ณ ชายแดนทิศอุดร
สนามรบสงบลงแคว้นซูพ่ายแพ้ในที่สุด องค์รัชทายาทได้ยาถอนพิษมาอยู่ในมือแล้ว สุดท้ายก็คว้าชัยชนะให้แว่นแคว้นได้สำเร็จทหารทุกนายพากันโห่ร้องกึกก้องกับความพยายามที่เหน็ดเหนื่อยกันมายาวนานของทุกคน
“เดินทางกลับเมืองหลวง” ฝูอี้หลานเอ่ยกับทหารองครักษ์ด้านข้าง
“องค์รัชทายาทถ่ายถอดคำสั่งออกมาแล้ว ให้ยกทัพกลับเมืองหลวง!”
ทหารองครักษ์ประกาศเสียงเด็ดขาดบอกให้ทหารทุกนายรับรู้กันถ้วนหน้า เสียงดีใจดังก้องทั่วทั้งสนามรบที่ยามนี้แม้จะนองเืแต่ก็เป็เืของพวกแคว้นซูเป็ส่วนมาก ทหารทุกคนรีบพากันเตรียมตัวะโขึ้นหลังม้า พวกเขาอยากจะกลับบ้านไปกอดภรรยาจะแย่อยู่แล้ว
ฝูอี้หรงจวิ้นเองก็ะโขึ้นม้าคู่ใจ แต่ทิศทางกลับควบไปทางฝูอี้หลานที่ตอนนี้สีหน้าแย่มากและร่างสูงของเขายังไม่ยอมะโขึ้นอาชาตนเองเสียที “พี่หลาน”
“ข้าไม่เป็ไร จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ดีเท่านั้น”
ฝูอี้เฮยจิ่นเห็นบุรุษสองคนยังไม่เคลื่อนทัพก็ควบม้าตรงมาหาทันที “พี่หลาน น้องสาม เหตุใดไม่เร่งเดินทาง”
“ข้ารู้สึกไม่ดี เหมือนกับว่าจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้น”
“งั้นพี่ก็ขึ้นม้าไปกับข้าเถอะ ข้าจะบังคับม้าให้เอง” ฝูอี้หรงจวิ้นด้วยความเป็ห่วงพี่ชายจะเกิดอันตรายขึ้นระหว่างทาง จึงเสนอความคิดนี้ขึ้น
“ขึ้นไปกับน้องสามเถอะพี่หลาน ทหารรอพวกท่านอยู่นะ”
สุดท้ายฝูอี้หลานจึงยินยอม ก่อนจะะโขึ้นไปซ้อนด้านหลังน้องชาย เสียงฝีเท้าของม้ากลบขบวนทัพดังกึกก้อง เป็การบอกลาสนามรบชายแดนเหนือที่ยาวนานมาเป็เดือน
ทางเสวี่ยเหมยเองก็คอยอธิษฐานให้ขบวนทัพของแคว้นฝูหยวนปลอดภัยได้ชัยชนะกลับมา ใจนางก็เต้นไม่เป็ส่ำออกมาโรงเตี๊ยมใกล้ประตูทิศเหนือทุกวัน รอคอยวันแล้ววันเล่า
“แม่นางเหมยหยุดเดินไปมาสักที หลินหลิงของข้าอ่านหนังสือไม่รู้เื่”
ทุกวันที่พวกนางมาโรงเตี๊ยมแห่งนี้ จะเจอกับท่านชายน้อยจอมป่วนเสียทุกครั้งไป ทางหลินหลิงเองก็ดูไม่ได้รำคาญแถมหนังสือนิทานชาวบ้านยังกล้าหยิบออกมาอ่านอย่างเปิดเผยไม่อายหนุ่มน้อยผู้นี้อีกแล้ว
“ท่านไม่เป็ห่วงเสด็จพ่อของท่านหรือไงเพคะ” เสวี่ยเหมยตอกคำถามกลับไป แต่ร่างบางก็ยังเดินไปมาเช่นเดิม
“เป็ห่วงอยู่แล้ว แต่เสด็จพ่อของข้าเก่งกาจไม่เป็อะไรหรอก ว่าแต่...ดูเ้าจะเป็ห่วงผู้ใดเป็พิเศษนะ แม่นางเหมย...” ิ่ซื่อถามเสียงยาวพลางยกคิ้วอย่างหน้าทะเล้น
