รติมาเลี้ยวรถเข้ามาจอดต่อท้ายรถอีกคันที่จอดอยู่หญิงสาวจ้องมองท้ายรถข้างหน้านิ่งก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อจำได้ว่าเป็รถของใคร
“พี่กร!” หญิงสาวรีบเปิดประตูรถลงวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็วเธอผวาเข้าไปนั่งลงบนโซฟาแล้วกอดผู้ชายที่นั่งอยู่ก่อนแล้วด้วยความคิดถึงจับใจ
“คิดถึงจังเลย กลับมาั้แ่เมื่อไรคะ”
พัสกรส่งยิ้มให้พลางโอบกอดตอบ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนว่า
“กลับมาเมื่อวานจ้ะพี่มีของมาฝากเราด้วยนะ” ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนออก จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบกล่องเล็กสีแดงกำมะหยี่ใบหนึ่งที่วางอยู่มาส่งให้รติมารับมาถือไว้แล้วเพ่งพิศดูอย่างสนใจ อยากรู้เหลือเกินว่าข้างในเป็อะไร
“ขอบคุณค่ะ ข้างในจะเป็อะไรน้า”
พัสกรไม่ตอบเอาแต่ยิ้มอย่างเดียว นวลฉวีจึงเชียร์ให้ลูกสาวรีบแกะออกมาดู
“เปิดดูเลยยัยหนู ถ้าอยากรู้ว่าข้างในเป็อะไรและจะสู้ของแม่ได้หรือเปล่า” ท่านหยิบขวดน้ำหอมทรงสวยราคาแพงจากอังกฤษให้บุตรสาวดูรติมาตาโตด้วยความอิจฉาเล็กน้อย หญิงสาวมองพัสกรเห็นรอยยิ้มของเขาแล้วทำให้อยากรู้มากยิ่งขึ้นจึงรีบเปิดมันออกในกล่องใบเล็กปรากฏสร้อยเงินเส้นเล็กมีจี้เพชรรูปหัวใจดวงน้อยและยังมีต่างหูเล็กๆรูปหัวใจเข้าชุดกันอีกด้วย
รติมามองของที่อยู่ในกล่องตาเป็ประกายด้วยความพอใจทว่าเสี้ยวความรู้สึกหนึ่งแอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ใช่แหวนแต่เมื่อเห็นจี้ที่ห้อยอยู่ก็ลบอาการผิดหวังเ่าั้ออกไปจนหมดสิ้น
‘รูปหัวใจดวงน้อย พี่กรอยากบอกอะไรเราเป็นัยๆหรือเปล่านะ’
“ชอบไหมจ๊ะพี่เลือกเองกับมือเลยนะ เห็นว่ามันน่ารักดีก็เลยซื้อมาฝาก”
รติมายิ้มหวาน มองชายหนุ่มอย่างซึ้งใจแววตาเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างไม่ปิดบัง แต่คนตรงหน้ามักแปรความหมายผิดว่ามันเป็ความรักแบบพี่น้องอยู่ร่ำไป
“ชอบมากเลยค่ะขอบคุณนะคะพี่กร” หญิงสาวกราบขอบคุณที่ต้นแขนของพัสกร ก่อนจะหันไปทางมารดาเพื่ออวดของที่ได้รับบ้าง“เป็ไงคะคุณแม่ ของฝากของหนูสวยสู้ได้หรือเปล่า”
“สวยมากจ้ะ แหม...ตากรลำเอียงนี่นาน้าได้แค่น้ำหอมเองส่วนยัยหนูได้สร้อยสวยๆ ใส่”นวลฉวีแกล้งตัดพ้อต่อว่าเล็กน้อย ดำรงหัวเราะขันที่ภรรยาตัวเองทำตัวเป็เด็กขี้อิจฉา
“คุณนวลอายุปูนนี่แล้วนะยังจะอิจฉาลูกอีกเหรอ” คำเย้าแหย่เล่นของท่านเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน นวลฉวีจึงมองค้อนสามีไปขวับหนึ่งก่อนจะผสมโรงหัวเราะตามไปด้วยอีกคน
