วีรบุรุษอหังการ

    47 ล้างแค้น

            บรรดาหัวหน้าเผ่าแห่งทุ่งหญ้ารวมตัวกันบนยอดเนินแห่งหนึ่ง เอี้ยนเฟยซาเองก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมลับนี้ด้วย  หลังจากที่เดินทางในทุ่งหญ้าเป็นเวลาหลายวัน หน่วยสอดแนมของแต่ละชนเผ่าสามารถหาข้อมูลของศัตรูได้บ้างแล้ว  จึงทำการประชุมด่วนเพื่อวางแผนการเดินทางอีกครั้ง


              “หน่วยสอดแนมของเราแจ้งมาว่าสองวันก่อนพรรคมารตั้งทัพอยู่อีกข้างแม่น้ำฝั่งแดนเทพ  ปิดกั้นทางข้ามสะพานสองแดนเอาไว้ แต่วันนี้ได้ย้ายค่ายข้ามฝั่งไปยังแดนมนุษย์แล้ว  เหมือนกำลังรอคอยโอกาสโจมตีเมืองผิงเหยา  จากการคำนวณน่าจะมีจำนวนประมาณสี่พันถึงห้าพันคน  ส่วนใหญ่เป็นพลดาบและพลธนู  ทหารม้าน่าจะมีไม่ถึงพัน”


              ต้ายอิงที่อยู่ในชุดออกศึกของชนเผ่ากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ  หัวหน้าเผ่าที่เหลือล้วนผงกศีรษะเห็นด้วย บางคนหันมาซุบซิบกันด้วยหน้าตาเคร่งเครียดจริงจัง

     

              “หน่วยสอดแนมของเราข้ามแม่น้ำไป พบว่ามีทัพใหญ่ของพรรคมารตั้งค่ายอยู่ตรงเนินเขาหน้าเมืองผิงเหยา  มียอดฝีมือลาดตระเวนอยู่ทุกระยะ  ไม่สามารถเข้าใกล้เพื่อตรวจสอบกำลังพลได้  คาดว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่น  และอาจจะมีทัพม้าขนาดใหญ่อยู่ด้วย  สังเกตได้จากการที่มีหน่วยขนฟางแห้งหญ้าสดเข้าไปในค่ายเป็นจำนวนมากทุกวัน”


              โหลวช่างลี่กล่าววาจาด้วยความหนักแน่น  สายตาของมันคมกล้าดั่งตาเหยี่ยว ยามที่เอื้อนเอ่ยวาจาล้วนสอดส่องผู้ฟังทุกคน  กัวเจียอี้กระแอมขึ้นมาคราหนึ่ง  กล่าวว่า


              “ทางด้านหน่วยสอดแนมของเราตามติดขบวนปล้นชิงของพรรคมารอย่างใกล้ชิด พวกมันมีทัพม้าประมาณหนึ่งพันห้าร้อยคนคอยคุ้มกัน  และพบเจอรอยเท้าม้าจำนวนหนึ่งพันกว่าตัวมุ่งหน้าเข้าสู่ดงไม้ทางทิศตะวันออกของเมือง  เราสันนิษฐานว่าอาจเป็นทัพพิสดารของพรรคมาร  จึงได้ส่งหน่วยสอดแนมชุดหนึ่งตามหาพวกมัน  เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดตอนที่เปิดศึก”


              “แนวหลังของพวกเราปลอดภัย  ข้าได้วางหน่วยสอดแนมไว้ตลอดแนว  มั่นใจว่าไม่มีทัพไหนเล็ดลอดหูตาพวกมันได้”


              ถานหลันเซ่อที่เงียบงันมาตั้งแต่เริ่มกล่าวขึ้นมาบ้าง  คนผู้นี้หนักแน่นเยือกเย็น ไม่แสดงอาการตื่นเต้นหรือตื่นตระหนกต่อสภาพการณ์ของศัตรูแม้แต่น้อย  สมกับเป็นหัวหน้าเผ่าสูงอายุที่มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่น  และดูคล้ายจะเป็นศูนย์รวมใจของกองกำลังผสมอีกด้วย


              “หน่วยสอดแนมของเราไม่ได้ออกไปไหนเพราะอยู่ตรงกลาง  ดังนั้นย่อมเห็นด้วยกับพวกเจ้า”