“ข้าก็มีบิดากับน้องชายไปร่วมรบนะ ย่อมเป็ห่วงพวกเขาน่ะสิ” เสวี่ยเหมยร้อนใจกลัวถูกิ่ซื่อจับได้ เลยตอบออกมาเหมือนอย่างพูดคุยกับสหายคนหนึ่ง
ิ่ซื่อเองไม่ได้ใส่ใจ หยักไหล่ขึ้นก่อนจะพูดแหย่ต่อ “ก็นะ ถ้าไม่มีใครรู้คงนึกว่าแม่นางเป็ห่วงคนรักที่ไปร่วมกองทัพ แต่ก็คงไม่มีผู้ใดจะมาเป็คนรักแม่นางเหมยมือดาบล่ะมั้ง ฮ่าๆ” เด็กน้อยหัวเราะชอบใจ มือน้อยจ่ำม่ำก็หยิบถั่วในชามเข้าปากไปด้วย
“ใครว่าไม่มีกันเพคะท่านชาย” หลินหลิงวางหนังสือในมือลงในที่สุด
“แม่นางเหมยเนี่ยนะ! ฟ้าต้องถล่มลงมาแน่ๆ บุรุษผู้ใดช่างเป็คนโชคร้ายคนนั้น”
“จะใครล่ะเพคะ ก็เสด็จอาของท่านชายไง” เถียนปิงตอบให้ มือก็หยิบถั่วตามเข้าปากไปด้วย
“เสด็จอาของข้า?”
เห็นทุกคนพยักหน้าตอบอย่างพร้อมเพียง เสวี่ยเหมยเองก็ก้มหน้าลงข้างแก้มนวลมีสีแดงอ่อนค่อยๆ แผ่ออกมาด้วย ์! เขาคงตาฝาดไปแน่ๆ แม่นางเหมยที่ห้าวหาญเช่นบุรุษมีคนรักกับเขาด้วย เขาได้ยินข่าวนางมาก็เยอะว่าแม้นางจะเป็โฉมสะคราญล่มเมือง แต่กริยาท่าทางนั้นไม่เหมือนสตรี ซึ่งทุกวันที่เขาอยู่กับนางก็เข้าใจมาบ้างแล้วว่านิสัยที่ไม่เหมือนสตรีของนางเป็ยังไง
แย่แน่ๆ เสด็จอาคนไหนของเขากันล่ะเนี่ย!
“เสด็จอาไจ่เยี่ยรึ” องค์ชายสี่เป็คนร่าเริง แถมชอบผูกมิตรไปทั่วอาจจะเป็เขาก็ได้ แต่...
ทุกคนส่ายหน้า
“งั้นเสด็จอาเจิ้ง” องค์ชายใหญ่ก็ผูกมิตรกับคนง่าย มีนิสัยชอบเอาใจใส่และมีความเป็ผู้ใหญ่ไปในตัว เพราะเขาก็อายุเยอะแล้ว และยังไม่แต่งพระชายา แต่...
ทุกคนส่ายหน้า
“เสด็จอาหย่ง” องค์ชายห้าผู้มีความรู้กว้างขวาง ฉลาดและไหวพริบดี แต่...
ทุกคนก็พากันส่ายหน้าอีก
สมองน้อยคิดไปถึงเสด็จอาที่เขาชอบที่สุด เสด็จอาหรงจวิ้นไม่เพียงเ็าแต่ก็ไม่สนสตรีด้วย แล้วยังแข็งแกร่ง กล้าหาญ ที่สำคัญยังเป็น้องชายสายเืเดียวกันกับเสด็จพ่อของเขาด้วย เขาเลยชื่นชอบเป็อันดับหนึ่งในใจเลยล่ะ
แต่คงไม่ใช่หรอก เสด็จอาผู้นี้ของเขาแค่เห็นสตรีก็วิ่งหนีแล้วหายลับเข้าไปในหมู่คนแล้ว แต่ตอนนี้เหลือเพียงเสด็จอาหรงจวิ้นกับเสด็จอารองเท่านั้น
ผู้โชคร้ายก็คงเป็เสด็จอารองของเขาแน่ๆ แต่เขาก็ทำเป็ไม่รู้และถามออกไป
“ข้ายอมแพ้แล้ว เสด็จอาของข้าคนไหนกันที่เป็ผู้โชคร้าย”
“องค์ชายสามไงเพคะ” เถียนจ้าวหนิงตอบ
“เสด็จอาสาม!”
