มารสยบฟ้า

    บทที่ 48 : งานประลองชิงตำแหน่ง (4)

    การประลองชิงตำแหน่งในกลุ่มที่หกได้จบลง อาจารย์ประจำห้องเรียนที่สองได้หันหน้าไปถามโหย่วอี้ ผู้เป็นอาจารย์ประจำห้องเรียนที่สี่อย่างสงสัยว่า

     

    “ทำไมเด็กจากห้องเรียนที่สี่ของเจ้าถึงได้แข็งแกร่งเพียงนี้ สามารถเอาชนะตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่งไปได้ถึงสี่คนแล้ว?”

     

    “แฮะๆๆๆ” โหย่วอี้หัวเราะอย่างเจื่อน ๆ ชายตามองไปที่ฝูหมิง เนื่องจากตัวเขาเองก็อยากจะรู้เช่นกัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในช่วงที่เขาหยุดไปรักษาตัวจากอาการป่วย เพราะหลังจากที่ได้กลับมาสอน เขาก็พบว่าระดับพลังของเด็กกลุ่มนี้สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก พวกเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว

     

    อาจารย์ของแต่ละห้องเองต่างก็ตกใจกับความแข็งแกร่งของเด็กในห้องเรียนที่สี่ จะมีก็แต่ฝูหมิงเท่านั้น ที่มีสีหน้าหมองคล้ำ ได้แต้กลืนน้ำลายลงคอด้วยความทุกระทม

     

     ฝูหมิงกำหมัดด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด นี่มันเกิดเรื่องบ้างอะไรขึ้น ทำไมพวกมันถึงเอาชนะเด็กที่ข้าสั่งสอนมากับมือได้? หรือว่าข้าจะต้องเสียเงินเก็บทั้งหมดให้กับเจ้าเด็กนั่น...กร๊อดดด!

     

    หลังจากที่เด็กนักเรียนของห้องที่หนึ่งได้พลาดท่าไปหลายคน ก็มาถึงรอบที่ฮัวเจี่ยจะต้องขึ้นประลองบ้าง  ซึ่งคู่ประลองที่เขาจะต้องประมือด้วยก็คือหม่าหง ตัวแทนจากห้องเรียนที่สี่

     

    ฮัวเจี่ยเดินขึ้นสู่สนามประลองอย่างสง่าผ่าเผย แต่ภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยเดือดดาล เพราะการที่ตัวแทนของห้องเรียนที่หนึ่งได้พ่ายแพ้ให้กับห้องเรียนอื่น ๆ ไปถึงห้าครั้ง มันทำให้ภาพลักษณ์อันสูงส่งของฮัวเจี่ยซึ่งอยู่ในห้องเรียนที่หนึ่งเหมือนกันต้องด่างพร้อย

     

     

    มันเหมือนเป็นการบอกกับทุกคนว่า เด็กที่อยู่ในห้องเรียนที่หนึ่งก็ไม่ได้เก่งกาจเสียเท่าไหร่นัก เด็กที่อยู่ในห้องเรียนอื่น ๆ ก็สามารถเอาชนะพวกเขาได้

     

    ฮัวเจี่ยจ้องมองหม่าหงที่เป็นคู่ประลองด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย เหมาะใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ยิ่งนัก

     

    เห็นสายตาของฮัวเจี่ยที่มองมา หม่าหงที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับห้าถึงกับตัวสั่นอย่างหวาดกลัว ภายในใจของเขาได้กระตุ้นเตือนให้ตนเองนั้นเอ่ยยอมแพ้ แต่ขณะที่ปากของเขากำลังจะเอื้อนเอ่ย เสียงประกาศเริ่มการประลองก็ดังขึ้น

     

    “การประลองคู่ที่หนึ่งในของกลุ่มที่เจ็ด ระหว่างฮัวเจี่ยและหม่าหงเริ่มขึ้นได้!”