              เซี่ยงถงฉีกล่าววาจาพร้อมกับขยับร่างอันต่ำเตี้ยของมันลุกขึ้นยืน  มันไม่ได้ส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปเหมือนเผ่าอื่น  เนื่องจากทัพของตนเองอยู่ตรงศูนย์กลาง  จึงไม่ได้เป็นทุกข์ร้อนใจอันใดเพียงรอรับฟังข่าวสารที่ผู้อื่นคาบมาป้อนให้เท่านั้น ถึงกระนั้นหัวหน้าเผ่าที่เหลือก็ไม่ได้ด่าว่ามันแต่ประการใด  คล้ายกับว่าชาชินกับนิสัยเช่นนี้ของคนต่ำเตี้ยผู้นี้แล้ว


              “จากข้อมูลข่าวสารที่หน่วยสอดแนมแต่ละกลุ่มรวบรวมมาได้ สรุปได้ว่าพรรคมารมีกองกำลังหลักอยู่สองทัพใหญ่  กับอีกหนึ่งกองม้าพิสดาร  ทัพรองตั้งค่ายทางทิศเหนือและทัพใหญ่ตั้งค่ายทางทิศตะวันออก  ส่วนกองกำลังที่ปล้นชิงเสบียงของพวกเราถูกค้นพบแล้ว  ทีนี้ก็เหลือเพียงทางทิศตะวันตกและทิศใต้ที่หน่วยสอดแนมของพวกเรายังไปไม่ถึง  หากว่า...”


              ถานหลันเซ่อหยุดพูดกะทันหัน  เพราะเขาเห็นหน่วยสอดแนมที่ตนเองส่งออกไปอย่างลับๆ เดินเข้ามา มันกระซิบที่ข้างหูของหัวหน้าเผ่าอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นก็จากไปทันที  คนที่เหลือล้วนบังเกิดความสงสัยอย่างเต็มเปี่ยม  ไม่เข้าใจมันนำข่าวสารใดมา


              ถานหลันเซ่อเผยยิ้มคราหนึ่ง  กล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นมั่นคงว่า


              “ทัพที่สามของศัตรูอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองผิงเหยา  กำลังพลน่าจะมีประมาณสามพันถึงสี่พันคน  เป็นทหารราบทั้งหมด”


              “ข้าขออาสาเอาทัพม้าไปบดขยี้มันให้ราบคาบ”


              ต้ายอิงผุดลุกขึ้นกล่าววาจาด้วยความเหี้ยมหาญ มันมั่นใจว่าทหารม้าชาญศึกของตนเองจะบดขยี้ทหารราบของศัตรูในชั่วพริบตา  ถานหลันเซ่อต้องห้ามปรามมันเอาไว้  พร้อมกับส่งสัญญาณถึงเอี้ยนเฟยซา  ชายหนุ่มที่นั่งสงบมาตลอดจึงลุกขึ้นยืน  ยกมือคารวะไปรอบด้าน

     

              “พวกเราไม่ควรเปิดศึกโดยที่ไม่มีพันธมิตร  หากพลาดพลั้งเสียจะได้รับความสูญเสียขนานใหญ่  ควรมีการติดต่อประสานกับกองทัพภายในเมือง  โบราณว่าเอาไว้ว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว ดังนั้นเราควรส่งตัวแทนของพวกเราเข้าไปเจรจาวางแผนกับกองกำลังของเมืองผิงเหยาก่อน  โอกาสที่จะได้รับชัยชนะของพวกเราก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ข้าขอเสนอให้สหายผู้ร่วมทางของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าผู้นี้เป็นตัวแทนของพวกเรา”


              ถานหลันเซ่อกล่าววาจายืดยาวเพื่อบ่งบอกถึงแผนการของตนเองต่อหัวหน้าเผ่าที่เหลือ  กัวเจียอี้มองสำรวจมองดูเอี้ยนเฟยซาครู่หนึ่ง  จึงว่า


              “เจ้าหนุ่มผู้นี้สมควรเป็นตัวแทนของพวกเรา  หนึ่งนั้นมันเป็นคนที่มาจากอีกฝั่งของแม่น้ำเหมือคนผิงเหยา สองนั้นมันมีวิทยายุทธ์ที่น่าจะเหนือกว่าคนของพวกเรา และสามมันเป็นคนที่วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าไว้วางใจ  สมควรพึ่งพาและไว้ใจได้”


              ทุกคนล้วนส่งเสียงสนับสนุน เอี้ยนเฟยซากลายเป็นตัวแทนของกองกำลังผสมห้าชนเผ่าที่ถูกส่งไปยังเมืองผิงเหยา  การประชุมจบลงในลักษณะเช่นนี้

     