เห็นทุกคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพียง เสวี่ยเหมยเองก็ก้มหน้าหนักกว่าเก่า แก้มแดงจนจะประทุเป็ไฟออกมาอยู่รอมร่อ
์! ์! ไม่อยากจะเชื่อ ฟ้าใกล้จะถล่มลงมาจริงๆ แล้วใช่หรือไม่ เสด็จอาของเขาผู้นี้คิดอะไรอยู่ หากกลับมาถึงเขาจะต้องรีบไปห้ามกับความคิดนี้ทันที แม้จะดีใจที่เสด็จอามีหญิงในใจแล้ว แต่แม่นางเหมยเนี่ยนะ เขาไม่อยากได้อาสะใภ้ที่มีนิสัยไม่อ่อนโยนหรอกนะ พูดจาก็ยังโผงผางตรงไปตรงมาอีก ไม่อ้อมค้อมให้มันน่าเอ็นดูเหมือนหลินหลิงของเขาสักนิด
ไม่ได้การ ไม่ได้การ
ขณะพักแรมอยู่ในป่า่กลางวัน ใกล้แถบเมืองเต๋ออันของทิศอุดร หรงจวิ้นก็จามออกมาไม่หยุด จนทุกคนที่กำลังจะหลับเพราะเหนื่อยจากการเดินทางที่พวกเขาเร่งขบวนทัพมาจากชายแดนเหนือกันมาอย่างไม่ได้หยุดพักต้องหันมาสนใจที่ตัวชายหนุ่มแทน
“ผู้ใดกำลังคิดถึงน้องสามกันล่ะเนี่ย” ฝูอี้เจิ้งเอ่ยแซว
“สงสัยจะเป็แม่เสือที่เมืองหลวงแน่ๆ” ฝูอี้ไจ่เยี่ยแซวต่อ พี่สามของเขาคิดจะแต่งแม่เสือเป็ภรรยา แถมควบคุมให้อยู่ในมือก็ยาก ถึงจะงามปานล่มเมืองแค่ไหน ฟังจากข่าวลือที่เขาได้รับมามากมายแล้วเขาก็ไม่อยากแต่งหรอก
“ข้าว่าแบบนี้ไม่ได้คิดถึงแล้วล่ะ เหมือนกำลังสบถคำด่าออกมาเป็ชุดอยู่นะ” ฝูอี้หย่งบอกด้วยสีหน้าอมยิ้ม ทุกคนได้ยินก็พากันหัวเราะชอบใจกันเป็แถบ
“แม่นางเหมยเป็สตรีงดงาม ชายใดได้เห็นคงอยากแย่งไปอยู่ในมือ แต่พี่น้องเราอย่าไปริอ่านแย่งของน้องชายข้าเชียว” ฝูอี้เฮยจิ่นกล่าวบ้าง
ฝูอี้หรงจวิ้นได้ยินก็มองพวกพี่ชายน้องชายตาเขม็ง “ห้ามแย่ง”
พอคำพูดสั้นๆ ถูกกล่าวมากลุ่มชายหนุ่มก็พากันกลั้นขำน้ำตาแทบไหล หรงจวิ้นเป็เอามากแล้วจริงๆ ไม่ธรรมดาเลยเสวี่ยเหมย ไม่ธรรมดา จนพวกข้าต้องขอยกนิ้วให้
ฝูอี้หลานกำลังนอนพักอยู่ในกระโจม แม้จะข่มตานอนแต่จิตใจก็ยังว้าวุ่นทำให้นอนยังไงก็นอนไม่หลับ จะเกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่ เขารู้สึกกลัวไปทุกอย่าง ในมือจับยาถอนพิษมาแนบอกไว้มั่นก่อนจะข่มตาหลับได้ในที่สุด
แม่ทัพเสวี่ยพาอาชาคู่ใจไปกินหญ้า ดื่มน้ำแถวลำธารในป่ามา ขณะที่กำลังจะก้าวเหยียบแผ่นเหล็กรองที่ด้านข้างลงจากม้านั้น ฝ่าเท้าก็ลื่นไถลอย่างไม่มีสัญญาณเตือน เท้าใหญ่ไปเกี่ยวติดอยู่ในช่องของเหล็กบางทำให้เขาทรงตัวเองไม่อยู่ ขณะที่ศีรษะจะกระแทกกับพื้นอยู่แล้วนั้น ก็มีฝ่ามือใหญ่กร้านมารองรับไว้พอดี
“ระวังด้วย”
“อะ องค์ชายสาม กระหม่อมขอบพระทัยมากขอรับ” พอลงจากพื้นได้อย่างมั่นคงแล้วนั้นแม่ทัพเสวี่ยถงก็เห็นชัดเจนว่าเป็ผู้ใดที่มาช่วยไว้