“พี่กรใส่ให้ขมิ้นหน่อยสิคะ”รติมาออดอ้อนพลางยื่นกล่องให้พี่ชาย
“ได้สิจ๊ะแม่คนขี้เห่อ” พัสกรเอ่ยล้อแล้วหยิบกล่องจากมือน้องสาวมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบสร้อยออกมาสวมให้ด้วยกิริยาอ่อนโยนจนหญิงสาวััได้พี่กรของเธอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็มอบแต่ความสุขและความอ่อนโยนให้กับเธอเสมอรติมาใจเต้นแรง หน้าแดงซ่านเพราะใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มากจนแทบจะชนกัน
“ถูกใจอะไรสาวน้อย ยิ้มใหญ่เลยมีความคิดแผลงๆอะไรอีกล่ะ” พัสกรบีบจมูกน้องสาวเล่นอย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ย! เปล่าค่ะเปล่า” หญิงสาวร้องปฏิเสธพร้อมกับเบี่ยงหน้าหนีชายหนุ่มหัวเราะชอบใจที่แกล้งน้องสาวได้
“อยู่ทานข้าวกับน้าก่อนนะตากร” นวลฉวีเอ่ยชวน แต่พัสกรปฏิเสธ
“วันนี้คงต้องขอตัวก่อนดีกว่าครับคุณน้าเพราะผมมีธุระที่จะต้องไปทำต่อ”
“งั้นเหรอจ๊ะ ไม่เป็ไรเอาไว้วันหลังก็ได้”
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับเลยก็แล้วกัน”
“จ้ะ ขมิ้นออกไปส่งพี่เขาสิลูก” นวลฉวีบอกบุตรสาวที่นั่งทำหน้าม่อยอยู่ด้วยไม่พอใจที่พัสกรไม่สามารถอยู่ทานข้าวด้วยกันได้
“พี่กรอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไม่ได้เหรอคะที่บอกว่ามีธุระความจริงแล้วนัดสาวๆ ไว้ใช่ไหมล่ะ” รติมาอดประชดไม่ได้มีอย่างที่ไหนจากกันตั้งอาทิตย์แต่มาหาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น
‘มีคนคิดถึงจะแย่ไม่รู้หรือไงนะ’
“ใช่จ้ะ พี่มีนัดกับสาวแต่พี่ต้องไปทำธุระก่อนจริงๆ” แทนที่จะปฏิเสธพัสกรกับตอบรับหน้าชื่นตาบาน ทำเอาหญิงสาวอึ้งไปหลายวินาทีเพราะไม่คิดว่าคำพูดเล่นๆของตนเองจะเป็จริงขึ้นมา
‘พี่กรพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงกันพี่กรมีแฟนแล้วงั้นเหรอ ใครกัน ทำไมเราไม่รู้ล่ะ’
“สาวคนนี้นะถ้าชีวิตนี้พี่ไม่มีเขาพี่คงอยู่ไม่ได้พี่รักผู้หญิงคนนี้มากเลยนะ และเขาก็รักพี่มากด้วยเหมือนกัน เพราะอะไรรู้ไหม” ชายหนุ่มยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สังเกตคนข้างเคียงที่เดินมาด้วยเลยว่ามีสีหน้าเช่นไรจนกระทั่งเดินมาถึงรถที่จอดอยู่นั่นแหละถึงได้สังเกตเห็น
“ขมิ้นเป็อะไร ทำไมตาแดงๆล่ะ” พัสกรถามด้วยความเป็ห่วง ยกมือขึ้นอังหน้าผากของน้องสาวเพื่อวัดอุณหภูมิในร่างกาย“เอ..ตัวก็ไม่เห็นร้อนนี่นา”