              เอี้ยนเฟยซากลับไปจัดเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทาง  เมื่อท้องฟ้ามืดลง  เขาก็ออกเดินทางทันที  การเดินทางในความมืดทำให้เขาไม่ต้องกังวลจะถูกหน่วยลาดตะเวนของศัตรูพบเห็น  สามารถลอบเร้นเดินทางได้อย่างแนบเนียน  การเดินทางในช่วงแรกเป็นไปอย่างราบรื่น  หน่วยลาดตระเวนเป็นเพียงทหารทั่วไป แต่ยิ่งเข้าใกล้เมืองเท่าไหร่ก็พบว่าหน่วยลาดตระเวนเริ่มเป็นยอดฝีมือที่มีปฏิกิริยาดียิ่ง เพียงแค่เขาขยับทำให้เกิดเสียงเพียงน้อยนิด  พวกมันก็รุดมาค้นหาแล้ว  แต่โชคดีที่เขาสำเร็จการฝึกลมปราณขั้นสูงแล้ว  สามารถซ่อนเร้นลมหายใจและกลิ่นกายได้

     

              เอี้ยนเฟยซาลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ที่มีอยู่ประปราย  เขามีความรู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองได้สักพักแล้ว  ทำให้ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง  เขาทำได้เพียงหมอบซุ่มอยู่ในพงหญ้าหนาทึบ  สอดส่ายสายตาและเงี่ยหูฟังรอบด้าน  แต่ไม่ได้ยินหรือเห็นผู้ใดในบริเวณนี้เลย  จึงพุ่งร่างไปยังดงไม้แห่งหนึ่ง  ซ่อนตัวอยู่ในนั้น  เสาะหาหนทางที่จะลับลอบเข้าไปในเมือง แสงไฟจากกำแพงเมืองยังส่องสว่างอยู่ห่างไกล  เอี้ยนเฟยซารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ขี่ม้าของตนเองร่วมทางมา ด้วยฝีเท้าที่รวดเร็วของโชงหมิงสามารถวิ่งไปถึงประตูเมืองในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ  ยากที่จะมียอดฝีมือใดมารั้งตัวได้

     

              ทันใดนั้นเอี้ยนเฟยซาแว่วเสียงการต่อสู้จากด้านข้าง เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบหลบหนีกับเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ตามติดมา เขารีบพุ่งตัวไปอย่างเงียบเชียบเพื่อดูว่าใครกำลังต่อสู้และไล่ล่ากัน  เมื่อโผล่ตัวพ้นเนินด้านหน้าก็พบเห็นคนชุดดำผู้หนึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก  ถูกล้อมไว้ด้วยยอดฝีมือสามคน  ซึ่งยอดฝีมือทั้งสามคนนั้นมีอยู่สองคนที่เอี้ยนเฟยซาจดจำไม่รู้ลืม

     

              “เจ้าหนีไม่รอดแล้ว  ยอมให้พวกเราจับกุมแต่โดยดีเถอะ  เราสามพี่น้องขอสัญญาว่าจะให้ซากศพของเจ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดฮา ฮา”


              คนสูงยาวที่กล่าววาจาเรียกว่าเจี่ยอิงสง  เอี้ยนเฟยซาจดจำได้ว่ามันใช้มีดสั้นเป็นอาวุธ  บนยอดเขาเทียมฟ้าตนเองถูกคนผู้นี้จู่โจมใส่คราหนึ่ง  แทบเสียทีถูกมีดสั้นของมันทิ่มแทงใส่กลางหลัง  คนชุดดำกลับไม่โต้ตอบอันใด  เพียงชักกระบี่ออกมาคล้ายกับพร้อมสู้ตาย

     

              “เจ้าจะดิ้นรนไปไย  ด้วยฝีมือของพวกเราสามคน  ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งก็สามารถเอาชัยเจ้าได้ภายในสิบกระบวนท่า  ตอนนี้พวกเรามีอยู่ถึงสามคน  เจ้าไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะหลบหนี  หากรู้ความก็จงยอมมอบตัวเสียแต่โดยดี  จะได้ไม่ต้องรับความเจ็บปวดจากฝ่ามือของเรา”


              น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากบุรุษผู้นี้  แทบทำให้เอี้ยนเฟยซาพุ่งทะยานออกมาฟาดฟันดาบใส่มันสิบรอบ  เขาจดจำได้ว่านี่เป็นน้ำเสียงของเจี่ยจงเฉิง  คนที่ฟาดฝ่ามือใส่เขาจนสลบไป  แทบพรากชีวิตของตนเองลงสู่ปรโลก  ความแค้นเช่นนี้ใครเล่าจะลืมเลือน  เอี้ยนเฟยซาไม่ลืมเลือนเด็ดขาด

     