     

    เมื่อเสียงประกาศเริ่มการประลองดังขึ้น ฮัวเจี่ยรีบวิ่งตรงเข้าไปหาหม่าหง ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

     

    เห็นฮัวเจี่ยพุ่งตรงเข้ามาหา หม่าหงที่กำลังจะเอ่ยยอมแพ้ถึงตกใจจนตัวแข็งทื่อ

     

    ฮัวเจี่ยชกหมัดไปที่บริเวณท้องของหม่าหงจนตัวงอ พร้อมกับหมุนตัวเตะเสยเข้าไปที่ท้องของหม่าหงอีกครั้งจนร่างของอีกฝ่ายลอยขึ้นด้านบน

     

    เมื่อร่างของหม่าหงลอยขึ้น ฮัวเจี่ยรัวหมัดไม่ยั้ง ไม่ยอมปล่อยให้ร่างของอีกฝ่ายนั้นร่วงหล่นลงมาสู่พื้น

     

    ปัก ปักๆๆๆๆ

     

    ด้วยระดับพลังที่เหนือกว่ามาก หมัดแต่ละหมัดของฮัวเจี่ยที่กระแทกเข้าใส่ร่าง ทำให้หม่าหงรู้สึกราวกับกำลังถูกค้อนทุบ ใบหน้าและร่างกายของเขาเริ่มบวมปูดจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ถึงอยากจะเอ่ยยอมแพ้ ปากของเขากลับอ้าไม่ขึ้น

     

    หม่าหงโดนหมัดของฮัวเจี่ยเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง สายตาของเขาเริ่มเหม่อลอย สิ้นสติขณะที่ตัวกำลังลอยอยู่กลางอากาศ

     

    “หยุดมือ การประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว” หลี่ผิงนั้นเห็นท่าไม่ดี เขาจึงรีบสั่งยุติการประลอง

     

    แต่ในจังหวะที่เขาได้สั่งยุติการประลองนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ฮัวเจี่ยได้หมุนตัวเตะเข้าไปที่ศีรษะของหม่าหง และก็ไม่มีทีท่าว่าเขาจะหยุดการโจมตีที่ปล่อยออกไป

     

    ส้นเท้าของฮัวเจี่ยเข้าใกล้ศีรษะของหม่าหง แต่จ้าวเฉินพุ่งตัวเข้าไปหยุดส้นเท้าของฮัวเจี่ยเอาไว้ได้ทัน

     

    เปรี้ยง!

     

    แม้การโจมตีของฮัวเจี่ยจะรุนแรง แต่จ้าวเฉินที่อยู่เพียงแค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้า กลับสามารถรับลูกเตะของฮัวเจี่ยเอาไว้ได้

     

    เห็นอีกฝ่ายสามารถรับลูกเตะของตนได้อย่างสบาย ๆ ฮัวเจี่ยจึงคิดที่จะดึงส้นเท้ากลับ แต่ไม่ว่าจะใช้เรี่ยวแรงขนาดไหน ส้นเท้าของเขาก็ไม่อาจสลัดหลุดไปจากฝ่ามือของจ้าวเฉินได้ เขาจึงต้องจุดเปลวเพลิงขึ้นที่บริเวณส้นเท้าของตน

     

    เมื่อเปลวไฟลุกโชนขึ้นที่ส้นเท้าของฮัวเจี่ย จ้าวเฉินจึงเตรียมจะปล่อยฝ่ามือจากส้นเท้าของอีกฝ่าย แต่ก่อนที่จะปล่อยมือ เขาได้สบตากับฮัวเจี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนความคิด ใช้เรี่ยวแรงของตน เหวี่ยงร่างของฮัวเจี่ยออกไปที่ขอบสนาม พร้อมกับแบกร่างของหม่าหงที่สะบักสบอมไปหาตงห่าว

     

    “รีบนำหม่าหงผู้นี้ไปรักษา เดี๋ยวข้าต้องขึ้นประลองแล้ว”

     

    ตงห่าวรีบเข้าไปรับร่างของหม่าหงมาจากจ้าวเฉิน แบกร่างของอีกฝ่ายไปให้ผู้อาวุโสที่ประจำอยู่ในห้องพยาบาลรักษา ซึ่งในขณะที่ตงห่าวนำร่างหมาห่งไปรักษานั้น การประลองในกลุ่มที่เจ็ดก็รู้ผลเรียบร้อยแล้ว เป็นฮัวเจี่ยที่ได้ขึ้นแท่นเป็นตัวแทนคนที่เจ็ดของสถาบันใบไม้เขียว

     

    เมื่อมาถึงกลุ่มที่แปดซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย จ้าวเฉินที่สวมชุดคลุมสีดำปกปิดทุกสัดส่วน ได้เดินขึ้นไปบนสนามประลองอีกครั้ง เขายังคงสวมผ้าคลุมไว้เช่นเดิม ยืนรอคู่ประลองของตนอยู่เงียบ ๆ

     