“ไม่ได้เป็อะไรหรอกค่ะพี่กรรีบไปเถอะ เดี๋ยวแฟนพี่จะรอนาน คนสำคัญมากนี่คะ” รติมาตอบเสียงสั่นเครือจะใช้หลังมือปาดน้ำตาแต่คนตรงหน้าจับเอาไว้เสียก่อน พัสกรดึงตัวน้องสาวเข้ามาใกล้อีกนิดแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนหญิงสาวมองการกระทำของเขาแล้วยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่
‘พี่กรนะพี่กร ถ้ามีแฟนอยู่แล้วก็อย่ามาทำอย่างนี้สิมันทำให้ขมิ้นตัดใจจากพี่ไม่ได้นะ’
“เอ...วันนี้น้องสาวของพี่เป็อะไรไปนะทำไมขี้แยอย่างนี้ล่ะ อย่าร้องเลยนะ แค่พี่ไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยแค่นี้ถึงกับร้องไห้เลยเหรอ” ชายหนุ่มกอดกระชับร่างบางเอาไว้เพื่อปลอบโยน หลงคิดไปว่าน้องสาวน้อยใจที่ตนเองไม่อยู่ทานข้าวด้วย“หรือว่าเราจะน้อยใจที่พี่ซื้อของฝากมาให้เราน้อยจนเกินไปล่ะสิใช่ไหม” เขาหยอกเล่นหวังให้คนในอ้อมกอดหยุดร้องไห้แต่ก็ไม่เป็ผล เขาใจไม่ดีเลยที่เห็นคนที่เขารักดุจน้องสาวในไส้ร้องไห้แบบนี้เขารู้ว่าตัวเองเป็สาเหตุทำให้เธอร้องไห้แต่ว่ามันเื่อะไรกันนี่สิ
รติมาส่ายหน้าไปมากับอกกว้างเป็เชิงปฏิเสธเมื่อพัสกรพยายามถามถึงสาเหตุที่เธอร้องไห้ หญิงสาวร่ำไห้จนพอใจแล้วก็ขืนตัวออกจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนี้แต่นับจากนี้ไปเธออาจจะไม่มีแขนคู่นี้คอยโอบกอดให้ความอบอุ่นอีกแล้ว เพราะมันกำลังจะมีเ้าของตัวจริงมาแทน
“พี่กรรีบไปหาเธอเถอะค่ะ เดี๋ยวเธอจะคอยนาน”
“แล้วเราเป็อะไรล่ะ ร้องไห้ทำไมยังไม่ได้บอกพี่เลย” น้ำเสียงที่อ่อนโยนและฝ่ามือแสนอบอุ่นที่วางอยู่บนศีรษะ ทำให้คนฟังอยากร้องไห้ออกมาอีกรอบ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” เธอฝืนยิ้มให้พลางดันพัสกรไปที่รถพร้อมกับเปิดประตูให้ด้วย แต่ชายหนุ่มขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมเข้าไป
“เราเป็อะไรก็บอกพี่มาสิ”เขาเอ็ดให้อย่างเหลืออดที่เธอดื้อไม่ยอมบอก ก่อนจะถามด้วยความน้อยใจว่า“ขมิ้น เราไม่ไว้ใจพี่แล้วใช่ไหม”
“ไม่ใช่นะคะ” หญิงสาวใหน้าตาตื่น รีบปฏิเสธพัลวัน
“แล้วทำไมไม่เล่าให้พี่ฟัง” พัสกรยังตามคาดคั้นไม่เลิกและจ้องเธอนิ่งเพื่อรอคำตอบ รติมาสู้สายตาเขาไม่ได้จนต้องเมินหน้าหลบไปทางอื่นแล้วตอบเสียงแ่
“ขมิ้นกลัวเธอคนนั้นจะคอยนาน”
“ช่างเถอะ คุณแม่ท่านรอพี่ได้” ชายหนุ่มบอกอย่างไม่ใส่ใจ เพราะ้ารู้ให้ได้ว่าเธอร้องไห้ด้วยเื่อะไรกันแน่
“ฮะ! ว่ายังไงนะคุณแม่เหรอ!” หญิงสาวหันขวับมามองสบตาพี่ชายพลางเผลอะโถามออกไปอย่างลืมตัวด้วยความใพัสกรพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มรู้สึกงุนงงกับอาการของน้องสาวขึ้นมา เมื่ออีกฝ่ายหัวเราะออกมาแล้วะโโลดเต้นร่ำร้องแต่คำว่า‘คุณแม่ๆ’ ไปทั่วเหมือนคนบ้าไม่มีผิด