              “ดูจากรูปร่างและน้ำเสียงของเจ้าสมควรเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ตอนนี้ยังพอมีโอกาสกลับใจ  รีบยอมแพ้เสียเถอะ  เราเจี่ยชิงเถาขอรับรองว่าจะดูแลเลี้ยงดูเจ้าเป็นอย่างดี”


              เสียงมาจากสตรีวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายผู้หนึ่ง  น้ำเสียงของนางนุ่มนวลอ่อนหวาน  ผิดกับสารรูปของมันที่น่าสะพรึงกลัวและน่าสะอิดสะเอียน  เอี้ยนเฟยซาได้แต่คิดในใจว่า ‘พวกสกุลเจี่ยไม่มีคนปกติแม้แต่คนเดียว มีแต่พวกสติวิปลาสทั้งสิ้น’ ถึงกระนั้นเขาก็ยอมรับว่าคนพวกนี้ล้วนแต่มีวรยุทธ์สูงส่ง  หากไม่ใช่เพราะประสบพบคู่มือเช่นทาสราชันย์  เจี่ยถ้าฉือคงจะยังมีชีวิตอยู่บนโลก


              “ยอดยุทธ์ทั้งหลาย  ข้าขออำลา”


              ชายชุดดำพูดจบก็โยนวัตถุบางอย่างลงพื้น  ในพริบตาควันสีขาวกลุ่มหนึ่งก็ปกคลุมทั่วบริเวณที่มันอาศัยอยู่  เสียงเคลื่อนกายจากไปดังขึ้นอย่างแผ่วเบา  พร้อมกับเสียงตวาดฟังไม่ได้ศัพท์จากสามพี่น้องสกุลเจี่ยที่พุ่งตามติดชายชุดดำไป  เอี้ยนเฟยซาเองก็ไม่รอช้า  ใช้วิชาตัวเบาที่เพิ่งค้นพบได้อย่างชำนิชำนาญ  ตามติดด้านหลังของสามสกุลเจี่ยอีกที

     

              เอี้ยนเฟยซาเห็นชายชุดดำใช้วิชาตัวเบาที่แปลกประหลาดนัก  ท่าร่างที่พุ่งไปด้านหน้าเหมือนจะตกวูบลงพื้น  แต่ในชั่วพริบตาที่ยื่นแขนไปด้านหน้า  ก็สามารถพุ่งทะยานต่อไปได้อย่างเหลือเชื่อ  หรือว่าคนผู้นี้สำเร็จวิชาตัวเบาถึงขั้นเหยียบอากาศได้  นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร  หากสำเร็จวิชาตัวเบาถึงขั้นนั้น  สมควรมีวรยุทธ์ลึกล้ำพิสดาร  ไม่จำเป็นต้องหลบหนีเช่นนี้

     

            สามสกุลเจี่ยคล้ายจะคาดเดาวิธีการของชายชุดดำออก  พวกมันจึงแยกย้ายกันไล่ตาม  เจี่ยอิงสงฉีกออกไปทางซ้าย  เจี่ยชิงเถาฉีกออกไปทางขวา  ส่วนเจี่ยจงเฉิงเร่งความเร็วตามมาด้านหลังอย่างกระชั้นชิด  เพียงไม่นานทั้งสามก็ทำการกระหนาบใส่บุรุษชุดดำ  เหลือระยะห่างไม่ถึงสองวา  เจี่ยอิงสงดึงมีดสั้นออกมาขว้างใส่คนผู้นั้น  ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้  หากไม่ยกมือปัดป้องก็คงต้องถูกปักใส่มีดหนึ่ง


            ชายชุดดำรีบหลบเลี่ยง พร้อมกับฟาดสันมือกระแทกใส่มีดจนเปลี่ยนทิศทางไป  แต่ตนเองก็ไม่สามารถพุ่งทะยานหลบหนีได้อีก  ในที่สุดมันก็ถูกล้อมอีกครั้ง  เจี่ยจงเฉิงเพิ่งทิ้งตัวลงพื้นก็ต้องตื่นตระหนกสุดขีด  เพราะมีพลังที่แข็งกร้าวกลุ่มหนึ่งจู่โจมใส่มันจากด้านหลัง  เมื่อหันกลับไปก็พบเห็นหนึ่งดาบหนึ่งมนุษย์ลอยเข้ามาหาตนเอง  มันไม่มีแม้กระทั่งจังหวะรวบรวมพลังลมปราณ  รีบสะบัดฝ่ามือออกไปต้านทานดาบขึ้นสนิมที่จู่โจมมาถึง