“ไม่เป็ไร ต่อไปไม่ต้องพูดมีมารยาทกับข้าหรอกท่านแม่ทัพ”
หรงจวิ้นกล่าวเสร็จก็เดินจากมา ไม่สนใจอาการงุนงงของเสวี่ยถงด้านหลัง ที่ตอนนี้ยกมือมาเกาหัวใบหน้าเกิดคำถามขึ้นมากมาย
พอเดินไปสักพักหรงจวิ้นก็เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงกำลังจะเดินไปทางแม่ทัพใหญ่ องค์ชายสามครุ่นคิดอยู่นานก็คิดนามของเขาไม่ออก มองเด็กหนุ่มที่จะเดินสวนเขาไปอยู่แล้วนั้นจึงได้แต่ร้องเรียกไว้ “บุตรชายแม่ทัพเสวี่ย”
“องค์ชายสาม” เสวี่ยเจี้ยนเห็นชายหนุ่มเอ่ยเรียกจึงหันไปคารวะอย่างนอบน้อม
“หาท่านแม่ทัพอยู่หรือ”
“ขอรับ”
“ท่านแม่ทัพอยู่ทางด้านนู้น เ้าไปหาเหล็กเหยียบมาเปลี่ยนให้ท่านแม่ทัพด้วย อันเก่ามันพังแล้ว จะเป็อันตรายต่อท่านแม่ทัพเสวี่ย” หรงจวิ้นกำลังจะเดินจากไปแต่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจึงหันกลับมาถาม “เ้าชื่ออะไรนะ”
“กระหม่อมมีนามว่าเสวี่ยเจี้ยนขอรับ”
“น้องเจี้ยน ต่อไปเรียกข้าพี่หรงจวิ้นก็พอ ไม่ต้องมากพิธี”
“ไม่ได้ขอรับ กระหม่อมมิคู่ควร!” เสวี่ยเจี้ยนได้ยินเช่นนั้นก็รีบร้อนคุกเข่า ไม่ยอมรับสิ่งที่หรงจวิ้นมอบให้
ชายหนุ่มร่างใหญ่เอื้อมมือมาตบไหล่เสวี่ยเจี้ยนเบาๆ “เ้าคู่ควรแล้ว”
พอฝูอี้หรงจวิ้นจากไป เสวี่ยเจี้ยนก็รีบวิ่งตรงไปยังท่านพ่อของเขาทันที หน้าตาของทั้งคู่ตอนนี้นับว่าแตกตื่น งงกันถ้วนหน้า
“ท่านพ่อ!”
“เสี่ยวเจี้ยน!”
พอทั้งคู่เห็นหน้าของอีกฝ่ายแล้วก็ร้องเรียกออกมาพร้อมกัน ก่อนที่แม่ทัพเสวี่ยจะเดินเข้าไปจับท่อนแขนของลูกชายไว้
“เสี่ยวเจี้ยนองค์ชายสามเป็อันใดไปแล้ว ปกติเขาพูดกับข้าไม่ถึงสามคำด้วยซ้ำ!”
“ท่านพ่อ ท่านจะไปรู้อะไรว่าข้าเพิ่งเจอกับอะไรมา! เมื่อตอนงานเลี้ยงชมดอกของฮองเฮาเขาก็พูดกับข้าหลายคำข้าไม่แปลกใจหรอกนะถ้าองค์ชายสามจะพูดกับท่านมากกว่านั้น แต่เมื่อครู่เขาแปลกไปมาก!”
“เขาพูดกับข้ามากกว่าสามคำก็แปลกมากเหมือนกัน!”
“แต่ของข้าแปลกกว่านะ!”
“เ้าจะมาเถียงข้าทำไม!”
“โอ้ย! ท่านพ่อท่านอย่าตีหัวข้า”
เสียงทะเลาะน้อยๆ ของบุรุษวัยกลางกับหนุ่มน้อยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่อีกวัยที่โตขึ้นกว่าตอนนี้ ดังลอยตามลมที่พัดออกมา เสียงของพวกเขาลอยกระทบเข้าหูของทหารบางคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น ก่อนจะพากันส่ายหัวอย่างหน้าตาเบื่อหน่าย
สองพ่อลูกนี่ทะเลาะกันั้แ่ก่อนรบยันรบเสร็จเลยจริงๆ