‘โธ่เอ๊ย..พี่กรบ้า! ปล่อยให้เราคิดไปไกลอยู่ได้ ที่แท้ก็คุณป้านี่เองที่นัดเอาไว้ เฮ้อ..โล่งอกไปทีเรานี่ก็บ้า ช่างเพ้อเจ้อไปได้ใหญ่โต’
“ตกลงเราเป็อะไรกันแน่ พี่งงไปหมดแล้วนะ” พัสกรมองรติมาอย่างไม่เข้าใจเดี๋ยวร้องห่มร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะดีอกดีใจ เขาล่ะงงกับแม่น้องสาวจอมยุ่งคนนี้จริงๆเลย
“เปล่าค่ะ อ้อ...มีค่ะแต่เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่าแล้วขมิ้นจะเล่าให้พี่กรฟังแต่ตอนนี้พี่กรกลับไปหาคุณป้าก่อนเถอะค่ะเดี๋ยวท่านจะคอยนาน พี่กรต้องไปทำธุระก่อนกลับไม่ใช่เหรอคะ” ตอนแรกเธอตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตารู้ทันของเขาก็เลยไม่อยากโกหกเพราะรู้ว่าคงไม่สำเร็จเป็แน่อีกอย่างเธอก็มีเื่จะคุยกับเขาจริงๆ ด้วยเหมือนกัน
“แน่ใจนะ” พัสกรเอ่ยถามทั้งที่ในใจยังนึกเป็ห่วงน้องสาวคนนี้อยู่มาก
“ค่ะ แน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าพรุ่งนี้พี่กรต้องมาหาขมิ้นแต่เช้าเลยนะคะ”
“ก็ได้จ้ะ งั้นพี่กลับล่ะนะ” ชายหนุ่มบอกลาแล้วเอื้อมมือไปจับศีรษะรติมาโยกไปมาด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะขึ้นรถขับออกไป
หญิงสาวยืนโบกมือลาจนกระทั่งรถแล่นลับสายตาไปจึงหันหลังเดินกลับเข้าบ้านพร้อมกับร้องเพลงไปด้วยเบาๆ อย่างมีความสุข
“กรี๊ด!!” ดรุณีหรือนีน่า นางแบบสาวชื่อดังของเมืองไทยในขนาดนี้กำลังกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวและเจ็บใจกับสิ่งที่คนรักบอกมีอย่างที่ไหนเมื่อแฟนหนุ่มที่เธอคบหาด้วยอย่างจริงจังออกหน้าออกตามาบอกกับเธอว่าแม่ของเขาจะให้แต่งงานกับผู้หญิงอื่น
เธอไม่ยอมหรอก ไม่มีทางยอมเด็ดขาด อุตส่าห์เฝ้าตามตื๊อมาแรมปียอมทนเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่างที่คิดว่าเขาชอบ ต้องแสร้งทำเป็คนดี ไม่ทำตัวมั่วแหลกอย่างที่แล้วมาก็เพราะ้าจับอวัชให้อยู่หมัดเพื่อจะได้ถีบตัวเองให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อไปอยู่ในตระกูลผู้ดีเก่าให้ได้มีหน้ามีตาในสังคมมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ฝันของเธอกำลังจะสลายไป
‘ไม่! ฉันไม่ยอมหรอก ไม่มีทางยอมเด็ดขาด’
“ใจเย็นๆ ก่อนนะนีน่า ฟังผมอธิบายก่อน”
อวัชพยายามอธิบายให้สาวคนรักฟัง ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงขนาดนี้เพราะทุกทีหญิงสาวจะเป็คนใจเย็นมีเหตุมีผลเสมอ แต่ตอนนี้กับตรงกันข้ามเมื่อเธอโวยวายไม่ยอมฟังเหตุผลของเขาเลย