    เหล่าผู้ชมที่ดูอยู่ต่างก็รู้สึกสนใจการประลองในรอบนี้ เพราะผู้ที่เป็นตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่งคือลู่อวี๋ ถึงแม้ความแข็งแกร่งของเขาจะไม่อาจเทียบหลันหลันและฮัวเจี่ยได้ แต่ทุกคนต่างก็รู้ดี ความแข็งแกร่งของเขานั้นอยู่ในระดับเดียวกับต้าถง

     

     หากเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของต้าถงเป็นพละกำลังที่สุดโต่ง ความแข็งแกร่งของลู่อวี๋ก็คือความสมดุลระหว่างทักษะ พละกำลังและความว่องไว เขาเป็นแบบฉบับของพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบและเรียบง่าย มีเด็กปีหนึ่งหลายคนที่เอาลู่อวี๋เป็นแบบอย่างในการฝึกฝน

     

    แม้ตัวแทนจากห้องเรียนที่หนึ่งหลายคนจะพ่ายแพ้ให้กับตัวแทนจากห้องเรียนที่สี่ ลู่อวี๋ยังเดินขึ้นไปบนสนามประลองด้วยสีหน้ามั่นใจ “ข้าจะไม่ประมาทจนต้องพ่ายแพ้เหมือนกับต้าถง”

     

    เมื่อทั้งสองขึ้นไปบนสนามประลองเรียบร้อยแล้ว เสียงประกาศเริ่มการประลองก็ดังขึ้น  

     

    ลู่อวี๋ได้กระโดดถอยออกไปสองก้าว รอดูว่าจ้าวเฉินจะเป็นผู้ฝึกยุทธสายไหน และจะบุกเข้ามาเช่นไร

     

    เมื่ออีกฝ่ายถอยหลังออกไป จ้าวเฉินไม่ได้ใส่ใจกับการกระทำของอีกฝ่าย แสงสว่างสีม่วงวลับดำทอประกายขึ้นเบื้องหน้าของจ้าวเฉิน ก่อนที่หนังสือเล่มสีม่วงจะปรากฏออกมา

     

    “หนังสือ!”

     

    ลู่อวี๋มองดูหนังสือสีดำที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณ ดูเหมือนจะเป็นศาสตราวุธอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ใช้ศาสตราวุธในการต่อสู้ ส่วนมากจะอยู่ในสายจิตมหาศาสตรา แต่ข้าไม่เคยเห็นผู้ที่ใช้หนังสือในการต่อสู้แบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่ามันจะมีความพิเศษอย่างไร

     

    หลังจากจ้าวเฉินได้นำหนังสือออก สัตว์อสูรตนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกายของจ้าวเฉิน

     

    “หมาป่าขนเทาระดับสิบ” เมื่อเห็นหมาป่าขนเทาปรากฏตัวขึ้น ลู่อวี๋จึงพอคาดเดาได้ว่าหนังสือของจ้าวเฉินนั้น น่าจะมีความสามารถพิเศษในการควบคุมสัตว์อสูรเหมือนกับผู้ฝึกยุทธสายควบคุม

     

    จ้าวเฉินนำฝ่ามือลูบไปที่หลังคอของหมาป่าขนเทา ก่อนจะออกคำสั่งให้มันพุ่งเข้าโจมตีลู่อวี๋

     

    เมื่อได้รับคำสั่ง หม่าปาขนเทาใช้กรงเล็บอันแหลมคมตวัดเข้าใส่ลู่อวี๋ในทันที

     

    ลู่อวี๋ไม่รอช้า เขาเรียกดาบสั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณออกมา พร้อมกับผสานพลังลมปราณธาตุวายุ เอนตัวหลบกรงเล็บของหมาป่าขนเทาอย่างว่องไว พร้อมกับใช้ดาบสั้นเฉือนไปที่ข้างลำตัวของหมาป่าขนเทา

     

    ฉัวะ!