            เสียงปะทะดังขึ้นคราหนึ่ง  เลือดแดงสดพุ่งกระจายเป็นวงกว้าง  แขนข้างหนึ่งถูกฟันขาดครึ่ง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเจี่ยจงเฉิงดังลั่น  แต่การจู่โจมยังไม่จบเพียงเท่านั้น  เอี้ยนเฟยซาที่เป็นมือดาบฟาดฟันติดต่อกันอีกสามดาบ ทั้งสามดาบล้วนเฉือนใส่บริเวณหน้าอกของคู่ต่อสู้จนเลือดเนื้อกระจุยกระจาย  ร่างของพี่ใหญ่สกุลเจี่ยล้มลงกระแทกพื้นดังโครม  เหลือลมหายใจรวยรินเท่านั้น ช่วงเวลาเดียวกันนั้นชายชุดดำก็ทิ่มแทงกระบี่จู่โจมใส่เจี่ยอิงสงเช่นกัน  เพลงกระบี่ของคนผู้นี้พลิ้วไหวมั่นคง  เสียแต่ว่ากระบี่นั้นสั้นไปบ้าง  ยังดีที่คนใช้กระบี่นั้นมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระบี่ที่จู่โจมออกไปเสียอีก

     

            เจี่ยอิงสงมองดูกระบี่ที่จู่โจมเข้ามาด้วยจิตหวาดหวั่น  สภาพของเจี่ยจงเฉิงที่นอนจมกองเลือดทำให้มันไม่มีขวัญสู้ต่อ  จึงฟันมีดสั้นออกไปเพื่อหยุดยั้งกระบี่สั้นของฝ่ายตรงข้าม  สายตาก็เหลือบไปเห็นเจี่ยชิงเถาจู่โจมเพลงกระบี่ใส่คนที่ทำร้ายพี่ใหญ่อย่างบ้าคลั่ง  มันหันกลับมามองดูมีดสั้นของตนเองที่ปัดป่ายกระบี่สั้นได้สำเร็จ  ความใจสู้จึงกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่มันกำลังจะตั้งท่าจู่โจมกลับไปนั้น  ก็ต้องตกใจสุดขีดเพราะกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามที่วกกลับมาอีกครายืดยาวออกมาอย่างรวดเร็ว  มันแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง  ไม่มีแม้กระทั่งเวลาปัดป่ายป้องกันตัว  ปลายกระบี่กรีดใส่ลำคอคราหนึ่ง  มันรีบปล่อยมีดในมือทิ้งแล้วหันมากุมลำคอตนเอง  แต่ไม่ทันการณ์แล้ว  ปลายกระบี่ตัดหลอดลมของมันขาดสะบั้น  เจี่ยอิงสงทรุดตัวลงกองกับพื้นดิน  ดิ้นรนอย่างทุรนทุราย


            เอี้ยนเฟยซากลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  การจู่โจมอย่างบ้าคลั่งของเจี่ยชิงเถาทำให้เขามือไม้ปั่นป่วน  แม้ว่าตนเองจะมีพลังลมปราณมากมาย  แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้กลับน้อยนิด  พอเผชิญกับยอดยุทธ์ที่ไม่กลัวตาย  กลับไม่สามารถหาวิธีรับมือกับคู่ต่อสู้เช่นนี้ได้  โชคดีที่ชายชุดดำจู่โจมกระบี่ใส่นางมารคลั่งผู้นี้  ทำให้นางต้องหันกลับไปรับมือกับกระบี่ที่จู่โจมเข้ามา  ชายหนุ่มรีบตั้งสติแล้วเข้าร่วมการต่อสู้อีกครั้ง  คราวนี้เขาเริ่มควบคุมสมาธิของตนเองได้ จึงลงมือประสานกับชายชุดดำได้อย่างแนบเนียน  จู่โจมจนเจี่ยชิงเถาต้องถอยร่นถ่ายเดียว ในขณะที่ทั้งสองใกล้จะปิดฉากการต่อสู้นี้ได้นั้น ก็บังเกิดความรู้สึกคล้ายตกอยู่ในหลุมอากาศ  ไม่สามารถขยับร่างกายได้ดังใจ  เมื่อมองไปข้างหน้าก็พบเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่แยกขยายออกนับร้อยนับพันร่าง  เป็นบุรุษใส่หน้ากากเหล็ก  มันพุ่งเข้ามาพร้อมกับฟาดฟันฝ่ามือที่ปกคลุมไปด้วยไอควันสีม่วงใส่เอี้ยนเฟยซา  หรือว่าเขาต้องถูกฟาดฝ่ามือใส่อีกครั้ง


            เอี้ยนเฟยซาพบเห็นกระบวนท่าป้องกันขึ้นในสมอง  แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีก 

             

                

     

     

              

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405