“ใจเย็นหรือคะคุณพูดแบบนี้ได้ยังไงกันคะปูน คุณก็บอกนีน่าอยู่แล้วว่าคุณอยากจะขอเลิกกับนีน่า”นางแบบสาวตวาดใส่ด้วยความโมโห ลืมหมดสิ้นแล้วว่าเคยแสดงเป็คนยังไงเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาความโกรธแล่นเข้าครอบงำจนขาดสติ
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไม่แก้ต่างอะไรเลยเพราะเริ่มไม่พอใจกับความไม่มีเหตุผลของเธอแต่เขาก็พยายามทำความเข้าใจเนื่องจากหากเป็ตัวเขาเองก็อาจมีอาการไม่ต่างจากเธอก็เป็ได้
เมื่ออวัชไม่พูดอะไรให้ดีขึ้นดรุณีจึงเดือดดาลมากยิ่งขึ้นไปอีก เธอเดินมาจ้องหน้าชายหนุ่มก่อนจะพูดออกมาด้วยความไม่ยั้งคิดว่า
“คุณอย่าบอกนะว่าคุณจะยอมคุณแม่คุณน่ะถ้าคุณทำอย่างนั้นก็โง่สิ้นดี โง่ที่สุด บ้าบอด้วย คุณโตป่านนี้แล้วนะ ยังจะให้แม่จูงจมูกอยู่อีกหรือไงกัน”
อวัชตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าคนรักจะพูดเช่นนี้ออกมาดังนั้นจากความสงสารเห็นใจจึงแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธแทน ชายหนุ่มเลยลุกยืนขึ้นจ้องหน้าเธอเขม็งอย่างเอาเื่
“คุณพูดอะไรออกมานีน่าผมไม่คิดเลยนะว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของคุณ ผมจะกลับล่ะ เชิญคุณบ้าไปคนเดียวก็แล้วกัน” อวัชบอกเสียงขุ่นแล้วเดินไปที่ประตูห้องจับลูกบิดจะเปิดออก แต่ดรุณีรีบผวามาสวมกอดชายหนุ่มไว้จากทางด้านหลังเมื่อตั้งสติได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปหญิงสาวแสร้งบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้เสียยกใหญ่เมื่อรู้ว่าเขาโกรธและจะไปจริงๆ
“ฮือๆ ปูนขานีน่าขอโทษนีน่าพูดไม่ทันได้คิดเพราะโกรธและผิดหวังมากก็เลยพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ขอโทษนะคะ อย่าโกรธนีน่าเลยคุณไม่สงสารนีน่าบ้างเหรอ นีน่ารักคุณมากนะ”
อวัชสงบสติอารมณ์ก่อนถอนหายใจยาวเมื่อคิดได้ว่าตนเองมาที่นี่เพื่ออะไรมาเพื่อที่จะอธิบายเื่ราวต่างๆ ให้เธอได้เข้าใจและต้องคอยปลอบใจเธอมากกว่าจะมาโกรธเคืองกันสิหญิงสาวคงไม่ได้ตั้งใจพูดจริงๆ อารมณ์มันคงพาไปมากกว่าเพราะเป็เขาก็คงโกรธจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็หันมาเผชิญหน้ากับคนรักพอเห็นใบหน้าแสนสวยเปื้อนไปด้วยน้ำตาแล้วก็นึกสงสารขึ้นมาจับใจ เขาจึงดึงเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอก
“ผมขอโทษนะที่โกรธคุณ”
“ไม่เป็ไรค่ะ แต่ว่าปูนจะทิ้งนีน่าจริงๆเหรอคะ คุณไม่รักนีน่าแล้วเหรอ” ดรุณีถามอย่างตัดพ้อเป็ไงเป็กันสิ เธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เขากลับคืนมาเหมือนเดิมจะไม่ยอมเสียเขาไปให้ใครเด็ดขาด
“ผมบอกหรือไงว่าจะทิ้งคุณ”
“หมายความว่าคุณจะไม่ทิ้งนีน่าและจะไม่แต่งงานใช่ไหมคะ” เธอเงยหน้าจากอกกว้างขึ้นถามอย่างมีความหวัง
“ใช่ คุณไม่ฟังผมให้จบก่อนที่จะตีโพยตีพายซะยกใหญ่”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ” ดรุณีบอกอย่างงอนๆ แถมค้อนให้เขาอีกต่างหาก ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ ยกมือขึ้นมาบีบจมูกที่เชิดอยู่นั้นอย่างมันเขี้ยวปนเอ็นดู
“เจ็บนะคนบ้า” เธอทุบอกกว้างอย่างมีจริตมารยาแล้วซบหน้ากับอกอุ่นถามด้วยความอยากรู้ว่า
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปคะ”
“ก็ผมมาที่นี่เพื่อจะมาขอความช่วยเหลือจากคุณนี่แหละจะได้ไหม”
“ได้สิคะปูน จะให้นีน่าทำอะไรก็บอกมาได้เลยนีน่าเต็มใจทำให้คุณได้ทุกอย่างขอแค่คุณไม่ทอดทิ้งนีน่าไปแค่นั้นก็พอ” หญิงสาวรีบรับคำอย่างกระตือรือร้นเสียงหวานอย่างเอาใจ
“พรุ่งนี้ไปพบคุณพ่อคุณแม่ของผมกัน”
“อะไรนะคะ!” ดรุณีตาโต ร้องถามออกมาด้วยความใปนดีใจ เธอฟังผิดไปหรือเปล่านะเขาจะพาเธอเข้าบ้านเพื่อไปรู้จักกับครอบครัวของเขาอย่างนั้นหรือ เธอไม่อยากจะเชื่อเลยเพราะั้แ่คบหากันมาเขาไม่เคยพาเธอเข้าบ้านไปแนะนำให้พ่อแม่ได้รู้จักเลยสักครั้งมีแต่บอกว่าให้ได้รู้จักกันมากกว่านี้ก่อนจนเธออยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ใส่หน้าเขาให้หายแค้นแต่ตอนนี้ฝันของเธอกำลังจะเป็จริงแล้ว หญิงสาวยิ้มแย้มด้วยความยินดีที่ความฝันเป็จริงซะทีคราวนี้ไอ้พวกนักข่าวมันจะได้เลิกซุบซิบเขียนข่าวเสียดสีเธอเสียที
“ว่าไงครับนีน่า ตกลงไหม” อวัชถามเสียงอ่อนโยนพลางนึกโทษตัวเองว่าทำไมถึงไม่พาดรุณีไปแนะนำให้ที่บ้านได้รู้จักั้แ่แรกกันนะบางทีเื่ยุ่งๆ พวกนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้รั้งรอที่จะพาหญิงสาวไปให้พวกท่านได้รู้จักอาจเป็เพราะตอนนั้นเขายังไม่มั่นใจก็ได้ว่าเธอคือคนที่เขาจะร่วมชีวิตให้เป็แม่ของลูกเขาได้และแม้ว่าตอนนี้เขาเองก็ยังคงไม่มั่นใจเช่นเดิมอยู่ ทว่ามันมีความจำเป็เร่งด่วนที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
“ค่ะๆ ตกลงค่ะ” ดรุณีรีบรับปากโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดใดๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ หญิงสาวตวัดแขนโอบรอบต้นคออวัชไว้แล้วโน้มใบหน้าของเขามาหาริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของเธอที่เผยอรออยู่อย่างเต็มใจทั้งสองจูบกันอย่างดูดดื่ม เธอพยายามเล้าโลมเขาเพื่อให้เกิดแรงปรารถนายิ่งขึ้น