     

    หมาป่าขนเทาถูกดาบสั้นของลู่อวี๋ฟันเข้าไปที่ข้างลำตัวจนเกินบาดแผลเป็นทางยาว แต่ดูเหมือนว่าบาดแผลที่มันได้รับ จะไม่ได้ส่งผลต่อหมาป่าขนเทาซักเท่าไหร่ มันยังคงจับจ้องอยู่ที่ลู่อวี๋ด้วยสายตาที่ดุร้าย ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีอีกละลอก

     

    ด้วยสายลมที่กระจายตัวออกมาจากร่างกายของลู่อวี๋ มันทำให้การเคลื่อนไหวของเขานั้นว่องไวมาก เขาสามารถหลบการโจมตีของหมาป่าขนเทาได้อย่างหมดจรด พร้อมกับโจมตีสวนกลับไปได้ทุกครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะโจมตีเข้าใส่หมาป่าขนเทาจนเกิดบาดแผลซักกี่แห่ง แต่มันกลับพุ่งเข้ามาโจมตีเขาอย่างไม่หยุดหย่อน

     

    ลู่อวี๋ประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็น หมาป่าขนเทาเป็นแค่กลุ่มก้อนของพลังลมปราณ ต่อให้มีบาดแผลมากมายสักเพียงใด ถ้าไม่ใช่การโจมตีที่สามารถทำลายมันลงได้ในชุดเดียว ก็ควรเลี่ยงที่จะปะทะด้วย ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้มีการโจมตีที่รุนแรงเช่นนั้น ลู่อวี๋จึงตัดสินใจหาโอกาสบุกเข้าโจมตีจ้าวเฉินที่เป็นผู้ควบคุมมันแทน

     

    ลู่อวี๋หลบการโจมตีของหมาป่าขนเทา พลางขยับตัวถอยหลังไปเรื่อยๆ ซึ่งการถอยหลังของลู่อวี๋นั้น ค่อย ๆ เบนทิศทางมายังจุดที่จ้าวเฉินยืนอยู่ และเมื่อหมาป่าขนเทาโจมตีเข้ามาอีกรอบ เขาเบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะหันหลัง ทะยานเข้าหาจ้าวเฉินที่ยืนนิ่งอยู่กับที่

     

    ลู่อวี๋แทงดาบสั้นของตนเข้าใส่กลางอกของจ้าวเฉิน ซึ่งในความคิดของเขานั้น ผู้ที่อยู่ในสายควบคุม สามารถควบคุมสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าตนเองหนึ่งถึงสองระดับได้อย่างสบาย ๆ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการใช้สมาธิที่ค่อนข้างสูง รวมถึงตัวผู้ใช้เองส่วนมากจะอ่อนแอ เพราะพวกเขาเน้นไปที่การฝึกควบคุมสัตว์อสูรเสียมากกว่าการที่ตนเองจะต้องมาฝึกฝนทักษะการต่อสู้ แม้จะเป็นการโจมตีทั่วไปก็ยากที่จะหลบพ้น ซึ่งจ้าวเฉินผู้นี้เองก็ไม่น่าจะแตกต่างกันนัก

     

    เมื่อดาบสั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าใต้ผ้าคลุมของจ้าวเฉินได้เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาก้มตัวหลบดาบสั้นอย่างง่ายดาย  พร้อมกับถีบเสยไปที่บริเวณท้องของลู่อวี๋

     

    ปึก!

     

    ร่างของลู่อวี๋ถูกถีบจนลอยขึ้นด้านบน ถึงแม้มันจะไม่ใช่การโจมตีที่รุนแรงอะไรมาก ไม่ถึงกับทำให้ลู่อวี๋นั้นบาดเจ็บหนัก แต่มันก็ทำให้ลู่อวี๋นั้นต้องประหลาดใจ

     

    ไม่คิดเลยว่าผู้ที่ควบคุมสัตว์อสูรจะเคลื่อนไหวได้ว่องไวขนาดนี้ สามารถหลบการโจมตีของข้าไปได้ ทั้งยังสวนกลับมาได้อีก!

     

    ขณะที่ลู่อวี๋กำลังลอยตัวอยู่บนอากาศ หมาป่าขนเทาที่อยู่บนพื้นก็ได้เงยหน้าขึ้น มันรีบกระโดดขึ้นมางับร่างของลู่อวี๋ ก่อนจะสะบัดร่างของเขาลงมากระแทกพื้นสนามประลอง

     

    อ๊ากก!

     

    แรงสะบัดของหมาป่าขนเทานั้นรุนแรงมาก ถึงแม้จะไม่อาจทำให้ลู่อวี๋ถึงขั้นสลบไป แต่ก็ทำให้หมาป่าขนเทามีเวลามากพอ ที่จะทิ้งตัวลงมา พร้อมกับเอาขาหน้าทั้งสองข้างกดไปที่หน้าอกของลู่อวี๋ ทำให้เขานั้นไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก โม่เฟิงจึงเป็นฝ่ายที่ได้ชัยชนะไป

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