวพิงผนังรถม้า ปล่อยให้เธอหลับอยู่ข้างๆ โดยไม่รบกวน
“ข้าคงต้องดูแลเ้ามากกว่าที่คิด” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ พลางยิ้มมุมปากเล็กๆ
รถม้ายังคงเดินทางต่อไป ท่ามกลางเสียงลมพัดและความเงียบสงบ เหวินเจาเหยียนปล่อยให้หยางลี่เจินพักผ่อน โดยไม่พูดอะไรอีก
การเดินทางครั้งนี้ แม้จะเต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน แต่สำหรับเขา การได้อยู่ใกล้ชิดเธอใน่เวลานี้ กลับเป็่เวลาที่ทำให้เขารู้สึกสงบและอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน