บทที่ 55 ในที่สุดก็พานพบ
อีกอย่างหนึ่ง...
ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายในตลอดช่วงเวลา3วัน กลับมีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้…
นั่นก็คือร่างของจางต้าพังที่ไม่ว่าใครจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายร่างเด็กชายออกไปจากตรงนั้นได้แต่ที่น่าแปลกก็คงจะเป็นเศษเลือดเศษเนื้อ ที่เคยเละอยู่รอบๆร่างกายของเขากลับไม่เหลือเลยแม้แต่น้อย สภาพรางที่เคยเป็นรูจากรอยแทงด้วยมือของจางเหว่ยจนตัดทะลุขั้วหัวใจก็กลับไปสู่สภาพเดิมราวกับว่าเขาแค่นอนหลับไปเท่านั้น
อีกย่างหนึ่งที่น่าแปลกนั่นก็คือร่างกายที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการเน่าเปื่อยหรือส่งกลิ่นทั้งๆที่เขาตายได้ตายไปแล้วกว่า3วันแต่ร่างของเด็กชายราวกับว่าเพียงแค่หลับไปเฉยๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่สภาพซากศพที่ควรจะขาวซีด ก็ยังมีร่องรอยสีขาวอมชมพูเหมือนกับว่าพลังชีวิตของเด็กชายยังถูกรักษาเอาไว้อย่างนั้น
ทุกคนภายในหมู่บ้าน จึงตัดสินใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเรื่องนี้กับนางเซียนน้อยอีกครั้งในตอนที่นางตื่นมา ระหว่างนั้นก็มีเรื่องราวยิบย่อยอีกหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นเพียงแต่ว่าที่สมควรกล่าวถึงก็มีเพียงแค่ 2 เรื่องเพิ่มเติม
อย่างแรกนั่นก็คือการมาถึงของผู้เป็นอาจารย์ของจางหู่แน่นอนว่าเมื่อเขาได้มาถึงแล้ว เขาก็ได้พูดคุยหลายๆสิ่งหลายๆอย่างกับชาวบ้านรวมถึงลูกศิษย์ของเขาเอง ดวงตาที่เคยฉายแววเบื่อหน่าย กลับเป็นประกายขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เมื่อได้ยินเรื่องของเด็กหญิงประหลาดกับหมายักษ์เรื่องของมันฝรั่งกับมันหวาน พืชแปลกๆที่เด็กหญิงนำมาด้วย ที่สามารถมอบพลังชีวิตเป็นจำนวนมหาศาลให้กับผู้คนที่ใกล้ตาย
ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อราวหนึ่งเดือนก่อนเพราะหากว่าผู้คนที่ขาดสารอาหารมานับ 10 ปีแล้ว แทบจะไม่มีทางเลยที่จะสามารถฟื้นคืนพลังชีวิตได้รวดเร็วขนาดนี้ยิ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่มิได้ฝึกฝนพลังลมปราณแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
แต่หัวพืชหัวเล็กๆและอาหารชนิดอื่นที่เด็กหญิงนำมา กลับสามารถฟื้นฟูร่างกายที่ขาดสารอาหารขาดพลังชีวิตมานานสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือมันแทบจะเทียบกับยาทิพย์ในระดับสูง ที่วัดเส้าหลินสามารถผลิตและครอบครองได้ด้วยซ้ำ
ลำพังเพียงแค่มันที่ชาวบ้านได้ลงมือปลูกเองซึ่งเป็นผลมาจากการพยายามของเด็กหญิง ก็คือเป็นเพียงแค่ส่วนต่อยอดออกมาจากสิ่งที่เด็กหญิงสามารถนำออกมาได้
เมื่อเขาได้ลองชิมไปแล้วหลายหัวร่างกายที่เคยอ่อนแรงลงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเขาก็ค่อยๆฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง ถึงมันจะไม่ได้มากมายอะไรหากดูด้วยตาเปล่าแต่มันก็มากพอที่จะทำให้คนที่ไร้ซึ่งแรงกายแรงใจจากความผิดหวังในตลอดหลายปีที่ผ่านมา สามารถฟื้นฟูกำลังวังชาได้มากกว่าสองในสิบส่วน!
ซึ่งถ้าหากเทียบกับมูลค่าแล้วเจ้ามันฝรั่งที่โตเร็วโตวันโตคืนจนเร็วชนิดที่ว่าเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต เพียงแค่จำนวนไม่กี่หัวก็สามารถเทียบได้กับยาวิเศษระดับกลางค่อนไปสูงที่ต้องใช้ทั้งเงินทั้งเวลาในการรวบรวมวัตถุดิบและยังต้องใช้ฝีมืออย่างยิ่งในการหลอมสร้างต่อให้ตีราคาต่ำสุดเท่าที่พอจะทำได้แล้ว ยังต้องใช้หินวิเศษระดับต่ำหลายร้อยก้อนต่อหนึ่งเม็ด...
แต่ยาที่ผลิตได้ยากแสนยากนั้น แทบจะเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อวัดกันด้านคุณภาพกับหัวมันธรรมดาๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปกินกันเป็นปกติในหมู่บ้านแห่งนี้
เมื่อชายชราลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าหากเขาสามารถน้ำมันที่เหลือกินเหลือใช้ของที่นี่กลับไปได้สักครึ่งหนึ่งเพียงแค่สองสามปีให้หลังวัดเส้าหลินที่อ่อนแอลงมากในตลอดช่วงระยะเวลาหลายร้อยหลายพันปี จะสามารถฟื้นฟูกลับไปได้สักแค่ไหนกันเพียงแค่คิดเขาก็แทบจะลอยขึ้นสวรรค์ไปแล้ว...
แต่แล้วสวรรค์ของเขาก็ต้องพังทลายลงเพราะว่าได้รับฟังเรื่องราวอีกมุมนึงที่เค้าไม่เคยจินตนาการถึงนั่นก็คือถ้าหากไม่ได้รับการยินยอมจากนางเซียนน้อยสิ่งที่จะพาออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ได้ ก็จะมีเพียงแค่น้ำคลำเน่าเหม็นเท่านั้น
ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของเด็กหญิงกลับมายักษ์มากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่ง ต้องทวี ความตกใจมากขึ้นเท่านั้น...
ลำพังเรื่องที่ว่าเจ้าหมาขนปุยที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างบ้านเล็กๆ ที่ตีนเขา มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับเซียนหรือสูงกว่านั้น มันก็มากพอที่จะทำให้เขาต้องตกตะลึงแล้ว
แล้วยังมีความเป็นไปได้อื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้น ในระยะเวลาเพียงแค่เดือนเศษ ในช่วงที่เด็กหญิงมายังหมู่บ้านแห่งนี้ที่สามารถชุบชีวิตพื้นดินที่ตายแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งมันเป็นสิ่งที่ต่อให้เขาหรือแม้แต่หลายๆคนที่เขารู้จักจะมาด้วยตัวเองก็ไม่มีทางที่จะทำอย่างเด็กหญิงได้ มันก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้ถึงตัวตนเด็กหญิงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตามตัว
ส่วนอย่างที่ 2 ที่สำคัญมากเช่นเดียวกันนั่นก็คือเมื่อชายชรารวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาทำให้มีบางอย่างที่ดังกระหึ่มกู่ก้องอยู่ในใจของเขานั่นก็คือความเป็นไปได้มากที่สุดว่า สัตว์นรกที่หายไปตั้งแต่ช่วง 1000 ปีก่อน ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง จากการให้ปากคำของเด็กๆที่บอกเล่ากันแทบจะไม่ปะติดปะต่อแต่เมื่อรวบรวมกับข้อมูลที่ได้จากซากศพของมนุษย์มารมันก็แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะว่าสัตว์นรกเพียงตัวเดียวก็เป็นได้
และถ้าหากเอาเรื่องนี้มาปะติดปะต่อกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ตลอด10 ปี กับการเปลี่ยนแปลงไปของจางเหว่ย ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าต่อให้จะดีจะร้ายอย่างไร แต่ไม่มีใครในหมู่บ้านแห่งนี้รักและห่วงใยจางต้าพังมากกว่าผู้เป็นบิดาของเขาแล้วมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างจางเหว่ยจะลงมือสังหารบุตรชายของตัวเอง
ซึ่งถ้าหากมันเป็นแบบนั้น จริงๆมันก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนั้น สัตว์นรกอาจจะพยายามยึดรางของจางเหว่ยเเต่ก็ไม่สามารถทำได้ จนต้องอาศัยจังหวะนั้นลงมือจัดการสังหารบุตรชายของจางเหว่ยเพื่อให้จิตใจของเขาแตกสลายลงไป จนสามารถทำการยึดร่าง ได้อย่างสมบูรณ์
และนั่นมันก็จะสอดคล้องกับคำอธิบายของเด็กๆได้อย่างพอดิบ พอดี ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมามีสัตว์นรกได้เริ่มตื่นขึ้นมาบ้างแล้วและมันก็ได้แทรกซึมอยู่ในสถานที่ต่างๆ
ซึ่งหากนำข้อมูลเก่าแก่ตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีก่อนมาอ้างอิงแล้วล่ะก็ มีความเป็นไปได้มากว่าทั่วทั้งแผ่นดินในตอนนี้ มีเหล่าสัตว์นรกนับร้อยตนแฝงอยู่ตามที่ต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ว่ากันว่าในครั้งอดีตในตอนที่วัดเส้าหลินยังคงรุ่งเรืองอยู่ พอสมควร และได้เป็นหนึ่งในแกนหลักของแนวร่วมในการทำลายล้างเหล่าสัตว์นรก
ในตอนนั้นขณะที่รวบรวมเหล่ายอดนักสู้จากทั้งแผ่นดินก็แทบจะไม่สามารถต่อกรกับสัตว์นรกทั้ง 100 ตน ที่แข็งแกร่งเต็มที่ได้ถ้าหากว่าไม่ได้สายเลือดจันทราสีเพลิงเสียสละตนเองในครั้งนั้น ก็เป็นไปได้ว่ายุทธภพทั้งหมดอาจจะล่มสลายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นได้…
แต่นั่นมันก็ไม่ได้สำคัญเท่า…
‘ในตอนนี้ข้าอาจจะพบบุคคลในคำทำนายนั้นแล้วก็เป็นได้และถ้าหากว่าเป็นนางจริงๆแล้วแล้วก็ พวกเราคงจะสามารถกลับไปรุ่งเรืองเหมือนดั่งการก่อนได้อย่างเเน่นอน...ศิษย์พี่!!’