หนุ่มสาวพากันล้มลงไปบนโซฟาตัวยาว โดยมีหญิงสาวเป็ฝ่ายอยู่้าแล้วมีชายหนุ่มนอนอยู่ใต้ร่างทั้งสองเริ่มคลุกเคล้ากันอย่างเมามันระคนเร่าร้อน สติของอวัชขาดไปชั่วขณะเมื่อโดนเล้าโลมกายอย่างหนักร่างกายหญิงเสียดสีไปมามันน่าทรมานน้อยซะเมื่อไรกันเล่า แต่ก่อนที่เสื้อผ้าของคนทั้งคู่จะหลุดออกจากตัวสติสัมปชัญญะของความเป็สุภาพบุรุษของเขาก็ผุดขึ้นมา
ชายหนุ่มจับร่างหญิงสาวดันออกห่างแล้วพลิกให้เธอมาอยู่ใต้ร่างเขาแทนส่วนเขาก็ลุกออกจากตัวเธอไปก่อนที่มันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้จนกู่ไม่กลับ ดรุณีนอนมองคนรักหนุ่มที่จู่ๆก็รีบลุกขึ้นอย่างงงงวย อารมณ์พิศวาสที่จุดไว้ยังคงแผดเผาให้ทรมานด้วยความ้า อวัชรีบจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่แล้วหันมามองนางแบบสาวซึ่งยังนอนอ่อนระทวยหอบหายใจแรงอยู่ด้วยสายตาขอโทษ
“ผมขอโทษนะนีน่าแต่ผมล่วงเกินคุณตอนนี้ไม่ได้ ผมไม่อยากเห็นแก่ตัวทำลายคุณก่อนถึงวันแต่งงานของเราผมกลับก่อนนะที่รัก แล้วพรุ่งนี้ผมจะมารับคุณไปที่บ้านผมด้วยกัน” ชายหนุ่มก้มลงจุมพิตหน้าผากมนแล้วรีบพาตัวเองออกไปทันที ก่อนที่ความ้าในตัวจะยากเกินการควบคุมเสียก่อน
ดรุณีลุกขึ้นนั่งแล้วทุบมือลงบนโซฟานุ่มอย่างโมโหปนเจ็บใจอีกนิดเดียวแท้ๆ เธอก็จะผูกมัดเขาทางร่างกายได้อยู่แล้วเชียว
“ไอ้บ้า ไอ้โง่ คนอุตส่าห์ทอดสะพานให้ขนาดนี้แล้วยังบื้ออยู่ได้” หญิงสาวกระสับกระส่ายรู้สึกร้อนรุ่มภายในกายจนปวดร้าวไปหมด เมื่ออารมณ์ที่ถูกจุดเมื่อครู่นี้ยังไม่จางหายไปเธอลุกขึ้นเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพีท เด็กหนุ่มคู่ขาคนใหม่ที่เธอแอบคบหาอยู่เพื่อเอาไว้คลายเหงาอย่างเช่นในเวลานี้
“พีท! เธอขึ้นมาหาพี่ที่ห้องเดี๋ยวนี้เลยนะ” ดรุณีวางสายไปไม่ถึงสิบนาทีเด็กหนุ่มหน้ามนวัยละอ่อนก็เปิดประตูเข้ามาเพียงสบตากันก็รู้ว่าอีกฝ่าย้าอะไรโดยไม่ต้องพูดออกมาเลยสักคำ ต่างโผเข้ากอดกันแลกจูบลูบไล้กันอย่างเมามันระคนเร่าร้อนอุปสรรคต่างๆบนเรือนร่างถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คำนึงถึงสถานที่ร่วมรักกันแต่อย่างใดจนกระทั่งสุขสมอารมณ์หมายไปด้วยกันทั้งคู่ในที่สุด
อวัชกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาค่ำแล้วชายหนุ่มเดินผ่านห้องนั่งเล่นเห็นบิดามารดานั่งอยู่จึงเดินเข้าไปหาท่านทั้งสอง
“ไงจ๊ะพ่อตัวดี วันนี้ทำไมกลับบ้านเร็วนักล่ะ” โสภิตาเอ่ยถามอย่างแปลกใจเพราะปกติถ้าไม่ใกล้เที่ยงคืนหรือเลยเที่ยงคืนไปแล้วลูกชายของท่านไม่มีวันกลับเข้าบ้านได้
“ก็คิดถึงคุณแม่นี่ครับ” อวัชพูดประจบเอาใจขณะนั่งลงข้างๆ ท่านแล้วกอดท่านไว้
โสภิตายิ้มแฉ่ง แม้จะรู้ว่าลูกชายพูดเพื่อเอาใจเท่านั้นก็ตามนี่แหละความสุขของคนแก่ แค่ลูกหลานมาพูดคุยมาอยู่ใกล้ด้วยก็ดีใจจะแย่แล้วไม่เคย้าอะไรอีกเลย
“ที่ห้างเป็ยังไงบ้างล่ะ มีปัญหาอะไรไหม” สุชาติถามถึงธุรกิจที่ท่านได้ปล่อยวางทุกอย่างให้ลูกชายเป็ผู้ดูแลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็ธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในเมืองไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกมากมาย
“ก็ดีครับ ยังไม่มีปัญหาอะไร” ตอบบิดาเสร็จชายหนุ่มก็หันมาทางมารดาบ้าง “คุณแม่ครับที่คุณแม่บังคับให้ผมแต่งงานก็เพราะอยากอุ้มหลานใช่ไหมครับ”
“ใช่จ้ะ นี่เป็เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งเลยนะ” โสภิตาบอกเหตุผลรอง เพราะเหตุผลหลักคือท่าน้าแยกลูกชายออกมาจากคนรักต่างหาก
“งั้นผมจะทำให้คุณแม่สมหวัง”
“จริงหรือจ๊ะลูก” ท่านถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ครับ แต่ไม่ใช่อุ้มหลานจากยัยขมิ้นนะครับแต่จะเป็จากนีน่าแทนพรุ่งนี้ผมจะพาเขามาพบคุณแม่คุณพ่อ ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ” บอกความจำนงของตนเองแล้วอวัชก็ขอตัวทันทีโดยไม่สนใจอาการตกตะลึงของท่านทั้งสองเลย
“เอาไงดีคะคุณ” โสภิตาหันไปถามความคิดเห็นจากสามีอย่างร้อนใจ
“ผมว่าโทรปรึกษาคุณนวลดีไหม” สุชาติแนะนำ โสภิตาจึงกดโทรศัพท์โทรหานวลฉวีทันที เพราะกลัวว่าถ้าชักช้าจะไม่ทันการ
“นวลเหรอ นี่ฉันเองนะ”
“ดีใจจังที่เธอโทรมาโส”
“ทำไม มีอะไรเหรอ” โสภิตาถามอย่างแปลกใจเมื่อได้ฟังคำพูดของเพื่อนรัก
“มีเื่น่ะสิแล้วเธอล่ะโทรหาฉันมีเื่อะไรหรือเปล่า” คนปลายสายถามกลับบ้าง
“ฉันก็มีเหมือนกัน แต่ว่าพูดเื่ของเธอมาก่อนดีกว่า”
“ยัยหนูของฉันน่ะสิ บอกว่าจะพาแฟนมาแนะนำให้รู้จักและบอกว่าจะแต่งงานกันด้วยแกเพิ่งบอกฉันเมื่อกี้นี้เองนะ” นวลฉวีเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง
“แปลกแฮะเหมือนของฉันเลยตาปูนก็เพิ่งมาบอกว่าจะพาแฟนมาให้ฉันรู้จักเหมือนกัน”
“เด็กพวกนี้ต้องมีแผนอะไรแน่เลย”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”
“แล้วเราจะจัดการกันยังไงดีล่ะ”
“ไม่รู้สิ แต่ฉันไม่อยากได้ยัยนีน่ามาเป็ลูกสะใภ้นะนวลผู้หญิงคนนี้ไม่มีความจริงใจและซื่อสัตย์ให้ลูกชายฉันเลย ฉันไม่้าได้ใครนอกจากหนูขมิ้น”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะ ขอฉันคิดก่อน” เงียบกันไปพักหนึ่งนวลฉวีก็คิดหาวิธีออกจนได้ “เอาอย่างนี้นะโส....” จากนั้นท่านก็บอกถึงแผนการต่างๆ ให้เพื่อนรักฟัง เมื่อทำความเข้าใจตรงกันแล้วจึงวางสายไป